เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 27 ซากปรักหักพังลึกลับ ตอนปลาย

    มังกรเขียวรวบรวมพลังเวทย์ของตนเองจากนั้นก็แปรสภาพกลายเป็นวงเวทย์บนอากาศมากมายราวสองร้อยอันเล็งมาที่ผมกับไอรีน แสดงว่ามันต้องอารมณ์เสียมากขนาดไหนถึงจะบ้ามากถึงขนาดนี้
    “ไอรีน รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ”
    ไอรีนส่ายหน้าไปมาพร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หมดหนทาง
    “พวกเราไม่มีทางออกไปได้แล้วเพราะโดนวงเวทย์ล็อคเป้าหมายเอาไว้ถึงขนาดนี้และมันก็ยังเป็นมังกรเขียวถึงจะแค่อยู่ในวัยแรกเกิดก็ตาม”
    ผมตรวจสอบวงเวทย์ที่มังกรตั้งใจจะปล่อยออกมาในทันทีเพื่อดูว่าเหตุผลจริงๆเป็นเพราะอะไรไอรีนถึงพูดออกมาแบบนั้น
    ตรวจสอบ
    ทักษะเวทย์ทำลายล้าง (ทักษะที่รุนแรงที่สุดประจำเผ่ามังกรในช่วงวัยแรกเกิด) ความสามารถ ขจัดพลังชีวิตเป้าหมายออกไป 30% เป็นเวลาสามวันทำให้ไม่สามารถฟื้นฟูพลังชีวิตส่วนที่หายไปได้ โจมตีตามสัดส่วนพลังชีวิตของตนเอง 70% + 50% ของคู่ต่อสู้ ไม่สามารถหลบหลีกได้ ไม่สนพลังป้องกัน ไม่สนการต้านทานใดๆ ไม่สนพลังยับยั้งใดๆ และทำลายล้างคู่ต่อสู้ที่มีเลเวลน้อยกว่าตนเองห้าสิบเลเวลให้ตายในทันที เวลาในการร่าย 15 วินาที
    มันเล่นเอาไพ่ตายของตัวเองมาใช้เลยเหรอนี่มันบ้าไปแล้ว ผมควรทำยังดีนะ? ก่อนอื่นผมต้องดู “แถบสถานะ” ของมันก่อนบางทีอาจคิดอะไรขึ้นมาก็ได้
    ตรวจสอบ
    มังกรเขียว (ระยะแรกเกิด)เลเวล 30เผ่า มังกร ขั้น 1อาชีพ ราชาแห่งซากปรักหักพังลึกลับฉายา ราชาแห่งการนอนพลังชีวิต 212500/212500พลังเวทย์ 146520/146520กำลัง 3300ว่องไว 1200ปัญญา 2100ทักษะเวทย์ทำลายล้าง เลเวล 10บอลเพลิง เลเวล 10เกราะมังกร เลเวล 10ทักษะติดตัวเพิ่มพลังโจมตีให้กับตนเอง 50%เพิ่มพลังป้องกันให้กับตนเอง 50%
    มังกรเลเวล 30 แต่พลังชีวิตแบบนี้ถึงว่าละทำไมไอรีนถึงได้ยอมแพ้ที่จะหนีเพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าจักรพรรดิแห่งความชั่วร้ายอย่างมังกรแล้วละผมกับไอรีนก็ไม่ต่างไปจากเด็กทารก ถึงจะแค่ระยะแรกเกิดแต่มันมีสถานะที่สุดโกงขนาดนี้แล้วถ้ามันขั้นเผ่าพันธุ์อยู่ที่ขั้นเก้ามันจะไม่มีพลังชีวิตเป็นแสนล้านเลยเหรอแค่ตอนนี้ก็ยังล่อไปตั้งสองแสนแล้ว
    นี่คงเป็นความต่างชั้นของเผ่าพันธุ์อย่างแท้จริงแล้วผมควรทำยังไงดีถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปมันก็ไม่ต่างไปจากการที่ยืนรอความตาย
    ไม่มีสักหนทางจริงๆเหรอ
    ผมสิ้นหวังในความคิดของตนเองเพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีทางหนีรอดไปจากผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงไปได้อยู่ดี
    ไม่ มันต้องมีวิธี มนุษย์อย่างเรา( ถึงจะเป็นแวมไพร์ไปแล้วก็เถอะ )เกิดมามีปัญญาที่เหนือล้ำกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นเพราะอะไร? ก็เพราะสติปัญญานั่นเองสิ่งนี้มันคือส่วนที่ทำให้มนุษย์พัฒนาวิทยาศาสตร์ได้ สามารถยกระดับเผ่าพันธุ์ที่ไม่ต่างไปจากพวกสัตว์ธรรมดาทั่วไปกลายเป็นราชาเหนือทุกสิ่ง
    เพราะมนุษย์ต้องการเพียงอย่างเดียวคือเวลามันคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาพัฒนาตนเองจนสามารถก้าวไปเหยียบดวงดาวที่อยู่ห่างไกลออกไปนับปีแสงได้ในเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปีในโลกก่อนของผมก็พึ่งทำสำเร็จไปในตอนที่ผมจะหมดลมหายใจไปโดยสมบูรณ์นี้เอง
    แล้วทำไมผมเองจะเอาชนะด้วยพลังของผู้อ่อนแอแบบนั้นไม่ได้ ต้องชนะให้ได้ด้วยปัญญาของตนเอง
    เดี๋ยวนะ ถ้ามันทำแบบที่ผมคิดเอาไว้ได้จริงๆมันจะเป็นยังไง ผมลองใช้ทักษะเรียนรู้อย่างรวดเร็วเพ่งไปที่พลังต้นกำเนิดแห่งความมืดของตนเอง
    ติ๊ง!
    บทลงโทษถูกลบล้างสถานะทั้งหมดกลับคืนมา
    ติ๊ง!
    เลเวลอัพ
    เลเวลอัพ
    เลเวลอัพ
    ...
    เลเวลอัพ
    ติ๊ง!
    เลเวลอัพเป็นเลเวล 45
    ปลดพันธนาการข้อจำกัดทั้งหมด ได้รับการยอมรับจากพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดโดยสมบูรณ์ +พลังชีวิต 9999 +พลังเวทย์ 9999 +กำลัง 400 +ว่องไว 900 +ปัญญา 1200 แต่ละการอัพเลเวลจะ +พลังชีวิต 500 +พลังเวทย์ 500 +กำลัง 10 +ว่องไว 10 +ปัญญา 10 เพิ่มค่าพลังโจมตีพื้นฐานของอาวุธที่ถืออยู่ทุกชนิด 50% สามารถทำการเรียนรู้ทักษะเฉพาะของพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดได้แล้ว

    โรเบิร์ต ซัมเมอร์เลเวล 45เผ่า แวมไพร์ ขั้น 2อาชีพ ผู้สืบทอดแวมไพร์ (ปลดล็อคพันธนาการแล้ว)ฉายา จุติใหม่ต่างโลก , สิ่งผิดปกติพลังชีวิต 27124/27124พลังเวทย์ 27227/27227กำลัง 643ว่องไว 1232ปัญญา 1553ทักษะอัพเกรด เลเวล 2รังสรรค์ เลเวล 2เรียนรู้อย่างรวดเร็ว เลเวล 3กลืนโลหิต เลเวล 2ฟื้นฟูด้วยพลังแห่งธรรมชาติ เลเวล 2ตรวจสอบ เลเวล 2ดาบมายาแห่งความมืด เลเวล 2โลหิตศักดิ์สิทธิ์ เลเวล 1ทักษะติดตัวต้านทานการกระแทก เลเวล 2ต้านทานความเสียหายที่เกิดจากการใช้ทักษะระยะประชิด เลเวล 2
    ผมไม่คิดว่ามันจะทำได้จริงๆ มันยังลบล้างผลลงโทษให้กับผมโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และทำให้ผมเลเวลอัพเป็น 45 ยังไม่พอมันยังทำให้พลังต้นกำเนิดของผมสมบูรณ์แล้วในที่สุด ส่วนพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้นมาก็ทำให้ผมไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อสู้ด้วยทักษะกลืนโลหิตอีกต่อไป
    ในเมื่อผลลงโทษลบล้างไปแล้วผมก็สามารถใช้ทักษะกลืนโลหิตได้ 100% ถึงจะใช้ออกไปแล้วโดนลงโทษอีกครั้งก็ตามแต่ว่าเพื่อให้รอดไปจากจุดนี้ก็ไม่มีทางเลือกที่จะไม่ใช้มัน
    ผมจับมือของไอรีนแน่นก่อนที่จะพูดกับเธอด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม
    “ไอรีนไม่ต้องเป็นห่วงไปผมมีวิธีแล้ว ก็ผมเคยบอกเอาไว้แล้วว่าผมจะพาคุณออกไปให้ได้”
    ไอรีนไม่สงสัยในคำพูดของผมแม้แต่คำเดียวเพราะเธอเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าผมสามารถทำมันได้อย่างแน่นอน
    “นี่ไอ้ตัวเขียว”
    “แก กล้าดียังไงมาเรียกฉันคนนี้ว่า “ไอ้ตัวเขียว” ตายไปซะ!”
    “มาต่อรองกันดีกว่าไม่อย่างนั้นก็จะสูญเสียไปกันทั้งสองฝ่ายแน่นอน”
    “อย่ามาเล่นลิ้นให้มากมนุษย์ที่เป็นพวกชอบรุนรานดันเจี้ยนอย่างพวกแกก็ไม่ต่างอะไรไปจากพวกเดรัจฉานตัวอื่นนักหรอก ฉันไม่มีอะไรให้ต้องต่อรองกับแก”
    “ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นแวมไพร์คงมีค่าสำหรับให้แกต่อรองได้สินะ”
    “หืม! แวม...แวมไพร์ ไม่จริงแวมไพร์ไม่น่าจะมาที่นี่ได้”
    ผมบอกว่าผมเป็นแวมไพร์ออกไปเจ้ามังกรเขียวที่อยู่ตรงหน้าก็มีท่าทีตื่นตระหนกขึ้นมาก่อนจะตรวจสอบกลิ่นอายของผมกับไอรีนอย่างจริงจัง
    มังกรเขียวสลายการร่ายเวทย์ออกไป
    “แกเป็นแวมไพร์จริงด้วย”
    มังกรเขียวลดขนาดร่างของตนเองลงไปจนเหลือเท่ากับน้องแมวตัวหนึ่งแต่ยังคงความเป็นมังกรเขียวเอาไว้อยู่แต่ว่าขนาดเล็กลงก็เท่านั้น
    “กระผมขอโทษด้วย ที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวใส่เผ่าแวมไพร์อย่างพวกคุณสองคนแบบนี้”
    ผมกับไอรีนมองหน้ากันไปมาเพราะไอ้เจ้ามังกรเขียวตัวใหญ่ในตอนแรกมีทั้งความสง่างามสูงสุดและภูมิใจในเผ่าพันธุ์ของตนเองแต่ว่าตอนนี้...
    “พวกคุณสองคนไม่ต้องแปลกใจไปหรอกเพราะเผ่าพันธุ์ของพวกเราเป็นพี่น้องกัน”
    ยิ่งทำให้ผมกับไอรีนตกตะลึงเข้าไปอีก พี่น้องอีกแล้วกับเผ่าเอลฟ์เองก็ด้วย ทำไมแวมไพร์ที่อยู่ในความเข้าใจของผมมันคือเจ้าผีดูดเลือด แวมไพร์ในโลกใบนี้ก็ดูดเลือดด้วยเหมือนกันแต่ผมไม่รู้เงื่อนไขที่มันใช้แต่โดยรวมแล้วแวมไพร์ในโลกก่อนมันไม่เหมือนในโลกใบนี้เลยเพราะดูเหมือนว่าโลกใบนี้มันจะมีความเป็นมิตรสูงมากแต่ก็ยังคงความเป็นศัตรูกับมนุษย์แบบในโลกก่อนเอาไว้อยู่
    แล้วเผ่าของผมมันไปผูกมิตรกับใครเอาไว้บ้างนะ?
    “กระผมมีชื่อว่า อีเมอร์สัน เป็นราชาของซากปรักหักพังลึกลับแห่งนี้”
    ผมเห็นท่าทีของไอรีนเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็พอรู้ได้ว่าเธอเป็นอะไรไป
    “ฉัน โรเบิร์ต ซัมเมอร์ ส่วนเธอคือภรรยาของฉัน ไอรีน ริฮานน่า อีกคนก็เป็นมนุษย์ที่มีสัญญาพิเศษกับเธอ”
    “มนุษย์? ที่นี่ไม่มีคนอื่นนอกจากพวกคุณสองคนที่ในตอนแรกกระผมคิดว่าเป็นมนุษย์ไปแล้ว แต่ถ้าถามว่าถึงเธอคนนั้นเธอคือทายาทของเผ่าของกระผมเองและเป็นเชื้อสายชั้นราชวงศ์ของเผ่ามังกรของเรา แต่ว่า...”
    ผมกับไอรีนมองไปที่เอลิซาเบธที่หมดสติบนหลังของผม นี่มันบ้าบออะไรเนี่ยคนที่อยู่ใกล้ตัวขนาดนี้คือเผ่ามังกรและไม่ใช่มนุษย์จริงๆถ้าอย่างนั้นหรือว่าพวกราชวงศ์ในอาณาจักรคาริทิสเป็นเผ่ามังกร
    “ไม่ใช่แน่นอนโรเบิร์ตฉันว่าราชวงศ์ต้องไม่ใช่เผ่ามังกรแต่เป็นเผ่ามนุษย์ถ้าพวกเราคิดตามที่อีเมอร์สันบอกมานั้นแสดงว่าเธอเป็นลูกครึ่งที่พ่อเป็นมนุษย์แม่เป็นมังกรอย่างแน่นอน”
    “คุณริฮานน่าพูดได้ถูกต้องแล้วครับ เพราะถึงเธอจะเป็นมังกรแต่ก็เป็นแค่ครึ่งเดียว ซึ่งเผ่าของพวกเราไม่ได้ยอมรับเพราะมีสายเลือดของมนุษย์ไหลเวียนอยู่ มนุษย์คือตัวตนที่น่ารังเกียจกว่าที่ใครต่อใครคิดเอาไว้ จริงอยู่ที่ว่าเผ่ามังกรกับมนุษย์นั้นเคยเป็นมิตรกันมาแต่มันก็เมื่อสองหมื่นปีก่อน”
    “เพราะการที่มนุษย์นั้นโลภมากต้องการได้รับโลหิตของมังกรที่มีคุณค่าที่สุดในโลกใบนี้ไปครอบครองพวกมันวางแผนฆ่ามังกรหลายร้อยตัวแต่ว่าแผนการทั้งหมดถูกทำลายไปเพราะจักรพรรดิมังกรซะก่อนจึงทำให้พวกมันไม่ได้ดังที่หวังเอาไว้ตั้งแต่นั้นมาจักรพรรดิมังกรก็ประกาศตัดขาดกับมนุษย์และตั้งตนเป็นศัตรูกัน”
    ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมนุษย์ไปไหนถึงไม่มีใครต้อนรับเท่าไหร่ไม่เหมือนกับแวมไพร์ที่เป็นพี่น้องไปแทบจะทุกเผ่าที่ผมไปเหยียบพวกเขาทั้งหมดต้อนรับราวกับญาติมิตรสหายกันจริงๆจนผมเองก็ทำตัวไม่ถูก ตัวอย่างก็มีให้ดูในตอนที่ผมไปเผ่าเอลฟ์ในตอนนั้นครั้งนี้เองก็เช่นกันมังกรที่ชื่อว่ายิ่งใหญ่นั้นกลับลดเกียรติตนเองลงมาเทียบเท่ากันแสดงว่าเผ่าแวมไพร์ต้องเป็นเผ่าที่มีพันธมิตรมากมายบนโลกใบนี้และเป็นเผ่าที่ค่อนข้างรักสงบมากพอสมควร
    “แต่ว่านะเอลิซาเบธไม่ใช่ตัวอันตรายที่ต้องกำจัดทิ้งไปหรอกฉันรับประกันได้”
    “กระผมเข้าใจแค่คุณซัมเมอร์ดูดเลือดและร่วมรักกับเธอคนนั้น เธอก็จะเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ไปเองกระผมไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้แล้ว”
    หืม! ทำไมมันโยนอะไรที่มันเสี่ยงตายมาให้ผมอีกแล้ว การที่ไอรีนไม่อยากให้ผมทำอะไรเอลิซาเบธเหตุผลก็เพราะไม่อยากให้ผมไปยุ่งกับราชวงศ์เธอจึงค่อนข้างระแวงว่าผมจะไปทำอะไรเอลิซาเบธรึเปล่า
    “นายคงไม่คิดจะทำหรอกใช่ไหมโรเบิร์ต”
    “คุณพูดเรื่องอะไรกันไอรีน ไม่มีหรอกเรื่องแบบนั้นรับรองได้ เว้นแต่เธอไม่เข้ามาหาผมเองนะ”
    “เจ้าคนเลว!”
    “ฮ่า ฮ่า พวกคุณเนี่ยเป็นคู่รักที่รักกันดีจริงๆนะครับ”
    “ฮ่า ฮ่า ก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละ”
    “กระผมมีเรื่องอยากจะขอพวกคุณสองคนสักเล็กน้อยพอจะได้รึเปล่า”
    เมื่ออีเมอร์สันพูดออกมาแบบนี้ทำให้ผมกับไอรีนต้องหยุดการหยอกล้อกันไว้ก่อน
    “ในเมื่ออีเมอร์สันนายเรียกฉันว่าพี่น้องทำไมต้องทำตัวห่างเหินกันแบบนั้นบอกมาได้เลยถ้าไม่ใช่เรื่องที่มันเกินกำลังมากเกินไป”
    “ไม่มีอะไรที่กระผมจะขอมากเกินไปเพราะสิ่งที่อยากขอก็คือ กระผมอยากติดตามพวกคุณไปในฐานะคู่พันธสัญญา”
    “แต่ถ้าทำแบบนั้นไปมังกรที่เป็นตัวตนที่สูงส่งอย่างนายก็ต้องไม่มีอิสระนะสิ”
    “คุณริฮานน่า ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ เพราะระหว่างมังกรกับแวมไพร์นับเป็นพี่น้องกันตามที่กระผมได้บอกไปพวกเราก็นับเป็นคนของกันและกัน”
    “ได้สิ ฉันเองก็ต้องการพรรคพวกอยู่พอดีเลย มาเถอะ”
    หลังจากนั้นผมกับไอรีนรวมถึงอีเมอร์สันก็ก่อพันธสัญญากันขึ้นมาพิธีกรรมไม่มีอะไรมากไปกว่าการท่องคาถาบางอย่างเท่านั้นเองจากนั้นก็มีสัญลักษณ์แปลกประหลาดปรากฏขึ้นบนมือขวาของผมกับไอรีนส่วนอีเมอร์สันนั้นอยู่บนหน้าอกจากนั้นสัญลักษณ์ก็หายไป
    “พันธสัญญาเสร็จสิ้นแล้วจากนี้ไปกระผมก็จะไปจากที่นี่กับพวกคุณ”
    “ดีมากเลย”
    ไอรีนที่อดกลั้นมานานก็ดึงตัวของอีเมอร์สันเข้าไปในอ้อมกอดอย่างแนบแน่นราวกับว่าเจอน้องแมวที่น่ารักน่ากอด
    “เดี๋ยว...อุบ...ไม่...กระผมเป็นผู้ชายนะครับ...ไม่...อากาศหายใจจะหมดแล้ว”
    อีเมอร์สันส่งสายตาอ้อนวอนมาที่ผม ส่วนผมเองก็ส่ายหน้ากลับไปและส่งสัญญาณบอกว่าผมไม่สามารถช่วยอะไรได้
    ผ่านไปราวสามสิบนาทีในระหว่างนั้นผมก็ถามความเป็นมาของเรื่องราวซากปรักหักพังของที่นี่แต่อีเมอร์สันบอกว่าถึงตัวเขาเองจะอยู่มานับยี่สิบปีก็ไม่รู้ว่ามันมีความเป็นมายังไงมาก่อนเหมือนกัน
    ผมกับไอรีนและยังมีอีเมอร์สันที่มาเป็นสมาชิกคนใหม่จึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะเดินสำรวจกันต่อไปเท่านั้น . .

    .