ตอนที่หนึ่งร้อยห้าสิบหก The Last Jedi
I will not be The Last Jedi
Luke Skywalker
ข้าจะไม่เป็นเจไดคนสุดท้าย
ลุค สกายวอล์กเกอร์
ผมรู้สึกเจ็บปวดใจจี๊ดขึ้นมาอีกไม่ได้
ต้องพยายามเตือนตนเองว่านี่คือยุคสมัยที่คนเข้าใจว่า
“สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา”
ก็มีความเป็นไปได้
พวกสาขาวิชาชีพต่างๆนั้นมักจะมีศัพท์เฉพาะที่คนในวงการวิชาชีพรู้ที่ทำให้สามารถสื่อสารกันในวิชาชีพได้
แต่เมื่อมาเจอในชีวิตจริงก็ต้องเอามาสื่อสารกับชาวบ้านให้ได้
คือแนวคิดหนึ่งที่ทางการแพทย์พยายามอบรมนักศึกษาแพทย์ให้สามารถสื่อสารกับชาวบ้านเข้าใจได้
ทักษะสื่อสารนั้นสำคัญไม่แพ้กับทักษะด้านอื่นๆ
เช่น เราอาจจะกล่าวว่าเป็นซีซีในการบอกปริมาณ
แต่หากถามชาวบ้านว่าทานเหล้ามาเท่าไรจะบอกว่า
เป๊ก กลม แบน
ที่เราต้องแปลภาษาพูดของชาวบ้านนั้นมาเป็นศัพท์ทางการให้เข้าใจกันให้ถูกต้องอีกทางหนึ่ง
บทเพลงผู้ใหญ่ลีและหม่าน้อยธรรมดานั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องตลก
แต่คือบทเพลงที่สำคัญที่บ่งชี้ปัญหาถึงการสื่อสารระหว่างทางการกับชาวบ้าน
เรามีความแตกต่างกันทางชนชั้นสังคมและแนวคิดจริงๆ
ที่เรื่องที่คนคนหนึ่งใช้เป็นเรื่องธรรมดาจะโดนมองว่าเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับคนที่เติบโตมาจากต่างชนชั้นกัน
อย่างผมเอง
ไอ้เจิดที่จบมาจากนักเรียนนอก(แต่ดันไปเป็นโจรในพระนครได้อย่างไรก็ไม่รู้เสียชื่อนักเรียนนอกหมด)
นั้นค่อนข้างจะพูดจาสุภาพกว่าคนอื่นๆ
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าแสดงถึงความไม่จริงใจ
พูดจาอ่อนหวานนั้นไม่จริงใจพูดจาตรงไปตรงมามีคำหยาบแสดงความจริงใจกว่าว่างั้น
เป็นตัวแทนของคนสมัยใหม่
ชนชั้นทางสังคมที่จะโดนชาวบ้านทั่วไปหรือไอ้ขามตัวแทนของหนุ่มนาลูกหลานชาวบ้านนั้นรังเกียจ
(ทั้งที่ไอ้ขามมีทักษะซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าพูดภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นได้ด้วยเหตุผลบางประการ)
ผมไม่ได้จะดูถูกใครว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้แต่พูดขนาดสื่อสารกับเจ้าของภาษานั้นแม้แต่ครูที่มีหน้าที่สอนให้เด็กเรียนนั้นยังสอบตามมาตรฐานวัดความถนัดทางภาษาที่จะทำให้ไปเข้ามหาวิทยาลัยของต่างประเทศได้ยังไม่ผ่านเป็นส่วนใหญ่เลย
อย่าว่าแต่จะสามารถพูดจาสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้
การที่ไอ้ขามมันสามารถพูดภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นกับเจ้าของภาษาที่พูดกันเองแล้วไอ้ขามฟังเข้าใจนี่
ผมยังงงเหมือนกันว่าไอ้ขามมันทำได้อย่างไร
แต่ในตอนนี้มันก็พิสูจน์จากคนที่ทำหน้างงตอนนี้แล้ว
ว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีความถนัดทางด้านภาษาต่างๆขนาดฟังเจ้าของภาษาเข้าใจกันไปทุกคนอย่างไอ้ขาม
“ให้คิดว่าคือหน้าที่ของข้าที่ทำให้พวกเอ็งละกันพวกเอ็งเป็นลูกน้องมีหน้าที่เชื่อฟังคำสั่งข้าและทำตามกฎที่ข้าตั้งไว้ข้ามีหน้าที่ปกป้องพวกเอ็งจากอันตรายรอบด้านและทำให้ชีวิตของพวกเอ็งอยู่อย่างสุขสบายมากขึ้น”
แนวคิดของรัฐนั้นชอบให้เราสละชีวิตเพื่อรัฐมากแต่พยายามจะเล่นมุกว่า
อย่าถามว่าประเทศชาติทำอะไรให้กับท่านบ้าง..แล้วทำไมเราถามไม่ได้ล่ะฟะ?
ประเทศชาติทำอะไรให้กับเราบ้าง?
แนวความคิดของระบบอุปถัมภ์ของโรมันที่ล้าหลังนับพันปี
ก็ยังบอกชัดเจนว่า
ลูกน้องคนที่เข้ามาเป็นผู้ใต้การอุปถัมภ์จะต้องรับศัตรูของเจ้านายเป็นของตนเองและทำตามคำสั่งเจ้านาย
เจ้านายหรือผู้อุถัมภ์มีหน้าที่ต้องปกป้องลูกน้องไม่ให้เกิดอันตรายขึ้นกับลูกน้องของตนเองและให้ความดูแลพวกเขาตามสภาพ
มันคือความสัมพันธ์สองทางแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมกัน
มันคือความสัมพันธ์ที่มีเงื่อนไขแต่ทางทางรัฐสมัยใหม่จะลืมไปแล้วหรือแกล้งลืมไป
นี่คือสาเหตุที่ผู้มีอิทธิพลเหมือนมีอำนาจมาก
เพราะเจ้านายปกป้องลูกน้องให้ก่อกรรมทำชั่วต่อไป
หากเจ้านายไม่สามารถปกป้องลูกน้องที่ก่อกรรมทำชั่วได้
เจ้านายก็จะเสื่อมอำนาจ
หากเราเจอคนที่ก่อกรรมทำชั่วในสังคมของเราแล้วไม่ได้รับการลงโทษ
ไล่ไปตามสายบังคับบัญชาหาให้เจอว่าเป็นลูกน้องใคร
เราก็จะรู้ว่าไอ้ชั่วที่ก่อปัญหาให้กับบ้านเมืองนั้นคือใคร
ไม่น่าเชื่อที่ผมต้องเปิดตำราโบราณอีกครั้งเพื่อลากพวกนี้เข้าสู่ยุคสมับอุตสาหกรรมเสียที
ผมจะไม่เป็นจอมเวทย์คนสุดท้ายแต่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์และเทคโนแครตคนแรกของหมู่บ้านนี้!!!
“เอาล่ะ ทำงานให้เสร็จตั้งแต่ตอนที่ยังมีแสงอยู่เถอะยังมีเรื่องให้พวกเราทำอีกมาก”
มีเสียงตอบรับอย่างแข็งขันขึ้นมาจากกลุ่มคนที่ผมรวบรวมมา
การทำงานที่ต้องมีข้อจำกัดโดยแสงอาทิตย์และเวลาเข้านอนของคนในหมู่บ้านนี้ก็เป็นข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของผมนั่นเอง