เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 154 ข้าจะเอาอะไรไปวัดกับเขา


     

    ตอนนี้ยังเป็นยามสาย

     

    ณ ลานหินกลางสำนักแพรขาว

     

    ศิษย์สตรีทั่วบริเวณที่พบการปฏิเสธของชายหนุ่มนัยน์ตาสองสีถึงกับอ้าปากค้าง

     

    "เจ้ายังไปไม่ได้" หญิงสาวผมดำตะโกนเสียงดัง

     

    อู๋เซี่ยนเองก็ไม่ได้หันกลับมาแต่เลือกที่จะลอยตัวต่อไปช้าๆโดยไม่สนเสียงเรียกของอีกฝ่าย

     

       เมื่อเห็นชายหนุ่มไม่หยุดกุ้ยหลางจึงสะบัดผ้าแพรใส่อีกฝ่ายทำให้เขาต้องใช้ทักษะเหยียบเงาหลบเลี่ยงก่อนจะกลับมายืนที่พื้นอีกครั้ง

     

    "แม่นางกุ้ยผู้เลอโฉม ครู่นี้ท่านพึ่งไล่ข้าให้รีบกลับไปหยกๆแล้วเหตุใดมากลับคำเสียเล่า" ชายหนุ่มจงใจถามออกมาเพื่อให้ทุกคนได้ยินทั่วกัน

     

       คำถามนี้ของเขาทำให้ศิษย์สตรีสำนักแพรขาวต่างพากันซุบซิบเพราะพวกเธอก็ต่างได้ยินนาทีที่กุ้ยหลางขับไล่อีกฝ่ายเช่นกัน

     

    "หากเจ้าไม่อยากเจ็บตัวมากกว่านี้จงรีบกลับไปเสียแล้วอย่ามารบกวนพี่น้องในสำนักแพรขาวอีก"เมื่อกุ้ยหลางนึกถึงคำพูดตัวเองก็รู้สึกหน้าชา

     

    อู๋เซี่ยนเมื่อเห็นอีกฝ่ายจนแต้มก็ไม่ได้จะกลั่นแกล้งแต่อย่างใดจึงรีบหาคำอธิบายโดยด่วน

     

    "แม่นางข้าจะบอกท่านอีกครั้งข้าเพียงมาเดินเล่นที่นี่เท่านั้นไม่ได้ตั้งใจจะพบท่านทุกอย่างที่เกิดล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด"
    ชายหนุ่มแก้ตัวด้วยเสียงอันดังให้ทุกคนได้ยินทั่วกัน

     

    "กล้าทำไม่กล้ารับไร้ยางอาย"เมื่อไม่รู้จะตอบกลับว่าอย่างไรหญิงสาวจึงหลุดปากพูดออกไป

     

    หลังจากปะทะคารมกันไปสักพัก

     

       แกว๊ก ท้องฟ้าที่ไกลออกไปมีเสียงร้องของสัตว์ดังแว่วมาทำให้ผู้คนทั้งหลายมองไปยังทิศทางนั้นอย่างสนใจ จากที่ไกลๆ มีสิ่งมีชีวิตสีแดง ลำตัวคล้ายกับม้าแต่ที่ศีรษะของมันกลับเป็นนกอินทรีกำลังลอยตัวอยู่ในอากาศบนนั้นมีชายหนุ่มท่าทางองอาจกำลังขี่มุ่งตรงมาทางนี้

     

    "ข้าหม่าหลุนแห่งสำนักโลหิตตะวันมาขอพบเทพธิดากุ้ยหลาง"เสียงนี้ดังพอที่จะทำให้ทั้งสำนักได้ยินทั่วกัน

     

       เมื่อผู้มาใหม่แนะนำตัวเสร็จก็ทำให้ทุกคนสะดุ้งตัวโดยเฉพาะกุ้ยหลางที่กำลังจ้องมองไปยังชายนัยน์ตาสองสีด้วยแววตาซับซ้อนหากชายผู้นั้นเป็นหม่าหลุนก็แสดงว่าเธอนั้นคิดไปเองจริงๆ

     

    อู๋เซี่ยนเมื่อมีคนมายืนยันเช่นนี้ตนก็ผายมือเป็นเชิงยันยืนยัน"เห็นไหมว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด"

     

    ไม่กี่อึดใจชายหนุ่มที่มากับสัตว์ตัวนั้นก็ดิ่งร่างลงมายังพื้นเบื้องล่างด้วยความเร็วดุจดาวหาง

     

       ตู้มลานหินถึงกับแยกออกเป็นใยแมงมุมก่อนที่มันจะซ่อมแซมตัวเองราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝุ่นที่ฟุ้งตลบทำให้ศิษย์สตรีที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเอามือบังหน้ากันเป็นพัลวัน

     

    หลังม่านฝุ่นจางลงทำให้เห็นชายร่างใหญ่ในชุดดำมีผ้าคลุมสีเลือดหมูนั่งชันเข่าก้มหน้าด้วยท่าทางขึงขัง

     

    การเปิดตัวอย่างอลังการดาวล้านดวงของชายผู้นี้ทำให้อู๋เซี่ยนถึงกับเอามือทาบอก

     

    ชายชุดดำเมื่อรู้ว่าตนเป็นจุดสนใจอีกฝ่ายก็ยิ่งมีสีหน้าอิ่มเอม ลุกขึ้นเสยผมอย่างช้าๆ

     

    "ข้าหม่าหลุนยินดีที่ได้พบแม่นางทุกท่าน"ชายชุดดำยืนหลังยืดตรงประสานมือคาราวะไปรอบทิศทาง

     

       ในช่วงที่ผู้คนกำลังส่งเสียงฮือฮาสายตาหม่าหลุนก็หันไปพบกับหญิงสาวผมดำยาวที่มีใบหน้างดงาม ทำให้สองมือของเขาถึงกับสั่นเทาด้วยความปีติ

     

    "ท่านคือเทพธิดากุ้ยหลาง..."สายตาของเขาตรึงอยู่ที่ร่างหญิงสาวผู้นี้หลายสิบลมหายใจกว่าจะตั้งสติได้

     

       หลังจากจ้องนานไปตนก็ตระหนักได้ว่าเป็นการเสียมารยาทจึงทำทีเบนสายตาไปทางอื่นทำให้เห็นชายหนุ่มชุดขาวที่กำลังปรบมือแบบไร้เสียงพยักหน้ามาทางตนด้วยสายตาชื่นชม

     

    "เจ้าเป็นผู้ใดกัน"หม่าหลุนตาลุกวาวเพราะเขาทราบดีว่าสำนักแพรขาวแห่งนี้เปิดรับเพียงศิษย์สตรีเท่านั้น

     

    "ข้าคือ..."อู๋เซี่ยนเปลี่ยนเป็นยิ้มก่อนจะเริ่มอ้าปาก

     

    "เขาคือคนรักของข้า"กุ้ยหลางที่สงบนิ่งอยู่ชิงตอบออกมาอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าเรียบเฉย

     

    คำตอบของเทพธิดาแทนที่จะเรียกเสียงฮือฮากลับทำให้เหล่าผู้คนถึงกับเป็นใบ้

     

    "ข้าไม่ได้..."อู๋เซี่ยนที่รู้มุกของหญิงสาวรีบแก้ต่างเพราะรู้ว่ากำลังจะกลายเป็นแพะแล้ว

     

    "เราสองคนคบหากันมานานแล้วสำหรับข้าเขาไม่ได้เป็นคนอื่น" กุ้ยหลางชิงตอบอีกครั้งพร้อมส่งสายตาหวานซึ้งไปทาง
    อู๋เซี่ยน

     

    เมื่อเห็นแววตาของหญิงสาวอู๋เซี่ยนก็แอบหวั่นไหวเล็กน้อยเพราะอีกฝ่ายงดงามมากจริงๆ

     

       ตอนนี้หากสายตาฆ่าคนได้อู๋เซี่ยนคงตกตายเป็นที่เรียบร้อยเพราะหม่าหลุนที่ยืนอยู่ไม่ไกลกำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความอิจฉา

     

    อู๋เซี่ยนเองที่รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของอีกฝ่ายก็ทำให้เพียงแหงนหน้ามองฟ้านำมือไพล่น้ำตาไหลพรากอยู่ในใจ

     

    "เอาที่เจ้าสบายใจเลยแม่นาง"เขาส่งข้อความเสียงไปหากุ้ยหลางด้วยความจนใจ

     

       ทั่วลานหินตอนนี้ศิษย์สตรีหลายสิบคนที่กระจายตัวอยู่ต่างยืนนิ่งสนิทเพราะคำพูดของเทพธิดาส่งผลกระทบแก่จิตใจของพวกนางมาก

     

    "ขะข่าวใหญ่นั่นคนรักศิษย์น้องกุ้ยหลาง"

     

    ไม่นานเสียงฮือฮาก็ดังไปทั่ว

     

    "ในเมื่อจบเรื่องแล้วข้าขอตัวล่ะ"อู๋เซี่ยนที่แหงนหน้าอยู่หันมายิ้มให้กับทุกคนก่อนจะก้าวออกไปอย่างเชื่องช้า

     

    "ฮ่า ฮ่า แม่นางกุ้ยหลาง การแสดงละครของท่านนั้นไม่เลวแต่เพียงมองข้าก็รู้ว่าชายผู้นั้นย่อมไม่ใช่คนรักของท่านอย่างแน่นอน"

     

       คำพูดของหม่าหลุนทำให้อู๋เซี่ยนที่กำลังจะจากไปต้องหันหน้ากลับมาปรบมือให้อีกฝ่ายอย่างน้อยคนผู้นี้ก็ไม่ได้โง่เง่าเหมือนกับคนอื่นๆ ที่เขาพบเจอมาก่อนหน้านี้

     

    "คงเป็นพวกที่มาตามตื๊อท่านสินะเป็นแค่คางคกแท้ๆแต่อยากจะกินเนื้อห่านฟ้า"จิตสังหารของหม่าหลุนแผ่ขยายออกไปทั่วลานหิน

     

       ประโยคที่สองของหม่าหลุนทำให้รอยยิ้มของอู๋เซี่ยนหายไป"บัดซบชายผู้นี้อยู่ในระดับราชันยุทธขั้นกลาง"

     

       หากหม่าหลุนมุ่งเป้ามาที่ตนเขาที่อยู่เพียงเทพสงครามขั้นปลายจะต้องลำบากเป็นแน่อีกทั้งจากที่ประเมินดูอีกฝ่ายก็ไม่ใช่ราชันยุทธทั่วไปเสียด้วยเพราะเป็นถึงอัจฉริยะของสำนักชั้นหนึ่ง

     

       กุ้ยหลางที่มีระดับราชันยุทธขั้นต้นเองก็ทำเพียงมองไปทางร่างอู๋เซี่ยนอย่างเรียบเฉย เพราะนางเองก็อยากรู้ว่าชายหนุ่มจะมีการออกทางสำหรับสถานการณ์นี้อย่างไร

     

    "เอาล่ะท่านหม่าหลุนผู้ยิ่งใหญ่ข้าจะบอกท่านก็ได้ ตัวข้ามีนามว่าอู๋เซี่ยนเดิมทีเพียงติดตามเทพกระบี่ซ้ายฉู่เหยียนมาที่สำนักแพรขาว สุดท้ายด้วยความเบื่อหน่ายจึงคงออกมาเดินเล่นก่อนจะพบแม่นางกุ้ยโดยบังเอิญท่านเข้าใจหรือไม่"
    อู๋เซี่ยนรีบอธิบายอย่างรวดเร็วเพื่อให้เรื่องราวไม่บานปลาย

     

       หม่าหลุนเมื่อได้ฟังก็หันไปขอคำยืนยันจากคนรอบข้างแต่ก็ไม่มีใครตอบกลับมาสักคน แต่เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเดินทางมาพร้อมกับเทพกระบี่ซ้ายผู้โด่งดังแห่งสำนักอรุณอย่างน้อยตนก็ต้องไว้หน้าท่าทีจึงเริ่มอ่อนลง

     

    "สุดท้ายเจ้าก็หลงใหลเทพธิดากุ้ยหลางอยู่ดีข้าหม่าหลุนนั้นมีหลักการของตนคือต้องเป็นที่หนึ่งเท่านั้นมาเถิดเรามาประลองกันหากใครแพ้ต้องถอนตัวจากเทพธิดาเจ้าว่าดีหรือไม่"ชายชุดดำกล่าวเข้าประเด็น

     

    "แม่นางกุ้ยท่านก็ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ"อู๋เซี่ยนเริ่มขอความช่วยเหลือ พร้อมแผ่พุ่งปราณออกมาเพื่อแสดงระดับการบ่มเพราะว่าเขานั้นอ่อนแอกว่า

     

    "ข้าเองก็อยากชมการประลอง"กุ้ยหลางเองก็นึกสนุกอยากเอาคืนอู๋เซี่ยนสักครั้งจึงได้พลั้งปากพูดออกไป

     

    "เอาล่ะในเมื่อระดับการบ่มเพาะข้าสูงกว่าเราจึงจะไม่ประลองกันด้วยการต่อสู้เอาเป็น หมากล้อม ดีดพิณ เขียนภาพ แต่งกลอน เจ้าเลือกมาได้เลย"หม่าหลุนกล่าวออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจ เขาซึ่งเป็นอัจฉริยะของสำนักโลหิตตะวันได้ฝึกฝนศิลปะแขนงต่างๆมาจนเชี่ยวชาญ

     

       ศิษย์สตรีโดยรอบที่ได้ฟังก็ส่งเสียงเชียร์ออกมาด้วยความตื่นเต้นพวกเธอเองก็อยากจะเห็นการประลองของสองบุรุษนี้เช่นกัน

     

    อู๋เซี่ยนถึงกับเหงื่อตกชายผู้นี้จะมีความสามารถมากเกินไปไหมแล้วสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมาตนก็ไม่ชำนาญอะไรสักอย่าง

     

    "แล้วข้าจะเอาอะไรไปวัดกับเขา" อู๋เซี่ยนรู้สึกสำนึกบางทีเวลาว่างตนควรจะสนใจศึกษาศิลปะแขนงต่างๆ เอาไว้บ้าง

     

       ขณะที่อู๋เซี่ยนยังไม่ตอบรับออกไปกุ้ยหลานก็เดินตรงไปยังจุดศูนย์กลางของลานหินทำให้มันส่องแสงสว่างออกมามากกว่าเดิม

     

    "พวกท่านรู้หรือไม่ลานหินที่พวกท่านเหยียบอยู่มีชื่อว่าลานหินหมื่นปีใช้เป็นลานประลองสำหรับศิษย์ทุกระดับ

     

       ความพิเศษของลานหินนี้คือขณะที่พวกท่านขึ้นไปยืนพลังปราณในร่างจะถูกระงับไว้นั่นหมายความว่าพวกท่านจะใช้ได้เพียงพลังกายเท่านั้น"กุ้ยหลานชี้ไปยังลานหินที่ส่องแสงสีเขียว

     

    "ยอดเยี่ยม บุรุษย่อมต้องวัดกันด้วยกำปั้นอู๋เซี่ยนหากเจ้าแน่จริงจงก้าวขึ้นมาประลองกันบนลานหินอย่างลูกผู้ชาย"

       สิ้นคำหม่าหลุนก็ถอดชุดดำของเขาออกเผยให้เห็นแผ่นอกหนาดูแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามัดกล้ามทั่วร่างที่ใหญ่โตราวกับพร้อมจะระเบิดพลังมหาศาลออกมา

     

       การกระทำนี้ทำให้เหล่าศิษย์สตรีของสำนักแพรขาวเอามือขึ้นบังตากันแทบไม่ทันบางคนก็หวีดร้องด้วยความเขินอายเพราะไม่เคยเห็นเรือนร่างของบุรุษมาก่อน

     

    อู๋เซี่ยนถึงกับยืนอึ้ง ทำไมชายผู้นี้ต้องทำทุกอย่างให้ดูล้นจนเกินพอดีไปเสียหมด

     

       ไม่นานด้วยอานุภาพของสตรีเสียงข่าวลือก็แพร่กระจายออกไปรวดเร็วยิ่งกว่ากองหญ้าที่ถูกน้ำมันราดใส่แล้วจุดไฟเผา
    ทำให้ศิษย์ในสำนักแพรขาวสนใจต่างทิ้งภารกิจมุ่งหน้าตรงมาเพื่อดูการประลองของคนทั้งคู่

     

    ในห้องพักรับรอง

     

    จางยี่เดินวนไปวนมารอบข้างไม่หยุดราวกับจะเป็นประสาท

     

    "พี่หญิงเฝิ่นเฟยท่านว่าพี่ชายอู๋จะไปก่อเรื่องอีกหรือไม่"จางยี่่ที่รออยู่นานเริ่มเป็นกังวล

     

    เฝิ่นเฟยที่กำลังเล่นกับเครื่องประทินโฉมเมื่อนึกออกก็พูดออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจ

     

    "น้องจางข้าพนันได้เลยว่าชายที่มีนามว่าอู๋เซี่ยนไปเยือนที่ใดที่นั่นย่อมต้องเกิดความโกลาหล"

     

    ก๊อก ก๊อก ก๊อก สาวใช้เปิดประตูแล้วค่อยๆเดินก้มตัวมาด้วยความนอบน้อม

     

    "เรียนท่านทั้งหลาย เห็นว่าชายชุดขาวที่มากับพวกท่านกำลังจะขึ้นประลองที่ลานหินหมื่นปีพวกท่านจะไปชมหรือไม่..."