จวนสกุลเยี่ย อันจื่อเทานั่งท้าวคางมองถ่านไฟแตกสะเก็ดขณะพัดเบาๆเพื่อคุมไฟที่เหมาะสมแก่การต้มยา สองหูก็ฟังซั่งกวนติงแจกแจงถึงการดูแลคนท้อง อาหารกินไปจนถึงวันคลอดตบท้ายด้วยเหน็บแนมสามีผู้อื่นให้ภรรยาเขาฟัง
“สีหน้าเซ่อเจิ้งหวางทะมึนขึ้นทันตา หากไม่เห็นแก่หน้าท่านแม่ทัพไม่แน่ยามนี้เจ้าอาจเป็นม้ายไปแล้วก็ได้”อันจื่อเทาเหลือบตาขึ้นมอง เห็นซั่งกวนติงจุ๊ปากส่ายหน้าราวกับเสียดายสุดแสน หัวคิ้วกระตุกขึ้นมาแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด พอดีกับยาได้ที่แล้วจึงหันไปหยิบผ้าวางลงบนหม้อยากันร้อนค่อยๆยกเทลงบนถ้วยอย่างระมัดระวัง
ซั่งกวนติงขัดใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้เป็นเหล็กกล้า*หลังดึงเข็มออกจากจุดบนร่างผู่เยว่เช็ดแล้วเก็บเข้าที่ก็เล่าต่ออย่างออกรส “เซ่อเจิ้งหวางฝ่ายบู๊แม้แต่องค์จักรพรรดิยังมิกล้าบอกปัดตรง ๆ ยามนี้ถูกสามีเจ้าปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาซ้ำยังต่อหน้าคนหมู่มาก เสียหน้าเสียตาถึงเพียงนั้น เจ้าสองคนใช้ชีวิตในเมืองหลวงคงไม่ราบรื้นแล้วกระมัง”
อันจื่อเทาร้อง อ่า ยกถ้วยยาไปวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง ชั่งใจว่าจะปลุกผู่เยว่เลยดีไหมหรือให้ยาอุ่นลงสักหน่อย ทว่ายังไม่ได้คำตอบในใจดีแขนเสื้อก็ถูกกระตุกเสียก่อน
“เจ้าอย่าได้ทำเป็นเล่นไป เมืองหลวงไม่เหมือนแคว้นอ้ายของเจ้านะ"ซั่งกวนติงตีหน้าขรึม "ที่แห่งนี้ไม่ต่างจากเมืองกินคน ผู้คนร้อยเล่ห์พันอุบายหน้ายิ้มแต่มือถือดาบเตรียมเชือดคอ สิ่งใดจริงเท็จยากจะรู้ได้ ผู้แข็งแกร่งยังหวาดระแวงก้าวระวังทุกฝีก้าว หากพลาดนั้นนั่นคือหายนะ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือยั่วโทสะผู้ที่สามารถบดขยี้เราได้เพียงขยับนิ้ว"
อันจื่อเทารู้ถึงข้อนี้ดีกว่าใคร เขาใช้ชีวิตในวังวนเช่นนี้มาหลายสิบปีมีหรือจะไม่กระจ่าง แต่จะให้เขาทำยังไงได้ล่ะ คนก็พูดออกไปแล้วถึงตอนนี้จะกลับคำคงไม่ทันแล้วมั้ง
ซั่งกวนติงราวกับอ่านใจคนได้ตำหนิอันจื่อเทาไปคำรบหนึ่งว่าผิดพลาดแล้วให้แก้ไขอย่างนอบน้อมไม่ใช่เอาแต่คิดว่าทำไปแล้วก็แล้วไป อันจื่อเทาไม่รู้ว่าสหายที่ไม่คล้ายสหายผู้นี้หวังดีจริงหรือแค่อยากชมเรื่องสนุก แต่ในเมื่อมีน้ำใจมาเตือนจึงพยักหน้ารับไปก่อนบอกจะคุยกับเจิ้งเหยียนอีกที พูดคุยกันต่ออีกสองสามคำกุนซือซั่งถึงยอมรามือแล้วขอตัวกลับ ก่อนไปยังไม่ลืมกำชับให้เจิ้งเหยียนรีบไปขอร้องท่านแม่ทัพให้ออกหน้าช่วยขออภัยเซ่อเจิ้งหวางก่อนจะสายเกินแก้
ส่งแขกแล้วอันจื่อเทาก็มาป้อนยาผู่เยว่ต่อ ไม่รู้คนแซ่ซั่งเอาอะไรให้พี่สาวดื่มจากอาการคลุ้มคลั้งควบคุมแทบไม่ได้ยามนี้เหลือเพียงง่วงซึมเอาแต่นอนทั้งวัน ตื่นมากินแค่ข้าวกับยาอย่างมึนงงแล้วก็ล้มตัวนอนลงอย่างว่าง่าย อันจื่อเทาเหน็บผ้าให้เสร็จก็ยกถ้วยยาเปล่าออกมาล้างจากนั้นกลับห้องไปจัดของให้เข้าที่ระหว่างรอเลี่ยงชิงทำอาหารเย็น
เยี่ยเจิ้งสิงต้องการให้บุตรบุญธรรมทั้งสามมาอยู่ข้างกาย แต่ติดปัญหาหลายอย่างทำให้ไม่สะดวกใจนัก ครั้นจะปฏิเสธมองดูพี่น้องแล้วเจิ้งเหยียนก็เกิดลังเล อยู่กับแม่ทัพใหญ่มีแต่ผลดีไม่มีเสีย เจี้ยนฮ่าวที่ไม่เคยถูกบิดาเหลียวแลมาตั้งแต่เด็กเมื่อพบบิดาที่แท้จริงอีกทั้งบิดายังดีต่อเขาปฏิบัติต่อเขาอย่างอ่อนโยนเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกโหยหาไม่อยากเสียไป ถึงเจี้ยนฮ่าวจะไม่เอ่ยออกมายืนยันจะอยู่กับพี่ชายพี่สาวแต่สายตาเด็กหนุ่มแสดงออกมาทั้งหมด
เห็นเช่นนั้นเจิ้งเหยียนก็ทำใจแข็งไม่ลงปิดประตูปรึกษากับอันจื่อเทาได้ข้อสรุปคือไปดูก่อน ให้เจี้ยนฮ่าวคุ้นเคยกับบิดาและคนในจวนหากอยากกลับมาค่อยหาเหตุผลกลับมา ทางสำนักหยางจิ่วก็ไม่ได้ขาดแคลนคนถึงขั้นขาดไปสักคนไม่ได้ กลับกันศิษย์ในสำนักเพิ่มขึ้นทุกวันยิ่งมีวีรกรรมในคราวนี้ผู้คนยิ่งเลื่อมใสอยากฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักหยางจิ่วรับแทบไม่หวาดไม่ไหวแล้ว อีกอย่างเมืองหลวงบริบูรณ์ไปด้วยของล่ำค่าหายากถือโอกาสนี้พาผู่เยว่ไปรักษาที่นั้นด้วยเลย ยาดีหมอดีโอกาสหายย่อมมีมากกว่า
ด้วยความช่วยเหลือของแม่ทัพเยี่ยพวกเขาจึงไม่ต้องสุ่มหาหมอให้เสียเวลา แม่ทัพเยี่ยให้ซั่งกวนติงช่วยรักษาผู่เยว่แถมยังเตรียมหมอที่เชี่ยวชาญด้านผดุงครรห์โดยเฉพาะไว้ให้ด้วย ความสามารถของซั่งกวนติงพวกเขาเคยประจักษ์มากับตัว สมุนไพรที่เขาปรุงมีอาการเจ็บป่วยใดบ้างที่รักษาไม่ได้ฝีมือการฝังเข็มก็เป็นเลิศ ส่วนท่านหมออีกคนในเมื่อท่านแม่ทัพแนะนำย่อมต้องมีฝีมือล้ำเลิศไม่ต่างกัน
อันจื่อเทาจมกับความคิดขณะเก็บของออกจากหีบไม่ทันสังเกตุถึงการมาของใครอีกคน กระทั่งคนผู้นั้นกอดเขาจากด้านหลังถึงได้โยนเรื่องในหัวทิ้งไปหันไปหาผู้มาใหม่แทน
“กลับมาแล้วหรือ”
“คิดอะไรอยู่”เจิ้งเหยียนเกยคางไว้กับไหล่เล็กเอ่ยถามอย่างฉงน ปกติเสี่ยวจื่อสัมผัสฉับไวปานนั้นเขาเข้ามาถึงขั้นประชิดตัวยังยืนเฉย ไม่รู้จำฝีเท้าได้หรือไม่รู้ตัวจริงๆเลยไม่ทันระวัง
อันจื่อเทายกมือขึ้นลูบศีรษะคนด้านหลังโดยไม่ได้หันกลับไป มืออีกข้างคัดแยกเครื่องประดับของมีค่าทีละชิ้น“คิดว่าสิ่งใดพอจะแลกเป็นเงินได้บ้าง”
คนฟังขมวดคิ้วมองเครื่องประดับเงินทองในมืออันจื่อเทา “ถึงขั้นต้องขายของพวกนี้แล้ว?”
อันจื่อเทาตอบอืมในลำคอลูบศีรษะเจิ้งเหยียนอีกสองสามทีก่อนรั้งมือกลับมาคัดแยกของในมือต่อ
“แต่เราพึ่งได้รับพระราชทานรางวัลจากองค์จักรพรรดิ…”
“ลืมแล้วหรือเจ้าแบ่งส่วนของเจ้าไปจุนเจือครอบครัวลูกน้องที่ตายในสนามรบกว่าสามส่วน อีกส่วนที่เหลือเจ้ามอบให้สำนักหยางจิ่ว สมบัติติดตัวของเจ้าขายไปทั้งหมดก่อนมาก็นำไปซื้อยามารักษาพี่สาวแล้วยังไว้ใช้จ่ายในเรื่อน ส่วนของข้าเจ้าบอกขอยืมมาสร้างโรงฝึกวรยุทธ เจ้ารู้หรือต้องใช้จ่ายเท่าใด?"อันจื่อเทาแจกแจงอย่างใจเย็น "ถึงจะพอสร้างโรงฝึกได้แต่เราต้องมีเงินสำรองเอาไว้ด้วยเผื่อฉุกเฉิน อีกอย่างเมืองหลวงใหญ่โตปานนี้เจ้าคิดว่าจะไม่มีคนเปิดก่อนหรือ? เดือนสองเดือนแรกเจ้าอย่าได้คิดหวังผลกำไรเลยแค่อยู่ได้โดยไม่ขาดทุนก็นับว่าโชคดีมากแล้ว”
เจิ้งเหยียนคิดตามแล้วออกจะปวดหัวอยู่บ้าง ปกติใช้แค่แรงกำลังเคยคิดวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้ที่ไหน ถึงจะเติบโตมาในตระกูลวาณิชที่มั่งคั่งที่สุดในแคว้นแต่หลักการพวกนี้เขากับพี่น้องถูกกีดกันมาตลอดกระทั่งได้ฝากตัวเป็นศิษย์สำนักหยางจิ่วจึงพออ่านออกเขียนได้บ้าง
“แต่นี่เป็นสินเดิมของเจ้า…”เห็นของในมือคนรักแล้วพาให้ปวดใจยิ่งนัก แม้กระทั่งสินเดิมของภรรยายยังต้องเอาออกมาขายกิน เจิ้งเหยียนเริ่มลังเลแล้วหรือเขาควรรับราชการทหารดีไหม แต่เมื่อนึกถึงความวุ่นวายในท้องพระโรงเมื่อหลายวันก่อนกรอปกับสิ่งที่ได้เห็นได้ยินระหว่างขึ้นเหนือล่องใต้คุ้มภัยที่ผ่านมาเขาก็ไม่อยากพาครอบครัวเข้าหาวังวนอำนาจที่วุ่นวายไม่รุ้จักจบนี้
“เสียดายอะไรของเจ้า”อันจื่อเทาวางกำไรหยกในมือแล้วพลิกกายหันไปหาคนด้านหลัง เจิ้งเหยียนคลายอ้อมกอดหลวมๆรอคนหันมาแล้วจึงก้มหน้าลงจุมพิตหน้าผากคนรักด้วยความรวดเร็วจากนั้นฟุบหน้าลงกับไหล่เล็กอย่างออดอ้อน
“เพราะข้าไม่ได้ความเจ้าเลยต้องลำบากไปด้วย”
“รู้แล้วเจ้าก็หัดเอางานเอาการเสียบ้างเลิกคิดไร้สาระสักที”
เจิ้งเหยียนแอบจุกในใจกับวาจาไม่ถนอมน้ำใจสักนิดของภรรยาใบหน้าหล่อเหลายิ่งหงอยลงกว่าเดิม“ข้าทราบแล้ว ภรรยาสั่งสอนถูกต้อง”
อันจื่อเทาไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ครั้นจะตำหนิต่อก็ทำไม่ลงจึงปัดเรื่องนี้ทิ้งไปกล่าวทีเล่นทีจริง “ช่างเถอะ สินเดิมพวกนี้เดิมทีก็เป็นของข้า ข้านำมาใช้สร้างโรงฝึกนั่นก็เท่ากับเป็นสมบัติของข้า”
“แน่นอน ทุกสิ่งของข้าให้เจ้าหมดเลย”เจิ้งเหยียนตอบกลับทันทีไม่แม้แต่จะหยุดคิด เดิมทีก็ตั้งใจจะยกให้อยู่แล้ว อย่าว่าแต่สิ่งนี้เลยต่อให้เป็นของชิ้นใหญ่กว่านี้หายากยิ่งกว่านี้หากเสี่ยวจื่อต้องการเขาย่อมทุมเทแรงกายแรงใจหามาให้สุดความสามารถ ถึงจะต้องใช้เวลาสักหน่อยก็เถอะ เฮ้ออ ยิ่งคิดยิ่งปวดใจ “ที่รักข้าจะพยายามให้มากกว่านี้เพื่อครอบครัวของเรา”
“อืม รู้แล้ว”อันจื่อเทาหลุดยิ้มยกมือลูบผมนุ่มของเจิ้งเหยียนไปมา ก่อนจะนึกขึ้นได้จึงเอี้ยวกายไปหยิบจี้หยกสีแดงเลือดนกกับกำไรสีเดียวกันมา “หยกนี้ข้าเห็นว่าเป็นสมบัติติดตัวเจ้ากับพี่สาวรอบก่อนเลยไม่กล้าเอาไปจำนำด้วย คราวนี้คงต้องตัดใจแล้ว ไว้พอมีกำไรข้าจะรีบไถ่กลับมา”
เจิ้งเหยียมองของสองสิ่งนั้นด้วยสายตาซับซ้อน หยกเลือดนกเนื้อละเอียดมองด้วยตาเปล่ายังรู้ว่าเป็นของล้ำค่าเพียงใด….ช่างเถอะ เขาไม่อยากคิดให้มากความอีก
“ของพวกนี้มีหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน ทำตามเจ้าเห็นสมควรเถอะ”
มองแวบเดียวอันจื่อเทาก็รู้ความคิดอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่งจึงไม่กล่าวถึงอีกโยนหยกล้ำค่าลงในกล่องส่งๆ ก่อนหันกลับไปเก็บของที่จะนำไปจำนำลงกล่องทั้งหมด
วันต่อมาหลังจากป้อนข้าวป้อนยาผู่เยว่เสร็จ เจิ้งเหยียนกับอันจื่อเทาก็หอบกล่องสมบัติตรงไปยังโรงรับจำนำที่ใหญ่สุดในเมืองหลวง ตั้งใจว่าจากนั้นจะเลยไปดูที่ดินที่ท่านแม่ทัพให้มาพร้อมกับหาช่างและซื้อวัสดุบางส่วนไปด้วยเลย
“หยกสองชิ้นนี้….”หลงจู๊โรงรับจำนำเปรยขึ้นได้เพียงเท่านั้นก็ถูกอันจื่อเทาตัดบทเสียก่อน
“แค่จ่ายเงินแลกของใยต้องถามมากความ”
หลงจู๊หุบปากฉับโดยพลันประเมินมูลค่าของที่เหลือต่อพลางลอบปาดเหงื่อ หยกแดงเลือดนกเป็นของบรรณาการจากตงอิ๋ง**น้อยคนนักจะทราบ ปีหนึ่งส่งมาแค่สองชิ้นเท่านัั้นนำมาตีเป็นเครื่องประดับมือเดียวยังนับไม่หมด ด้วยเหตุนี้จึงมีแค่ในคลังส่วนตัวของจักรพรรดิน้อยนักจะนำมาพระราชทาน แต่ก็มีพ่อค้าที่ไปมาหาสู่กับตงอิ๋งมานานปีมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นลอบเข้าไปประมูลในหอมืดบ่อยๆ ประมูลหยกแดงเลือดนกมาได้ถึงสองชิ้นใช่จะเป็นไปไม่ได้
หลงจู๊เหลียบมองเจ้าของหยกจากท่าทางการแต่งกายไม่คล้ายวาณิช แต่ก็ไม่คล้ายโจร ออกไปทางผู้ฝึกยุทธมากกว่า แต่ผู้ฝึกยุทธก็ใช่จะเป็นวาณิชไม่ได้ หลังจากสับสนอยู่ครู่ใหญ่นับเงินผิดๆถูกๆอยู่หลายครั้ง ลังเลแล้วลังเลอีกควรจะรอท่านผู้นั้นก่อนดีไหมหรือจะตัดสินใจซื้อไปเลย ฉับพลันหลงจู๊ก็สามารถตัดสินใจได้ในไม่กี่ประโยคของอันจื่อเทา
“หากไม่ซื้อก็คืนของมาจะได้เอาไปขายที่อื่น”
จากนั้นไม่ถึงเค่ออันจื่อเทาก็ได้รับตั๋วเงินมาปึกใหญ่กับตำลึงเงินอีกหนึ่งหีบเล็ก
อันจื่อเทายัดตั๋วเงินใส่อกส่วนหีบใบนั้นให้เจิ้งเหยียนไป เสร็จสิ้นกระบวนการแล้วหันหลังเดินออกไปทันที ตั้งแต่ต้นจนจบเจิ้งเหยียนเอาแต่นิ่งเงียบยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิมราวกับท่อนไม้ กระทั่งเขายัดหีบใส่มือนั่นแหละถึงพึ่งรู้ตัวเดินตามออกมาสีหน้าไม่สงบเท่าไหร่ อันจื่อเทานึกเป็นห่วงเหลือบมองอยู่หลายครั้งจึงไม่ทันเห็นคนที่เดินสวนเข้ามาเป็นเหตุให้ชนเข้าเต็มๆ
ปึก!
“อ้ะ!”
เจิ้งเหยียการตอบสนองฉับไวยื่นแขนออกไปทันใด ทว่ายังช้ากว่าผู้มาใหม่ที่เกี่ยวเอวคนงามไว้ในอ้อมแขน
อันจื่อเทาดีดกายออกราวกับต้องของร้อนรีบทรงตัวอย่างรวดเร็วก่อนโค้งขออภัยแล้วรีบดึงแขนเจิ้งเหยียนออกไปอย่างรวดเร็ว โดยมีสายตาของคนผู้หนึ่งมองตามไปจนลับตาก่อนคนผู้นั้นจะเดินเข้าไปในห้องด้านใน หล๊งจู๊และคนในโรงจำนำค้อมกายคำนับเขาอย่างนอบน้อม
“คุณชายใหญ่มู่หรง”
“คนงามผู้นั้น…"คุณชายใหญ่มู่หรงไม่นำพากับการทักทายของผู้คนราวกับไม่ได้ยิน เปรยขึ้นเสียงเรียบมองไปยังทิศทางที่พึ่งเดินเข้ามา หลงจู๊ทันเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่กระจ่างแจ้งในใจดี ราวกับยกภูเขาออกจากอกรีบรายงานออกไปอย่างนอบน้อมพร้อมยกสินค้าเมื่อครู่ขึ้นมา
“เขานำของสิ่งนี้มาจำนำขอรับ”
คุณชายใหญ่มู่หรงสองตาเบิกกว้างหยิบกำไรหยกเลือดนกขึ้นมาดูใกล้ๆ หยิบจี้หยกอีกชิ้นขึ้นมาสีหน้าก็ยิ่งแปรเปลี่ยนไปหลายสี “ตะตาม ตามสองคนนั้นมาให้ข้า!!”
*****************
*ไม่อาจหลอมเหล็กให้เป็นเหล็กกล้า เป็นสำนวนหมายถึงไม่ได้ดั่งใจ
**ตงอิ๋ง ญี่ปุ่นสมัยก่อน