เยี่ยซิงเหอฟื้นขึ้นพร้อมเสียงคนกำลังตอกไม้เหนือศีรษะ
ทุกครั้งที่ค้อนกระทบ เขาเห็นประตูดาราปิดซ้ำชายชุดจักรพรรดิยื่นทารกให้ผู้เฒ่าโม่ แล้วภาพแตกก่อนใบหน้าจะชัด
เขาลืมตา พบตนเองนอนอยู่ในเรือนกลาง ชายโครงพันผ้าแน่นกระบี่เงาดาราวางห่างไปหนึ่งช่วงแขนคมที่เคยดำเพียงปลายมีรอยหม่นลามขึ้นมาถึงหนึ่งในสาม ผ้าไหมอยู่บนอกแต่เย็นสนิท
นอกหน้าต่าง ชาวบ้านกำลังใช้ไม้จากยุ้งร้างค้ำพื้นเรือนเสียงขุดใต้ดินหายไปแล้ว แต่ทุกคนเดินเบาเหมือนเกรงจะปลุกมันกลับมา
ผู้เฒ่าโม่นั่งบดสมุนไพรข้างเตา ฝ่ามือซ้ายพันผ้าเลือดซึมเป็นวงเล็ก
เยี่ยซิงเหอถาม “ข้าหมดสติไปนานเท่าใด”
“หนึ่งชั่วยาม”
“ค่ายกลใต้ดิน?”
“ปิดเพียงชั้นที่เราเปิด ศัตรูยังมีทางอื่น”
“คนในหมู่บ้าน?”
“ยังครบ แต่ฟืนหมดไปหนึ่งส่วน เสบียงเสียจากพื้นยุบสามถุงและคนหนุ่มสิบสองคนต้องเฝ้าแทนออกล่า”
ราคาของการลงถ้ำมิได้อยู่เพียงบาดแผล เขาได้ภาพอดีตหนึ่งช่วงแลกกับอาหารหลายวันและเวลาป้องกันซึ่งลดลง
เยี่ยซิงเหอพยุงตัวนั่ง รากฐานทองคำหมุนไม่สม่ำเสมอรอยร้าวสายที่สองยังร้อนจากแรงสะท้อน “ชายคนนั้นคือใคร”
มือผู้เฒ่าโม่หยุดบดสมุนไพร
“ท่านได้ยินข้า”
“ได้ยิน”
“เขาส่งข้ามา ท่านรับข้า และท่านปิดเรื่องนี้สิบแปดปีข้าต้องการชื่อ”
“ชื่อไม่ช่วยเจ้าปิดทางใต้ดิน”
“แต่ช่วยให้ข้ารู้ว่าเหตุใดคนเหล่านั้นต้องการฆ่าข้า”
ผู้เฒ่าโม่เทผงยาลงถ้วย ไม่เงยหน้า“หากชื่อทำให้ผู้ตามล่าหันมาหมู่บ้านเร็วขึ้น เจ้าจะยังต้องการหรือไม่”
“พวกมันพบหมู่บ้านแล้ว”
“พบสถานที่ ไม่เท่าพบความหมาย”
คำตอบทำให้ความโกรธในอกซิงเหอเย็นลงแทนที่จะลุกมันเป็นความเย็นคมซึ่งเกิดเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ายังแบ่งความจริงเป็นชิ้นตามใจตน
“ท่านคิดว่าข้ายังเป็นเด็กซึ่งเลือกไม่ได้”
“ข้าคิดว่าเจ้ากำลังบาดเจ็บและความอยากรู้กำลังใช้บาดแผลเป็นปากพูด”
“แล้วท่านเล่า ความกลัวใช้ปากท่านพูดมานานกี่ปี”
ผู้เฒ่าโม่เงยหน้าขึ้น ดวงตาเหนื่อยล้าแต่ไม่หลบ “สิบแปดปี”
การยอมรับตรงเกินคาด เยี่ยซิงเหอจึงนิ่งไป
ชายชราวางถ้วยยา “ข้าจะตอบสิ่งที่ตอบได้ ภาพนั้นเป็นของจริงเด็กคือเจ้า ข้ารับเจ้าจากประตู และชายผู้ส่งเจ้ามามิได้ทอดทิ้งเจ้า”
“เขาเป็นบิดาข้า?”
“เขาเรียกเจ้าเช่นนั้น”
“ท่านยังหลีกคำ”
“เพราะคำของภาพเป็นหลักฐานส่วนสิ่งที่ข้าคิดเป็นเพียงสิ่งที่ข้ารู้ในวันนั้นข้าไม่ยืนยันสิ่งซึ่งอาจถูกจัดวางให้เราเชื่อ”
เยี่ยซิงเหอมองชายชรา คำครึ่งเดียวยังคงเป็นคำครึ่งเดียวแต่คราวนี้มีเหตุผลจริงซ่อนอยู่ ผู้เฒ่าโม่ไม่เพียงปกปิดเขาระแวงแม้ความทรงจำที่ตนเห็น
“เหตุใดส่งมาที่โม่เหอ”
ผู้เฒ่าโม่ตอบช้าลง “เจ้าถูกส่งมาที่นี่เพื่อมีชีวิต”
“มิใช่เพื่อกลับไป?”
“ไม่ใช่ในวันที่เขาส่งเจ้า”
“แล้ววันนี้?”
“ผู้ส่งอาจไม่รู้ว่ามีวันนี้”
นอกเรือน เสียงถังไม้ล้ม ตามด้วยเสียงเด็กร้องเยี่ยซิงเหอหันไปทันที ผู้ใหญ่บ้านกำลังแบ่งข้าวต้ม คนต่อแถวยาวแต่หม้อมีเพียงสองใบ จากเดิมที่เคยมีสี่เสบียงซึ่งเสียในพื้นยุบทำให้แต่ละคนได้อาหารน้อยลง
ผู้เฒ่าโม่ตามสายตาเขา “ถ้าเจ้ายังถามต่อเราอาจหาคำตอบได้อีกชิ้น แต่ต้องใช้เวลาและสิ่งของซึ่งตอนนี้มีไว้รักษาคน”
“หมายถึงผ้าไหม?”
“หมายถึงค่ายกลเล็กเพื่อแยกตรารหัสบนผ้า มันต้องใช้แผ่นเงินน้ำมันตะเกียง และเลือดของผู้ถือ”
“น้ำมันเหลือเท่าใด”
“พอให้เรือนกลางสว่างสองคืน หากไม่ใช้กับค่ายกล”
“เช่นนั้นไม่ทำ”
ผู้เฒ่าโม่เลิกคิ้ว “เจ้าถามมาทั้งคืน”
“ข้าต้องการคำตอบ มิได้ต้องการให้เด็กอยู่ในความมืดเพื่อข้า”
เขาหยิบถ้วยยา ดื่มรวดเดียว รสขมทำให้สติชัดขึ้นจากนั้นพยายามลุก
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าขวาง “เจ้าจะไปไหน”
“ตรวจแนวพื้นยุบ”
“รากฐานเจ้าหมุนผิดจังหวะ”
“ข้าจะไม่ใช้ปราณ”
“ศัตรูคงเชื่อคำเจ้าแล้วกลับบ้าน”
เยี่ยซิงเหอวางมือบนไม้เท้า “ถ้าข้านอนเพื่อรักษาตนแล้วให้คนที่ไม่มีพลังยืนบนพื้นซึ่งอาจถล่มข้าจะไม่ต่างจากค่ายกลที่เลือกดูดผู้ซึ่งอ่อนแอกว่า”
ผู้เฒ่าโม่จ้องเขา ก่อนลดไม้เท้า “เอากระบี่ไป แต่ถ้ามันสั่นห้ามชัก”
พวกเขาออกสู่ลาน ลมหนาวพัดควันจากหม้อข้าวต้มไปทางเหนือบ้านสามหลังถูกทิ้งเพราะพื้นกลวง คนเจ็บนอนชิดกันในเรือนกลางเด็กแบ่งผ้าห่มผืนเดียวกันโดยไม่มีใครบ่น
ผู้ใหญ่บ้านนำบัญชีมาให้ “ฟืนพอหนึ่งคืนครึ่งข้าวพอห้าวันถ้าลดมื้อ เนื้อแห้งสามวันเกลือเหลือมากเพราะใช้ทำร่องไปแล้วครึ่งหนึ่ง”
“คนเฝ้าสับเปลี่ยนทุกหนึ่งชั่วยาม” เยี่ยซิงเหอกล่าว“อย่าให้ผู้ใดอยู่คนเดียว และทำเครื่องหมายถุงอาหารทุกใบ ถ้าพื้นสั่นให้ย้ายคนก่อนของ”
ชายชราคนหนึ่งถาม “พวกเราจะหนีออกจากหมู่บ้านได้หรือไม่”
ผู้เฒ่าโม่มองซากนกที่เผาไม่หมดนอกกำแพง“ทางภูเขาถูกวางหมายแล้ว ออกไปตอนนี้เท่ากับเดินเข้าค่ายกล”
ความเงียบตกลง แต่คราวนี้ไม่มีเสียงโวยวายชาวบ้านรู้ว่าคำตอบไม่ดี ทว่ายังมีงานตรงหน้า
เยี่ยซิงเหอเดินตามรอยพื้นยุบไปถึงศาลบรรพชนทุกก้าวทำให้ชายโครงเจ็บ เขาไม่หมุนปราณ เพียงใช้กระบี่ในฝักเคาะพื้นแสงอาทิตย์อ่อนส่องลายร้าวบนดินคล้ายเส้นทางหลายสาย
อาเหวินนั่งเฝ้าหลุมพร้อมพลั่ว “ด้านล่างเงียบแต่เชือกที่หย่อนลงไปขาดเองสองเส้น”
“ขาดตรงใด”
อาเหวินยื่นปลายเชือก รอยขาดเรียบและมีผงเงินติดอยู่
ผ้าไหมตรงอกเยี่ยซิงเหอสั่นเบา ๆ
เขาหยุดเดิน
มิใช่ปราณของเขาเรียกมัน เขายังไม่ได้เปิดรากฐานแม้รอบเดียวความสั่นเกิดเมื่อสายตาเขาเลื่อนจากผงเงินบนเชือกไปยังเด็กในเรือนกลางแล้วกลับมาที่หลุมใต้หมู่บ้าน
เขานึกถึงการตัดภาพอดีตเพื่อไม่ให้ศัตรูเห็นหน้าเด็กนึกถึงการปฏิเสธค่ายกลแยกตราเพื่อเก็บน้ำมันให้ชาวบ้าน ผ้าไหมตอบสนองต่อการเลือกมิใช่ความแข็งแกร่ง
ลายเงินเส้นหนึ่งลอดผ่านเสื้อ
ผู้เฒ่าโม่เห็นแล้วรีบปิดประตูศาล “ทุกคนถอย”
อาเหวินยกพลั่ว “มีอะไร”
“สิ่งที่ไม่ควรให้คนมากเห็น” ชายชราตอบ
เยี่ยซิงเหอนำผ้าไหมออกมา มันยังพับอยู่แต่ผงเงินบนเชือกลอยขึ้นเอง เม็ดเล็กหลายเม็ดเกาะบนผืนผ้าเป็นรูปวงตรา
วงนอกเป็นอักขระซึ่งเขาอ่านไม่ออก วงกลางเป็นตาชั่งสองข้างด้านหนึ่งว่าง อีกด้านวางดาวสีดำ ตรงยอดมีเส้นคล้ายดวงตาปิด
ทันทีที่ตราสมบูรณ์ ความเจ็บแปลบแล่นจากหน้าผากลงรากฐานภาพหนึ่งพุ่งเข้าความคิด—ประตูสูง ป้ายหินแตกและคนในชุดคลุมสีเทายืนเรียงโดยไม่มีเงา
ภาพหายเร็วจนเขาจับรายละเอียดไม่ได้
ผู้เฒ่าโม่ใช้ชายแขนเสื้อปิดตรา “เก็บมัน”
“ท่านรู้จักเครื่องหมายนี้”
“เคยเห็น”
“ที่สถานที่ซึ่งคนในโลกมนุษย์เดินไปไม่ถึง?”
ชายชราไม่ตอบ แต่สีหน้าคือคำตอบ
เยี่ยซิงเหอดึงผ้าออกจากมือเขา“มันเกี่ยวกับคนที่ต้องการฆ่าข้าหรือไม่”
“เกี่ยวกับผู้ที่เฝ้าทาง”
“ผู้ที่เฝ้าหรือผู้ที่ล่า”
“คนกลุ่มเดียวอาจทำทั้งสองอย่างขึ้นกับว่าผู้ใดกำลังผ่านประตู”
คำตอบเปิดภัยใหญ่กว่าเดิม ศัตรูบนภูเขาอาจไม่ใช่ต้นทางแต่เป็นเพียงมือซึ่งตามตรารหัสจากสถานที่ไกลกว่าดินแดนมนุษย์
“มันเรียกว่าอะไร”
ผู้เฒ่าโม่มองประตูศาลซึ่งมีเงาชาวบ้านเดินผ่านเขาลดเสียงจนเหลือเพียงลมหายใจ “วิหารโชคชะตา”
คำสี่คำทำให้ตราบนผ้าไหมสว่าง
วงตาชั่งหมุน ดาวดำเลื่อนจากถาดหนึ่งไปอีกถาดหนึ่งและดวงตาบนยอดลืมขึ้นเพียงเสี้ยว ด้านในไม่มีลูกตามีเพียงทางดาราซึ่งลึกไม่สิ้นสุด
เยี่ยซิงเหอรู้สึกว่าบางสิ่งกำลังมองกลับมาเขาพับผ้าอย่างรวดเร็ว แต่ลายไม่ยอมดับ
ผู้เฒ่าโม่คว้าถุงขี้เถ้า โรยเป็นวงปิดพื้นศาล“อย่าใช้ปราณกดมัน ยิ่งเจ้าใช้กำลัง มันยิ่งยืนยันตัวผู้ถือ”
“แล้วปิดอย่างไร”
“ยกเลิกเงื่อนไขที่ทำให้มันเปิด”
“ให้ข้าเลิกต้องการปกป้องคน?”
ผู้เฒ่าโม่ชะงัก เขาไม่รู้เงื่อนไขแน่ชัดเช่นกัน
นอกศาล เสียงตะโกนดังขึ้น “พื้นฝั่งตะวันออกยุบ!”
ตามด้วยเสียงไม้แตก
เยี่ยซิงเหอเก็บผ้าไว้ในเสื้อและผลักประตู ผู้เฒ่าโม่ดึงแขนเขา“ถ้ามันเปิดกลางฝูงคน ตราจะจำทุกคนซึ่งอยู่ใกล้”
“ถ้าไม่ไป บ้านจะทับคน”
เขาไม่ใช้ปราณ ไม่ชักกระบี่ เพียงวิ่งทั้งที่แผลชายโครงยังเปิดผู้เฒ่าโม่สบถเบา ๆ แล้วตาม
บ้านฝั่งตะวันออกเอียงลงหลุม หลังคาค้างบนเสาเดียวหญิงคนหนึ่งติดอยู่ใต้คาน อาเหวินกับชาวบ้านห้าคนพยายามยก แต่พื้นรอบเท้าแตกร้าว
เยี่ยซิงเหอเห็นเส้นแดงใต้รอยดิน มันรอให้เขาปล่อยพลังหากรากฐานทองคำทำงาน ค่ายกลจะตามคลื่นเข้าร่างคนซึ่งยืนอยู่รอบ ๆ
“ทุกคนถอยสามก้าว” เขาสั่ง
“นางยังอยู่ใต้คาน!” อาเหวินกล่าว
“ผูกเชือกก่อน อย่าดึงด้วยมือ”
พวกเขาพันเชือกรอบคาน ส่งปลายผ่านต้นไม้ชาวบ้านสิบคนออกแรงจากระยะไกล เยี่ยซิงเหอมุดเข้าใต้หลังคาโดยไม่ใช้ปราณเขาใช้ฝักกระบี่เป็นคานงัด ข้อมือซึ่งรับแรงสะท้อนเมื่อคืนปวดจนแทบหลุด
กระบี่เงาดาราสั่นในฝัก ต้องการรับภาระด้วยพลังแต่เขาไม่ชักมัน
“ดึง!”
คานยกเพียงครึ่งคืบ พอให้หญิงคนนั้นคลานออกอาเหวินลากนางพ้นรอยแตก ก่อนหลังคาทั้งหลังทรุดลง
แรงฝุ่นซัดเยี่ยซิงเหอล้มเขากลิ้งออกมาพร้อมชายโครงที่เลือดซึม แต่รากฐานทองคำยังไม่หมุนค่ายกลใต้พื้นจึงไม่ได้คลื่นซึ่งต้องการ
ชาวบ้านรอดโดยเสียบ้านหนึ่งหลัง
เมื่อเขาลุก ผ้าไหมตรงอกกลับเย็นลง ตราวิหารโชคชะตาดับเหลือเพียงลายเงินเดิม
ผู้เฒ่าโม่เดินมาถึง มองซากบ้านแล้วมองผ้า“มันไม่ได้เปิดเพราะเจ้าต้องการปกป้องอย่างเดียว”
“แต่เปิดเมื่อข้าเลือกบางอย่าง”
“และปิดเมื่อเจ้าทำการเลือกนั้นจนจบ”
เยี่ยซิงเหอคิดถึงภาพอดีตผ้าไหมขยับเมื่อเขายอมทำลายคำตอบเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูเห็นแล้วตอบสนองอีกครั้งเมื่อเขาปฏิเสธใช้น้ำมันของหมู่บ้านกับความอยากรู้ของตน
มันมิใช่สมบัติซึ่งเชื่อฟังผู้แข็งแกร่งแต่เป็นตราซึ่งชั่งการตัดสินใจ
นั่นทำให้ชื่อวิหารโชคชะตาน่ากลัวยิ่งขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านเดินมาพร้อมบัญชีใหม่ “บ้านพังหนึ่งหลังข้าวอีกสองถุงตกหลุม น้ำมันแตกหนึ่งไห ไม่มีคนตาย”
ไม่มีคนตายคือกำไรเพียงอย่างเดียวที่เหลือคือเสบียงและเวลาป้องกันซึ่งหายไปตามราคาที่ค่ายกลเรียกเก็บ
เยี่ยซิงเหอบอกให้ย้ายครอบครัวเจ้าของบ้านเข้าเรือนกลางแล้วส่งคนปิดหลุมด้วยหิน ไม่ใช้ไม้ซึ่งต้องเก็บเป็นฟืน เมื่อทุกอย่างเริ่มเคลื่อนเขาจึงกลับศาลพร้อมผู้เฒ่าโม่
“วิหารโชคชะตาต้องการฆ่าข้าหรือไม่” เขาถาม
“ข้าไม่รู้ว่าคำสั่งวันนี้มาจากผู้ใด” ชายชราตอบ“ข้ารู้เพียงตรานี้เคยอยู่ข้างประตูซึ่งส่งเจ้ามา”
“คนของวิหารเปิดประตู?”
“หรือเฝ้ามิให้มันเปิด”
“คำตอบของท่านมีสองด้านเสมอ”
“เพราะความจริงที่มีด้านเดียวมักถูกผู้มีอำนาจตัดอีกด้านทิ้งแล้ว”
เยี่ยซิงเหอไม่พอใจ แต่ได้ยินความเจ็บเก่าในเสียงนั้นผู้เฒ่าโม่อาจปกปิดเพื่อคุ้มครอง ทว่าการปกปิดยาวนานก็ทำให้เขาแบกภัยโดยไม่รู้ชื่อ
“ต่อจากนี้ ถ้ามีสิ่งใดเกี่ยวกับประตูหรือวิหารท่านต้องบอกเท่าที่ไม่ทำให้หมู่บ้านถูกพบ”
“เจ้ากำลังตั้งเงื่อนไขกับข้า?”
“ข้ากำลังเหลือทางให้ท่านบอกความจริงก่อนที่ค่ายกลจะบอกแทน”
ผู้เฒ่าโม่ถอนใจ “ได้”
เป็นคำรับปากสั้น ๆ ไม่มีหลักประกันแต่เป็นครั้งแรกที่ชายชรายอมให้เงื่อนไขของการปิดบังถูกตั้งโดยคนอื่น
เยี่ยซิงเหอนำผ้าไหมออกมาอีกครั้ง คราวนี้มิได้ปล่อยปราณเขาวางมันบนแท่นบูชาว่างในศาล รอยตราวิหารหายไปแล้วแต่ตำแหน่งซึ่งดาวดำเคยอยู่มีจุดเงินเล็กเท่าปลายเข็ม
เขาคิดถึงประโยค “เจ้าถูกส่งมาที่นี่เพื่อมีชีวิต”ไม่ใช่ชื่อของผู้ส่ง ไม่ใช่คำตอบว่าใครไล่ล่าแต่เป็นเจตนาซึ่งภาพและผู้เฒ่าโม่ยืนยันตรงกัน
ชีวิตของเขาเริ่มจากการถูกผลักข้ามประตูมิใช่เพื่อกลับไปแก้แค้นทันที แต่เพื่อรอด
หากวันนี้เขาใช้ชีวิตคนในหมู่บ้านแลกคำตอบเขาจะทำลายเหตุผลแรกที่ตนถูกส่งมา
เยี่ยซิงเหอหลับตาและวางคำถามซึ่งยังไร้คำตอบไว้ทีละข้อชื่อของชายชุดจักรพรรดิ ผู้ที่ไล่ตามหลังประตู เหตุผลที่ตราวิหารอยู่ในค่ายกลและสิ่งซึ่งซ่อนในร่างเขา คำถามเหล่านั้นมิได้หายไป เพียงถูกจัดลำดับใหม่
อันดับแรกคือทำให้ชาวโม่เหอผ่านคืนนี้
อันดับถัดไปคือรู้ว่าศัตรูจะเข้าจากทางใด
ส่วนชาติกำเนิดของเขาต้องรอหลังคนในเรือนกลางมีไฟและอาหารพอ
ผู้เฒ่าโม่มองสีหน้าเขา “เจ้ากำลังเลิกถามหรือ”
“ไม่”
“เช่นนั้นเหตุใดผ้าจึงเงียบ”
“เพราะข้าไม่ยอมให้มันใช้ความอยากรู้เร่งข้า”
ชายชราวางมือบาดเจ็บบนแท่นอีกด้าน“สมบัติบางชิ้นชอบผู้ถือซึ่งสั่งได้ บางชิ้นชอบผู้ถือซึ่งอดทนรอแต่ผืนนี้อาจกำลังชั่งว่าเจ้าจะยอมเสียสิ่งใด”
“หากมันต้องการชีวิตคนอื่น ข้าจะไม่เปิดมันอีก”
“ถ้ามันต้องการสิ่งของเจ้า?”
เยี่ยซิงเหอมองกระบี่เงาดาราซึ่งมีรอยดำลาม “สิ่งของเสียได้”
“ถ้าต้องการคำตอบที่เจ้ารอ?”
เขานึกถึงใบหน้าชายซึ่งถูกแสงบดบัง แล้วตอบ“คำตอบที่ได้ด้วยการทรยศเหตุผลซึ่งข้าถูกส่งมา ย่อมไม่ใช่คำตอบของข้า”
ผ้าไหมบนแท่นอุ่นขึ้นทันที
ผู้เฒ่าโม่ถอนมือ สีหน้าไม่ผ่อนคลาย “มันฟังอยู่”
“เช่นนั้นให้มันฟังให้ชัด” เยี่ยซิงเหอกล่าว“ข้าจะเปิดทางเมื่อข้าเป็นผู้เลือก มิใช่เมื่อมันล่อด้วยอดีต”
ทันทีที่ความคิดนั้นชัด ผ้าไหมคลายปมพับเอง
ผืนผ้าค่อย ๆ เปิดกว้างบนแท่นลายเงินซึ่งเคยมีเพียงเศษเส้นไหลเชื่อมเข้าหากัน ตราวิหารโชคชะตาปรากฏตรงมุมล่างแล้วหมุนกลับด้านเหมือนกลายเป็นกุญแจ
ผู้เฒ่าโม่เอื้อมมือจะปิด แต่หยุดห่างผืนผ้าหนึ่งคืบ
แสงดาวดวงแรกผุดขึ้นเหนือผ้า
ตามด้วยดวงที่สองและสาม
ผ้าไหมเปิดออกด้วยตนเอง