มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

    ตอนที่ 53 ลาก่อน (1)

    บ้าฉิบ ไม่ทันงั้นเหรอ?



    จากทางออกที่มีอยู่เพียงฝั่งเดียว ทหารนับสิบคนพุ่งตัวออกมาจากประตูบานนั้น พวกเขาทั้งหมดสวมชุดทหารสีเขียวอ่อน นั่นแสดงว่าพวกเขาล้วนเป็นทหารนภา



    “วางอาวุธแล้วยกมือขึ้น มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” เสียงอันทุ้มหนาดังมาจากชายผมเกรียนร่างกายบึกบึนที่เดินข้ามประตูมาเป็นคนสุดท้าย เขาสวมเครื่องแต่งกายที่แตกต่างจากทหารคนอื่น ๆ แต่โดยรวมยังคงบ่งบอกว่ามาจากนภาเช่นกัน



    “พวกแกเป็นใครกัน? อย่ามาขวางทางพวกเรานะ” ดิเรกคำรามออกมา เขาพยายามแสดงท่าทางข่มขวัญอีกฝ่ายแม้ร่างกายของเขาจะไม่เอื้อก็ตาม



    “หุบปากแล้วทำตามที่ข้าบอก!” ชายผมเกรียนตวาดเสียงดัง ในขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นสภาพภายในห้องที่เปลี่ยนไป เขารู้ได้โดยสัญชาตญาณของเขา



    “พวกแกสามารถเอากษาปณ์กุมภ์ออกมาได้งั้นเหรอ?” จู่ ๆ น้ำเสียงของเขาก็ดีใจขึ้นมา เขายื่นมือออกมาพร้อมกับร้องออกมาเสียงดังว่า “รีบเอากษาปณ์กุมภ์มาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”



    ดารินขมวดคิ้ว แม้เธอจะรู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรเสียก็ต้องถูกจับได้ว่าพวกเธอได้กษาปณ์กุมภ์มาแล้ว แต่นี่มันก็เร็วเกินไป หมายความว่าเขาคนนี้รู้มาตลอดว่ากษาปณ์กุมภ์ยังอยู่ที่นี่และคอยจับตาดูสถานที่แห่งนี้มาตลอด แสดงให้เห็นว่าเขาจะต้องเป็นคนระดับสูงในนภาคนหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับคนที่สามารถใช้งานกษาปณ์กุมภ์ได้



    “รีบเอามาให้กับข้าเดี๋ยวนี้ หากขุนพลกวาดล้างจะมาถึงมันจะสายเกินไป” หน้าตาของชายผมเกรียนดูคลุ้มคลั่ง “ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า ในที่สุดวันคืนที่นภาจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งก็มาถึง”



    ยังทันสินะ...



    หลังชายผมเกรียนพูดจบ ทหารลูกน้องของเขาตรงเข้าไปแย่งตัวเกตและเก้าออกมาจากดาริน เมื่อเห็นเช่นนั้นทุกคนมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที



    “หยุด! อย่าขยับถ้ายังไม่อยากให้นังนี่ตาย”



    ในขณะที่พวกเขาเตรียมจะใช้เวทมนตร์ตอบโต้ มีเสียงตะโกนดังก้องไปทั่ววิหารกุมภ์ ทุกคนหยุดชะงักพร้อมมองไปที่มาของเสียง



    “ปล่อยเธอนะ” ดิเรกทั้งเดือดดาลทั้งหวาดกลัว ตอนนี้เจ้าหญิงของเขาถูกจับตัวเอาไว้โดยทหารข้างกายของชายผมเกรียน



    “ข้าบอกว่าอย่าขยับ แล้วก็รีบเอากษาปณ์กุมภ์มาเดี๋ยวนี้!” ชายผมเกรียนตะคอกออกมาอย่างบ้าคลั่งว่า “หรือต้องได้เห็นคนตายขึ้นมาจริง ๆ ก่อนถึงจะยอมเชื่อฟัง”



    ชายผมเกรียนกระชากตัวปลายฝนไปหาแล้วใช้ดาบกดจ่อคอของเธอหนักกว่าที่ลูกน้องของเขาทำจนคอของปลายฝนเริ่มแดง



    “ปล่อยเธอ” เสียงที่เย็นชาจนทำให้คนฟังต้องขนลุกดังขึ้นมา “อย่าได้ริอ่านทำให้ไอลีนต้องหลั่งเลือดเป็นอันขาด”



    “แล้วไง? ถ้านังนี่หลั่งเลือดแล้วจะเป็นไง? ถ้าเลือดนังนี่มีค่ามากนักก็เอากษาปณ์กุมภ์มาสิโว้ย” ชายผมเกรียนพูดอย่างเย่อหยิ่ง มือของเขาเริ่มเลื่อนดาบช้า ๆ ความคมของดาบของเขามีมากพอที่จะทำให้เลือดที่คอของปลายฝนเริ่มไหลออกมาเล็กน้อยแม้จะถูกเชือดอย่างเบาบาง



    “ไม่เคยมีใครฟังกันเลยสินะ จนกว่าจะเห็นว่านรกหน้าตาเป็นอย่างไร” เสียงที่เย็นเยียบอยู่แล้วยิ่งเย็นเยียบจนหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจเมื่อได้ยิน



    ความรู้สึกในค่ำคืนอันโหดร้ายในวิหารพฤษภแล่นผ่านสมองของดารินอีกครั้ง ใจหนึ่งก็ดีใจอีกใจหนึ่งก็หวาดกลัว ขนาดครั้งที่แล้วเป็นถึงอสูรจักรราศีที่ไม่ว่าใครก็มิอาจสู้ได้ แล้วนี่เป็นเพียงคนธรรมดา...



    “เคอะ...”



    แม้แต่ประโยคแรกก็ไม่ทันได้ออกมาจากปากของชายผมเกรียนเสียด้วยซ้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากเสียจนแม้แต่เทพไทเองก็ยังไม่เชื่อสายตา ทุกคนในทีมสองเห็นเพียงแสงสีขาวที่ลอยผ่านทหารนภาทุกคนเพียงชั่วพริบตา มันเร็วเสียจนหากพลาดกะพริบตาแสงสีขาวนั้นก็อาจหายไปจากสายตาทันที



    ทันทีที่แสงสีขาวบินผ่าน ไม่ว่าจะบินผ่านใครก็ตามจะมีวัตถุทรงกลมหลุดลอยออกจากร่างของทหารนภาราวกับใครมาจุดพลุเลือดขึ้นฟ้า ไม่เว้นแต่ชายผมเกรียนผู้นำกลุ่มทหารนภากลุ่มนี้



    เมื่อทุกคนมองตามแสงสีขาวไปจนสุดทาง หลังแสงสีขาวจางหายไป พวกเขาเห็นชายคนหนึ่งที่สีผมออกเทาเข้มที่ใกล้จะกลับคืนมาเป็นสีดำ และตอนนั้นเองพวกเขาก็รู้ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือใคร



    “รีบไปก่อนที่พวกมันจะมากันอีก” อานนท์พูดอย่างเย็นชาขณะหลังหน้ามามองทุกคนด้วยหางตา “แล้วไม่ว่ายังไงก็อย่าหันหลังกลับมาอีก”



    “นั่นอานนท์จริง ๆ เหรอ?” เทพไทแทบจะหุบปากไม่ลง