เกรียนแบบนี้ ก็ศิษย์พี่ใหญ่นี่แหละ

    ตอนที่ 52 ชายชาตรีย่อมมีพิษ

            ช่างอำมหิตนักหมายจะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้เล่นงานจิตใจตนโดยตรง!

             

            ลั่วเฉินพอคิดได้เช่นนี้ก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่เหลือบแลฉินจิ่วเกออีก

             

            อนิจจาศิษย์พี่ผู้นี้หน้าหนาจนเกินไป ต่อให้ท่านไม่ได้ตอบโต้เสวนาด้วย มันก็ยังคุยกับตัวเองได้อยู่ดี

             

            "พิสดารแท้"มีศิษย์คนหนึ่งไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า "ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่ถูกกันหรอกหรือไฉนเปลี่ยนจากชี้ดาบใส่กันมานั่งสนทนาใต้ร่มไม้เช่นนี้ได้เล่า"

             

            "ใช่ที่ไหนล่ะเจ้าดูหน้าพี่รองซะก่อน ยิ้มด้วยความสุขใจปานนั้น"

             

            "พูดอีกก็ถูกอีก หางตากระทั่งทอประกายเลยด้วยซ้ำ"

             

            ระหว่างนั้นมีศิษย์ไม่น้อยที่เห็นฉินจิ่วเกอบางทีอาจเป็นเพราะศักดานุภาพฝ่ามือของเมื่อวานจึงไม่มีใครกล้าหันหลังสะบัดหน้าเดินหนีไปแต่ชิงเป็นฝ่ายเดินเข้าหาพร้อมหัวเราะทักทาย ก่อนแยกย้ายกันไปทำเรื่องของตัวเองต่อ

             

            หากเป็นก่อนหน้านี้มีแต่ลั่วเฉินที่ได้รับการปฏิบัติด้วยเช่นนี้เท่านั้น

             

            "ท่านมีเวลามาวอแวช้าเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องฝึกฝีมือรึ?" ลั่วเฉินอดรนทนไม่ไหวแม้จะทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว อีกฝ่ายก็ยังพูดจ้อจนตนแทบจะหูชาไม่ต่างจากแมลงวันตัวหนึ่งที่ไล่ยังไงก็ไม่ไป

             

            ลั่วเฉินวาดภาพในใจว่าตนได้จับเจ้าแมลงวันตัวนี้มากระชากจนศีรษะขาดออกจากลำตัวจากนั้นก็คว้านเอาตับไตไส้พุงออกมาแล้วพันวนรอบคอมันสักเจ็ดแปดรอบสุดท้ายก็ดึงแรงๆ สักที

             

            ช่วยโลกขจัดสิ่งสกปรกมลทินไปในตัว

             

            "ฝึกปรือ?"ฉินจิ่วเกอเกาแก้มแกรกๆ"ช่างหายากจริงๆ ตัวท่านเป็นถึงพระเอก ยังต้องฝึกฝีมืออันใดอีก”

             

            “พระเอก?”ลั่วเฉินงงงวย“พระเอกอะไรของเจ้า”

             

            “หากต้องอธิบายให้ฟังคงยุ่งยากเกินไปเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่กำเนิดจักรวาล พูดง่ายๆก็คือคนที่ยอดเยี่ยมไร้เทียมทานที่สุด”

             

            ฉินจิ่วเกอปรารถนาที่จะกระชับความสัมพันธ์กับน้องรองผู้นี้จากก้นบึ้งของจิตใจ

             

            แต่น่าเสียดายที่ลั่วเฉินไม่ได้ปรารถนาชิดใกล้ด้วยเลยแม้แต่นิดเดียวไม่ว่าจะตอนเข้าห้องน้ำทานข้าว ฉินจิ่วเกอก็คอยวอแวไม่ห่าง เรียกหามันน้องรองๆอย่างใกล้ชิดสนิทสนม

             

            อาวุโสใหญ่หัวเราะพลางลูบเคราไปพลางประเสริฐแท้ ศิษย์ในพรรครักใคร่กลมเกลียว พรรคหลิงเซียวเข้าสู่ห้วงเวลาเจิดจรัส

             

            อาวุโสสองแม้หัวเราะตามหากไม่ปริปากเอ่ยคำส่วนอาวุโสสามก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ตอนนี้กำลังนั่งก่อพีรามิดเล่นอยู่ในห้อง

             

            น่าอนาถสุดคืออาวุโสสี่บัดนี้ได้แต่นั่งเขี่ยเตาไฟอยู่ในห้อง ตนเองติดเงินอยู่ไม่น้อย นักปรุงยาผู้เกรียงไกรอย่างมันเลยต้องมานั่งคุมเตาไฟหาลำไพ่พิเศษใบหน้าดำมะเมี่ยมจากฝุ่นควัน สารรูปน่าอดสูเป็นอย่างยิ่ง

             

            สามวันนั่นคือระยะเวลาที่ลั่วเฉินต้องทนรับมือกับฉินจิ่วเกอ

             

            ตลอดช่วงสามวันนี้ฉินจิ่วเกอพูดได้ไม่หยุดปาก ราวกับว่าในท้องมันมีเรื่องราวมากมายไร้สิ้นสุดสะสมไว้

             

            ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างสภาพดินฟ้าอากาศของวันรุ่งขึ้น อาหารการกินไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างกระแสนิยมของประเทศและประเภทของสิ่งมีชีวิตทั่วทวีปฉงหลิงทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกฉินจิ่วเกอนำมาฝอยไม่ได้ขาดที่จริงนับเป็นความสามารถอันร้ายกาจอย่างหนึ่ง สร้างความทรมานทรกรรมแก่ลั่วเฉินเป็นอย่างสูง

             

            กระนั้นก็ไม่อาจขับไล่ไสส่งมันไปได้เคล็ดท่าร่างของอีกฝ่ายพิสดารจนเกินไปไม่ด้อยไปกว่าเคล็ดมหานทีสะบั้นสุริยันของตนเลยแม้แต่น้อย

             

            ไล่ก็ไม่ไป ด่าก็ยังเฉยลั่วเฉินรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะเป็นบ้าเข้าไปทุกที

             

            วันที่สี่ ฉินจิ่วเกอหลังทำความสะอาดเสื้อผ้าเสร็จสรรพก็ตั้งใจจะไปปลุกลั่วเฉินให้ตื่นมาคุยถกปัญหาชีวิตกันต่อ

             

            แต่พอผลักบานประตูเปิดออกภายในห้องกลับมีแต่ความว่างเปล่า มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งแปะติดอยู่

             

            หลังจากได้เสวนาพูดคุยกับศิษย์พี่ใหญ่เป็นเวลาหลายวันตัวข้าบังเกิดจิตหยั่งรู้อันยิ่งใหญ่บางประการวันนี้รู้สึกว่าตนเองเห็นปากทางของขอบเขตพิสุทธิ์ไพศาลแล้วลั่วเฉินจึงตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าจะออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกเพื่อไขว่คว้าหาวิถีฟ้า

             

            ศิษย์พี่ใหญ่พวกเราลืมเลือนเรื่องหนหลังในยุทธภพ นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งยวด

             

            “ไปซะแล้ว น่าจะเรียกข้าไปด้วย”ฉินจิ่วเกอตัดพ้ออย่างไม่สบอารมณ์ ตามหลักแล้วหากพระเอกของเรื่องออกไปผจญโลกหน้าในเวลาเช่นนี้จำต้องชักนำเรื่องอันสะเทือนฟ้าสะท้านดินตามมา รวมถึงโชคลาภวาสนาอันยิ่งใหญ่

             

            หากตนสามารถติดตามไปด้วยได้คอยเก็บผลประโยชน์เข้ากระเป๋า ย่อมแซงหน้าเจ้าเด็กน้อยหน้าขาวซ่งเล่อได้แน่ๆ

             

             

             

            เมื่อมีเงินเต็มกระเป๋าฉินจิ่วเกอย่อมดูดซับไอวิญญาณจากศิลาวิญญาณได้ทุกวัน เร่งอัตราการฝึกปรือไปอีกขั้น

             

            แม้ระดับพลังจะคงตัวอยู่ที่ชั้นปราณสุริยันขั้นกลางแต่พลังวิญญาณภายในร่างยังคงผนึกตัวแน่นหนามากขึ้นเรื่อยๆกอปรกับการใช้ดอกพลับพลึงแดงเพื่อหล่อหลอมกายเนื้อและจิตวิญญาณจึงยิ่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

             

            ฉินจิ่วเกอมีความรู้สึกว่าอาศัยเพียงกายเนื้อของตนก็สามารถต่อกรกับปราณสุริยันขั้นสูงสุดได้อย่างสูสี

             

            เพราะมีศิลาวิญญาณการฝึกปรือจึงยิ่งคืบหน้าเร็วไวกับขุมกำลังใหญ่ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง สมบัติชั้นสูงมีมากมายก่ายกองดั่งขุนเขาศิษย์เอกของพวกมันยิ่งทรงพลังสุดเปรียบ

             

            นับแต่ที่ลั่วเฉินออกไปหาประสบการณ์นอกพรรคเวลาก็ผ่านไปแล้วกว่าสิบวันตลอดระยะเวลานี้ฉินจิ่วเกอได้แต่นั่งจับเจ่าอย่างเบื่อหน่ายอยู่ในพรรค

             

            เบื่อๆก็ลากเจ้าอ้วนมาฝึกวิชาเกี้ยวสาวระดับฝีมือของเจ้าอ้วนตอนนี้กลับย่างเข้าสู่ขอบเขตหลอมวิญญาณขั้นเก้าแล้วขาดเพียงแค่เปิดจุดตันเถียน มันก็สามารถบรรลุชั้นปราณสุริยันได้ทันที

             

            “น้องรองหายหน้าไปตั้งสิบวันป่านนี้หากไม่ใช่ไปล่วงเกินคุณชายลูกเศรษฐีจากพรรคสำนักใหญ่ใดเข้าก็อาจจะถูกกลุ่มทหารรับจ้างข่มเหงรังแก ฉะนั้นช่วงนี้ห้ามทุกคนออกไปนอกพรรคเด็ดขาดเลี่ยงไม่ให้ถูกคนดักตีหัว”

             

            พระเอกหนอพระเอกหนึ่งก้าวพิฆาตหนึ่งชีวิต เข่นฆ่ามารดามันจนพอใจ

             

            หากจะบอกว่าตลอดสิบวันนี้ลั่วเฉินไม่ได้ไปล่วงเกินขุมกำลังใดเข้าเลย แม้ตีให้ตายฉินจิ่วเกอก็ไม่เชื่อ

             

            รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางก่อนที่พระเอกจะกลับมา เราทุกคนมาแสร้งทำตัวให้ดูน่าสงสารเข้าไว้เถอะ

             

            “ศิษย์พี่ใหญ่ท่านกังวลเกินไปหน่อยหรือไม่” เจ้าอ้วนถามหลังจากเรียนรู้เคล็ดวิชาเกี้ยวสาวจากศิษย์พี่ใหญ่จนลึกซึ้งดีแล้ว

             

            “เรามาลองเดิมพันกันดูไหมล่ะข้ากล้ารับประกันเลยว่า จะต้องมีพวกทหารทัพหน้าไร้นัยน์ตาโผล่มาอย่างแน่นอน”ฉินจิ่วเกอเอ่ยอย่างมั่นใจ

             

            เจ้าอ้วนน่าตายเงยคางที่ไม่มีคอของมันขึ้นไขมันกระเพื่อมเป็นชั้นๆ “พรรคหลิงเซียวของเราตั้งอยู่ห่างไกลผู้คนทุรกันดารถึงขั้นไก่กายังไม่มาวางไข่ ต่อให้มีคนตามมาเอาผิดด้วยจริงๆก็ไม่มีทางหาเจอ”

             

            “น่าแปลก ที่บอกว่านกยังไม่วางไข่ไม่ใช่ว่าคราวก่อนเจ้าเพิ่งปีนขึ้นไปขโมยไข่สดๆ จากรังจนนกนางแตกฝูงหรอกหรือ”ฉินจิ่วเกอหมั่นไส้เจ้าอ้วนน่าตายเป็นที่สุด แทบจะเตะก้นอีกฝ่ายอยู่แล้ว

             

            ขณะที่เจ้าอ้วนกำลังจะแสร้งทำเป็นน่าสงสารเรียกร้องความเห็นใจ ด้านนอกก็มีศิษย์ฝ่ายนอกวิ่งเข้ามาด้วยความร้อนรนพอเห็นฉินจิ่วเกอ มันก็รีบแหกปากตะโกนว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ แย่แล้ว แย่แล้วมีคนมาหาเรื่องพรรคเรา!"

             

            "ศิษย์พี่ใหญ่เทพเกินคนจริงๆ"เจ้าอ้วนน่าตายเอ่ยชม นี่คือเทพยากรณ์โดยแท้ลองขอให้ศิษย์พี่ใหญ่พยากรณ์ว่าศิษย์พี่สามจะตบแต่งกับตนดีหรือไม่

             

            "รีบไปแจ้งอาวุโสสองก่อนแล้วค่อยไปแจ้งอาวุโสใหญ่" ฉินจิ่วเกอหัวเราะอย่างชั่วร้ายมันคาดการณ์ไว้แล้วจึงไม่กลัว

             

            ทวีปฉงหลิงในปัจจุบันหากกฎสรรพสิ่งไม่สำแดงตน กลั่นดวงธาตุก็แทบจะมีกำลังรบสูงที่สุด

             

            ขุมกำลังที่พรรคหลิงเซียวยอมเผยให้เห็นประกอบด้วยยอดฝีมือชั้นกลั่นดวงธาตุสามคน ในเผ่ามนุษย์ถือว่าครองตำแหน่งสูงล้ำ

             

            น่าแปลกที่ว่าเหตุใดพรรคหลิงเซียวที่ไม่ยินดียินร้ายกับชื่อเสียงเช่นนี้กลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพละกำลังโดยรวมของพรรคเลยแม้แต่นิดเดียว

             

            กล้าตอแยพรรคหลิงเซียวเท่ากับตบหน้าพรรคหลิงเซียวฉาดใหญ่ตบหน้าพรรคหลิงเซียวฉาดใหญ่เท่ากับไม่ไว้หน้าอาวุโสสอง

             

            อาวุโสสองเป็นคนประเภทใด คำตอบคือเป็นคนที่รักหน้ายิ่งชีพไหนเลยจะยอมก้มหน้ารับความอัปยศเยี่ยงนี้

             

            ศิษย์ฝ่ายนอกที่มาแจ้งข่าวยังคงหายใจหายคอไม่ทันพอดีขึ้นแล้วถึงค่อยเอ่ยว่า"เดิมทีอาวุโสสองตั้งใจจะจัดการลูกเต่าพวกนั้นให้หลาบจำแต่สุดท้ายก็ถูกอาวุโสใหญ่ห้ามไว้ก่อน"

             

            ฉินจิ่วเกอได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที"เจ้าบอกว่าท่านอาจารย์ลงมือด้วยตัวเองอย่างนั้นรึ เร็วเข้า!พวกเรารีบไปโบกธงให้กำลังใจท่านอาจารย์กันข้าอยากรู้ใจจะขาดแล้วว่าพวกมันจะโดนบาทาประทับหน้าหรือไม่"

             

            ศิษย์ฝ่ายในสั่นศีรษะระรัวนิ้วชี้มาทางฉินจิ่วเกอด้วยใบหน้าเผือดขาว สีหน้าคล้ายกำลังเวทนาคนร่วมชะตาเดียวกัน

             

            "เจ้าหมายถึงอะไร"ฉินจิ่วเกอนั่งไม่ติดพื้น มือหยิกขาอ่อนจนนิ้วสั่น

             

            เจ้าอ้วนน่าตายผู้รับเคราะห์เจ็บจนหน้าเขียวแต่ก็ไม่กล้าเปล่งเสียงเพราะที่ศิษย์พี่ใหญ่หยิกอยู่คือขามัน

             

            "อาวุโสใหญ่บอกว่าท่านคือศิษย์พี่ใหญ่ประจำพรรคก็ควรที่จะจัดการดูแลให้เรียบร้อย ดังนั้นพวกอาวุโสเลยไม่ลงมือหวังให้ศิษย์พี่ใหญ่มาคลี่คลายเอาเอง หากทำไม่ได้ท่านจะถูกริบทรัพยากรฝึกปรือเป็นเวลาครึ่งปี"

             

            "เพ้ยแล้วทำไมไม่รีบบอกให้มันเร็วกว่านี้ กล้าล่วงเกินพรรคหลิงเซียวของข้าไกลแค่ไหนก็ต้องถูกทำลายล้างสิ้น!" เมื่อมีทรัพยากรฝึกปรือของตนมาข้องเกี่ยวตนมิอาจไม่ลงมือ ไหนจะต้องรักษาหน้าตาของพรรค และที่สำคัญ ก่อนที่อาวุโสสองจะปลิดชีพตัวเองด้วยความขายหน้าอีกฝ่ายย่อมถลกหนังหัวตนออกมาก่อนอย่างแน่นอน

             

            ถูกมีดจ่อหลังอยู่เช่นนี้ตนมิอาจนิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรอีกอย่างมันสังหรณ์ใจว่าการระรานในครั้งนี้ต้องมีน้องรองเป็นต้นเหตุไม่ผิดแน่

             

            ถึงจะบอกว่าเป็นพระเอกแต่แท้ที่จริงกลับเป็นดาวหายนะ ไม่ว่าพุ่งผ่านไปที่ใดที่นั่นย่อมมีคนตกตายเป็นเบือ

             

            เจ้าอ้วนน่าตายและศิษย์ฝ่ายในคนนั้นติดสอยห้อยตามอยู่ด้านหลังระหว่างทางป่าวประกาศร้องตะโกนจนลูกศิษย์ลูกหาทั่วพรรครับรู้กันโดยทั่ว

             

            ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกมันครอบครองเคล็ดเทวะใครที่กล้ามาตอแยย่อมไม่พ้นถูกมันเล่นงานจนไม่ได้ตายดี

             

            ในห้องรับรองพรรคหลิงเซียวศิษย์นอกสำนักสองคนกำลังนั่งจิบน้ำชาเย็นชืดด้วยใบหน้าดำมะเมี่ยม

             

            "ท่านพี่ พรรคเล็กๆ อย่างนี้ข้าว่านอกจากเจ้าคนที่เอาชนะพวกเราได้แล้ว ศิษย์ในพรรคคนอื่นๆคงไม่มีใครบรรลุขอบเขตปราณสุริยันกันสักคนเชื่อว่าแม้แต่ผู้อาวุโสพรรคก็คงเป็นพวกไม่เอาอ่าวพวกเราย่อมต้องเรียกร้องค่ารักษาได้เป็นกอบเป็นกำแน่"

             

            "น้องข้ารอข้าขยิบตาให้สัญญาณเจ้าก็ลงมือได้เลย บัดซบ รอศิษย์พี่เกาออกด่านก่อนเถอะเจ้าเด็กนั่นเตรียมตัวกลายเป็นคนไร้วรยุทธได้เลย!"

             

            ชายหนุ่มสองคนนี้คือศิษย์ฝ่ายในพรรคจอกประกายสิทธิ์อายุราวยี่สิบ

             

            รูปพรรณสัณฐานไม่แน่ชัดเพราะพวกมันสองคนแต่งตัวเหมือนแขกสมัยใหม่ทั้งหน้าทั้งแขนล้วนโพกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาดตา

             

            "ไอหยา ทั้งสองท่านเสียมารยาทแล้วๆ ผู้น้อยศิษย์พี่ใหญ่พรรคหลิงเซียวฉินจิ่วเกอไม่ทราบทั้งสองท่านมีนามว่ากระไร?" 

             

            ฉินจิ่วเกอตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าเข้ามาก็ตระเตรียมให้บรรดาศิษย์น้องของตนจำนวนห้าร้อยถือจอบถือขวานมาห้อมล้อมไว้รอบบริเวณแล้วขอเพียงคว่ำจอกส่งสัญญาณ บรรดาศิษย์น้องที่อาวุธครบมือก็จะกรูกันเข้ามาสับสังหารอาคันตุกะทั้งสองนี้ให้กลายเป็นเนื้อบดในทันที

             

            แม้จะเตรียมความพร้อมไว้แล้วฉินจิ่วเกอก็อดที่จะบ่นอาวุโสใหญ่ไม่ได้อีกฝ่ายจิตใจทำด้วยอะไรถึงได้ปล่อยให้ศิษย์ที่น่ารักไร้เดียงสาอย่างตนมาจัดการเรื่องเสี่ยงอันตรายอย่างนี้

             

            อีกฝ่ายชัดเจนว่ามาหาเรื่องดีไม่ดีจะกลายเป็นศึกระหว่างสำนัก

             

            “ม่อไซ่ถี (ไม่ต้องพูด)”คนตัวสูงหัวโพกผ้าพันศีรษะเป็นก้อนพูด

             

            “ไม่ไซ่เจี่ยง (ไม่ต้องคุย)”คนตัวต่ำเตี้ยกล่าว

             

            ฉินจิ่วเกอมองประเมินลักษณะคนทั้งสองพรรคจอกประกายสิทธิ์อันใด ไม่เคยได้ยิน ไม่ดังเท่าประตูหายนะ

             

            สำหรับคนทั้งสอง เพียงอยู่ระดับปราณสุริยันขั้นปลายและกลางก็งั้นๆ แหละ

             

            “ทั้งสองท่านนามกรกระเดื่องเลื่องลือไกลอย่าได้ปฏิเสธตีตัวออกห่าง อย่างน้อยบ่งบอกชื่อแซ่ไว้ให้ก็ยังดี”เมื่อเห็นพลังฝีมือแท้จริงของอีกฝ่าย ฉินจิ่วเกอวางใจ พวกมันไหนเลยจะมาท้าดวลนี่มันเนื้อเดินเข้าปากเสือเองชัดๆ

             

            “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องพูดไม่ต้องคุย เจ้าฟังไม่เข้าใจหรือไง!”  คนตัวสูงเปิดก่อน พลังกดดันส่งเข้าใส่ฉินจิ่วเกอหากเพียงมองที่ระดับพลัง ฉินจิ่วเกอเป็นเพียงคนตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น

             

            มิผิดสองศิษย์พรรคจอกประกายสิทธิ์นี้เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน พี่ชายนามม่อไซ่ถี (ไม่ต้องพูด)น้องชายนามม่อไซ่เจี่ยง (ไม่ต้องคุย)

             

            น่าเวทนาชื่อของพวกมันแปลกพิกลจนเกินไป ฉินจิ่วเกอแค่นเสียงเฮอะไม่กี่คำ ยังคงฟังไม่ออก

             

            “มาทำอะไร?”ฉินจิ่วเกอยืนไขว้ขาทั้งสองดูไปมีบารมีเหมือนพี่ใหญ่จริงๆ

             

            “เงินชดเชย!”สองคนไม่เต็มบาทอ้าปากพูดออกมาโดยพร้อมเพรียง สองตาบังเกิดหยาดน้ำตาเอ่อคลอ

             

            ที่แท้น้องรองลงเขาออกท่องยุทธภพพอดีพบกับสองพี่น้องพรรคจอกประกายสิทธิ์กำลังข่มเหงผู้คน

             

            พระเอกผู้เปี่ยมจิตคุณธรรมแน่นอนย่อมไม่อาจนั่งมองอยู่ด้านข้างเพียงปราณสุริยันสองคน ลั่วเฉินพลิกฝ่ามือก็จัดการจนม้วนเสื่อ

             

            แน่นอน ลั่วเฉินอารมณ์เก็บกดยิ่งมันถูกศิษย์พี่ใหญ่ข่มเหงรังแกจนคับข้องใจมาหลายวันมันเมื่อลงไม้ลงมือกับอีกฝ่ายแล้ว ย่อมต้องบ่งบอกสังกัดสำนักอาจารย์ออกไป

             

            นี่เป็นแผนยืมดาบฆ่าคนให้คนทั้งคู่มาหาเรื่องฉินจิ่วเกอ

             

            ม่อไซ่ถีม่อไซ่เจี่ยงสองพี่น้องที่หยอกเย้ารังแกสะใภ้บ้านอื่นถูกทุบตีจนใบหน้าดูราวสุกรสองหัว

             

            ในละแวกร้อยลี้ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าพรรคจอกประกายสิทธิ์ร้ายกาจเพียงใดกลับกล้าลงมือทำร้ายคนกลางวันแสกๆ ยังมีเหตุผลหรือ?

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเกรียนแบบนี้ ก็ศิษย์พี่ใหญ่นี่แหละ ที่คุณอ่าน