จ้าวหยางจื่อ นายน้อยตระกูลแม่ทัพแห่งราชวงศ์ถัง

    ตอนที่ 40 ม้าเร็วสู่ฉางอัน

    แม้ว่าซีซวนกับซีห่าวจะรู้สึกมีความสุขอย่างมากกับการที่เกลือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าจ้าวหยางจื่อไม่สนใจน้องๆ ของเขาในมิติย่อยเลยแม้แต่น้อย เขายังคงระมัดระวังสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ เพราะที่นี่คือพื้นที่อันตรายที่สุดของป่า

    หนึ่งชั่วยามผ่านไป พอกลั่นเกลือได้ประมาณหมื่นจิน (5,000กิโลกรัม) จ้าวหยางจื่อก็หยุดมือ พลางออกไปจากที่นี่อย่างเร่งรีบ เพราะเวลาพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงเช่นนี้ทำให้ป่าน่ากลัวอย่างมาก

    ‘หวังว่าเท่านี้น่าจะเพียงพอให้ข้าใช้ในอนาคตข้างหน้า’

    แม้จะกลั่นเกลือด้วยปริมาณที่เพียงพอแล้ว ทว่าจ้าวหยางจื่อก็ไม่รีบกลับเรือน เขาตัดสินใจที่จะเดินสำรวจป่ารอบนอกต่อ บางทีเขาอาจจะพบเจอของป่าที่เป็นประโยชน์

    ยิ่งเวลาผ่านไปจ้าวหยางจื่อก็ไม่พบสิ่งใดในป่าเลยสักอย่าง เขาพบเพียงต้นหญ้า ต้นไม้ และผืนดินภายในป่าเท่านั้น ไม่พบแม้กระทั่งเห็ดที่หาได้ง่าย สงสัยเขาจะใช้โชคในวันนี้ไปหมดแล้ว จึงตัดสินใจกลับเรือนอย่างช่วยไม่ได้

    ..

    ขณะเดียวกันที่จ้าวหยางจื่อกำลังเดินทางกลับเรือน ณ ว่าการอำเภอ จินเป่าหลังจากเขียนวิธีจับปลาอย่างละเอียดแล้วนั้น เขาก็ยื่นไปให้ม้าเร็วนำจดหมายนี่ของตนเข้าสู่เมืองหลวง ส่งต่อเข้าสู่ราชสำนัก

    ร่างอันอ้วนท้วนยืนครุ่นคิดขณะที่มองไปยังแผ่นหลังม้าเร็ว

    ‘ถ้าเป็นม้าเร็ว จากที่นี่ไปถึงเมืองหลวงใช้เวลาประมาณสิบวันก็จะเดินทางไปถึง รอให้ทางราชสำนักดำเนินการคงประมาณหนึ่งเดือนข้าถึงจะทราบผล..อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ข้าก็จะได้เลื่อนขั้นจากนายอำเภอแล้ว!!’ จินเป่าครุ่นคิดอย่างตื่นเต้นจนแสดงผ่านทางสีหน้า เพราะการเลื่อนขั้นนั้นหมายถึงหน้าที่การงานที่ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น เขายังได้ครอบครองชื่อเสียงหรือแม้กระทั่งอำนาจ!

    ทหารประจำเมืองสังเกตเห็นใบหน้าของจินเป่าก็รีบหันหน้าหนี เพราะว่าใบหน้าของจินเป่าเวลานี้ช่างน่าเกลียดน่ากลัวเสียเหลือเกิน กลัวว่าจะทำให้นายอำเภอผู้นี้ขุ่นเคืองเอาได้

    ทันใดนั้นจินเป่าก็พูดขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อคิดบางอย่าง

    “เจ้าเฮ่อ..เฮ่อหลันอันใดนั่น ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน!”

    ทหารองครักษ์ของนายอำเภอก้าวออกมา พูดขึ้นด้วยความหนักแน่นว่า “ชาวบ้านผู้นั้นชื่อเฮ่อเหลียนขอรับ ตอนนี้เขาคงอยู่ในเมือง เพราะถูกปล่อยตัวตั้งแต่เช้าแล้วขอรับ”

    “งั้นหรือ? …เจ้านำเงินไปให้มันหนึ่งเหรียญเงินสำหรับการมาแจ้งข่าวให้กับข้า”

    “ขอรับ!” ทหารองครักษ์รับคำ แล้วถอยกลับไปจัดการ

    ขณะเดียวกันผู้คนที่อยู่รอบข้างรู้สึกแปลกใจที่นายอำเภอของพวกเขาใจดีชนิดที่ตอบแทนชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้ด้วย ปกติจินเป่าผู้เห็นแก่ตัวไม่ชายตามองชาวบ้านตัวเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ

    วันนี้เขากินยาผิดสำรับรึเปล่าถึงได้ใจดีผิดแปลกจากปกติ?

    ซึ่งเหตุผลที่จินเป่ามีเมตตานั้นก็เป็นอะไรที่ง่ายอย่างมาก เขาต้องทำทุกอย่างเกี่ยวการจับปลาให้ใสสะอาด ไม่เช่นนั้นมันจะส่งผลกระทบต่อการเลื่อนขั้นของเขานั่นเอง

    ผู้คนรอบข้างจะไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

    ..

    เวลานี้เฮ่อเหลียนเดินคอตกไปตามถนนด้วยอารมณ์ที่เศร้าเสียใจ เป็นเพราะว่าเขาเพิ่งโดนเถ้าแก่ไล่ออกจากการเป็นพนักงานภัตตาคาร เนื่องจากเขาไม่ซื้อวัตถุดิบเข้าร้าน แถมยังทำเงินหล่นหายอีก(จ่ายสินบน) เวลานี้เขาไม่กล้ากลับเรือนไปพบหน้าภรรยาเสียด้วยซ้ำ

    “บ้าเอ๊ย! ข้าไม่น่าใจร้อนเช่นนั้นเลย ข้ามันโง่เองที่ยอมเสี่ยงไปบอกข่าวกับคนเช่นนั้น!” เฮ่อเหลียนตัดพ้อ การตัดสินใจครั้งนี้ของเขาคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดนับตั้งแต่ใช้ชีวิตมา

    ภาพภรรยาผู้เหี้ยมโหดปรากฏขึ้นในสมองของเขาทันใด

    “หวังว่าครั้งนี้ภรรยาจะเบามือ..” เฮ่อเหลียนกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาอย่างยำเกรง

    ทันใดนั้นก็มีม้าศึกวิ่งมาหยุดตรงหน้าเขา เป็นทหารองครักษ์นายอำเภอที่เขาจำได้ดี เพราะเขาโดนทหารนายนี้จับโยนออกมาจากว่าการอำเภอ

    “ท่าน..ท่าน” เมื่อพบเจอทหารชาวบ้านธรรมดาอย่างเฮ่อเหลียนก็สั่นเป็นเจ้าเข้า พูดเป็นคำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

    ทหารนายนั้นใบหน้าเย็นชาไม่สนใจเฮ่อเหลียนนัก เขาโยนเหรียญเงินให้แล้วก็จากไปทันที ไม่พูดจาออกมาเลยสักคำ

    เฮ่อเหลียนมองเหรียญเงินในมืออย่างอมทุกข์ ตั้งแต่ต้นจนจบที่เขาทำมานับได้ว่าไม่ได้อันใดเลย หนำซ้ำเงินนี้เขาต้องไปจ่ายหนี้ให้เถ้าแก่อีก นับว่าเป็นการลงแรงที่สูญเปล่านัก!

    เฮ่อเหลียนรู้สึกท้อแท้..

    ..

    พอกลับถึงเรือน จ้าวหยางจื่อก็นำน้องทั้งสองคนออกมาจากมิติย่อย ซีซวนกับซีห่าวรู้สึกสับสนเล็กน้อยที่ถูกดึงออกมาจากมิติย่อยอย่างฉันพลัน

    ทั้งสองคนตั้งสติได้แล้วนั่นจ้าวหยางจื่อก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า

    “น้องคงเห็นแล้วว่าพี่มีของวิเศษ คราวนี้น้องกลัวหรือไม่ที่พวกเราจะไปพักอาศัยอยู่ในเมือง”

    “ไม่เจ้าค่ะ/ขอรับ” ทั้งสองคนตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น เพราะว่าจ้าวหยางจื่อบอกไว้เสมอว่าสักวันหนึ่งถ้าพวกเราเติบโตขึ้น พวกเขาจะไม่อาศัยอยู่ที่นี่ตลอดไป ต้องกลับไปแก้แค้นศัตรูที่ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นซีห่าวคงไม่มีความฝันที่จะเป็นขุนนาง

    จ้าวหยางจื่อยิ้มออกมาเมื่อน้องทั้งสองคนยอมรับการตัดสินใจของเขา ก่อนที่จะกล่าวเพิ่มว่า

    “วันนี้พวกเรายังไม่ต้องรีบเก็บของ พี่คาดว่าสองสามวันนายอำเภอผู้นั้นคงจะเตรียมเอกสารให้พวกเราได้ ตอนนี้ก็เป็นยามเซินแล้ว (15:00-16:59 น.) พวกเรามาช่วยกันทำอาหารกันเถอะ วันนี้พี่จะเป็นคนทำเอง”

    “เจ้าค่ะ/ขอรับ”

    จ้าวหยางจื่อพูดขึ้นอีกว่า“ซีซวนน้องนำแป้งสาลีไปทำเป็นเส้น ส่วนซีห่าวไปเก็บผักขึ้นฉ่าย กระเทียมมาสักสองหัว”

    ซีห่าวไม่พูด รีบวิ่งออกไปด้านนอกตามคำสั่งของพี่ชาย ทว่าซีซวนพลันถามขึ้นอย่างสงสัยว่า

    “พี่ใหญ่จะทำอาหารชนิดใดหรือเจ้าคะ?”

    จ้าวหยางจื่อเหลือบไปยิ้มหวานให้ซีซวน ก่อนจะกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ความลับ”

    “ท่านพี่!? บอกน้องไม่ได้หรือเจ้าคะ?”ซีซวนพองแก้มอย่างไม่พอใจ

    “ไปทำตามที่พี่บอกก่อน เสร็จแล้วน้องคงรู้”

    “เจ้าค่ะ” ซีซวนจากไปอย่างไม่เห็นใจนัก

    หลังจากนั้นจ้าวหยางจื่อก็ทำหน้าที่ของตนเอง ขั้นแรกเขาชำแหละแพะก่อน นำหนัง เนื้อ กระดูกแยกออกจากกัน

    กระบวนการทั้งสามอย่างนี้ใช้เวลานานมาก ธูปเผาไหม้หมดไปสองก้านถึงจะเสร็จ

    จากนั้นก็ก่อไฟตั้งเตา นำกระดูกส่วนข้อลงไปต้มเพื่อทำน้ำซุป เสร็จแล้วก็มาหั่นเนื้อให้ได้ชิ้นที่พอดี

    เวลานี้ซีซวนกับซีห่าวทำส่วนของตนเองเสร็จแล้วก็มายืนดูจ้าวหยางจื่อทำอย่างนึกสงสัย

    “พี่ใหญ่กำลังทำอาหารชนิดไหนหรือขอรับ?”

    “พี่ก็ไม่รู้ คงต้องรอให้เสร็จถึงจะรู้ได้..”







    สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ

    ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ

    หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel




    คล้ายกับเรื่องจ้าวหยางจื่อ นายน้อยตระกูลแม่ทัพแห่งราชวงศ์ถัง ที่คุณอ่าน