หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา

            น้ำเสียงเหยียดหยามที่มาพร้อมสายตาดูแคลนทำให้หนิงเทียนไม่พอใจอย่างมากแค่ถือกระบี่ก็คิดว่าตนคือวีรบุรุษหรือ? เห็นทีต้องสั่งสอนเสียแล้ว

            “ข้าจะให้โอกาสเจ้า วางกระบี่ลงแล้วส่งรากบ่มเพาะมาข้าจะปล่อยเจ้าไปอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่เช่นนั้น...”

            หลินเสี่ยวซินกลอกตาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเขาชายผู้นี้ไร้สมองหรือมีจิตใจหยาบกระด้างกันแน่? ถึงกล่าวเรื่องงี่เง่าเช่นนี้ออกมา

            ลั่วซิงหน้าดำคร่ำเครียดบอกให้เขาทิ้งกระบี่ยอมรับความพ่ายแพ้และถอยไปอย่างมีศักดิ์ศรีเจ้าหนูนี่คิดว่าตนเป็นใครกัน?

            “เจ้าเด็กปากพล่อย ข้าจะตีเจ้าให้ตาย” ลั่วซิงแสยะยิ้มด้วยความโกรธเขาตวัดกระบี่ยาวในมืออย่างรวดเร็วราวงูพิษเลื้อยออกจากรู พร้อมเล็งปลายกระบี่ไปที่หน้าอกของหนิงเทียน

            “ระวัง!” หลินเสี่ยวซินร้องเตือนให้หนิงเทียนรีบหลบ

            “เมื่อไม่ฟัง ข้าก็จะเปลื้องผ้าเจ้าแล้วจับเจ้าห้อยกับต้นไม้” หนิงเทียนเคลื่อนกายไปด้านข้างก่อนจะเริ่มสะบัดนิ้ว ปลายนิ้วของเขากระทบสันกระบี่ด้วยท่วงท่านุ่มนวลแต่กลับทำให้แขนของอีกฝ่ายชาจนกระบี่เกือบหลุดจากมือ

            สีหน้าของลั่วซิงเปลี่ยนไปเขาหันไปด้านข้างเพื่อควบคุมพลังอีกครั้ง เมื่อเขาเริ่มใช้ทักษะคมกระบี่ใบหญ้าการเคลื่อนไหวของกระบี่ก็เปลี่ยนไปในทันที

            หลินเสี่ยวซินกังวลเล็กน้อยนางรู้ดีว่าทักษะกระบี่ของลั่วซิงนั้นยากจะคาดเดาทั้งยังป้องกันไม่ง่ายศิษย์หลายคนก็พ่ายแพ้ทักษะกระบี่นี้

            ประสาทสัมผัสทั้งหกของหนิงเทียนเฉียบคมอย่างมากอีกทั้งการใช้กระบี่ของลั่วซิงก็ไม่ราบรื่นนัก มันยังแข็งทื่อเกินไปและมีข้อบกพร่องอีกมาก

            หนิงเทียนตอบโต้ด้วยทะยานหลงเงาตัดผกาวิชาลึกลับที่ได้ร่ำเรียนมาจากท่านอาจารย์คนงาม ยามนี้เขาสามารถรวมดอกไม้ได้ห้าดอกซึ่งอยู่ในระดับเริ่มต้น

            ทะยานหลงเงาตัดผกาเป็นการใช้เงาดอกไม้อย่างน้อยสองเงามาตัดกันจึงต้องควบคุมดอกไม้ให้ได้อย่างน้อยสองดอกเพื่อใช้วิชานี้

            หากใช้ดอกไม้สามดอกจะสามารถใช้ท่าหมุนเวียนได้สี่ดอกสามารถใช้ท่าพลิกแพลง และห้าดอกสามารถดึงดูดสายตา

            ตามที่เยี่ยหลิงหลานกล่าวไว้กระบวนท่าทะยานหลงเงาตัดผกานี้ยิ่งสามารถรวมดอกไม้ได้มากเท่าใด การเคลื่อนไหวก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น

            แม้ทักษะกระบี่ของลั่วซิงจะคล่องแคล่วและแปรผันอยู่ตลอดแต่เขากลับไม่สามารถทำอันตรายหนิงเทียนได้ เป็นเหตุให้เขาเริ่มแสดงสีหน้าน่าเกลียดออกมา

            “รากบ่มเพาะ!” ลั่วซิงคำรามลั่นเขาขว้างรากบ่มเพาะในมือซ้ายทิ้งและปล่อยกระบี่ออกจากมือขวา เมื่อมือทั้งสองข้างว่างเปล่าเขาก็ออกหมัดต่อยหนิงเทียนทันที

            แม้หนิงเทียนจะตกใจกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันแต่ความสนใจของเขาก็ถูกรากบ่มเพาะดึงดูดไปตามสัญชาตญาณ

            เขาไม่ได้ใส่ใจกับหมัดของลั่วซิงทว่าสิ่งที่ทำให้หนิงเทียนประหลาดใจก็คือ ท่าสังหารของลั่วซิงไม่ได้อยู่ที่หมัดแต่เป็นเท้าขวา

            “หลบเร็ว!” หลินเสี่ยวซินกรีดร้องนางเคยเห็นการเคลื่อนไหวของลั่วซิงมาก่อน

            นี่คือท่ากระบี่บาทา เป็นการใช้ทักษะคมกระบี่ใบหญ้าโดยควบคุมกระบี่ยาวด้วยเท้าขวา ขณะที่มือขวาก็ออกหมัดเพื่อหลอกให้ศัตรูสับสน

            “บ้าเอ๊ย! ร้ายกาจยิ่งนัก” หนิงเทียนพยายามตั้งรับหมัดขวาของลั่วซิง ก่อนจะเผชิญกับกระบี่อันชั่วร้าย

            เขาหลบไม่พ้นแล้วร่องรอยความอึมครึมแวบขึ้นในดวงตาครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ปล่อยพลังด้วยมือขวาแล้วบิดเอวไปด้านข้างแม้จะสามารถหลีกเลี่ยงคมกระบี่ได้อย่างหวุดหวิด แต่เสื้อผ้าก็ยังถูกแทงจนเป็นรู

            ลั่วซิงเซกลับไปกระบี่พุ่งขึ้นมาจากปลายเท้าอีกครา พร้อมกวัดแกว่งไปมาราวกับงูวิญญาณ เพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของหนิงเทียน

            ใบหน้าหนิงเทียนเริ่มมีเหงื่อซึมขณะที่ใบหน้าของลั่วซิงนั้นน่าเกลียดยิ่งกว่าเก่า ช่างน่าเสียดายที่หนิงเทียนหลบกระบี่นี้ได้

            หลินเสี่ยวซินแสดงสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นเขาสามารถหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวแสนร้ายกาจเช่นนี้ได้

            ช่างมีพรสวรรค์จริงๆ

            ทว่าหนิงเทียนไม่พอใจอย่างมากหลังจากนี้เขาจะเลิกประเมินศัตรูต่ำเกินไปและจะไม่ประมาทคู่ต่อสู้ของตนอีก

            ดวงตาลั่วซิงเคร่งขรึม หากวันนี้ไม่สามารถเอาชนะหนิงเทียนได้ก็คงยากที่จะหลบหนี ดังนั้น เขาต้องรีบคว้าโอกาสนี้ไว้

            “กระบี่ซ้าย!”

            นี่เป็นหนึ่งในทักษะเฉพาะของลั่วซิงท่ากระบี่ซ้ายและกระบี่ขวานั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และคนส่วนใหญ่ก็ไม่อาจตั้งรับได้ทัน

            “ทะยานหลงเงาตัดผกา!” เสียงของหนิงเทียนเต็มไปด้วยความโมโหพลังวิญญาณเบ่งบานขึ้นบนปลายนิ้วอีกครา ดอกไม้บินห้าดอกหมุนวนอย่างอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะบอกได้ว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดเท็จ

            ลั่วซิงเหวี่ยงกระบี่เพื่อสกัดกั้นทว่า กระบี่จากการควบแน่นพลังวิญญาณของหนิงเทียนนั้นหนักราวกับภูเขา แค่สัมผัสเพียงปลายนิ้วก็ทำให้ลั่วซิงถอยกลับไปอย่างแรงทั้งยังมีเลือดพุ่งออกจากปาก และได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที

            “ปะ...เป็นไปไม่ได้ เจ้า...โอ๊ย!”ลั่วซิงร้องโหยหวน เขาถูกหนิงเทียนเตะออกไปไกลหลายจั้งจนร่างกระแทกต้นไม้ใหญ่

            หลังจากนั้นหนิงเทียนก็หยิบรากบ่มเพาะขึ้นมาโดยไม่สนใจเขาเมล็ดพันธุ์นี้เต็มไปด้วยแสงแห่งจิตวิญญาณ และมีความผันผวนที่ไม่อาจอธิบายได้

            เขาปล่อยพลังวิญญาณพันรอบฝ่ามือรากบ่มเพาะในกายแผ่คลื่นตรวจจับเพื่อพิจารณารากบ่มเพาะชิ้นนี้

            “ระดับสุวรรณขั้นสูง ฮ่าๆข้ารวยแล้ว!” หนิงเทียนเปิดกำไลหยกหยวนเก็บรากบ่มเพาะไว้อย่างดีจากนั้นก็เดินมาหยุดข้างกายลั่วซิง

            “เจ้าจะทำอะไร? เฮ้ย!เอาคืนมา โอ๊ย!”

            “ข้าจะทำอะไรหรือ? ข้าจะห้อยเจ้าไว้กับต้นไม้ให้ทุกคนเห็นก้นเปลือยของเจ้าอย่างไรเล่า” หนิงเทียนปล้นทุกสิ่งจากลั่วซิงแม้แต่กระบี่ก็ถูกพรากไป

            “บังอาจนัก! อ๊าก! หยุด!อย่าทำเช่นนี้ อะ...ออกไป ฮือๆ สหาย ข้าผิดไปแล้ว อย่าถอดอีกเลย ข้าเหลือเพียงชั้นในตัวเดียวแล้ว”

            หนิงเทียนถอดเสื้อผ้าของลั่วซิงออกเกือบหมดถอดกระทั่งกางเกง ก่อนพูดด้วยรอยยิ้มว่า “สาวน้อยหลินมานี่เร็ว ช่วยข้ากดเท้าเขาไว้หน่อย”

            หลินเสี่ยวซินละอายใจยิ่งนักเจ้าคนต่ำช้านี่น่าฆ่าทิ้งเสีย

            ลั่วซิงตะโกนด้วยความวิตก “พี่ใหญ่! โอ้ท่านบรรพชน! โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”

            “กลัวความอัปยศหรือ?เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้า มอบหินวิญญาณมาสิบก้อนแล้วข้าจะเหลือชุดชั้นในไว้ให้ไม่เช่นนั้นข้าจะถอดออกให้หมด”

            ลั่วซิงกล่าวด้วยใบหน้าเศร้าใจ“ท่านปล้นข้าไปหมดแล้ว จะยังมีหินวิญญาณเหลืออีกได้อย่างไร?”

            “ถ้าไม่มีก็ติดไว้ก่อนว่าอย่างไร? จะให้ถอดต่อหรือเหลือไว้ดี?” หนิงเทียนค่อยๆ ดึงกางเกงของลั่วซิงด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            “อย่า! แล้วหินวิญญาณที่ให้ไปก่อนหน้ายังไม่พอหรือ?”

            “เป็นเด็กดีนะแนบเท้าให้ชิดกัน ข้าจะห้อยเจ้าแล้ว”

            “ไม่! อ๊ะ! หยุด!”

            “ไม่อยากอยู่บนต้นไม้?ย่อมได้ มอบหินวิญญาณให้ข้าสิบก้อน”

            “พะ...พี่ใหญ่ ท่านกำลังปล้นคนอยู่นะ”

            “ถ้าไม่ส่งมาก็ห้อยอยู่ด้านบน”

            “ข้าตกลง!”

            “เด็กดีข้าไม่ห้อยเจ้ากับต้นไม้แล้ว แต่การวิ่งเปลือยไปรอบๆ เช่นนี้คงส่งผลต่อภาพลักษณ์แสนฉลาดและทรงพลังของเจ้าใช่หรือไม่?เหตุใดเจ้าไม่ซื้อชุดมาใส่สักหน่อยเล่า? ราคาเพียงหินวิญญาณสิบก้อนถูกยิ่งนัก”

            ลั่วซิงได้ยินดังนั้นก็แทบอาเจียนเป็นสายเลือดนี่เขากำลังรีดไถคนไม่ใช่หรือ? และหลินเสี่ยวซินเองก็ตกตะลึงราวกับเห็นผีเช่นกัน

            “เป็นความจริงที่พระพุทธรูปต้องมีทองหุ้มคนก็ต้องมีเสื้อห่อ[1] เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ต่างจากต้นหยกเล่นลม[2]หากรวมกับกระบี่ด้วยแล้วนับว่ายังไม่คุ้ม แต่ข้าจะยอมแลกกระบี่ชั้นดีกับหินวิญญาณยี่สิบก้อนเช่นนี้ย่อมเป็นเจ้าที่ได้กำไร”

            ลั่วซิงล้มลงพร้อมพูดทั้งน้ำตา“พี่ใหญ่ แต่นั่นคือกระบี่ของข้า”

            “ทำไม? เจ้าไม่ชอบกระบี่เล่มนี้หรือ?คิดว่ามันราคาถูกเกินไปใช่หรือไม่? เช่นนั้น...”

            “ไม่!ข้าชอบกระบี่เล่มนี้ ข้าจะซื้อด้วยหินวิญญาณยี่สิบก้อน” ลั่วซิงซื้อกระบี่ของตนคืนด้วยน้ำตาและความพลุ่งพล่าน

            “เด็กดี เรามาเขียนสัญญากู้ยืมกันเถอะหินวิญญาณห้าสิบก้อน หลินเสี่ยวซินเป็นพยาน”

            ลั่วซิงแสดงท่าทีสิ้นหวังในขณะที่หลินเสี่ยวซินกำลังกลั้นยิ้ม นางรู้สึกว่าชายผู้นี้ช่างน่าขันเหลือเกิน

            “อืม ลายมือชื่อไม่เลวเลยค่อยๆ เดินนะ ไว้เจอกันเมื่อข้ามีเวลา”

            แต่ลั่วซิงจะกล้าเดินช้าๆได้อย่างไร เขาวิ่งอย่างบ้าระห่ำไปตลอดทางแทบรอไม่ไหวที่จะหนีให้ไกลจากโจรใจร้ายผู้นี้

            หนิงเทียนอารมณ์ดีอย่างยิ่งและจัดการกับถุงมิติที่ปล้นมาเมื่อรวมกับหินวิญญาณของพรรคพวกหลินเสี่ยวซินแล้ว ตอนนี้เขามีหินวิญญาณทั้งหมดสิบแปดก้อนทั้งยังมีรากบ่มเพาะระดับสุวรรณขั้นสูงอีกหนึ่งชิ้น

            “สาวน้อย หลังจากลั่วซิงนำหินวิญญาณมาให้ข้าแล้วข้าจะคืนหินวิญญาณให้เจ้าห้าเท่า”

            หลินเสี่ยวซินพูดไม่ออกชายผู้นี้ไร้ยางอายยิ่งนัก

            “เอาละ ข้าต้องไปแล้วเจ้าไปดูแลสหายของเจ้าเถิด ไม่ต้องส่งข้าหรอก”

            หนิงเทียนโบกมือก่อนจะหันหลังกลับแล้วจากไปซึ่งทำให้หลินเสี่ยวซินขบฟันด้วยความไม่พอใจ

            “พวกเขาไม่ต้องการให้ข้าดูแลบังเอิญว่าข้ากำลังจะขึ้นไปตามหารากบ่มเพาะเช่นกัน เราแค่อยู่บนทางสายเดียวกันเท่านั้น”

            หลินเสี่ยวซินตามหนิงเทียนไปและมองเขาอย่างขุ่นเคือง

            ...

            ภายใต้แสงตะวัน ทั้งสองคนเดินพูดคุยเคียงข้างกัน

            “จื๋อซิวมาที่นี่เพื่อหารากบ่มเพาะแล้วเหตุใดหยวนซิวถึงมาที่นี่ด้วยเล่า?” หนิงเทียนยังคงคาใจเรื่องนี้

            หลินเสี่ยวซินกลอกตาใส่เขาแล้วพูดพึมพำ“ประการแรกหยวนซิวมาที่นี่เพื่อเสาะหารากบ่มเพาะ ประการที่สองก็เพื่อมองหาโอกาสแม้ว่าหยวนซิวจะไม่ต้องใช้รากบ่มเพาะ แต่ก็สามารถนำไปแลกหินวิญญาณได้”

            หนิงเทียนพูดอย่างประหลาดใจ“ไม่ใช่ว่าหยวนซิวดูแคลนจื๋อซิว ทั้งยังมองว่าเราเป็นพวกนอกรีตหรือ? เหตุใดถึงให้บรรดาลูกศิษย์ออกมาเสาะหารากบ่มเพาะเพื่อขายแลกหินวิญญาณเล่า?”

            “ศิษย์ที่เป็นหยวนซิวมีมากมายผู้ที่โดดเด่นย่อมได้รับทรัพยากรที่เพียงพอ แต่ศิษย์ทั่วไปก็ต้องหาหนทางอื่น แม้การหารากบ่มเพาะมาแลกหินวิญญาณจะค่อนข้างลำบากแต่พวกเขาก็ยังใช้ทรัพยากรในการบำเพ็ญของจื๋อซิวได้ นอกจากนี้ไม่ว่าจะในแง่จำนวนคนหรือระดับโดยรวมจื๋อซิวย่อมไม่มีวันตามหยวนซิวทัน ดังนั้น พวกหยวนซิวจึงไม่กังวลเรื่องนี้เลย”

            หนิงเทียนเลิกคิ้ว“ไม่มีวัน? พวกเขามั่นใจเกินไปแล้ว”

            “จำนวนรากบ่มเพาะส่งผลต่อจำนวนศิษย์จื๋อซิวทั้งยังเป็นเรื่องยากที่จะเติบโต ยิ่งไปกว่านั้น โอกาสสำเร็จของจื๋อซิวผู้มีรากบ่มเพาะระดับต่ำก็ไม่สูงนักศิษย์ที่เหนือระดับแปดของสำนักผู้บำเพ็ญจื๋อซิวส่วนมากก็จะหยุดอยู่เพียงขอบเขตจิตหยั่งลึกทั้งชีวิตไม่มีหวังที่จะก้าวหน้าขึ้นอีก ขณะที่ผู้อยู่เหนือระดับเก้าของหยวนซิวทุกคนสามารถข้ามขอบเขตจิตหยั่งลึกและเข้าสู่ขอบเขตผนึกดาราได้ จากการเปรียบเทียบนี้เราจึงรู้ถึงช่องว่างระหว่างจื๋อซิวและหยวนซิว”

            “โอ้โห! ช่องว่างช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก!”หนิงเทียนเดาะลิ้น ไม่แปลกเลยที่หยวนซิวจะดูถูกดูแคลนจื๋อซิวอยู่เสมอ นั่นก็เพราะพลังของพวกเขาแข็งแกร่งกว่ามาก

            หลินเสี่ยวซินถอนหายใจเบาๆ “ในบรรดาผู้ฝึกตนทั้งสามประเภทจื๋อซิวนับว่าเป็นกลุ่มที่มีความหวังน้อยที่สุด แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราที่ไม่สามารถปลุกสายเลือดได้นี่ก็เป็นหนทางเดียวที่เราทำได้แล้ว”

            หนิงเทียนมีประสบการณ์ฝังใจกับเรื่องนี้ตัวเขาเองก็เคยมาที่ภูเขาเฮยเสวียนเพื่อหาหนทางให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น เขาพยายามเสาะหารากบ่มเพาะแต่กลับถูกพิษไฟและสุดท้ายครอบครัวก็ถูกทำลายสิ้น...

            หากไม่ได้พบกับอาจารย์ เขาก็ไม่รู้ว่ายามนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร

            “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าหยวนซิวมาที่นี่เพื่อหาโอกาสโอกาสที่เจ้าว่าหมายถึงอะไร?”

            “ในยอดเขาหมิงเฟิงมีซากโบราณอยู่ว่ากันว่ามีทั้งอาวุธและสมบัติล้ำค่า มีแม้กระทั่งวิชาการต่อสู้”

            ดวงตาของหนิงเทียนสว่างวาบทันทีคำพูดของท่านอาจารย์ที่ว่า “หากพบอาวุธวิญญาณจื๋อซิว จะได้รับผลตอบแทนมหาศาล” ก็ดังก้องอยู่ในโสตประสาท

            “ไป เราออกตามหากันเถอะ”

    ---------------------------------------

    [1] พระพุทธรูปต้องมีทองหุ้ม คนก็ต้องมีเสื้อห่อ (佛要金装,人要衣装) หมายถึง คนจะสวย หล่อดูดีได้ ต้องรู้จักการปรุงแต่งด้วยเครื่องสำอางและเสื้อผ้า เหมือนสุภาษิตไทยว่า “ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง”

    [2] ต้นหยกเล่นลม (玉树临风) หมายถึง ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาอ่อนโยน และงามสง่า

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน