แดดบ่ายสามโมงบนเทือกเขาถนนธงชัยในเขตแม่ฮ่องสอนนั้นไม่ใช่แดดที่ให้ความอบอุ่น แต่มันคือเปลวเพลิงที่แผดเผาจนอากาศรอบตัวสั่นระริกราวกับมองผ่านแผ่นกระจกที่บิดเบี้ยว
พายยกหลังมือที่เปื้อนฝุ่นดินแดงขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมจนเปียกชุ่ม หยดน้ำเค็มปร่าไหลเข้าตาจนต้องกะพริบถี่เพื่อขับไล่ความพร่าเบลอ กลิ่นฝุ่นดินที่แห้งขอดลอยเตะจมูกทุกครั้งที่ก้าวเท้าลงบนใบไม้แห้งกรอบที่ทับถมกันมานานนับปี เสียง ‘กรอบแกรบ’ ใต้ฝ่าเท้านั้นฟังดูเปราะบางเหมือนชีวิตการทำงานของเธอในตอนนี้ไม่มีผิด
รองเท้าเดินป่าที่เธอเพิ่งตัดสินใจรูดบัตรเครดิตซื้อมาด้วยหวังว่าจะช่วยให้การ ‘ลุย’ ครั้งนี้ราบรื่น กลับเริ่มแผลงฤทธิ์เสียเอง ส้นเท้าซ้ายของเธอปวดหนึบจนกลายเป็ความเจ็บจี๊ดที่แล่นพล่านขึ้นไปถึงสมองทุกครั้งที่ทิ้งน้ำหนักลงดิน ความชื้นแฉะที่เริ่มซึมเปื้อนถุงเท้าด้านในไม่ใช่แค่เหงื่อ แต่มันคือเืจากรอยแผลที่ถูกรองเท้าคู่ใหม่กัดจนเนื้อถลอก
เธอพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกจากปาก ขาสองข้างเริ่มสั่นระริกด้วยความล้าสะสม สายเป้ใบโตที่บรรจุทั้งอุปกรณ์กล้อง แล็ปท็อป และของใช้จำเป็กดทับลงบนบ่าจนปวดร้าวไปถึงกระดูกสันหลัง ทว่าพายกลับไม่มีความคิดที่จะหยุดพัก แม้แต่จะหันหลังกลับไปมองเส้นทางที่เดินผ่านมาเธอก็ยังไม่กล้าทำ
สำหรับพาย... ป่าปิดแห่งนี้คือเดิมพันใบสุดท้าย ภาพข่าวขบวนการลักลอบตัดไม้เถื่อนที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกคือ ‘ตั๋วใบเดียว’ ที่จะพาเธอกลับไปยืนหยัดในกองบรรณาธิการที่กรุงเทพฯ ได้อีกครั้ง หลังจากที่เธอล้มเหลวกับข่าวใหญ่เมื่อต้นปีจนถูกตราหน้าว่าเป็พวก ‘นักข่าวสายมโน’ เธอจึงต้องดื้อดึงดั้นด้นขึ้นดอยมาเพียงลำพังเพื่อกู้ศักดิ์ศรีที่หายไป
เสียงย่ำเท้าหนักๆ ดังสวนมาจากทางโค้งข้างหน้า
มันเป็จังหวะที่สม่ำเสมอ มั่นคง และมีน้ำหนักจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืบนพื้นดิน พายชะงักฝีเท้าทันที หัวใจที่เต้นรัวเพราะความเหนื่อยล้ากลับยิ่งกระหน่ำแรงขึ้นด้วยความระแวดระวัง เธอช้อนตาขึ้นมองผ่านแสงแดดจ้าที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้สูงชะลูด เห็นเงาตะคุ่มของชายคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาหาเธอ
เขาเป็ผู้ชายร่างสูงกำยำในชุดทหารพรานลายพรางที่เปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเหงื่อ ใบหน้าคมเข้มกร้านแดดนั้นเรียบตึงจนดูเหมือนรูปสลักหิน คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันเป็เส้นตรงขณะที่ดวงตาสีนิลคู่นั้นจ้องมองมาที่เธออย่างไม่เป็มิตรแม้แต่นิดเดียว ปืนไรเฟิลประจำกายที่พาดอยู่บนบ่าของเขาดูคุกคามจนพายเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก
"พื้นที่หวงห้าม"
เสียงทุ้มแหบต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลังอำนาจอยู่ในที เขาหยุดยืนขวางทางเดินแคบๆ บนไหล่เขา ตัวเขาสูงใหญ่จนบังแสงแดดที่กำลังสาดส่องมาทางพายได้มิดชิด จนเธอตกอยู่ใต้ร่มเงาของเขาโดยสมบูรณ์ "พลเรือนห้ามเข้า... กลับลงไปซะ"
พายสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่เพื่อคุมเสียงไม่ให้สั่นเครือ "ฉันเป็นักข่าวค่ะ ฉันได้รับข้อมูลมาว่า..."
"ผมไม่สนว่าคุณเป็ใคร หรือได้รับข้อมูลอะไรมา" เขาเอ่ยขัดขึ้นทันควัน แววตานั้นยังคงเ็าเหมือนน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย "ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น และไม่ใช่ที่สำหรับคนเมืองที่นึกอยากจะมาหาประสบการณ์ตื่นเต้นหรอกนะ กลับไปก่อนที่แสงอาทิตย์จะหมด เพราะถ้ามืดกว่านี้... ผมรับรองไม่ได้ว่าคุณจะยังมีลมหายใจอยู่"
พายกัดฟันจนกรามขึ้นนูน เธอล้วงบัตรประจำตัวนักข่าวออกจากกระเป๋าเสื้อกั๊กแล้วยื่นไปตรงหน้าเขาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ "ฉันมีบัตร และฉันขอเวลาแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นค่ะ ฉัน้าแค่ภาพ..."
ไนท์ก้มมองบัตรพลาสติกใบเล็กนั่นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตวัดสายตากลับมาที่ใบหน้าของพายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ "ชั่วโมงเดียวก็ตายได้ครับคุณนักข่าว ป่าที่นี่ไม่เคยปรานีใคร และคนร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในนั้นก็ไม่ได้มีมารยาทพอที่จะยืนรอให้คุณถ่ายภาพสวยๆ หรอกนะ"
พายชักมือกลับอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีจะอนุโลม เธอดันคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงความดื้อรั้นที่เป็นิสัยเสียประจำตัว "ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ ฉันเตรียมตัวมาดีพอ"
ไนท์แค่นหัวเราะในลำคอ ซึ่งเป็เสียงหัวใจที่ดูถูกที่สุดเท่าที่พายเคยได้ยินมา สายตาของเขาไล่มองเธอั้แ่หัวจรดเท้า พักสายตาอยู่ที่รอยเืจางๆ ที่ซึมออกมาจากส้นเท้าของเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตาเธออีกครั้ง "คนดูแลตัวเองได้ที่ผมเคยเจอ... กลายเป็ศพนอนเฝ้าป่าไปหลายคนแล้วครับ สภาพอย่างคุณ... แค่เดินให้พ้นเนินข้างหน้าโดยไม่ล้มพับไปก่อนก็เก่งแล้ว"
"คุณไม่มีสิทธิ์มาดูถูกกันแบบนี้! และไม่มีสิทธิ์กีดกันการทำงานของสื่อด้วย ผู้กอง..." พายพยายามมองหาป้ายชื่อบนอกเสื้อที่เปื้อนฝุ่นของเขา "ผู้กองไนท์!"
ไนท์ก้าวเข้ามาหาเธออีกหนึ่งก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้พายได้กลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกับกลิ่นดินและกลิ่นเขม่าปืนปนกับใบไม้สดลอยมาแตะจมูก มันเป็กลิ่นของสมรภูมิที่เธอไม่คุ้นเคยแต่กลับรู้สึกถึงความอันตรายอย่างบอกไม่ถูก "ที่นี่ไม่มีสื่อ ไม่มีกฎหมายคุ้มครองคุณ มีแค่ผมกับะุที่อาจจะพุ่งออกมาจากพุ่มไม้เมื่อไหร่ก็ได้"
เขาก้มหน้าลงมาจนระดับสายตาเกือบจะเท่ากัน "หันหลังกลับ แล้วเดินลงเขาไปซะตอนนี้ ถ้าคุณยังอยากจะกลับไปเขียนข่าวเื่กาแฟหรือแฟชั่นในกรุงเทพฯ ต่อ"
พายกำมือแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในเนื้อ ขอบตาร้อนผ่าวไม่ใช่เพราะอยากจะร้องไห้ แต่เพราะความโกรธและความกดดันที่บีบคั้นอยู่ข้างใน ถ้าเธอไม่ได้ภาพพวกนี้กลับไป ค่าเช่าห้องเดือนนี้เธอจะเอาที่ไหนจ่าย และหน้าของเธอจะเอาไปวางไว้ตรงไหนในออฟฟิศ "ฉันไม่กลับ" เธอกดเสียงต่ำจ้องตาเขากลับอย่างไม่ลดละ
ไนท์หรี่ตาลง กรามขบเข้าหากันจนนูนเป็สัน แววตาของเขาเปลี่ยนจากความรำคาญเป็ความตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าดื้อกว่าที่เขาคิด "คุณมัน..."
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ
ปัง!
เสียงปืนไรเฟิลคำรามกึกก้องมาจากหุบเขาอีกฝากหนึ่ง เสียงนั้นดังและหนักแน่นจนแผ่นดินที่พายยืนอยู่ดูเหมือนจะสั่นไหว ความเงียบสงบของป่าถูกฉีกขาดกระจุยกระจายในพริบตา ฝูงนกป่าแตกตื่นบินว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้าจนบดบังแสงแดดไปชั่วขณะ
พายสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณดิบสั่งให้เธอย่อตัวลงหมอบกับพื้นดินโดยอัตโนมัติ มือสองข้างของเธอไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว และเผลอขยุ้มเข้าที่ชายเสื้อลายพรางของผู้ชายตรงหน้าไว้แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็สีขาว ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ความกลัวที่แท้จริงเริ่มเกาะกินหัวใจเป็ครั้งแรก
ไนท์เปลี่ยนท่าทางไปในเสี้ยววินาทีเดียวกับที่เสียงปืนดับลง เขาไม่ได้แสดงอาการใ แต่กลับดูเด็ดเข้มขึ้นจนน่าขนลุก มือหนาตวัดปืนไรเฟิลประจำกายขึ้นประทับบ่าอย่างคล่องแคล่ว สายตามคมกริบกวาดมองผ่านช่องมองเพื่อเช็กแนวป่ารอบตัว สัญชาตญาณนักล่าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักตื่นตัวเต็มพิกัด
"ฐานหนึ่ง... ดอนยี่สิบ มีปะทะ!" ไนท์พูดใส่ไมค์วิทยุสื่อสารที่ติดอยู่บนไหล่ด้วยน้ำเสียงที่รวดเร็วและกระชับ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียง ‘ซ่า...’ ของคลื่นรบกวนที่ดังอย่างต่อเนื่อง
ไม่มีเสียงตอบรับจากฐาน สัญญาณวิทยุถูกรบกวนหรืออาจจะถูกตัดขาดไปแล้ว
เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังแหวกพงหญ้ามาจากทิศทางที่เป็แนวสันเขาสูงชันด้านหลัง เร็ว หนัก และเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย พายใจสั่นพริ้วเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้หักดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไนท์หันขวับมามองเธอ แววตาดุดันที่เคยเ็าบัดนี้ฉายแววเด็ดเดี่ยวจนเธอรู้สึกขนลุกซู่
"วิ่ง!"
พายยังคงยืนนิ่ง ขาสองข้างแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นดิน เสียงปืนเมื่อกี้ยังดังก้องอยู่ในหัวสมอง ความตายที่เธอเคยคิดว่ามันเป็เื่ไกลตัว หรือเป็แค่บรรทัดหนึ่งในข่าว บัดนี้มันอยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร
ไนท์ไม่เสียเวลาอ้อนวอนหรือรอให้เธอตั้งสติ เขาเอื้อมมือมาคว้าเข้าที่สายกระเป๋าเป้ของเธอ ออกแรงกระชากจนร่างเล็กถลันตามแรงดึง "บอกให้วิ่งไง อยากตายตรงนี้หรือไง!"
พายถูกฉุดจนเกือบหน้าคะมำลงกับดิน แต่แรงดึงที่หนักแน่นจากมือใหญ่บังคับให้เธอต้องซอยเท้าวิ่งตามเขาไปอย่างไร้ทางเลือก ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นขรุขระรอยแผลที่ส้นเท้าเสียดสีจนเจ็บจี๊ดขึ้นไปถึงขั้วหัวใจ แต่ความหวาดกลัวที่ไล่หลังมากลับมีพลังมากกว่าความเ็ป /
ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นอีกสองนัดติดๆ กัน คราวนี้มันใกล้ขึ้นจนพายรู้สึกได้ถึงกระแสลมที่พุ่งแหวกอากาศผ่านข้างใบหูไป เสียงะโภาษาถิ่นที่ฟังไม่รู้เื่ดังแว่วมาตามลม พวกมันรู้แล้วว่ามีคนแอบมองอยู่ และพวกมันไม่คิดจะปล่อยให้ ‘พยาน’ คนไหนรอดไปจากป่าแห่งนี้แน่
ไนท์ลากเธอทะลุพงหญ้าสูงชัน กิ่งไม้หนามและใบไม้คมๆ เกี่ยวรั้งเสื้อเชิ้ตของพายจนขาดวิ่น รอยขูดขีดแดงเถือกเริ่มปรากฏขึ้นตามผิวเนื้อที่ขาวจัด แต่อะดรีนาลีนที่สูบฉีดไปทั่วร่างทำให้เธอแทบไม่รู้สึกเจ็บ สิ่งเดียวที่เธอรับรู้คือััจากมือของไนท์ที่ยังคงยึดรั้งเป้ของเธอไว้ และความร้อนระอุจากแผ่นหลังของเขาที่อยู่เบื้องหน้า
"แฮ่ก... ฉัน... วิ่งไม่ไหวแล้ว..." พายละล่ำละลักบอก เสียงของเธอขาดห้วงเพราะปอดที่กำลังทำงานหนักเกินพิกัด
ไนท์ปรายตามองไปข้างหลังเพียงเสี้ยววินาที เขาไม่แม้แต่จะผ่อนความเร็วลง "ถ้าหยุดคือตาย เลือกเอาว่าจะเหนื่อยหรือจะนอนเป็ศพ!"
คำพูดของเขาแห้งแล้งและตรงไปตรงมาจนพายต้องกลืนหยาดน้ำตาลงคอ เธอฝืนสะบัดขาที่หนักเหมือนตะกั่วให้ก้าวต่อไป ข้างหน้าคือแนวหินผาที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาทึบ มันคือทางตันที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก
ไนท์หยุดฝีเท้ากะทันหันจนพายวิ่งชนแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างจัง เขามองซ้ายมองขวา ประเมินเส้นทางในหัวอย่างรวดเร็ว เสียงเหยียบกิ่งไม้หักดังมาจากทิศสามนาฬิกา และเก้านาฬิกา
พวกมันตีวงล้อมเข้ามาแล้ว
ไนท์หันกลับมาสบตาพาย แววตาของเขาเด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความลังเล "ะโ"
พายเบิกตากว้าง หันไปมองความลึกเบื้องล่างสลับกับหน้าเขา ข้างล่างนั่นคือเนินดินชันที่ลาดเอียงลงไปสู่หุบเหวมืดครึ้ม เต็มไปด้วยโขดหินและพุ่มไม้หนาจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด "อะไรนะ... คุณบ้าไปแล้วเหรอ!"
ะุปืนพุ่งแหวกอากาศมาถากต้นไม้ใหญ่ที่พายใช้บังตัวอยู่ เปลือกไม้แตกกระจายเฉียดแก้มเธอไปเพียงนิดเดียว ความร้อนจางๆ ของตะกั่วที่เพิ่งผ่านไปฝากััที่น่าหวาดหวั่นไว้ในอากาศ
ไนท์ไม่พูดซ้ำเขาคว้าเอวพายรวบเข้าหาตัวแน่นจนลมหายใจของทั้งคู่แทบจะสอดประสานกัน
ก่อนจะพาร่างของทั้งสองทิ้งดิ่งลงสู่ความลาดชันเบื้องล่างทันที
โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเหวี่ยงคว้างจนพายแยกทิศทางไม่ออก
ความรู้สึกแรกที่ััได้คือความเย็นวาบของอากาศที่ปะทะใบหน้า ตามมาด้วยแรงกระแทกซ้ำๆ ที่แผ่นหลังและท่อนแขน กิ่งไม้แห้งและหนามเตยป่าครูดไปตามิัที่โผล่พ้นร่มผ้าจนแสบร้อนเหมือนถูกไฟลามเลีย ทว่าท่ามกลางโกลาหลของการกลิ้งทุรนทุรายลงสู่เบื้องล่าง พายกลับรับรู้ได้ถึงวงแขนแข็งแรงที่รัดรอบเอวเธอไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก ไนท์ใช้ร่างกายหนาของเขาต่างโล่กำบัง ยอมเป็ฝ่ายปะทะกับโขดหินและกิ่งไม้ใหญ่ในทุกจังหวะที่ร่างของทั้งคู่ทิ้งดิ่งลงไปตามความลาดชันของหุบเขา
แรงเหวี่ยงหยุดลงกะทันหันเมื่อร่างของทั้งสองปะทะเข้ากับพุ่มไม้หนาทึบที่ก้นเหวอย่างจัง
ความเงียบงันเข้าจู่โจมในทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงที่ดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท พายนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น หลับตาปี๋ด้วยความขยาดกลัว ร่างกายทุกส่วนสั่นเทิ้มจนควบคุมไม่ได้ กลิ่นดินชื้นแฉะและใบไม้ที่เน่าเปื่อยตามกาลเวลาฟุ้งกระจายอยู่รอบตัว ผสมปนเปไปกับกลิ่นเขม่าปืนจางๆ ที่ติดมากับเสื้อลายพรางของคนข้างกายที่ยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากเอวเธอ
"ลุกไหวไหม..."
เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นชิดใบหู พายค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงสีเขียวรำไรที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบเบื้องบน ใบหน้าของไนท์อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่คืบ แสงแดดที่หักเหผ่านพุ่มไม้ฉาบไล้ลงบนผิวหน้ากร้านแดดของเขา รอยถลอกยาวที่ข้างแก้มเริ่มมีเืสีแดงสดซึมออกมาทาบเป็ทางยาว สายตาคมกริบของเขาไม่ได้มองมาที่เธอในตอนแรก แต่กำลังจดจ่ออยู่กับความเคลื่อนไหวเหนือขอบเหวอย่างระแวดระวัง /
"แฮ่ก... เจ็บ... ฉันเจ็บไปหมดเลย"
พายละล่ำละลักบอกเสียงสั่น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งวันเริ่มเอ่อคลอออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ความเหนื่อยล้าที่แบกมาบวกกับความตายที่เพิ่งเฉียดผ่านไปเมื่อครู่ ทำเอาหัวใจที่เคยดื้อรั้นพังทลายลงในวินาทีนี้ ลมหายใจของเธอติดขัด และทุกส่วนในร่างกายดูเหมือนจะประท้วงด้วยความปวดร้าวอย่างรุนแรง
ไนท์ไม่ได้ปลอบโยนด้วยถ้อยคำอ่อนหวานตามที่เธอเคยจินตนาการไว้ในนิยาย
เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ท่าทางของเขาดูสุขุมและเด็ดขาด มือหนาเช็กตามท่อนแขนและขาของเธออย่างเบามือแต่รัดกุม "แค่รอยถลอกกับรอยช้ำครับ กระดูกไม่หักก็ถือว่าดวงแข็งมากแล้ว" เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะหันไปคว้าเป้ใบโตของเธอมาสะพายไว้ที่ด้านหน้าของตัวเองอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง ส่วนมืออีกข้างก็กระชับปืนไรเฟิลคู่ใจไว้แน่น
"พวกมันกำลังตามลงมา เราอยู่ที่นี่นานไม่ได้"
ไนท์หันกลับมามองเธออีกครั้ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวดูอ่อนแสงลงเล็กน้อยยามเห็นรอยเืเข้มที่ซึมผ่านถุงเท้าที่ขาดวิ่นของหญิงสาว เขาขยับเข้าใกล้แล้วยื่นฝ่ามือที่สากและกร้านแดดมาตรงหน้าเธอ มันเป็ฝ่ามือที่ผ่านการตรากตรำมาอย่างหนัก แต่ในวินาทีนี้มันกลับดูมั่นคงและน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่พายเคยเห็นมาในชีวิต
พายมองฝ่ามือหยาบนั่นสลับกับป่ามืดครึ้มเบื้องหน้าที่แสงแดดเริ่มส่องลงมาไม่ถึงพื้นดิน
เธอรู้ดีว่าในพิกัดป่าปิดที่ไร้ซึ่งสัญญาณการติดต่อแบบนี้ ถ้าเธอไม่คว้ามือเขาไว้ โอกาสที่จะรอดชีวิตกลับไปเห็นแสงตะวันอีกครั้งคงเป็ศูนย์ เธอจึงเอื้อมมือที่สั่นเทาไปวางบนฝ่ามือใหญ่ แรงบีบที่ตอบกลับมานั้นหนักแน่นและอุ่นวาบ ัันั้นดูเหมือนจะบอกเธอโดยไม่ต้องเอ่ยเป็คำพูดว่า เขาจะไม่มีวันทิ้งเธอไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน
"อดทนหน่อยนะ... อีกนิดเดียวจะถึงลำธาร"
ไนท์ออกแรงฉุดร่างเธอให้ลุกขึ้น พายกัดฟันกรอดจนกรามแน่นเมื่อความเ็ปที่ส้นเท้าแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างของเขาที่ยอมแบกสัมภาระทั้งหมดของเธอไว้บนบ่า เธอก็จำต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วเริ่มก้าวเดินตามหลังชายในชุดลายพรางเข้าไปในความเขียวขจีที่ซ่อนเร้นอันตรายเอาไว้
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นไอฝนที่กำลังจะตกลงมาเริ่มอบอวลไปทั่วบริเวณ ลมป่าพัดกรรโชกจนใบไม้ไหวเอนส่งเสียงซ่าราวกระซิบเตือนภัย
พวกเขาลัดเลาะไปตามโขดหินที่ลื่นชื้น ทิ้งความวุ่นวายและเสียงปืนไว้เื้ั เหลือเพียงเสียงนกป่าที่ร้องระงมสลับกับเสียงลมหายใจของคนสองคนที่สอดประสานกันในความเงียบที่แสนตึงเครียด พายรู้สึกว่าความแข็งกระด้างในใจที่มีต่อทหารหน้าตายคนนี้เริ่มละลายหายไปทีละน้อย ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกปลอดภัยบางอย่างที่เริ่มผลิบานขึ้นท่ามกลางกลิ่นดินปืนและไอฝน
ก่อนที่หยดน้ำเย็นเฉียบหยดแรกจะร่วงหล่นลงมาปะทะผิวหน้า