ไม่มีใครรู้ว่าคนกลุ่มนั้นเป็นใครมาจากไหน?รู้เพียงแต่ว่าพวกมันมาถึงก็เข้าโจมตีในทันที วิหารศักดิ์สิทธิ์ ยอดสำนักต่างๆเหลือกำลังจะต้านทาน พวกมันมีวรยุทธ์ที่แปลกประหลาด พลังรูปแบบที่ใช้ก็ไม่เหมือนกับที่ชาวชิงเฉวียน
ปรมาจารย์แตกดับสำนัก นิกายราพณาสูร สุดท้ายวิหารศักดิ์สิทธิ์ทุ่มกำลังสูงสุดจึงขับไล่พวกมันไปได้ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันหนีไปที่ใด จะกลับมาอีกหรือไม่?ล้วนเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้
กาลเวลายาวนานผ่านพ้นผู้คนลืมเลือน แต่เจ็ดสำนักใหญ่ไม่มีวันลืมเลือนเป็นแน่นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงได้คัดเลือกศิษย์ที่โดดเด่นอยู่ตลอด
ความน่ากลัวในมหันตภัยครั้งนั้นทำให้พวกมันไม่กล้าลืมเลือน
“เจ้ารับมรดกข้าไปแล้วถึงเวลามอบโชควาสนาให้ผู้ติดตามเจ้าบ้าง” เสียงอ่อนนุ่มดังขึ้นหนิงเฟยหลงหลุดออกจากการนึกคิด
แกนสัตว์อสูรที่มีพลังสะกดข่มอย่างไม่น่าเชื่อก็ลอยไปหยุดอยู่ที่หน้าเสี่ยวชุ่ยมันหันกลับมามองหนิงเฟยหลงราวกับว่าต้องการขออนุญาตเขาพยักหน้าให้กับมันด้วยรอยยิ้ม
เสี่ยวชุ่ยไม่รีรออีกมันรีบเขมือบกลืมแกนสัตว์อสูรลงไปทำเอาหนิงเฟยหลงต้องเบิกตามอง“เจ้านี่ช่างตะกละเสียจริง”
เสี่ยวชุ่ยกลืนแกนสัตว์อสูรเรียบร้อยก็ก็แลบลิ้นจากนั้นเปลือกตาของมันก็หลุบลงผล็อยหลับไปในที่สุด ท่านหญิงหัวเราะชอบใจแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเก็บมันไปเถอะ เสี่ยวชุ่ยของเจ้าต้องการพักผ่อนมันกำลังดูดซับพลังต้องใช้เวลานานเข้าสู่สภาวะหลับลึก”
หนิงเฟยหลงผงกศีรษะรับคำแล้วเก็บเสี่ยวชุ่ยเข้าไปในมิติปริศนาเขาไม่ได้แปลกใจที่ท่านหญิงจะรู้เรื่องนี้เท่าไหร่ นอกจากนี้เขาก็ไม่กังวลอีกด้วยปรมาจารย์ท่านแตกดับไปแล้ว อันตรายใดๆ ย่อมไม่เกิดขึ้นหลังจากนี้แต่เขาต้องระวังมากขึ้นอีกในคราวต่อไปที่เปิดใช้มิติปริศนา
“ระดับพลังตอนนี้ของเจ้าใกล้ทะลวงขั้นแล้วข้าจะมอบโชควาสนาให้อีกหน่อย”ท่านกวาดแขนพลังสายหนึ่งก็พุ่งออกกลายเป็นของวิเศษชิ้นหนึ่งหนิงเฟยหลงรับรู้ถึงกระแสพลังที่เข้มข้นจากมันดวงตาก็จดจ่อไม่ยอมละสายตา
เมื่อเห็นท่าทางที่ตื่นเต้นของชายหนุ่มท่านก็ยิ้มอ่อนโยน “มันคือหินลมปราณมันจะช่วยให้เจ้าก้าวสู่ขั้นที่เก้าได้ในที่สุด”
เขารับหินผลึกลมปราณนั้นไว้แม้จะเป็นเพียงหนึ่งก้อน แต่เหนือกว่าพลังหยวนของเขาเสียอีก บ่งบอกถึงความเข้มข้นที่อัดแน่นอยู่ในนั้น
“รีบดูดซับมันเมื่อเสร็จสิ้นก็จงออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด สหายของเจ้ากำลังรออยู่ที่ด้านนอกพวกมันเองก็ได้รับโชควาสนาเช่นเดียวกับเจ้า”ท่านกวาดมืออีกครั้งถุงสมบัติก็ลอยไปอยู่เบื้องหน้าของหนิงเฟยหลงและประตูบานหนึ่งก็ปรากฏ
เขาลุกขึ้นประสานมือโค้งต่ำให้กับท่านด้วยความเคารพสูงสุดจากนั้นก็นั่งลงดูดซับหินลมปราณนี้โดยไม่ได้สนใจของที่อยู่ในถุงสมบัติแม้แต่น้อยเขาเพียงเก็บมันลงไปโดยไม่ตรวจสอบ และไม่ได้สังเกตเลยว่าสตรีที่ยิ้มให้อย่างเมตตากำลังจะสูญสลายไปอย่างเงียบๆ
แววตาของท่านดูเหนื่อยล้าและปลอดโปร่ง กำลังเข้าสู่การแตกดับอย่างสมบูรณ์ร่างของท่านที่สลัวอยู่แล้วก็กลายเป็นประกายแสงระยิบระยับกระจายตัวออกไปทั่วทั้งถ้ำ ทำให้มันคงอยู่ได้อีกชั่วขณะหนึ่งก่อนจะสูญสลายไป
เพื่อให้มีเวลาพอแก่การทะลวงขั้นของเขาเท่านั้น!
พลังลมปราณที่หนาแน่นถูกดูดซับอย่างรวดเร็วด้วยทักษะฉิงคงเส้นลมปราณเปิดออกและกลืนกินอย่างบ้าคลั่ง เมล็ดหยวนหมุนโคจรอย่างต่อเนื่องพลังหยวนก่อเกิดไม่สิ้นสุด เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามใบหน้าของเขาก็แดงก่ำไปด้วยความร้อนระอุพลังในร่างมีมากเกิดไป และมันพร้อมที่จะทะลวงขั้นแล้วในตอนนี้
“ทะลวง!” เสียงแผ่วเบาที่หนักแน่น เมล็ดหยวนระเบิดพลังที่น่าสะพรึงกลิ่นอายแห่งแก่นแท้ก็ตลบอบอวนไปทั่วทั้งถ้ำ พลังยุทธ์ของเขาก้าวเข้าสู่ขั้นที่เก้าอย่างสมบูรณ์
เปลือกตาถูกเปิดขึ้นทั่วทั้งถ้ำก็สั่นไหวมันไม่อาจทนรอได้อีกต่อไปหนิงเฟยหลงมองไปยังที่ท่านหญิงน้ำค้างแห่งหมอกเคยอยู่ด้วยสายตาซับซ้อนจากนั้นก็โค้งต่ำให้อีกครั้ง เขาก็กลายเป็นสายลมพุ่งเข้าประตูบานนั้นไป
...
เส้นทางที่คดเคี้ยวสั่นสะเทือนภาพที่เห็นกลายเป็นเส้นทางถ้ำในไม่ช้าหนึ่งบุรุษหนุ่มและหนึ่งสตรีสาวกำลังวิ่งหนีจากที่นี่ด้วยความว้าวุ่นพวกเขาใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่สามารถหาทางออกได้พบ แม้จะเดินกลับทางเดิมก็ตามแต่เมื่อเส้นทางกลับคืนสภาพ พวกเขาก็เห็นทางออกได้อย่างชัดเจนโดยไม่รีรอพวกเขารีบมุ่งหน้าไปทางออกในทันที
ทั้งสองคนนี้ก็คือเฟิงเหลยและโต่วเยี่ยนฉวี่
ทันทีที่ออกมาสายตาที่งุนงงก็ถูแก้ให้กระจ่างตลอดมาที่ติดอยู่ในเส้นทางคดเคี้ยวทำให้สงสัยเป็นอย่างมากที่แท้มันก็เป็นเส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นไม่อาจหวนย้อนกลับได้รอยยิ้มที่ขื่นขมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสอง พวกเขายังคงไม่ลืมสลายอีกผู้หนึ่งที่ร่วมเดินทางกันมา
“เหวินเหลียง”โต่วเยี่ยนฉวี่พึมพำเบาๆ ใบหน้าทั้งคู่สลดลง และเตรียมจะจากไป
แต่ทันใดนั้นเองแสงสว่างก็วาบออกมาจากปากถ้ำชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินออกมาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย เขาก็คือหนิงเฟยหลง
“เหวินเหลียง!”
พวกเขาค่อนข้างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ที่มากกว่านั้นก็คือความยินดีที่ไม่อาจปกปิด
“อะไรกันพวกเจ้าจะทิ้งข้าไว้ที่นี่?” หนิงเฟยหลงหัวเราะ แล้วก็เดินไปหาสหายทั้งสอง
“เกิดอะไรขึ้น?”ทั้งสองเริ่มการซักถามในทันที โต่วเยี่ยนฉวี่ยังถามหาเสี่ยวชุ่ยอีกด้วยเมื่อรู้ว่ามันปลอดภัยดีก็เบาใจ หนิงเฟยหลงเล่าเรื่องราวเกือบทั้งหมดให้ฟังทั้งสองคนก็มีสีหน้าแปลกประหลาด พวกมันรู้สึกว่าติดอยู่ในนั้นนานก็จริงแต่ก็เพียงแค่เวลาห้าวันเท่านั้น ต่างจากหนิงเฟยหลงที่ติดอยู่หลายสิบปี
เขายังได้เล่าถึงท่านหญิงน้ำค้างแห่งหมอกทำเอาสองคนตกอยู่ในความตะลึงไม่คาดคิดว่าสหายของพวกมันจะได้พบเจอยอดคนในอดีตที่จริงแล้วทั้งคู่ก็ได้รับโชควาสนามาเช่นกันโดยเฉพาะโต่วเยี่ยนฉวี่พลังยุทธ์นางบรรลุถึงขั้นที่เก้าแก่นแท้พลังเทียบเท่าหนิงเฟยหลงเป็นที่เรียบร้อยเฟิงเหลยนั้นก็ได้ขัดเกลาพลังจิตแม้ไม่อาจบอกได้ว่าชำนาญแต่ทั่วทั้งชิงเฉวียนผู้ที่อยู่ระดับเดียวกันคงไม่อาจทำร้ายเขาได้
“ไปกันเถอะเราใกล้ถึงลานประลองสุดท้ายแล้ว”
สามสหายมุ่งหน้าขึ้นเหนือทำตามความฝันของตนเองแต่ไหนเลยพวกเขาจะคาดคิด ว่าการติดอยู่ในถ้ำเพียงห้าวันกลับมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในแดนเหนือทำให้ผู้ทดสอบหลายร้อยคนตกตายไป ผู้ทดสอบที่เหลือต่างรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ไม่ก็กระจัดกระจายหนีลงใต้อย่างจ้าละหวั่น
มันน่ากลัวกว่าสงครามคนเถื่อนที่ชายแดนเป็นอันมากต่อให้อาณาเขตจะถูกตีแตก กองทัพเว่ยถอยร่นมากเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้พวกมันหวาดกลัวได้อย่างแท้จริงทว่าคราวนี้กลับแตกต่าง เพราะสิ่งที่พวกมันต้องเผชิญ คือ
กองทัพกระโจมทองหลวงจอมข่านแห่งแดนเหนือ!
พวกมันลงมืออย่างโหดเหี้ยมต่อต้านยอดสำนักอย่างเห็นได้ชัดทว่ายอดสำนักเองก็ไม่ได้หวั่นกลัวพวกเขากล้าจัดการทดสอบสุดท้ายไว้ใจกลางดินแดนเหนือ ก็บ่งบอกถึงความกล้าและความเชื่อมั่นที่ไม่อาจถูกทำลายได้
อย่างไรเสียพวกมันก็คือยอดสำนักหากต้องการจริง ทำไมจะไม่สามารถทำลายชนเผ่าคนเถื่อนเหล่านี้ได้
ด้วยการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของกระโจมทองหลวงทำให้ดินแดนเป่ยโจวต้องสั่นสะเทือนกองทัพใหญ่ตะวันออก และกองทัพใหญ่ตะวันตกของเว่ยต้องรีบประชิดชายแดนเพื่อตรึงกำลังของข่านทั้งสองไม่ให้กลับไปรวมพลโจมตียอดสำนักได้มันคือการรบที่ดุเดือด!
หนิงเฟยหลงและสหายเองก็ต้องประสบกับความยากลำบากในการเดินทางพวกเขาต้องคอยหลบหนีจากกองทหารที่ตระเวนไปทั่วแดนเหนือพวกมันดูบ้าคลั่งไร้ความเมตตาใดๆ เมื่อพบเจอคนแดนใต้ก็จะลงมือสังหารในทันที
นอกเหนือจากนี้แล้วแม่ทัพขุนพลที่ออกบัญชาการก็ยังมีความสามารถมากกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของข่านทั้งสองอีกด้วย พวกมันล้วนอยู่ระดับสัมผัสพิภพทั้งสิ้น!
“พวกเราไม่อาจต่อกรพวกมันได้นานด้วยการเป่าแตรนั่น”เฟิงเหลยจ้องมองทหารเหล่านั้นอย่างเคียดแค้นก่อนจะทำการหลบหนีต่อไป หนิงเฟยหลงก็จนใจก่อนหน้านี้ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดจะทำลายกองทหารลาดตระเวนแต่เป็นเพราะว่าแตรที่น่ารำคาญนั่น เพียงพวกมันเห็นศัตรูก็จะเป่าในทันทีกองกำลังเสริมก็จะมุ่งหน้ามาอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงเท่านั้นหากพวกมันเริ่มจะพ่ายแพ้การเป่าแตรครั้งที่สองก็จะตามมามันช่างน่ารำคาญอย่างแท้จริง กับการต่อสู้ที่ไม่จบไม่สิ้น หนิงเฟยหลงเคยลองจะสังหารผู้เป่าแตรอยู่หลายครั้งแต่ใช่ว่าผู้ถือแตรนั้นจะอ่อนแอเป็นถึงผู้ฝึกฝนขอบเขตแดนพิภพและมีองครักษ์ล้อมรอบอีกแปดนาย ล้วนอยู่ขอบเขตแดนพิภพทั้งสิ้น ผลสุดท้ายพวกเขาก็จำใจต้องถอนตัว
ไม่นานนักความวุ่นวายที่มากขึ้นก็ตามมาเมื่อจอมข่านนำทหารคนเถื่อนกว่าสามแสนนายปิดล้อมหุบเขาประกายหิมะ คนในก็ยากจะออกคนนอกก็ยากจะเข้าเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดโดยแท้
เดิมทียอดสำนักทั้งเจ็ดคิดจะไม่ลงมือต้องการใช้จอมข่านและกองกำลังของมันทดสอบผู้เข้าทดสอบไปในตัวแต่คาดไม่ถึงว่าจอมข่านจะลงมือหนักถึงเพียงนี้ ทั้งยังกล้าปิดล้อมพวกมันอีกด้วย!
“สารเลว!” ผู้อาวุโสสำนักมังกรฟ้าโกรธมาก มันฟาดฝ่ามือต้นไม้ก็พลันแหลกลาญผู้อาวุโสที่เหลือก็มีแววตาที่เคร่งเครียด
“สถานการณ์นี้ไม่ถูกต้องจอมข่านคงมีคนหนุนหลังที่ดีถึงกล้ากำแหงนัก” ผู้อาวุโสสำนักอัสนีเมฆาแค่นเสียงเย็นชาคนอื่นๆก็ผงกศีรษะคิดตาม
รังสีสังหารแผ่ออกมาจากตัวของผู้อาวุโสสำนักมังกรฟ้าอย่างไม่ปกปิด“ในเมื่อพวกมันกล้าท้าทาย ข้าก็จะสนองให้!”เขากำแผ่นหยกในมือพร้อมส่งข้อความทางไกล ผู้อาวุโสสำนักอื่นๆก็ทำเช่นกัน
สงครามขนาดใหญ่ที่ไม่เกิดขึ้นหลายร้อยปีกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง!
ห่างออกไปจากหุบเขาประกายหิมะห้าสิบลี้ท่ามกลางกองทัพอันยิ่งใหญ่ มีกระโจมสีทองที่ใหญ่โตมันคือทองจริงๆที่ทำให้คนหลงใหลเหม่อมองด้วยความโลภ ด้านล่างของมันเป็นแผ่นไม้ที่ต่อติดกันหลายหมื่นหลายแสนชิ้นมีล้อเลื่อนติดอยู่ทั้งสี่ด้าน มันคือกระโจมที่สามารถเคลื่อนที่ได้สิ่งที่ใช้ลากจูคือสัตว์อสูรขนาดใหญ่นับร้อยนับพันตัว มองดูแล้วช่างน่าเกรงขามยิ่ง
ในกระโจมที่ใหญ่โตมโหฬารประดับประดาไปด้วยแก้วแหวนเงินทอง สตรีรับใช้มากมายในที่นี้ไม่มีบุรุษแม้แต่คนเดียว หากจะพูดให้ถูกคือมีเพียงผู้เดียวเป็นผู้เดียวที่ดำรงอยู่ได้ท่ามกลางสตรีเหล่านี้
ที่ประจำของมันคือบัลลังก์อินทรีทองคำที่โอ่อ่าบุรุษร่างสูงใหญ่นั่งที่นั้นเป็นประจำ ใบหน้าที่มีรอยแผลที่หางคิ้วซ้ายนั่นบ่งบอกถึงผู้ชาญณรงค์สงครามยิ่งร่างกายที่บึกบึนบ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง ดวงตาที่หลับอยู่เป็นนิจค่อยๆ เปิดออกนัยน์ตาที่คมกล้ากวาดมองไปไกลแสนไกลราวกับมันคือนกอินทรีที่เหาะเหินอยู่บนฟ้าจดจ้องลงมายังผืนดินรอยยิ้มที่แปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้น
มันคือ ผู้ควบคุมชะตาชีวิตแห่งใต้หล้าแดนเหนือจอมข่านผู้ยิ่งใหญ่!
...