นับตั้งแต่ที่ศิลารวบรวมดวงใจภูติจนครบโลกDemonlord ก็ถือเป็นการเข้าสู้ยุคของมหาสัตว์อสูรเต็มรูปแบบทั้งผู้เล่นที่เริ่มทยอยกลายเป็นอสูร ปีศาจ มาร เทพ มังกร วิญญาณ ทำให้ค่าระดับพลังของเหล่าบรรดาผู้เล่นเพิ่มมากทวีคูณ(ดราก้อนบอลเรียกพี่)
ทำให้ระบบอาร์ติเฟคท์ถูกเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เมืองเริ่มต้น เมืองมนตรา เมืองแกรนด์แวส(ตำหนักศิลา) เมืองแกรนด์วาส เมืองวังวลอัสนี(เมืองวาโนะ) เมืองสยบฟ้า เมืองเหลียงตัน เมืองอาคม เมืองบาดาล และเมืองอื่นๆในทวีปมืดได้มีสิ่งที่เรียกระบบออโต้ยูนิต ป้อมปราการเวทมนต์ขึ้นมา
ใจกลางของทุกเมืองจะปรากฎหอคอยที่เอาไว้ส่งทหารปัญญาประดิษฐ์ระดับ60 ออกมาเพื่อทำสงครามรวมถึงเจ้าเมืองยังสามารถเรียกออกมาได้ครั้งละสามล้านคน
คูลดาวน์อยู่ที่700ชั่วโมงโดยแรกกับการจ่ายเงินครั้งสองแสนเหรียญทองตราบใดที่หอคอยยูนิตยังไม่ถูกทำลาย แต่ถ้าหากหอคอยยูนิตถูกทำลายก็จะไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือซ่อมแซ่มได้รวมถึงป้อมเวทมนต์อีกด้วยต่างจากแต่ก่อนที่หอคอยปล่อยยูนิตทหารจะปล่อยออกมาคิดเงินเป็นรายหัวแต่ครั้งนี้เป็นแบบเหมาจ่ายแถมยังแข็งแกร่งกว่ามากมาย
และนี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ของการทำสงครามหรือภารกิจระหว่าง
กิลด์หรือระหว่างเมือง รวมถึงเป็นสาเหตุให้เกิดพันธมิตรฮีโร่ขึ้นมาเนื่องจาก อดัม เพิร์จ ที่สังกัดอยู่กับศิลาเป็นเจ้าเมืองกันทั้งคู่รวมถึงศิลาเองก็มีเมืองเป็นของตนเองทำให้ทหารยูนิตที่พวกเขาสามารถเรียกออกมาได้ในแต่ละครั้งมันมากกว่ากิลด์อื่นๆ
ถึงแม้ว่ายูนิตทหารปัญญาประดิษฐ์ระดับ60 ที่เรียกออกมานั้นเทียบกับระดับพลังของผู้เล่นตอนนี้มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับมด
แต่ทว่ามดเมื่อมันรวมฝูงและมีจำนวนมากมดเหล่านั้นก็สามารถล้มช้างได้ ทำให้แต่ละเมืองต้องป้องกันหอคอยยูนิตกันถึงขั้นระดับสุดยอดและบัดนี้เป้าหมายแรกของพวกศิลาคือ การลักรอบเข้าไปทำลายหอคอยยูนิตของเมืองแกรนด์วาสหรือกิลด์จตุรศาสตราโดยหน้าที่นั้นประกอบไปด้วย เพิร์จ แสงโสม โซดา อดัม อีฟ และน้ำแข็ง ส่วนแบล็ค เรด รีเจนร์ซี่ บูลเลเบิ้ล รับหน้าที่มุ่งหน้าไปยังใจกลางของโลกโรโบรอสที่ปรากฎหอคอยโทไพร์ออน
ขึ้นกึ่งกลางระหว่างทวีปมืดและปวีปผู้กล้า
เนื่องจากภายในโลกDemonlord
โลกได้แบกออกเป็นสองส่วนทำให้การที่จะพวกเพิร์จจะเดินทางจากเมืองของพวกเขาที่อยู่ด้านเหนือสุดของทวีปจำเป็นต้องผ่านเขตชายแดนของเมืองต่างๆพวกเขาจึงถือใช้โอกาสนี้รอบเข้าไปทำลายหอคอยยูนิตมันเสียด้วยเลยแต่ถ้าทำไม่สำเร็จอย่างน้อยๆก็ถือว่าถ่วงเวลาได้และอาจจะทำให้พวกระดับสูงของเมืองแกรนด์วาสหรือกิลด์จตุรศาสตราต้องย้อนกลับมา
ในระหว่างนั้นก็จะให้ศิลาและพวกเรด รีเจนร์ซี่ แบล็ค บูลเลเบิ้ล จัดการพิชิตหอคอย
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆเหมือนสายธาราที่ไหลรินท่ามกลางป่าใหญ่เต็มไปด้วยเสียงสัตว์ยามราตรีออกหากินเสียงแมลงขับขานแผ่วเบาคล้ายเสียงบรรเลงบทเพลงของนิทรา ภูเขา ผาหินสูงชันกระทบแสงจันทร์เด่นสะง่าในราตรี
ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงลงสู่ป่าบริเวณเขตชายแดนติดต่อระหว่างตำหนักศิลาและเมืองแกรนด์วาสปรากฎเงาของคนทั้งแปดอันได้แก่เพิร์จ แสงโสม โซดา อดัม อีฟ น้ำแข็งและเด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดกับเด็กสาวอายุราวสิบเจ็ดที่เพิ่มเข้ามา
เด็กหนุ่มนั้นมีนามว่าเทนกิ รูปร่างคมเข้มแฝงเลห์ร้ายดวงตาบาดลึกผมสีดำสนิทสวมชุดเกราะสีเท่าขริบตัดตามเกราะสีน้ำเงินอาวุธที่ใช้คือหอกคู่
ส่วนเด็กสาวอายุสิบเจ็ดนามว่าซูนะ ผมสีทองยาวปลิวไสว ใบหน้าหวานคายคมดวงตาคมกริบสวมชุดเกราะสีฟ้าครามอาวุธที่ใช้คือทวนคู่ทั้งสองมีอาชีพนักดาบแต่กลับไม่ใช้ดาบเพราะการต่อสู้ไม่มีกฎตายตัวขึ้นอยู่กับความถนัดของบุคคล
ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองยืนอยู่บนยอดไม้คนระฝั่งกำลังจ้องมองร่างของคนทั้งหกที่กำลังนั่งสามาธิท่ามกลางป่าใหญ่นั้งล้อมรอบกองไฟยิ่งแสงจันทร์สาดกระทบลงใส่ร่างของคนทั้งหกยิ่งดูลึกล้ำแผ่ออร่าน่าเกร่งขามรังสีกดดันสัมผัสการคงอยู่ที่หนักแน่นประดุจขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน
กิ่งไม้ ใบหญ้า ผืนดิน แผ่นน้ำ กระทั่ง
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวลในป่าล้วนตกอยู่ใต้มนต์ขลังของคนทั้งหกที่แผ่ออร่าออกมาจากร่างกายอย่างอ้อยอิ่งเชื้องช้าแต่หนักแน่นยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งสงบ ป่าเงียบงัน โลกไร้สำเนียง
อย่าว่าแต่ป่าเลยที่เงียบงัน แม้กระทั้งสัตว์อสูรแมลงยามนี้พวกมันก็ไม่ยอมขยับปีกขยับขาเหมือนกับหยุดหายใจกำลังถูกคนทั้งหกสะกดตราตึงด้วยความขลังของความน่าเกรงขาม
ของรังสีมารฟ้า
หญิงสาวชายหนุ่มมองออกไปสุดสายตาก็พบเพียงความเงียบสงบคล้ายกับว่าทุกชีวิตถูกสะกดให้หลับใหลมันเป็นความเงียบที่ชวนหวาดหวั่นสะท้านยิ่งคล้ายความฝันโลกร้างไม่มีผู้คนมีเพียงของลมหายใจของคนทั้งหกที่ปรับจังหวะเป็นหนึ่งเดียวคล้ายเสียงลมหายใจของโลกา เทนกิที่ยืนอยู่บนยอดไม้ห่างออกไปสองเมตรแอบรอบกลืนน้ำลายลงคอพรางคิดขึ้นในใจระหว่างจ้องมองคนทั้งหก
“อึก!...นี่นะเหรอความน่าเกรงขามของสิบขุนพลพิทักษ์จอมมารเพียงแค่นี้เราก็สัมผัสได้แล้วคนพวกนี้สัตว์ประหลาดในสัตว์ประหลาดชัดๆ แล้วคุณศิลาที่รวบรวมคนพวกนี้ไว้ได้จะขนาดไหนนะ” ชายหนุ่มมองดูด้วยความหวาดหวั่นสยองเกล้าเทนกิและ
ซูนะนั้นเข้ามาเป็นสมาชิกกิลด์จากการแนะนำของจีวอนและจีวูเนื่องจากพวกเธอเป็นเพื่อนกันในโลกความจริง
แต่ถึงอย่างนั้นเทนกิและซูนะก็ต้องรับการทดสอบสุดหินจากกุนซือเพิร์จโดยการสู้แบบสองรุ่มหนึ่งถึงแม่ว่าทั้งสองจะแต่ตัวของเพิร์จไม่ได้แม้แต่ปรายเสื้อผ้า
แต่ระดับฝีมือเพิร์จมองแล้วถือว่าผ่านแถมเขายังมองเห็นอะไรในตัวของหนุ่มสาวทั้งสองจึงเลือกที่จะให้เป็นคนใกล้ชิดรับตำแหน่งลองจากเหล่าพี่น้องสุรา
ซึ่งเหล่าอาชญากรคนอื่นๆที่อยู่มาแต่ยุคบุกเบิกเองก็ไม่มีที่ท่าคัดค้านเพราะพวกเขารู้ความสามารถของกุนซือของพวกเขาดีทั้งการตัดสินใจการมองคน
แถมเพิร์จเองในโลกจริงก็เป็นถึงหัวหน้ายากูซ่าประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตจริงถูกนำมาปรับใช้เข้ากับกองทัพอาชญากรจนกลายเป็นการปกครองวิธีของยากูซ่าผสมกับความแข็งแกร่งแบบมาเฟีย
นานไปชั่วครู่คนทั้งหมดก็ลืมตาอย่างช้าๆสภาวะพลังที่หนักอึ้งค่อยๆคลายลงเสียงสัตว์เสียงแมลงค่อยๆดังขับขานขึ้นอีกครั้งพร้อมกับอดัมที่พูดขึ้น
“เหอเหนื่อยเอาเรื่องแหะการปรับตัวให้ชินกับการเป็นมารเนี่ย” อดัมกล่าวออกมาอย่างยิ้มๆจากนั้นอีฟจึงหันมาถามเพิร์จ
“แล้วเอาไงต่อเราจะไปกันเลยไหม” เพิร์จซึ่งกำลังมีท่าทีครุ่นคิดทบทวนพร้อมกับกำลังอ่านข้อความจากศิลารวมถึงช่องข่าวสารมวลชน
“ซูนะไปสำรวจทางข้างหน้างั้นหรอเทนกิ” โซดาเงยหน้าหันไปถามเทนกิก่อนที่ชายหนุ่มจะกระโดดลงมาจากต้นไม้เดินมาหาพวกเขาแล้วเอ่ยตอบ
“ใช่ครับ! แต่ว่าพวกพี่เนี่ยพลังความกดดันจิตสังหารเข้มข้นเกินไปหน่อยไหมครับ” ชายหนุ่มเดินมานั่งข้างๆน้ำแข็งกล่าวด้วยสีหน้าปั้นยากเขาเองก็ไม่รู้ว่าหากตัวเขาจะทำให้ได้แบบคนทั้งหกนี้จะต้องฝึกหนักฝ่าฟันอะไรขนาดไหนเมื่อได้ยินน้องเล็กประจำกลุ่มถามแบบนั้นอีฟจึงตอบ
“แค่นี้ยังจิบๆถ้าเทียบกับศิลาแล้วล่ะก็นะพลังของพวกเราดูเด็กน้อยไปเลย” เทนกิตาโตสีหน้าจริงจังอย่างเห็นได้ชัดตัวเขาเคยได้ยินแค่ชื่อเสียงของศิลาแต่เมื่อครู่เขาเองคิดว่าศิลาอาจจะเหนือกว่าคนพวกนี้ประมาณขั้นหนึ่งเนื่องจากแค่พลังออร่าของคนทั้งหกมันก็สะกดไปทั่วทั้งป่ากว้างสิบกว่ากิโลเมตรได้สบายๆ
“พี่ศิลาเขาทำยังไงหรอครับถึงได้เก่งขนาดนั้น” เทนกิถามอย่างจริงจังและสงสัยราวกับว่าจะเอาไปปรับใช้พัฒนาตนเองซึ่งเพิร์จที่ได้ยินแบบนั้นก็นึกถึงตอนที่ศิลาได้ภารกิจเวทมนต์ขึ้นมา
“หมอนั่นตอนเริ่มเกมระดับอยู่แค่สี่แต่ฆ่าสัตว์อสูรระดับราชาพอภารกิจเวทมนต์ก็เจอสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิหรือราชันย์เนี่ยแหละต่อมาก็เจอเทพีแห่งรัตติกาล ตามด้วยสู้กับร่างจำแลงเทพซุส” เพิร์จตอบยิ้มๆแต่สิ่งนั้นทำเอาชายหนุ่มเทนกิอ้าปากค้างตาแทบถลนพรางคิดว่าไม่เอาดีกว่าอี้แบบนี้ขืนพลาดไปก็มีแต่ตายกับตายใครมันจะบ้าวิ่งกระเตงฟัดขนาดนั้นจากนั้นเพิร์จก็กล่าวต่อพร้อมกับดูช่องข้าวสาร
“แล้วก็เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก็พึ่งพายมเทพระดับตำนานฮิปนอสวิ่งไล่จับกันสะป่ากระเจิงผู้เล่นตายไปร่วมหมื่น”
“ห่ะ!!
“อะไรนะ!
เสียงอุทานออกมาอย่างตกตลึงดังแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน
“แล้วศิลาล่ะ? อีฟกล่าวรีบเปิดช่องรายชื่อเพื่อนขึ้นมาดูหากศิลาตายระดับจะต้องลดแต่ทว่าอีฟก็ต้องตลึง
“นี่มัน? อีฟที่ได้เห็นระดับของศิลาถึงกลับตลึงไปอีกรอบจากนั้นเพิร์จก็พูดขึ้นต่อ
“ใช่ ระดับของหมอนั่นเพิ่มขึ้นแสดงว่าคงจัดการยมเทพระดับตำนานไปแล้ว เอาล่ะทางเราก็ไปกันเถอะ”
ณ.เมืองแกรนด์วาส
“แล้วเรื่องศิลาจะเอายังไง” เสียงหนึ่งดังขึ้นถามกับบูรพาและเหล่ากิลด์สวรรค์สร้าง เนื่องจากพวกเขายังไม่มีเมืองเป็นของตนและก่อตั้งเป็นพันธ
มิตรกับกิลด์จตุรศาสตราจึงทำให้กำลังพลทหารและเหล่าบรรดาผู้นำ
กิลด์อยู่รวมกันที่เมืองแห่งนี้
“มันยังไม่ตายด้วยสินะ” บูรพาหันกลับไปถามชายปริศนาซึ่งพวกเขากำลังอยู่ในห้องประชุมของปราสาทชายปรินาในชุดเกราะหนังสีดำสนิทคล้ายกับชุดของนินจาผมสีเงินใบหน้าคมคายมีลอยแผลเป็นถากยาวที่ตาซ้ายข้างกายมีหอกสีเลือดใบหอกสามแฉกวางอยู่ถัดไปเป็นหญิงสาวในชุดจอมเวทย์สีทองใบหน้าคมหวานดุจน้ำผึ้งหรือดอกไม้ช่องามผมสีทองยาวปลิวไสวบนหัวประทับตราสัญญาลักษณ์อาชญากร
“ใช่มันยังไม่ตาย” ชายหนุ่มนามโนเทลตอบกับบูรพา
“นายก็ไปจัดการสะสิโนเทล” ฟันโอเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินเขามาในห้องสวมชุดเกราะสีทองขริบแดงเปลี่ยนเป็นเผ่าอสูรร่างกายของเขาดูบึกบึนสมส่วนมากยิ่งขึ้นใบหน้าดูดุดันเข้มขรึมเกินอายุ
“แล้วพวกคุณล่ะจะเอายังไงจะออกเดินทางเลยหรือจะอยู่ป้องกันเมือง” บูรพาหันไปถามกับฟันโอซึ่งกำลังนั่งลงในโต๊ะกลางห้องข้างหญิงสาวอาชีพนักบวชนามว่าโซเฟียร์พร้อมกับเอามือรูบหัวหญิงสาวอย่างอ่อนโยนก่อนจะพูดขึ้นตอบ
“พวกผมจะเดินทางเลยทางนี้ฝากพวกคุณด้วยแล้วกันนะคุณบูรพา” ฟันโอกล่าวจากนั้นโอริโอ้ เนเน่ ช็อกโก้ก็เดินเข้ามาทั้งสามคนดูโตขึ้นจากแต่ก่อนเปลี่ยนเป็นสวมชุดเกราะหนังสีทองเกล็ดลายมังกร โอริโอหน้าตาดูเคร้งขรึมมาดแมนสีผมดำสนิท เนเน่ดูสาวขึ้นน่ารักสมวัยในมือถือคฑาเวทมนต์ส่วนช็อกโก้หน้าตาค่อนไปทางคล้ายๆกับฟันโอในมือถือง้าว
ข้างกายของพวกเขายังปรากฎชายแก่อายุราวสี่สิบในชุดจีนโบราณสีน้ำตาลนวดสีขาวยาวเส้นผมสีขาวหน้าสมวัยตามอายุแต่ดูแล้วให้ความรู้สึกเมตตาใจดีแบบบอกไม่ถูกชายแก่มีนามว่าตั๋งโต๊ะเป็นอาจารย์ของพวกฟันโอข้างกายของชายแกยังปรากฎชายหนุ่มผมสีแดงเพลิง เกราะหนังสีแดงใบหน้านิ่งเรียบเฉยแต่หล่อเหล่าแฝงความทรงเสน่ห์ดึงดูดให้ความรู้สึกคล้ายกับศิลาที่มีความเย้ายวยยั่วยุ
ตลอดเวลาแต่นัยน์ตากลับว่างเปล่าเขามีนามว่าลิปโป้จากนั้นฟันโอก็กล่าวขึ้นมาต่อ
“ผมจะไปกันแค่สี่คนทางนี้คุณกับพวกอาจารย์ก็จัดการไปแล้วกันถ้าเร่งด่วนจริงๆติดต่อไปหาโรมิโอจูเรียสและก็วายุแล้วกันพวกเขาอยู่ที่เมืองตำหนักศิลา” ฟันโอพูดด้วยท่าทางยิ้มเล่ห์นัยน์แอบแฝงอย่างไม่ปกปิด
พร้อกับหญิงสาวรูปงามนั่งควงแขนไม่ยอมปล่อย
“เดี๋ยวหน้าที่เข้าไปตีสนิทกับศิลาโซเฟียร์ทำเองนะรับรองมายาหญิงของโซเฟียร์กินขาด” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับร้อยยิ้มหวานส่งให้ฟันโอ
“หึ! อย่าโกรธกันเลยนะพี่ศิลาถือเป็นการตอบแทนที่ครั้งหนึ่งพี่เคยช่วยชีวิตเราไว้และยังสอนวิธีไต่ระดับความแข็งแกร่งให้ เพราะงั้นพวกเราจะตอบแทนด้วยการเนรคุณให้เต็มที่” ฟันโอยิ้มกริ่มสบถขึ้นก่อนจะหันมาพูดกับหญิงสาวข้างกาย
“ไปนะไปได้ แต่อย่างไปหลงเสน่ห์มันเข้าจริงล่ะไม่งั้นออกไปนอกเกมเธอเจอดีแน่”
“โหย!! น่าเบื่อหนุ่มสาวอย่าเอาเรื่องส่วนตัวข้างนอกมาปะปนกับงานได้ไหม” โนเทลกล่าวลั่นออกอาการไม่สบอารมณ์
“บูรพา พวกพวกสายสืบกลับมาแล้ว” พลัมเดินเข้ามาให้ห้องพูดขึ้นจากนั้นก็หันไปมองทางโซเฟียร์ก่อนจะพูดขึ้นต่อ
“ระวังตัวไว้ก็แล้วกันศีลนั้นมีนิสัยที่ดึงดูดให้คนหลงได้ง่ายแบบไม่รู้ตัวแถมอีกอย่าง!” พลัมหลับตาถอนหายคราหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“ช่างเถอะเผลอๆเธอจะเข้าไม่ถึงตัวศีลด้วยซ้ำเพราะข้างกายหมอนั่นมันมีนางมารร้ายอยู่” พลัมพูดพร้อมกับหันหลังเดินออกไปจากห้องนัยน์ตาสั่นระริกเธอนั้นรู้ตัวแล้วว่าความรู้สึกของเธออยู่ที่ศิลาพอได้ยินว่าจะมีสาวไปเกาะแกะเธอเองก็อดไม่สบอารมณ์ไม่ได้แต่พลัมไม่ได้สังเกตุเลยว่าบูรพานั่งเน้นเขี้ยวเน้นฟันอยู่รอนๆ
บางทีไม่ใช่ว่าเธอไม่สังเกตุแต่เธออาจจะไม่ได้ใส่ใจเสียมากกว่าส่วนบูรพาหลังจากเรื่องครั้งนั้นดูท่าว่ามันเองก็จะเปลี่ยนไปนิดหน่อยหากเป็นเมื่อก่อนคงเดินไปกระชากตบหญิงสาวด้วยอารมณ์หึงหวงเป็นแน่แต่ตอนนี้กลับเริ่มสะกดอารมณ์ข่มกลั่นเป็นหรือเพราะอาจจะไม่ได้อยู่ในฐานะวางอำนาจบาตใหญ่ได้เหมือนเมื่อก่อน
ทั้งโลกความเป็นจริงอีก24 ชั่วโมงทุกอย่างของเขาก็จะถูกยึดเป็นของตระกูลอัลไซส์แต่ก็ยังพอเหลือค่าย
E-Sport ของพ่อเขาไว้หนึ่งแห่ง
“คุณฟันโอมันใจหรอครับว่าถ้าเจอกับศิลาแล้วจะเอาชนะได้” บูรพาหันมาถามฟันโอที่กำลังนั่งจู๋จี๋กับแฟนสาวไม่เกรงใจใครก่อนจะละออกแล้วหันมาตอบ
“หากเป็นเมื่อก่อนผมไม่มีทางเอาชนะเขาได้เพราะต่างกันเกินไปเนื่องจากเขาเป็นมารแต่ตอนนี้ผมเป็นอสูรแล้ว” เมื่อได้ยินฟันโอตอบแบบนั้นโอรีโอ้ก็พูดขึ้นเสริม
“ใช่ครับที่พี่ศิลาเก่งกว่าคนอื่นเพราะเขาเป็นมารแต่พวกเราแค่ผู้เล่นธรรมดาถ้าเจอกันตอนนี้ผมว่าผมก็เอาชนะได้”
“ถ้างั้นแยกย้ายผมฝากทางนี้ด้วยนะครับคุณบูรพาอาจารย์” ฟันโอหันไปพูดกับบูรพาและตั๋งโต๊ะที่มีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา
“โฮะ...โฮะ...ได้เลยศิษรัก!โฮะ...โฮะ” ชายแก่ตอบไปยิ้มไปหัวแบบมีเอกลักษณ์
จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายออกไปตามทางของตัวเองเพื่อจัดเเจง
อุปกรณ์เตรียมพร้อม
บูรพานั่งชันเข่าเอนตัวพิงขอบหน้า ต่างมองทอดสายตาออกไปด้านนอกสองมือกำแน่นสายตาแข็งเกล้าพร้อมกับน้ำตาไหลออกมาจากตาข้างซ้ายเมื่อคิดถึงความอัปยศที่ตนเองกำลังเผชิญเหมือนเมื่อครั้งที่ศิลาต้องเผชิญแต่ที่ต่างกันคือศิลาในตอนนั้นมีตัวคนเดียวและไม่ได้จมอยู่กับน้ำตา
ยิ่งชายหนุ่มมองออกไปไกลเท่าไหร่ผ่านเมืองอันศิวิไลแสงสว่างจากโครมไฟสิ่งปลูกสร้างต่างๆตั้งเรียงรายเป็นบล็อกสี่เหลี่มขนาดใหญ่เว้นเป็นโซนๆ ทำให้มีทางเดินทางแยกมากมายแต่ที่แปลกตาคือสิ่งปลูกสร้างของเมืองแกรนด์วาสช่างขัดกับบรรยากาศของเกมออกไปอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมันไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างแบบโบราณแต่เป็นตึกสูงราวกับเมือกรุงเทพมหานคร
“ศิลา! คอยดูเถอะมึงกูจะพิชิตเกมนี้ให้จงได้ถึงตอนนั้นฟ้าครามจะต้องเลิกสนใจมึงเช่นเดียวกับคุณรูเซียโน่กูจะต้องได้ทุกอย่าง” บูรพาพูดกับดวงจันทร์เน้นเขี้ยวเน้นฟันกัดแน่นก่อนจะพูดขึ้นต่อ
“แต่ทำไม ทำไม ทำไมคนที่ไม่มีอะไรแบบมึงกับถูกผู้หญิงแบบนั้นเลือก ทั้งที่ฉันรวยกว่า หล่อกว่า เพอร์เฟคกว่าที่ผ่านมาไม่เคยไม่มีผู้หญิงคนไหนรอดจากฉันไปได้แท้ๆมึง มึง มึง มึงคนเดียว” บูรพากำหมัดแน่นระบายอารมณ์ผ่านเสียงพูดเน้นหนักแน่นราวกับจะสาบานต่อดวงจันทร์ว่าจะโค่นชายที่ชื่อศิลาให้จงได้
ทางด้านอดัมอีฟเพิร์จที่กำลังมุ่งหน้าตัดผ่านใจกลางป่าพุ่งทะยานไปตามต้นไม้ใหญ่ราวกับนินจานารูโตะโอโหเหะเห็นเพียงเงาแปดสายพุ่งผ่านวูบวาบท่ามกลางแสงจันทร์ดูคล้ายกับวิญญาณมารร้ายออกล่าในราตรีกาล
ในขณะที่ทุกคนกำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วอยู่นั้นซูนะก็เอ่ยถามกับอดัม
“พี่อดัมคะ ทางพวกพี่เร็ดจะไม่เป็นไรแน่หรอคะทางนั้นอาจจะส่งสี่จตุรเทพไปเลยนะคะ” หญิงสาวเสียงหวานเอ่ยถามสายตาสั่นไหวเมื่อพูดถึงพี่เร็ดหนุ่มหน้าเข้มผู้มีชุดเกราะสีแดงน้ำตาลประดุจสีของสุราที่หมักมาอย่างดี
“ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวศิลาก็ตามไปถึงถ้าหมอนั่นไม่เจอเรื่องซวยระหว่างทางล่ะนะ” อดัมตอบยิ้มๆก็ไม่ใช่อะไรหลอกหัวหน้าของเขาดูถ้าจะพกความซวยติดตัวมาตั้งแต่เริ่มเกมหรือเทพีแห่งความซวยจะตกหลุมรักไปที่ไหนที่นั่นต้องมีสัตว์อสูรระดับเทพขึ้นไปโผล่มาตลอด
“ค่ะ!” หญิงสาวตอบยิ้มหวานสบายใจขึ้นมาทันทีจากนั้นอดัมก็หันไปถามกับเพิร์จที่อยู่หน้าสุด
“เพิร์จมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่เศษวิญญาณธรรมชาติจะอยู่ในหอคอยโทไพร์ออน”
“ศิลาบอกว่าแค่20%เพราะส่วนใหญ่ดวงใจภูติที่ศิลาเจอก็มักจะปรากฎตามดันเจี้ยน” จากนั้นใช้เวลาอีกประ มาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งระยะทางจากเมืองตำหนักศิลาถึงเมืองแกรนด์วาสที่ถูกกั้นด้วยป่าใหญ่หนึ่งหนึ่งร้อยกิโล เมตร
ด้วยความรวดเร็วของคนทั้งแปดก็มาถึงสุดชายป่าพวกเขาหยุดยืนเรียงหน้าอยู่บนต้นไม้แต่ละตนเบื้องหน้าห่างออกไปราวหนึ่งสองกิโลเมตรปรากฎทุ่งเขียวขจีเนินดินสูงชันสลับไปมาถอดยาวถึงกำแพงเมืองแกรนด์วาสกระทบแสงจันทร์ต้นหญ้าปลิ่วลู่ไปตามสายลม
“เป็นอย่างที่เขาลือเมืองแกรนด์วาสไม่ปิดประตูเมืองจริงๆด้วย” เทนกิเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้นแต่ต้องถูกเพิร์จเอ่ยขึ้นขัด
“อย่าประมาท! พวกมันเองก็น่าจะรู้ดีว่าระบบอาร์ติเฟคท์ของเมืองนั้นสำคัญทั้งป้อมยูนิตทั้งปืนใหญ่พลังเวทมนต์ ป้อมยิงลำแสงเวทมนต์สิ่งเหล้านี้จำเป็นต่อความแข็งแกร่งของเมืองแถมหากพังไปก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้” เพิร์จกล่าวพร้อมกับสีหน้าครุ่นคิดถึงขีดสุดสมองแล่นปราดจากนั้นโซดาก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าตึงเครียด
“นั่นสิแบบนี้คิดได้สองแบบคือพวกมันมั่นใจในพลังของตัวเองกับอีกอย่างพวกมันรู้ว่าเราจะมาเลยเชื้อเชิญพวกเรา” โซดาขมวดคิ้วย่นเข้าหากันสายตามองไปยังประตูเมืองที่เปิดออกแม้จะเป็นยามราตรีผู้คนเองก็กำลังทยอยเข้าออกไม่ขาดสายจากนั้นน้ำแข็งก็พูดขึ้น
“ถ้าเป็นแบบที่สองจริงก็เท่ากับว่าพวกเราเข้าไปติดกับดักของพวกมัน”
“ใช่ถึงพวกเราจะเก่งมีพลังมากมายแต่ถ้าโดนกับดักยามกระทันหันบวกกับสภาพภูมิประเทศเมืองที่ไม่คุ้นชินอาจจะเสียท่าเอาง่ายๆ” อีฟกล่าวขึ้น
จากนั้นพวกเขาก็ต้องรีบหลบอย่างเร่งรีบเนื่องจากพวกฟันโอและเหล่าผู้เล่นประจำกิลด์จตุรศาสตราประมาณสองพันคนกำลังเคลื่อนทัพผ่านประตูเมือง
นำโดยฟันโอที่ขี่อยู่บนหลังของเพกาซัสตัวสีขาวนวลสง่าติดชุดเกราะสีแดงตัดกับสีขนดูลึกล้ำตามมาด้วยโอรีโอ้ เนเน่ ช็อกโก้ที่ขี่อยู่บนหลังของยูนิคอนตัวสีส้มสีของธาตุสายฟ้า
ส่วนทหารทั่วไปนั้นที่อยู่บนหลังของ
กริฟฟอนรุปร่างคล้ายสิงโตแต่มีหัวเหมือนนกอินทรีแต่ละตัวหลากสีตามธาตุของตัวมันเองสัตว์เลี้ยงทุกตัวสวมชุดเกราะอย่างดี
พรึบ พรึบ พรึบ
ยามเมื่อสัตว์ทั้งหมดกระพือปีกคลื่นลมแตกกระจายเป็นเกลี้ยวแผ่รัศมีกระจายไปทั่วบริเวณฝุ่นลอยฝุ้งในอากาศเสียงลมอื้ออึ้งไปทั่วภาพที่มองเห็นราวกับเทพนิยายสัตว์ในเทพ นิยายหลายพันตัวหลากสีบินประดับไปทั่วผืนฟ้าในราตรีช่างสง่าตราตึง
“ไป....” เพิร์จตวาดลั่นพร้อมกับพุ่งทะยานตัวสุดชีวิตด้วยความเร็ว300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงพวกเขาทั้งหมดเปลี่ยนมาใส่ชุดผ้าคลุมสีดำเพื่อให้กลมกลืนในความมืดและยิ่งบวกกับความเร็วปานสายฟ้าทำให้มองแทบไม่เห็นด้วยซ้ำว่ามีเงาแปดสายพุ่งผ่านประตูเมืองไป
ฟุบๆๆๆๆๆๆๆ ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆ
สายลมพัดผ่านราวกับรถวิ่งเฉียดใบหน้าของทหารยามเฝ้าประตูเมือง
“ลมอะไรวะ” ทหารยามที่ถือหอกกล่าวกับเพื่อนพร้อมกับเอามือขวาจับหมวกที่กำลังจะปลิ่วเช่นเดียวกับเพื่อนของเขา
“มึงตดหรือป่าว! หารทยามอีกคนกล่าวออกมาเล่นเอาคนที่ถามถึงกับตวาดลั่น
“ตดบ้านเองสิ ทวานพังพอดีลมออกมาแรงขนาดนี้”
“เออนั่นสิเนอะ ลมแรงขนาดนี้สองใบกู้โลกคงกระพือจนแตกฮ่า...ฮ่า..”
ทหารยามทั้งสองหัวเราะก๊ากอย่างชอบใจท่ามกลางผู้เล่นที่เดินไปมาแต่ไม่ค่อยมากเท่าไหร่เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนจากนั้นเมื่อพวกเพิร์จผ่านประตูเมืองมาได้พวกเขาก็พุ่งทะยานแยกย้านไปคนละทิศทางอย่างรวดเร็วซึ่งเพิร์จรับหน้าที่ไปจุดสำคัญที่สุดคือใจกลางเมือง
ทุกเมืองนั้นจะมีหอคอยยูนิตอยู่กลางเมืองและมีป้อมปืนใหญ่ยิ่งพลังเวทมนต์อยู่ทางทิศทั้งสี่บวกกับป้อมหอคอยยิงลำแสงอีกที่อยู่ใกล้ๆกับป้อมปืนใหญ่เวทมนต์