ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 39 ความจริงที่หายไป

    เยี่ยซิงเหอฟื้นขึ้นพร้อมเสียงคนกำลังตอกไม้เหนือศีรษะ

    ทุกครั้งที่ค้อนกระทบ เขาเห็นประตูดาราปิดซ้ำชายชุดจักรพรรดิยื่นทารกให้ผู้เฒ่าโม่ แล้วภาพแตกก่อนใบหน้าจะชัด

    เขาลืมตา พบตนเองนอนอยู่ในเรือนกลาง ชายโครงพันผ้าแน่นกระบี่เงาดาราวางห่างไปหนึ่งช่วงแขนคมที่เคยดำเพียงปลายมีรอยหม่นลามขึ้นมาถึงหนึ่งในสาม ผ้าไหมอยู่บนอกแต่เย็นสนิท

    นอกหน้าต่าง ชาวบ้านกำลังใช้ไม้จากยุ้งร้างค้ำพื้นเรือนเสียงขุดใต้ดินหายไปแล้ว แต่ทุกคนเดินเบาเหมือนเกรงจะปลุกมันกลับมา

    ผู้เฒ่าโม่นั่งบดสมุนไพรข้างเตา ฝ่ามือซ้ายพันผ้าเลือดซึมเป็นวงเล็ก

    เยี่ยซิงเหอถาม “ข้าหมดสติไปนานเท่าใด”

    “หนึ่งชั่วยาม”

    “ค่ายกลใต้ดิน?”

    “ปิดเพียงชั้นที่เราเปิด ศัตรูยังมีทางอื่น”

    “คนในหมู่บ้าน?”

    “ยังครบ แต่ฟืนหมดไปหนึ่งส่วน เสบียงเสียจากพื้นยุบสามถุงและคนหนุ่มสิบสองคนต้องเฝ้าแทนออกล่า”

    ราคาของการลงถ้ำมิได้อยู่เพียงบาดแผล เขาได้ภาพอดีตหนึ่งช่วงแลกกับอาหารหลายวันและเวลาป้องกันซึ่งลดลง

    เยี่ยซิงเหอพยุงตัวนั่ง รากฐานทองคำหมุนไม่สม่ำเสมอรอยร้าวสายที่สองยังร้อนจากแรงสะท้อน “ชายคนนั้นคือใคร”

    มือผู้เฒ่าโม่หยุดบดสมุนไพร

    “ท่านได้ยินข้า”

    “ได้ยิน”

    “เขาส่งข้ามา ท่านรับข้า และท่านปิดเรื่องนี้สิบแปดปีข้าต้องการชื่อ”

    “ชื่อไม่ช่วยเจ้าปิดทางใต้ดิน”

    “แต่ช่วยให้ข้ารู้ว่าเหตุใดคนเหล่านั้นต้องการฆ่าข้า”

    ผู้เฒ่าโม่เทผงยาลงถ้วย ไม่เงยหน้า“หากชื่อทำให้ผู้ตามล่าหันมาหมู่บ้านเร็วขึ้น เจ้าจะยังต้องการหรือไม่”

    “พวกมันพบหมู่บ้านแล้ว”

    “พบสถานที่ ไม่เท่าพบความหมาย”

    คำตอบทำให้ความโกรธในอกซิงเหอเย็นลงแทนที่จะลุกมันเป็นความเย็นคมซึ่งเกิดเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ายังแบ่งความจริงเป็นชิ้นตามใจตน

    “ท่านคิดว่าข้ายังเป็นเด็กซึ่งเลือกไม่ได้”

    “ข้าคิดว่าเจ้ากำลังบาดเจ็บและความอยากรู้กำลังใช้บาดแผลเป็นปากพูด”

    “แล้วท่านเล่า ความกลัวใช้ปากท่านพูดมานานกี่ปี”

    ผู้เฒ่าโม่เงยหน้าขึ้น ดวงตาเหนื่อยล้าแต่ไม่หลบ “สิบแปดปี”

    การยอมรับตรงเกินคาด เยี่ยซิงเหอจึงนิ่งไป

    ชายชราวางถ้วยยา “ข้าจะตอบสิ่งที่ตอบได้ ภาพนั้นเป็นของจริงเด็กคือเจ้า ข้ารับเจ้าจากประตู และชายผู้ส่งเจ้ามามิได้ทอดทิ้งเจ้า”

    “เขาเป็นบิดาข้า?”

    “เขาเรียกเจ้าเช่นนั้น”

    “ท่านยังหลีกคำ”

    “เพราะคำของภาพเป็นหลักฐานส่วนสิ่งที่ข้าคิดเป็นเพียงสิ่งที่ข้ารู้ในวันนั้นข้าไม่ยืนยันสิ่งซึ่งอาจถูกจัดวางให้เราเชื่อ”

    เยี่ยซิงเหอมองชายชรา คำครึ่งเดียวยังคงเป็นคำครึ่งเดียวแต่คราวนี้มีเหตุผลจริงซ่อนอยู่ ผู้เฒ่าโม่ไม่เพียงปกปิดเขาระแวงแม้ความทรงจำที่ตนเห็น

    “เหตุใดส่งมาที่โม่เหอ”

    ผู้เฒ่าโม่ตอบช้าลง “เจ้าถูกส่งมาที่นี่เพื่อมีชีวิต”

    “มิใช่เพื่อกลับไป?”

    “ไม่ใช่ในวันที่เขาส่งเจ้า”

    “แล้ววันนี้?”

    “ผู้ส่งอาจไม่รู้ว่ามีวันนี้”

    นอกเรือน เสียงถังไม้ล้ม ตามด้วยเสียงเด็กร้องเยี่ยซิงเหอหันไปทันที ผู้ใหญ่บ้านกำลังแบ่งข้าวต้ม คนต่อแถวยาวแต่หม้อมีเพียงสองใบ จากเดิมที่เคยมีสี่เสบียงซึ่งเสียในพื้นยุบทำให้แต่ละคนได้อาหารน้อยลง

    ผู้เฒ่าโม่ตามสายตาเขา “ถ้าเจ้ายังถามต่อเราอาจหาคำตอบได้อีกชิ้น แต่ต้องใช้เวลาและสิ่งของซึ่งตอนนี้มีไว้รักษาคน”

    “หมายถึงผ้าไหม?”

    “หมายถึงค่ายกลเล็กเพื่อแยกตรารหัสบนผ้า มันต้องใช้แผ่นเงินน้ำมันตะเกียง และเลือดของผู้ถือ”

    “น้ำมันเหลือเท่าใด”

    “พอให้เรือนกลางสว่างสองคืน หากไม่ใช้กับค่ายกล”

    “เช่นนั้นไม่ทำ”

    ผู้เฒ่าโม่เลิกคิ้ว “เจ้าถามมาทั้งคืน”

    “ข้าต้องการคำตอบ มิได้ต้องการให้เด็กอยู่ในความมืดเพื่อข้า”

    เขาหยิบถ้วยยา ดื่มรวดเดียว รสขมทำให้สติชัดขึ้นจากนั้นพยายามลุก

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าขวาง “เจ้าจะไปไหน”

    “ตรวจแนวพื้นยุบ”

    “รากฐานเจ้าหมุนผิดจังหวะ”

    “ข้าจะไม่ใช้ปราณ”

    “ศัตรูคงเชื่อคำเจ้าแล้วกลับบ้าน”

    เยี่ยซิงเหอวางมือบนไม้เท้า “ถ้าข้านอนเพื่อรักษาตนแล้วให้คนที่ไม่มีพลังยืนบนพื้นซึ่งอาจถล่มข้าจะไม่ต่างจากค่ายกลที่เลือกดูดผู้ซึ่งอ่อนแอกว่า”

    ผู้เฒ่าโม่จ้องเขา ก่อนลดไม้เท้า “เอากระบี่ไป แต่ถ้ามันสั่นห้ามชัก”

    พวกเขาออกสู่ลาน ลมหนาวพัดควันจากหม้อข้าวต้มไปทางเหนือบ้านสามหลังถูกทิ้งเพราะพื้นกลวง คนเจ็บนอนชิดกันในเรือนกลางเด็กแบ่งผ้าห่มผืนเดียวกันโดยไม่มีใครบ่น

    ผู้ใหญ่บ้านนำบัญชีมาให้ “ฟืนพอหนึ่งคืนครึ่งข้าวพอห้าวันถ้าลดมื้อ เนื้อแห้งสามวันเกลือเหลือมากเพราะใช้ทำร่องไปแล้วครึ่งหนึ่ง”

    “คนเฝ้าสับเปลี่ยนทุกหนึ่งชั่วยาม” เยี่ยซิงเหอกล่าว“อย่าให้ผู้ใดอยู่คนเดียว และทำเครื่องหมายถุงอาหารทุกใบ ถ้าพื้นสั่นให้ย้ายคนก่อนของ”

    ชายชราคนหนึ่งถาม “พวกเราจะหนีออกจากหมู่บ้านได้หรือไม่”

    ผู้เฒ่าโม่มองซากนกที่เผาไม่หมดนอกกำแพง“ทางภูเขาถูกวางหมายแล้ว ออกไปตอนนี้เท่ากับเดินเข้าค่ายกล”

    ความเงียบตกลง แต่คราวนี้ไม่มีเสียงโวยวายชาวบ้านรู้ว่าคำตอบไม่ดี ทว่ายังมีงานตรงหน้า

    เยี่ยซิงเหอเดินตามรอยพื้นยุบไปถึงศาลบรรพชนทุกก้าวทำให้ชายโครงเจ็บ เขาไม่หมุนปราณ เพียงใช้กระบี่ในฝักเคาะพื้นแสงอาทิตย์อ่อนส่องลายร้าวบนดินคล้ายเส้นทางหลายสาย

    อาเหวินนั่งเฝ้าหลุมพร้อมพลั่ว “ด้านล่างเงียบแต่เชือกที่หย่อนลงไปขาดเองสองเส้น”

    “ขาดตรงใด”

    อาเหวินยื่นปลายเชือก รอยขาดเรียบและมีผงเงินติดอยู่

    ผ้าไหมตรงอกเยี่ยซิงเหอสั่นเบา ๆ

    เขาหยุดเดิน

    มิใช่ปราณของเขาเรียกมัน เขายังไม่ได้เปิดรากฐานแม้รอบเดียวความสั่นเกิดเมื่อสายตาเขาเลื่อนจากผงเงินบนเชือกไปยังเด็กในเรือนกลางแล้วกลับมาที่หลุมใต้หมู่บ้าน

    เขานึกถึงการตัดภาพอดีตเพื่อไม่ให้ศัตรูเห็นหน้าเด็กนึกถึงการปฏิเสธค่ายกลแยกตราเพื่อเก็บน้ำมันให้ชาวบ้าน ผ้าไหมตอบสนองต่อการเลือกมิใช่ความแข็งแกร่ง

    ลายเงินเส้นหนึ่งลอดผ่านเสื้อ

    ผู้เฒ่าโม่เห็นแล้วรีบปิดประตูศาล “ทุกคนถอย”

    อาเหวินยกพลั่ว “มีอะไร”

    “สิ่งที่ไม่ควรให้คนมากเห็น” ชายชราตอบ

    เยี่ยซิงเหอนำผ้าไหมออกมา มันยังพับอยู่แต่ผงเงินบนเชือกลอยขึ้นเอง เม็ดเล็กหลายเม็ดเกาะบนผืนผ้าเป็นรูปวงตรา

    วงนอกเป็นอักขระซึ่งเขาอ่านไม่ออก วงกลางเป็นตาชั่งสองข้างด้านหนึ่งว่าง อีกด้านวางดาวสีดำ ตรงยอดมีเส้นคล้ายดวงตาปิด

    ทันทีที่ตราสมบูรณ์ ความเจ็บแปลบแล่นจากหน้าผากลงรากฐานภาพหนึ่งพุ่งเข้าความคิด—ประตูสูง ป้ายหินแตกและคนในชุดคลุมสีเทายืนเรียงโดยไม่มีเงา

    ภาพหายเร็วจนเขาจับรายละเอียดไม่ได้

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ชายแขนเสื้อปิดตรา “เก็บมัน”

    “ท่านรู้จักเครื่องหมายนี้”

    “เคยเห็น”

    “ที่สถานที่ซึ่งคนในโลกมนุษย์เดินไปไม่ถึง?”

    ชายชราไม่ตอบ แต่สีหน้าคือคำตอบ

    เยี่ยซิงเหอดึงผ้าออกจากมือเขา“มันเกี่ยวกับคนที่ต้องการฆ่าข้าหรือไม่”

    “เกี่ยวกับผู้ที่เฝ้าทาง”

    “ผู้ที่เฝ้าหรือผู้ที่ล่า”

    “คนกลุ่มเดียวอาจทำทั้งสองอย่างขึ้นกับว่าผู้ใดกำลังผ่านประตู”

    คำตอบเปิดภัยใหญ่กว่าเดิม ศัตรูบนภูเขาอาจไม่ใช่ต้นทางแต่เป็นเพียงมือซึ่งตามตรารหัสจากสถานที่ไกลกว่าดินแดนมนุษย์

    “มันเรียกว่าอะไร”

    ผู้เฒ่าโม่มองประตูศาลซึ่งมีเงาชาวบ้านเดินผ่านเขาลดเสียงจนเหลือเพียงลมหายใจ “วิหารโชคชะตา”

    คำสี่คำทำให้ตราบนผ้าไหมสว่าง

    วงตาชั่งหมุน ดาวดำเลื่อนจากถาดหนึ่งไปอีกถาดหนึ่งและดวงตาบนยอดลืมขึ้นเพียงเสี้ยว ด้านในไม่มีลูกตามีเพียงทางดาราซึ่งลึกไม่สิ้นสุด

    เยี่ยซิงเหอรู้สึกว่าบางสิ่งกำลังมองกลับมาเขาพับผ้าอย่างรวดเร็ว แต่ลายไม่ยอมดับ

    ผู้เฒ่าโม่คว้าถุงขี้เถ้า โรยเป็นวงปิดพื้นศาล“อย่าใช้ปราณกดมัน ยิ่งเจ้าใช้กำลัง มันยิ่งยืนยันตัวผู้ถือ”

    “แล้วปิดอย่างไร”

    “ยกเลิกเงื่อนไขที่ทำให้มันเปิด”

    “ให้ข้าเลิกต้องการปกป้องคน?”

    ผู้เฒ่าโม่ชะงัก เขาไม่รู้เงื่อนไขแน่ชัดเช่นกัน

    นอกศาล เสียงตะโกนดังขึ้น “พื้นฝั่งตะวันออกยุบ!”

    ตามด้วยเสียงไม้แตก

    เยี่ยซิงเหอเก็บผ้าไว้ในเสื้อและผลักประตู ผู้เฒ่าโม่ดึงแขนเขา“ถ้ามันเปิดกลางฝูงคน ตราจะจำทุกคนซึ่งอยู่ใกล้”

    “ถ้าไม่ไป บ้านจะทับคน”

    เขาไม่ใช้ปราณ ไม่ชักกระบี่ เพียงวิ่งทั้งที่แผลชายโครงยังเปิดผู้เฒ่าโม่สบถเบา ๆ แล้วตาม

    บ้านฝั่งตะวันออกเอียงลงหลุม หลังคาค้างบนเสาเดียวหญิงคนหนึ่งติดอยู่ใต้คาน อาเหวินกับชาวบ้านห้าคนพยายามยก แต่พื้นรอบเท้าแตกร้าว

    เยี่ยซิงเหอเห็นเส้นแดงใต้รอยดิน มันรอให้เขาปล่อยพลังหากรากฐานทองคำทำงาน ค่ายกลจะตามคลื่นเข้าร่างคนซึ่งยืนอยู่รอบ ๆ

    “ทุกคนถอยสามก้าว” เขาสั่ง

    “นางยังอยู่ใต้คาน!” อาเหวินกล่าว

    “ผูกเชือกก่อน อย่าดึงด้วยมือ”

    พวกเขาพันเชือกรอบคาน ส่งปลายผ่านต้นไม้ชาวบ้านสิบคนออกแรงจากระยะไกล เยี่ยซิงเหอมุดเข้าใต้หลังคาโดยไม่ใช้ปราณเขาใช้ฝักกระบี่เป็นคานงัด ข้อมือซึ่งรับแรงสะท้อนเมื่อคืนปวดจนแทบหลุด

    กระบี่เงาดาราสั่นในฝัก ต้องการรับภาระด้วยพลังแต่เขาไม่ชักมัน

    “ดึง!”

    คานยกเพียงครึ่งคืบ พอให้หญิงคนนั้นคลานออกอาเหวินลากนางพ้นรอยแตก ก่อนหลังคาทั้งหลังทรุดลง

    แรงฝุ่นซัดเยี่ยซิงเหอล้มเขากลิ้งออกมาพร้อมชายโครงที่เลือดซึม แต่รากฐานทองคำยังไม่หมุนค่ายกลใต้พื้นจึงไม่ได้คลื่นซึ่งต้องการ

    ชาวบ้านรอดโดยเสียบ้านหนึ่งหลัง

    เมื่อเขาลุก ผ้าไหมตรงอกกลับเย็นลง ตราวิหารโชคชะตาดับเหลือเพียงลายเงินเดิม

    ผู้เฒ่าโม่เดินมาถึง มองซากบ้านแล้วมองผ้า“มันไม่ได้เปิดเพราะเจ้าต้องการปกป้องอย่างเดียว”

    “แต่เปิดเมื่อข้าเลือกบางอย่าง”

    “และปิดเมื่อเจ้าทำการเลือกนั้นจนจบ”

    เยี่ยซิงเหอคิดถึงภาพอดีตผ้าไหมขยับเมื่อเขายอมทำลายคำตอบเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูเห็นแล้วตอบสนองอีกครั้งเมื่อเขาปฏิเสธใช้น้ำมันของหมู่บ้านกับความอยากรู้ของตน

    มันมิใช่สมบัติซึ่งเชื่อฟังผู้แข็งแกร่งแต่เป็นตราซึ่งชั่งการตัดสินใจ

    นั่นทำให้ชื่อวิหารโชคชะตาน่ากลัวยิ่งขึ้น

    ผู้ใหญ่บ้านเดินมาพร้อมบัญชีใหม่ “บ้านพังหนึ่งหลังข้าวอีกสองถุงตกหลุม น้ำมันแตกหนึ่งไห ไม่มีคนตาย”

    ไม่มีคนตายคือกำไรเพียงอย่างเดียวที่เหลือคือเสบียงและเวลาป้องกันซึ่งหายไปตามราคาที่ค่ายกลเรียกเก็บ

    เยี่ยซิงเหอบอกให้ย้ายครอบครัวเจ้าของบ้านเข้าเรือนกลางแล้วส่งคนปิดหลุมด้วยหิน ไม่ใช้ไม้ซึ่งต้องเก็บเป็นฟืน เมื่อทุกอย่างเริ่มเคลื่อนเขาจึงกลับศาลพร้อมผู้เฒ่าโม่

    “วิหารโชคชะตาต้องการฆ่าข้าหรือไม่” เขาถาม

    “ข้าไม่รู้ว่าคำสั่งวันนี้มาจากผู้ใด” ชายชราตอบ“ข้ารู้เพียงตรานี้เคยอยู่ข้างประตูซึ่งส่งเจ้ามา”

    “คนของวิหารเปิดประตู?”

    “หรือเฝ้ามิให้มันเปิด”

    “คำตอบของท่านมีสองด้านเสมอ”

    “เพราะความจริงที่มีด้านเดียวมักถูกผู้มีอำนาจตัดอีกด้านทิ้งแล้ว”

    เยี่ยซิงเหอไม่พอใจ แต่ได้ยินความเจ็บเก่าในเสียงนั้นผู้เฒ่าโม่อาจปกปิดเพื่อคุ้มครอง ทว่าการปกปิดยาวนานก็ทำให้เขาแบกภัยโดยไม่รู้ชื่อ

    “ต่อจากนี้ ถ้ามีสิ่งใดเกี่ยวกับประตูหรือวิหารท่านต้องบอกเท่าที่ไม่ทำให้หมู่บ้านถูกพบ”

    “เจ้ากำลังตั้งเงื่อนไขกับข้า?”

    “ข้ากำลังเหลือทางให้ท่านบอกความจริงก่อนที่ค่ายกลจะบอกแทน”

    ผู้เฒ่าโม่ถอนใจ “ได้”

    เป็นคำรับปากสั้น ๆ ไม่มีหลักประกันแต่เป็นครั้งแรกที่ชายชรายอมให้เงื่อนไขของการปิดบังถูกตั้งโดยคนอื่น

    เยี่ยซิงเหอนำผ้าไหมออกมาอีกครั้ง คราวนี้มิได้ปล่อยปราณเขาวางมันบนแท่นบูชาว่างในศาล รอยตราวิหารหายไปแล้วแต่ตำแหน่งซึ่งดาวดำเคยอยู่มีจุดเงินเล็กเท่าปลายเข็ม

    เขาคิดถึงประโยค “เจ้าถูกส่งมาที่นี่เพื่อมีชีวิต”ไม่ใช่ชื่อของผู้ส่ง ไม่ใช่คำตอบว่าใครไล่ล่าแต่เป็นเจตนาซึ่งภาพและผู้เฒ่าโม่ยืนยันตรงกัน

    ชีวิตของเขาเริ่มจากการถูกผลักข้ามประตูมิใช่เพื่อกลับไปแก้แค้นทันที แต่เพื่อรอด

    หากวันนี้เขาใช้ชีวิตคนในหมู่บ้านแลกคำตอบเขาจะทำลายเหตุผลแรกที่ตนถูกส่งมา

    เยี่ยซิงเหอหลับตาและวางคำถามซึ่งยังไร้คำตอบไว้ทีละข้อชื่อของชายชุดจักรพรรดิ ผู้ที่ไล่ตามหลังประตู เหตุผลที่ตราวิหารอยู่ในค่ายกลและสิ่งซึ่งซ่อนในร่างเขา คำถามเหล่านั้นมิได้หายไป เพียงถูกจัดลำดับใหม่

    อันดับแรกคือทำให้ชาวโม่เหอผ่านคืนนี้

    อันดับถัดไปคือรู้ว่าศัตรูจะเข้าจากทางใด

    ส่วนชาติกำเนิดของเขาต้องรอหลังคนในเรือนกลางมีไฟและอาหารพอ

    ผู้เฒ่าโม่มองสีหน้าเขา “เจ้ากำลังเลิกถามหรือ”

    “ไม่”

    “เช่นนั้นเหตุใดผ้าจึงเงียบ”

    “เพราะข้าไม่ยอมให้มันใช้ความอยากรู้เร่งข้า”

    ชายชราวางมือบาดเจ็บบนแท่นอีกด้าน“สมบัติบางชิ้นชอบผู้ถือซึ่งสั่งได้ บางชิ้นชอบผู้ถือซึ่งอดทนรอแต่ผืนนี้อาจกำลังชั่งว่าเจ้าจะยอมเสียสิ่งใด”

    “หากมันต้องการชีวิตคนอื่น ข้าจะไม่เปิดมันอีก”

    “ถ้ามันต้องการสิ่งของเจ้า?”

    เยี่ยซิงเหอมองกระบี่เงาดาราซึ่งมีรอยดำลาม “สิ่งของเสียได้”

    “ถ้าต้องการคำตอบที่เจ้ารอ?”

    เขานึกถึงใบหน้าชายซึ่งถูกแสงบดบัง แล้วตอบ“คำตอบที่ได้ด้วยการทรยศเหตุผลซึ่งข้าถูกส่งมา ย่อมไม่ใช่คำตอบของข้า”

    ผ้าไหมบนแท่นอุ่นขึ้นทันที

    ผู้เฒ่าโม่ถอนมือ สีหน้าไม่ผ่อนคลาย “มันฟังอยู่”

    “เช่นนั้นให้มันฟังให้ชัด” เยี่ยซิงเหอกล่าว“ข้าจะเปิดทางเมื่อข้าเป็นผู้เลือก มิใช่เมื่อมันล่อด้วยอดีต”

    ทันทีที่ความคิดนั้นชัด ผ้าไหมคลายปมพับเอง

    ผืนผ้าค่อย ๆ เปิดกว้างบนแท่นลายเงินซึ่งเคยมีเพียงเศษเส้นไหลเชื่อมเข้าหากัน ตราวิหารโชคชะตาปรากฏตรงมุมล่างแล้วหมุนกลับด้านเหมือนกลายเป็นกุญแจ

    ผู้เฒ่าโม่เอื้อมมือจะปิด แต่หยุดห่างผืนผ้าหนึ่งคืบ

    แสงดาวดวงแรกผุดขึ้นเหนือผ้า

    ตามด้วยดวงที่สองและสาม

    ผ้าไหมเปิดออกด้วยตนเอง