“ฮะฮือ~ T^T กินสิขอรับท่านแม่ ถ้าไม่กินอะไรเลย ท่านจะหายป่วยได้อย่างไร”
เสียงร้องไห้ระงมของเ้าตัวจ้อยดังอื้ออึงอยู่ข้างใบหูของเฉิงจื่อซินปากร้องไห้ ตามองดู มือข้างหนึ่งกุมชามไม้ไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจับช้อนไม้อย่างเก้ๆ กัง ๆ ไม่ยอมวาง
ไม่ว่าเด็กชายตัวน้อยจะป้อนอะไรเข้าไปในปากของมารดาก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับทั้งสิ้น แต่เขาจำได้ว่า… คนป่วยต้องกินข้าวต้มต้องกินน้ำแกง ต้องกินของร้อน ลูกชายที่แสนดีคนนี้จึงเข้าครัว พยายามก่อไฟและพยายามตั้งเตาทำข้าวต้มอยู่นาน จนในที่สุดก็ได้ข้าวต้มมาหนึ่งชามจริง ๆ
อืม…จะว่าไปแล้วการทำข้าวต้มก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเพียงยกหม้อขึ้นวางบนก้อนหินสามก้อน เติมน้ำครึ่งหม้อ ใส่ข้าวลงไปหนึ่งกำมือและใส่เกลือลงไปอีกหนึ่งกำมือ รอให้น้ำเดือด และรออีกราว ๆ สองเค่อ[1]แค่นี้ก็ได้ข้าวต้มไว้ให้ท่านแม่กินแล้ว
หากท่านแม่ได้กิน…ท่านแม่จะต้องหายวันหายคืนอย่างแน่นอน!
เด็กชายตัวน้อยภาคภูมิใจในฝีมือการทำข้าวต้มครั้งแรกของตนเองจนเผลอระบายยิ้มมุมปากแต่เมื่อเอาข้าวต้มมาจ่อที่ริมฝีปากของมารดาและค่อย ๆ บรรจงป้อนทีละนิดสีหน้าค่าตาของเด็กชายตัวน้อยกลับค่อย ๆ หมองหม่นลงทีละนิดกระทั่งอ้าปากร้องไห้ระงมออกมาในที่สุด
ที่เป็เช่นนั้นก็เพราะ…ข้าวต้มที่ตั้งใจป้อนให้ท่านแม่ ไม่ว่าตักป้อนลงไปกี่คำ ก็ไหลออกจากปากทั้งหมดหนำซ้ำสีหน้าของท่านแม่ก็ดูไม่สู้ดีเลยสักนิด ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากแห้งกรัง เนื้อตัวเย็นเฉียบลมหายใจไม่มี
“ระ… หรือว่า…ท่านแม่ตายแล้ว… ไม่นะ!! ม้ายยย ท่านแม่ขอรับ ท่านแม่ ท่านแม่อย่าทิ้งข้าไป!!”
เด็กชายตัวจ้อยร้องไห้โฮจนปากสั่นทิ้งข้าวต้มทั้งชามลงบนพื้น จากนั้นโผเข้ากอดร่างไร้ิญญาของมารดาแน่นขณะเดียวกันก็ออกแรงสั่นคลอนร่างของมารดาเบา ๆด้วยหัวใจที่วาดหวังว่ามารดาจะตื่นขึ้นมาลูบหัวกลมทุยของตนอีกสักครั้ง
“เป็เพราะนังแม่มดไป๋เหวินจีที่ทำให้ท่านแม่ของข้าต้องเป็แบบนี้…ขะ… ข้าต้องไปแก้แค้นให้ท่านแม่ของข้า”
เด็กชายตัวน้อยที่ก้มหน้าและฟุบตัวลงกอดร่างของท่านแม่อดไม่ได้ที่จะกัดฟันกรอดและด่าทอไปถึงตัวต้นเหตุที่ทำให้ท่านแม่ของเขาต้องตกอยู่ในสภาพนี้
แม้เขาจะเป็แค่เด็กชายวัยสามขวบแต่ก็รู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักขัดเคืองไม่ได้ต่างไปจากผู้ใหญ่เลยสักนิดเขาบอกกับท่านแม่มาโดยตลอด ว่าต่อไปในภายภาคหน้าลูกชายคนนี้จะดูแลปกป้องท่านแม่เองแต่ดูสิ… ลูกชายของท่านแม่ยังไม่ทันได้เติบใหญ่เสียด้วยซ้ำท่านแม่ก็มาด่วนจากไปเช่นนี้ แล้วต่อไปลูกชายของท่านแม่จะดูแลปกป้องผู้ใดเล่า
ใช่แล้วล่ะ!ถ้าไม่ออกโรงปกป้องท่านแม่เสียั้แ่วันนี้แล้วจะไปรอปกป้องท่านแม่วันไหนได้อีกเล่า
เด็กชายตัวน้อยผู้มีนามว่าโจวเสี่ยวถานเงยหน้าขึ้นจากอกมารดาจากนั้นยกแขนข้างซ้ายขึ้นมาสีหูสีตาเพื่อปาดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าให้หมดจด“ท่านแม่เคยสอนว่า! เป็ลูกผู้ชายต้องไม่อ่อนแอ ต้องไม่ร้องไห้หาไม่เช่นนั้นจะถูกผู้อื่นรังแกได้ง่าย ๆ”
เด็กน้อยโจวเสี่ยวถานท่องคำสอนของท่านแม่เสียงดังฟังชัดแต่กระนั้นน้ำตาหยาดใส ๆ ก็ยังคงไหลออกจากหางตาไม่หยุดเห็นได้ชัดว่าเขาเสียใจไม่น้อยแต่ก็ต้องพยายามกดข่มอารมณ์ความเสียใจเอาไว้ลึก ๆ
ท่านแม่จากไปแล้วท่านพ่อหายสาบสูญ หมายความว่าโจวเสี่ยวถานก็จะไม่มีใครให้พึ่งพานับั้แ่นี้เป็ต้นไปคนเดียวที่เสี่ยวถานสามารถพึ่งพาได้ก็คงมีเพียงตัวของเสี่ยวถานเองเท่านั้นเช่นนั้นเสี่ยวถานจะไม่แสดงความอ่อนแอออกมาเด็ดขาด!
เมื่อคิดตกแล้วโจวเสี่ยวถานที่หยาดน้ำตานองหน้าก็วิ่งออกไปหน้าบ้านแล้วหยุดยืนอยู่ที่ริมรั้ว จากนั้นก้มลงเก็บหินก้อนเล็ก ๆราวยี่สิบก้อนใส่ไว้ในชายเสื้อ เสร็จแล้วก็วิ่งปรูดตรงไปยังร้านขายสุราของตระกูลเซียวหวังแก้แค้นให้ท่านแม่เสียให้รู้แล้วรู้รอด!
.
..
ฮะ เฮือกกก!!!
คนที่หมดลมหายใจไปแล้วอย่างเฉิงจื่อซินดันพ่นลมหายใจหอบเหนื่อยเฮือกใหญ่ออกมาทางปากกะทันหันพร้อมทั้งสะดุ้งตัวโหยงฉับพลันจนร่างทั้งร่างเกือบเสียหลักกลิ้งตกจากเตียงและแน่นอนว่า! ผู้ที่มาใหม่ในร่างของเฉิงจื่อซิน ย่อมไม่ใช่เฉิงจื่อซินคนเดิมแต่เป็หลานเมิ่งอีที่ถูกทวยเทพสงเคราะห์พรวันเกิดให้เป็จริงพาให้เธอข้ามภพข้ามชาติมาอยู่ในโลกใบใหม่แห่งนี้
“ที่นี่… คือที่ไหน?”
หลานเมิ่งอีในร่างของเฉิงจื่อซินเอ่ยพึมพำเสียงแ่พลางกะพริบตาปริบ ๆ เฝ้ามองเพดานไม้อย่างฉงนใจแม้เธอจะไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ แต่ที่แน่ ๆมันย่อมไม่ใช่โรงนอนในค่ายกักกันอย่างแน่นอนเพราะโรงนอนที่นั่นไม่มีทางที่จะเงียบสงัดได้อย่างนี้
“ที่นี่คือโลกใบใหม่”
เสียงปริศนาดังกังวานอยู่ข้างใบหูชวนให้หลานเมิ่งอีในร่างของเฉิงจื่อซินจำต้องรีบหันหน้าขวับไปหาต้นเสียงโดยสัญชาตญาณแล้วเธอก็พบว่า… เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้เป็เสียงของเ้าผีเสื้อปีกใหญ่เธอดีใจมากที่ได้เห็นมันอีกครั้งที่นี่
“เป็แกเองสินะที่ทำให้คำอธิษฐานขอพรของฉันเป็จริง”
หลานเมิ่งอีหยัดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลพร้อมทั้งยื่นมือไปข้างหน้าจนสุดแขนหวังเรียกให้มันบินเข้ามาหาแต่เ้าผีเสื้อปีกใหญ่ก็ไม่บินเข้ามาเกาะที่ฝ่ามือของเธอเหมือนอย่างตอนแรก ดู ๆแล้วท่าทางของมันก็เย่อหยิ่งถือตัวอยู่เหมือนกัน
“เป็ท่านเทพรัตติกาลต่างหากที่ทำให้พรของเ้าสมหวังส่วนข้าเป็เพียงหนึ่งในบริวารทั้งแปดของท่านเทพรัตติกาล หน้าที่ของข้าคือ…ลงมานำทางเ้า พาเ้าเดินทางข้ามรั้วมิติกาลเวลาและพาเ้ามุ่งสู่โลกใบใหม่ตามบัญชาของท่านเทพโดยไม่ให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเมื่อเสร็จภารกิจแล้วข้าก็จำเป็ต้องจากไป”
เ้าผีเสื้อปีกใหญ่เอ่ยชี้แจงแถลงไขอย่างมีเหตุมีผลสุ้มเสียงของมันนุ่มนวลเสนาะหู หากไม่ตั้งสติให้ดีก็อาจจะชวนให้คนฟังเผลอเคลิบเคลิ้มลุ่มหลงไปได้ง่าย ๆ
“เดี๋ยวก่อน!ใครคือท่านเทพรัตติกาล แล้วทำไมเทพรัตติกาลถึงต้องช่วยข้า?”
หลานเมิ่งอีโพล่งถามอย่างคับข้องใจเพราะเธอมั่นใจว่า… เธอไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับท่านเทพองค์นั้นครั้นถามถึงเื่กราบไหว้บูชาก็ยิ่งแล้วใหญ่ในชีวิตนี้เธอไม่เคยกราบไหว้บูชาเทพองค์ไหนมาก่อนเว้นแต่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
“วันนี้คือวันคล้ายวันเกิดครบรอบหนึ่งพันปีของท่านเทพรัตติกาลเพื่อเป็การเฉลิมฉลอง และเพื่อเป็การทำความดีโปรดสัตว์โลกผู้ใดที่อ้อนวอนขอพรต่อทวยเทพ ผู้นั้นจะได้รับพรที่สัมฤทธิผลจากท่านเทพรัตติกาล”
สิ้นคำชี้แจงของเ้าผีเสื้อปีกใหญ่หลานเมิ่งอีก็พยักหน้ารับรู้อย่างง่ายดายหนำซ้ำยังเอ่ยพึมพำในลำคอจนแทบจับใจความไม่ได้
'ไม่น่าเชื่อว่าเื่แบบนี้จะมีอยู่จริงแต่ถึงจะไม่อยากเชื่อ ก็คงต้องเชื่อแล้วสินะ'
ขณะเอ่ยพึมพำอยู่นั้นดวงตากลมโตของเมิ่งอีก็พลันอ่อนแสงลงชั่วขณะแต่เมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า… เธอควรทำยังไงต่อดีกับชีวิตการเป็อยู่ต่อจากนี้เพราะอย่าลืมว่าที่นี่คือโลกใบใหม่ เป็โลกที่เธอไม่คุ้นเคย ยิ่งไม่รู้ว่า…นอกบานประตูนั่นจะมีผีดิบคลุ้มคลั่งโผล่ออกมาะโกัดคอของเธอเหมือนกับในโลกใบเดิมที่จากมาหรือเปล่า?
แต่เมิ่งอียังไม่ทันได้อ้าปากถามคำถามใดออกไปเ้าผีเสื้อปีกใหญ่ก็หายวับไปจากอาณาบริเวณเดียวกัน โดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลาใด ๆ
“อะอ้าวววเ้าผีเสื้อปีกใหญ่?? หายไปไหนแล้วล่ะยังคุยกันไม่เสร็จเลยนะ กลับมาก่อนสิ… ฉันยังมีอีกตั้งหลายเื่ที่ยังไม่ได้ถาม”
หลานเมิ่งอีลุกพรวดจากเตียงนอนกะทันหันเป็เหตุให้ร่างอ่อนแอบอบบางของหญิงสาวเซล้มขลุกขลักลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น
“อะโอ๊ยยยย!!! เจ็บๆ”
หลานเมิ่งอีสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามตั้งสติและพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อที่จะประคองร่างทั้งร่างของตัวเองให้ลุกขึ้นยืนได้สำเร็จมือเล็กคลำจับขอบเตียงขอบโต๊ะและออกแรงดันเล็กน้อยเพียงอึดใจเดียวร่างทั้งร่างของหญิงสาวก็ลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ
เมื่อครู่นี้ที่ขาอ่อนแรงกระทั่งล้มแผละลงไปนั่งกองอยู่บนพื้นน่าจะเกิดจากการที่เมิ่งอีผลีผลามรีบลุกขึ้นยืนกะทันหันประกอบกับยังไม่คุ้นชินกับอะไรหลาย ๆ อย่างในโลกใบใหม่ จึงทำให้ผลลัพธ์ออกมาย่ำแย่อย่างที่เห็น
หลานเมิ่งอีผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ ค่อย ๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้าทีละก้าวเพื่อให้ตนเองรู้สึกเคยชินเมื่อก้าวเท้าได้อย่างมั่นคงแล้วเ้าตัวก็เดินสำรวจพื้นที่ภายในตัวบ้านอย่างละเอียด
ภายในตัวบ้านไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้อะไรมากเฟอร์นิเจอร์ก็แทบนับชิ้นได้ ผนังบ้านทำจากไม้และดินเหนียวหลังคาบ้านมุงด้วยใบไม้แห้งใบใหญ่ที่นำมาสานเป็แพและซ้อนทับกันหลาย ๆ ชั้น
เอาล่ะ!ดูจากสภาพแวดล้อมรอบข้างแล้วก็คงเดาได้ไม่ยากว่าชีวิตใหม่ในโลกใบนี้ของหลานเมิ่งอีคงจะไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างที่คิดไว้
แต่ต่อให้เธอจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยก็ไม่เห็นเป็ไร เพราะขอแค่ได้หลุดพ้นจากโลกใบนั้นและได้หลุดพ้นจากค่ายกักกันอะไรนั่นมาได้ ก็ถือว่าดีมากแล้วที่เหลือหลานเมิ่งอีคนนี้จะก่อร่างสร้างตัวด้วยสองมือของเธอเอง!
[1]2 เค่อเท่ากับ 30 นาที