ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 42 น้ำตาของสาวน้อย

    ตอนที่ 42 น้ำตาของสาวน้อย“หัวหน้าห้อง เราไม่ชอบอธิบาย ขอร้องเธอมาชอบเราเถอะ!” ในเวลานี้ก็คาดไม่ถึงว่าเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งจะล้อหยางเจียอิ่ง“หัวหน้าห้อง เราก็ไม่ชอบอธิบาย ขอร้องมารักเรานะ!” “หัวหน้าห้อง……” ภายในระยะเวลาอันสั้นเพื่อนนักเรียนในห้องเรียนก็เริ่มเสียงดังเอะอะขึ้นมาหยางเจียอิ่งเดิมนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอายเท่าไหร่ ตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนนักเรียนแล้ว ทั่วทั้งตัวโดยเฉพาะใบหน้าก็อายจนแดงไปหมด แดงไปจนถึงต้นคอ จึงทำให้เธอไม่รู้แล้วว่าควรจะเผชิญหน้ากับเพื่อนนักเรียนในชั้นเรียนพวกนี้ได้ยังไง“หวังซิน เราชอบผู้ชายที่ชอบอธิบาย มาเถอะ ให้พี่สาวปลอบใจนายเอง!” ในตอนนี้ผู้หญิงที่ค่อนข้างมั่นใจคนหนึ่งก็เริ่มล้อหวังซิน นี่จึงทำให้หวังซินหมดคำพูด แล้วจึงหันไปมองเพื่อนนักเรียนหญิงคนนั้นสักครู่ รูปร่างก็ธรรมดา แต่ปกติแล้วอยู่ในห้องเรียนก็จะดูมีชีวิตชีวามาก และชอบล้อมากเช่นกันหวังซินในตอนนี้กลับได้รับความสนใจ การถูกล้อไม่ใช่แนวของเขา จึงพูดกับสาวน้อยพวกนั้นว่า: “เราไม่ชอบผู้หญิงทรงไม้กระดานหรอกนะ เพื่อน เชิญไปเสริมหน้าอกก่อนนะ แล้วค่อยให้เราไปรักเธอ” “นายมันเลวจริงที่สุด” เดิมทีเพื่อนนักเรียนก็กำลังทบทวนอยู่อย่างสงบ แต่เพราะคำพูดนั้นของหยางเจียอิ่ง ที่ทำให้การทบทวนในห้องเรียนไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในห้องเรียนเวลานี้ชุลมุนเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนนักเรียนทั้งหมดได้เริ่มล้อเลียนกันแล้ว อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่ยุ่งอยู่กับการเรียนนี้ ก็พอที่จะทำให้คนในชั้นรู้สึกผ่อนคลายจิตใจลงได้บ้างในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกเรียน หยางเจียอิ่งก็จึงรีบวิ่งที่เหมือนจะกระโดดออกไปจากห้องเรียน เดิมทีนั้นก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเพื่อนนักเรียนกลุ่มนี้ในห้องเรียนอีกต่อไปแล้วหลังจากที่เลิกเรียน หวังซินก็มุ่งหน้าไปทางบ้านของหัวหน้าห้องเพื่อทบทวนบทเรียนเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งสองพูดไม่จาก็เกิดความรู้สึกที่อบอุ่นกันขึ้นมา ในทางกลับกันนับวันก็ยิ่งเข้าใจกัน ความสัมพันธ์นับวันก็ยิ่งดีขึ้น ที่มีการพัฒนาไปในทิศทางของคู่รักหยางเจียอิ่งได้ทบทวนบทเรียนให้กับหวังซินอย่างจริงจังเลยทีเดียว แสงไฟที่อยู่ภายในห้องก็สลัวมาก ระยะห่างของทั้งสองคนมีแต่ใกล้ชิดกันมากขึ้น จนทั้งคู่ต่างก็ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน หยางเจียอิ่งกลับยังถือว่าดีหน่อย แต่ที่แย่กลับเป็นหวังซินเสียได้ จนถึงขั้นที่เขาทนกับบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้ กลับยังต้องมาแบ่งปันความรู้สึกนี้กับหยางเจียอิ่งอีก ภายในก้นบึ้งหัวใจของเขาคล้ายกับว่ามีอะไรกำลังมาทำให้จั๊กจี้คันยุบยิบอยู่ กระทั่งเขาไม่อาจอยู่นิ่งได้ จนไม่แม้แต่กะจิตกะใจที่จะทบทวนบทเรียนเลยด้วยซ้ำ“ตรงนี้เป็นส่วนการเฉลยของข้อนี้……” หยางเจียอิ่งเองก็ไม่กล้าหันไปมองหวังซิน เมื่อรู้ว่าท่าทีในการทบทวนตอนนี้ค่อนข้างอบอุ่น จึงกลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตา แล้วพูดอธิบายให้กับหวังซินเมื่อเสียงพูดของเธอแค่จบลง ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากในห้อง หลังจากนั้นทั่วทั้งห้องก็เปลี่ยนเป็นมืดสนิทลงคัทเอาท์เด้งเฉยเลย! “เอ๊ะ!” ความมืดที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้หยางเจียอิ่งปรับตัวไม่ได้ ทันใดนั้นทั่วทั้งตัวก็กรีดร้องออกมา เมื่อหวังซินได้ยินเสียงกรีดร้องของหยางเจียอิ่ง จึงได้คว้าหยางเจียอิ่งเข้ามากอด ซึ่งก็รับรู้ได้ถึงอุณหภูมิร่างกายและร่างกายที่สั่นของหยางเจียอิ่ง หวังซินจึงรีบพูดปลอบว่า: “ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ก็แค่คัทเอาท์เด้งเอง” หยางเจียอิ่งที่กลัวความมืด แต่ว่าในอ้อมกอดของหวังซิน กลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อนหลังจากนั้นไม่กี่นาที หยางเจียอิ่งก็คืนสู่สภาวะอารมณ์เดิม ที่รับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในอ้อมกอดของหวังซินอยู่ จึงรีบสะดุ้งตัวผละออกจากอ้อมกอดของหวังซิน ด้วยสีหน้าที่เขินอาย เดิมทีการที่ตกอยู่ในความมืดจนทำให้มองเห็นกันได้ไม่ชัดมากนัก แต่อาการสะดุ้งตกใจนี้กลับเห็นเต็มสองตาของหวังซินแล้ว “บ้านเธอมีไฟฉายไหม? เราจะไปดูว่าคัทเอาท์อยู่ตรงไหน” หวังซินที่รู้ว่าหัวหน้าห้องเป็นเด็กผู้หญิงที่ขี้อาย เมื่อสักครู่ที่กอดหัวหน้าตอนอยู่ในความมืด ตอนนี้หัวหน้าห้องก็อาจจะรู้สึกเคอะเขินก็เป็นได้อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกตอนที่กอดหยางเจียอิ่งก็ดีมากจริง ๆ หวังซินก็อยากจะกอดหยางเจียอิ่งไว้แบบนี้ ที่ได้ปกป้องเด็กผู้หญิงคนนี้ที่ใช้ชีวิตลำบากมาตั้งแต่เด็ก“เราจะไปดูเอง” เสียงของหยางเจียอิ่งสั่นเล็กน้อย จึงได้ขยับเท้าก้าวเดิน แต่กลับก้าวไม่พ้นจึงได้เหยียบใส่หวังซิน อีกนิดเดียวก็จะล้มทับตัวของหวังซินไปแล้ว“ระวัง” หวังซินมีปฏิกิริยาตอบกลับไปทางหวังเจียหยิ่งแล้วได้คว้าเอาไว้ ดีที่จับมือน้อย ๆ ของหยางเจียอิ่งไว้ได้ ที่ทั้งเย็น และสั่นระริกอยู่น้อย ๆ“ฉันไม่เป็นอะไร” หยางเจียอิ่งตอบหวังซินด้วยเสียงที่เบา หลังจากนั้นจึงอาศัยที่หวังซินดึงมือทั้งสองข้างของตัวเองไว้ แต่เธอกลับรับเอาไฟฉายมาแล้วเมื่อเปิดไฟฉาย ความมืดภายในห้องก็ถูกหายไปโดยพลัน หวังซินจึงได้เห็นร่างกายที่สั่นระริกเบา ๆ และใบหน้าที่แดงระเรื่ออยู่น้อย ๆ ของหัวหน้าห้อง ในช่วงเวลานี้กลับยิ่งมีแต่จะขับเน้นความสวยจนทำให้ใคร ๆ ก็ถึงกับต้องหวั่นไหวของหัวหน้าได้เมื่อมองดูหยางเจียอิ่ง หวังซินก็สูดหายใจเข้าออกลึก ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วสลัดความคิดที่สับสนวุ่นวายออกจากหัว แล้วถามไปว่า: “คัทเอาท์ของบ้านเธออยู่ที่ไหน?” “อยู่ตรงนั้น” เธอชี้ทิศทางให้กับหวังซิน ในมือของหยางเจียอิ่งได้ถือไฟฉายส่องไฟไปยังทิศทางของคัทเอาท์ให้กับหวังซิน“ฟิวส์ไหม้แล้ว” สำหรับการเปลี่ยนฟิวส์นั้น หวังซินก็ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็เคยเห็นในยุคหลังว่าเปลี่ยนยังไง และพบฟิวส์ตัวหนึ่งที่อยู่ข้างคัทเอาท์ หลังจากที่ใช้คีมเปลี่ยนฟิวส์ด้วยความระมัดระวังแล้ว ก็สับคัทเอาท์ขึ้น ในบ้านจึงกลับมาสว่างขึ้นอีกครั้ง“นี่เป็นครั้งแรกที่นายเปลี่ยนฟิวส์ใช่ไหม?” ที่ด้านข้าง หยางเจียอิ่งก็ได้เห็นพฤติกรรมของหวังซินได้อย่างชัดเจนฝีมือการเปลี่ยนฟิวส์ที่ดูไม่เก้เก้กังกังนั้น ทำให้เธอมองออกทันทีว่าหวังซินไม่เคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยเมื่อได้ยินคำพูดของหยางเจียอิ่งแล้ว หวังซินก็พยักหน้าด้วยความเขินอายเล็กน้อย ซึ่งเรื่องการเปลี่ยนฟิวส์ที่ง่ายขนาดนี้ เมื่อสักครู่ตัวเองก็เกือบจะถูกไฟดูดแล้ว“ฝีมือยังพอใช้ได้ไหม?” หวังซินก็ได้หันไปอ้าปาก แล้วยิ้มไปทางหยางเจียอิ่งและถามออกไปหยางเจียอิ่งกลอกตาบน แต่ในใจก็ซาบซึ้งเป็นอย่างมาก หวังซินเกิดในครอบครัวที่ดีมากครอบครัวหนึ่ง การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีพร้อมทุกด้าน ในเรื่องการเปลี่ยนฟิวส์แบบนี้ ก็ไม่เคยทำมาก่อน นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาทำเรื่องพวกนี้ที่บ้านของตัวเธอเองหลังจากนั้น หยางเจียอิ่งก็ทบทวนบทเรียนให้กับหวังซินต่อ ก็แค่หลังจากที่ผ่านเรื่องคัทเอาท์เด้งแล้ว หวังซินกลับทำยังไงก็ฟังไม่เข้าใจเลย และหยางเจียอิ่งเองก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะอธิบายบทเรียนแล้วเช่นกันในวันนี้ก็อธิบายเนื้อหาที่ทบทวนจบไปอย่างขอไปทีเล็กน้อยแบบนี้ แล้วหยางเจียอิ่งก็ส่งหวังซินกลับบ้านทั้งสองคนได้เดินเคียงข้างกันไปตามถนนเหยียนเหอซึ่งเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญ หยางเจียอิ่งและหวังซินต่างก็ไม่มีคำพูดอะไรหวังซินชอบความรู้สึกแบบนี้ ทั้งสองคนเดินบนถนนสายเล็กที่เงียบสงบ ซึ่งทำให้ในใจของหวังซินรู้สึกสงบการอาศัยแสงไฟที่สลัว ๆ บางครั้งก็มัวแต่มองไปทางหยางเจียอิ่ง หวังซินที่เห็นมุมปากของหยางเจียอิ่งมีรอยยิ้มขึ้นมาเล็ก ๆ ที่สวยราวกับนางฟ้า จึงทำให้หวังซินหลงใหลโดยไม่รู้สึกตัว“หวังซิน” เมื่อเกือบจะเดินถึงทางออกของถนนสายเล็กเส้นนี้แล้ว ทันใดนั้นหยางเจียอิ่งก็เรียกชื่อของหวังซินขึ้นมาเบา ๆ “หืม” หวังซินได้ชะงักเล็กน้อย มองไปที่หยางเจียอิ่ง แล้วหยุดฝีเท้าลง“ตอนที่อยู่ในห้องเรียนเมื่อตอนกลางวัน นายอยากจะอธิบายเรื่องการสอบของนายกับเรางั้นเหรอ?” ใบหน้าของหยางเจียอิ่งยังประดับไปด้วยรอยยิ้ม แต่แค่ในรอยยิ้มนั้นกลับมีความขมขื่นปะปนอยู่ด้วย“ใช่สิ” หวังซินพยักหน้า ยังไม่ได้พูดอะไรเลยตอนกลางวันที่อยู่ในห้องเรียนเห็นได้ชัดว่าหยางเจียอิ่งโกรธเล็กน้อย หวังซินก็ดูออกแล้ว ในเวลานี้ก็ไม่อยากจะพูดเรื่องอะไรที่ทำให้หยางเจียอิ่งโกรธ จึงปิดปากเงียบไม่พูดถึงมัน“เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับแม่มาตั้งแต่เด็ก แม่เล่าให้ฟังว่าตอนที่เธอกำลังตั้งท้องเราอยู่ พ่อก็หนีไปไม่รับผิดชอบอะไรเลย” หยางเจียอิ่งหัวเราะเยาะตัวเอง ซึ่งรู้สึกโกรธที่ตัวเองไม่เคยเจอพ่อมาก่อน และก็รู้สึกเศร้าเสียใจแทนแม่ของตัวเองหวังซินนึกไม่ถึงเลยว่าทันใดนั้นหยางเจียอิ่งก็พูดเรื่องครอบครัวของเธอให้ตัวเองได้ฟัง เขารู้ว่าหยางเจียอิ่งใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบากตั้งแต่เด็ก ตอนนี้พอได้ยินหยางเจียอิ่งพูดแบบนี้ ตัวเองก็อยากจะขัด แต่กลับไม่ได้ไปขัดอะไรบางทีการให้หยางเจียอิ่งพูดออกมา อาจจะทำให้จิตใจของหยางเจียอิ่งดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย“แม่ของเราเป็นคนที่เข้มแข็งมากคนหนึ่ง ปกติเวลาทำเรื่องอะไรก็จะทำอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด แต่พ่อเป็นคนที่ชอบอธิบายมาก อีกทั้งในด้านของนิสัยที่ค่อนข้างลังเลไม่เด็ดขาด การที่ทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ก็มักจะขัดแย้งกันเพราะเรื่องจุกจิกเล็ก ๆ น้อย ๆ ” ใบหน้าของหยางเจียอิ่งแม้แต่รอยยิ้มที่ขมขื่นก็ไม่มีให้เห็นแล้วในเวลานี้สายตาของเธอก็เต็มไปด้วยความเศร้าโศก เมื่อนึกถึงพ่อที่ไม่เคยเจอหน้ากันเลยนั้น ภาพความจำเพียงหนึ่งเดียวที่มีต่อพ่อ ก็ล้วนฟังมาจากปากของแม่เมื่อหวังซินฟังที่หยางเจียอิ่งเล่า ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง อยากจะให้เธอไม่ต้องพูดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตนี้ แต่มองดูท่าทีของหยางเจียอิ่งก็ไม่ได้จะหยุดความคิดไว้ตรงนี้ จึงทำตัวเป็นผู้ฟังที่จริงใจแล้วจึงดึงมือน้อย ๆ ของหยางเจียอิ่งมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นการปลอบหยางเจียอิ่ง“สุดท้ายไม่ทันได้รอแม่คลอดเรา พ่อก็จากไปแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าไปที่ไหน และก็ไม่กลับมาอีกเลย” ในเวลานี้นัยน์ตาของหยางเจียอิ่งมีน้ำตาที่คลอเบ้าพ่อที่ไม่รับผิดชอบคนนั้น ได้ทอดทิ้งพวกเขาสองแม่ลูกไว้แบบนี้ ซึ่งทำเหมือนเธอไม่เคยเกิดมาเลยหวังซินสามารถนึกภาพในเวลานั้นออกได้ แม่ที่กำลังตั้งท้องลูกอยู่ ทะเลาะกับพ่อของลูก หลังจากนั้นพ่อก็จากไป ไม่กลับมาอีกเลย แล้วก็หายไปจากโลกของสองแม่ลูก เหลือไว้แค่แม่หม้ายลูกติดนี่ต้องใจอำมหิตขนาดไหนถึงจะสามารถทิ้งภรรยาของตัวเองได้ ถึงได้จากไปอย่างไม่รับผิดชอบอะไรแบบนี้กัน?หวังซินสามารถจินตนาการได้ว่าแม่ของหยางเจียอิ่งมีความเข้มแข็งขนาดไหน ในยุคสมัยนั้น เป็นยุคที่ชื่อเสียงเกียรติยศสำคัญกว่าชีวิต ซึ่งคาดว่าทางบ้านก็ไม่อาจรับแม่ของหยางเจียอิ่งได้ แม่ของหยางเจียอิ่งจึงได้หอบหยางเจียอิ่งหนีไปทั่วทุกสารทิศ เพื่อหาทางรอดชีวิต ทำงานสารพัดอย่าง เพื่อเลี้ยงดูจนหยางเจียอิ่งที่เติบโตมาด้วยความยากลำบาก การที่ส่งหยางเจียอิ่งเรียนหนังสือ แค่คิดก็รู้แล้วว่าหลายปีมานี้แม่ของหยางเจียอิ่งต้องลำบากขนาดไหนแน่นอนว่าหวังซินก็สามารถนึกได้ว่าหยางเจียอิ่งมีความคับแค้นใจต่อพ่อคนนั้นมากแค่ไหนที่ไม่เคยเจอหน้าเลย“เรื่องราวทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว ไม่ต้องคิดมากมายขนาดนั้นหรอก ชีวิตในทุกวันนี้ได้พัฒนาไปในทิศทางที่ดี ลืมเรื่องราวในอดีตไปเถอะนะ” หวังซินได้ปลอบใจหยางเจียอิ่งก็แค่หวังซินไม่ถนัดที่จะปลอบใจคนสักเท่าไหร่ จึงได้แค่ทำตามสัญชาตญาณที่ดึงมือของหยางเจียอิ่งมาให้ใกล้กว่าเดิม ในใจก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า จะต้องปกป้องหยางเจียอิ่งให้ดีอย่างแน่นอนหยางเจียอิ่งก็ไม่ได้ขัดขืน แล้วพูดว่า: “ดังนั้นเราก็เลยไม่ชอบผู้ชายที่ชอบอธิบาย การอธิบายก็คือการปิดบัง คำอธิบายมากมายก็ไม่สู้การกระทำที่แสดงออกมา” ภายใต้แสงไฟที่สลัว บนใบหน้าของหยางเจียอิ่งก็มีน้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้างอย่างไม่รู้ตัวเมื่อมองดูหยางเจียอิ่งในเวลานี้ นิสัยของเธอก็ต้องเข้มแข็งมาก ไม่ยอมที่จะแสดงด้านที่อ่อนแอของตัวเองออกมา ดังนั้นตอนที่อยู่โรงเรียนเธอก็คือเทพธิดาแห่งความเย็นชา ที่ห่อตัวเองไว้อย่างมิดชิด นี่จึงเป็นเกราะป้องกันที่ไว้ปกป้องตัวเองชั้นหนึ่ง ความอ่อนแอของเธอไม่ได้ต้องการให้ใครมามองเห็น นอกจากคนที่ใกล้ชิดกับตัวเองมากที่สุดภูมิหลังของเธอ ก็ไม่เคยพูดให้หวังซินฟังมาก่อน แต่หวังซินก็สามารถเดาได้บ้าง ซึ่งตอนนี้ด้วยการอาศัยแสงจันทร์ที่เลือนราง หยางเจียอิ่งที่น้ำตาไหลอยู่ไม่หยุดจึงได้เอาสิ่งที่ตัวเองแสร้งขึ้นมาทิ้งไป แล้วแสดงตัวตนที่แท้จริงต่อหน้าของหวังซินนี่เป็นความเชื่อใจที่มีต่อหวังซิน และก็เห็นหวังซินเป็นคนที่สนิทที่สุดต่อจากแม่เขายื่นมือดึงหยางเจียอิ่งเข้ามากอด แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากช่องกระเป๋าเสื้อ เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของหยางเจียอิ่งเบา ๆ แล้วก็พูดอะไรไม่ออกมาสักคำหยางเจียอิ่งได้ยอมให้หวังซินโอบไหล่ของตัวเอง ซึ่งในช่วงเวลานี้เธอได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครให้พึ่งพิง หวังซินกลายเป็นผู้ชายคนเดียวของเธอในตอนนี้ที่สามารถพึ่งพาได้...

    คล้ายกับเรื่องราชันย์ภาพยนต์ ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271