เสียงกัมปนาทดังต่อเนื่องมาจากวิหารมังกรบุราณใจกลางเมืองพระราชวัง โอริสนครโกลาหลถึงขีดสุดเสียงกรีดร้องระงมดังวันสิ้นโลก ผู้คนนับแสนอพยพหนีตายราวฝูงมดแตกรังกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง
ทหารหมื่นนายล้อมรอบวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นชั้นๆ ทุกคนสัมผัสได้ถึงการต่อสู้อันรุนแรง ต่างกระสับกระส่ายเป็นกังวลกับสถานการณ์ที่ด้านใน
ขันทีเจ้าพนักงานมีสีหน้าหวาดกลัวหลบหนีออกมาอย่างสะบักสะบอม ทั้งบรรดาราชวงศ์ชาวยุทธจักรที่ยังมีชีวิตรอดทยอยมาสมทบที่ด้านนอก
ครืนนนนนนน ... แผ่นดินสั่นสะเทือน ผนังด้านหนึ่งของวิหารมังกรบุราณถล่มลง .. โครมมมมมมมม
โอววววว .. ทหารระดับผู้บัญชาการนายหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าถึงอ้าปากหวอ มันกล่าวว่า “.. วิหารศักดิ์สิทธิ์ถล่มลงมาแล้ว”
นายทหารผู้หนึ่งจ้องมองจนตาค้าง กล่าวถามว่า “ท่านผู้บัญชาการ ภายในเกิดอันใดขึ้น”
นายทหารผู้บัญชาการกล่าว “นั่นสิ .. ไม่ได้การ ต้องเข้าไปดูเสียแล้ว สั่งกองราชองครักษ์ติดตามข้าเข้าไป”
นายทหารอีกผู้หนึ่งร้องตะโกน “กองราชองครักษ์ติดตามท่านผู้บัญชาการเป็นการด่วน”
แต่เหล่าทหารต้องหยุดชะงัก ด้วยมีกลุ่มคนวิ่งตะบึงวิ่งออกมา พวกมันหยุดยืนแล้วหันกลับไปมองยังวิหารศักดิ์สิทธิ์
องค์ชายวรราชยืนอย่างเหม่อลอย กล่าวขึ้นว่า “.. อันใดกัน .. พวกมันคือตัวตนอันใดกัน”
เทวีจินเยว่ยืมมองหน้าเครียด เรื่องราวไปไกลเกินกว่าที่นางคาดการไว้ กล่าวขึ้นว่า “.. พวกมันน่ากลัวยิ่ง ต่อให้ท่านอาจารย์มาเอง ยังไม่ใช่คู่มือของพวกมัน”
อ่าาา องค์ชายวรราชอุทาน กล่าวถาม “แล้ว ต้องทำเช่นไรดี”
เทวีจินเยว่สีหน้าครุ่นคิด กล่าวว่า “.. รอดูเหตุการณ์ก่อน”
นักพรตสัมผัสฟ้าหน้าซีดเผือด รีบกล่าวว่า “ข้า .. ข้าต้องไปแล้ว”
องค์ชายวรราชร้องกล่าวว่า “.. ทะ .. ท่านนักพรต”
“.. ท่านทั้งสองรักษาตัวด้วย” เสียงนักพรตเฒ่า มันพลิ้วกายไหววูบหายไปกับฝูงชนแล้ว
แต่แล้ว เทวีจินเยว่อุทาน “เอ๊ะนั่น .. องค์ราชานี่”
องค์ชายวรราชเหลียวหน้ามองตาม กล่าวว่า “.. พระปิตุลา .. พระปิตุลา จริงๆ ด้วย”
องค์ราชาเฒ่าจ้าวเหนือหัวแห่งแคว้นโอริสา ถูกบรรทุกบนหลังของราชองครักษ์ร่างกำยำ ห้อมล้อมด้วยเหล่าขันทีห้าหกคน ราชองครักษ์ผู้นั้นวิ่งฮ่อหน้าตั้งพาองค์ราชาเฒ่าหลบหนี
เทวีจินเยว่ตาเป็นประกายราวคิดแผนการอันใดออก กล่าวกับองค์ชายวรราชว่า “.. คิดอันใดออกแล้ว .. มากับข้า”
…
ผนังศิลาด้านหนึ่งของวิหารมังกรบุราณพังถล่มจนเห็นฝืนฟ้าด้านนอก ภายในพังพินาศตลบไปด้วยฝุ่นผง แสงจากกระบี่วิญญาณมังกรยังคงเจิดจ้า ประกอบเป็นบรรยากาศประหลาดชนิดหนึ่ง
อุทัยตะกายปีนขึ้นไปยืนบนกองศิลา ร่างกายของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น มองเห็นเพียงดวงตาฉายแสงสีแดงฉานดังโลหิต
คนยืนกางแขน อักขระสีทองอร่ามปรากฏขึ้นทั่วร่างกาย ปราณพลังปะทุระเบิดออกทำฝุ่นผงพุ่งกระจาย
กระบี่ทลายนภากล่าวอย่างแปลกใจ “เจ้าเด็กนี่ พลังของมัน ..”
มังกรเรืองโรจน์ กล่าวด้วยความฉงน “คนผู้นี้ ที่แท้มันเป็นใครกัน ..”
อาาาา มหาขันทีอุทาน ราวคิดอันใดได้ใบหน้าของมันถึงกลับซีดเผือด ความทรงจำครั้งวัยหนุ่มคราเพิ่งออกท่องยุทธภพหวนคืนมา มันกล่าวขึ้นว่า “พลังเช่นนี้ .. ข้า .. ข้ารู้แล้ว”
แต่องค์ชายฤทธากลับกล่าวอย่างเย่อหยิ่งเช่นเดิม “เจ้าอุทัย ข้ามิเชื่อว่า เจ้าจะเหนือกว่าข้า ..”
“.. เจ้าโง่” เสียงของกระบี่ทลายนภา ทำองค์ชายฤทธาต้องชะงัก มันหันกลับมามอง
กระบี่ทลายนภากล่าวว่า “พลังของเด็กผีนั่นไร้ซึ่งขอบเขต นับว่าพอสูสีกับข้าในตอนนี้” สายตาของมันกวาดไปยังยอดยุทธ์โอริสาทั้งสามกล่าวต่อว่า “.. มีเพียง .. กระบี่วิญญาณมังกรเท่านั้นจึงสยบมันได้”
มังกรเรืองโรจน์และมหาขันทีเงียบกริบได้แต่หันมองหน้ากันและกัน
องค์ชายฤทธาทำท่าแปลกใจกล่าวว่า “.. เจ้า .. เจ้ากล่าวอันใดของเจ้า”
กระบี่ทลายนภายิ้มเยาะกล่าวว่า “.. เจ้าไม่เชื่อคำพูดข้าล่ะซิ๊ แต่แม่นางน้อยผู้นั้นมีปัญญาอยู่ไม่น้อย นับว่านางเลือกได้ถูกคน .. ฮา ฮา”
องค์ชายฤทธาฉุนกึก กล่าวด้วยโทสะว่า “นี่ .. เจ้า .. ข้าจะสังหารเจ้าเป็นลำดับถัดไป”
ฮา กระบี่ทลายนภาหัวเราะ กล่าวตอกย้ำ “อย่างน้อยเจ้าต้องชนะมันเสียก่อน จึงมีคุณสมบัติสู้กับข้า ฮา ฮา”
ฮึ ฮึ .. อุทัยหัวเราะ ชิงกล่าวว่า “ไม่ต้องแย่งกัน ข้ารับรองว่าพวกเจ้า ได้เจ็บตัวทั่วถึงแน่นอน”
ยอดยุทธ์ทั้งสี่เงียบกริบไม่กล้าประมาทอุทัยอีก ต่างจ้องมองมาด้วยความหวาดระแวง
อุทัยหลับตาเงยหน้า แขนทั้งสองกางออก ดวงจิตของมันสงบนิ่ง พลังงานไร้สภาพแผ่กระจายออกรอบกาย
ทันใด .. กระบี่ ดาบ และศาสตราที่ร่วงหล่นบนพื้นเริ่มสั่นสะท้านอีกครั้ง ทั้งอาวุธของเหล่าทหารที่ล้อมอยู่รอบวิหารก็สั่น .. กึกกก กึกกก กึกกกกก
“เอ้ยยยย .. อันใดหว่ะเนี๊ยะ”
“ดาบ ดาบ ข้า .. เป็นอันใดไปแล้ว”
“องค์เทวะ .. กระบี่ข้า สั่นไม่ยอมหยุด”
เสียงทหารแตกตื่นวุ่นวาย ศาสตราประจำตัวของพวกมันสั่นไม่ยอมหยุด ทั้งยังเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เช้งงงง .. เช้งงงง .. เช้งงงง .. เสียงดาบกระบี่พุ่งออกจากฝัก ศาสตราอื่นก็ดิ้นหลุดจากการควบคุม ต่างลอยอยู่เหนือศีรษะของผู้คน
ศาสตราหลายหมื่นเล่มร่ำร้องราวถูกปลุกตื่น ส่งเสียงร้องระงม .. วิ๊งงง วิ๊งงง วิ๊งงง
ทหารเรือนหมื่นแตกตื่นมองดูศาสตราของพวกมันโผบินขึ้นฟากฟ้า แล้วมารวมตัวเป็นกลุ่มก้อนที่ด้านบนของอุทัย
กระบี่ทลายนภาอุทาน “คืออันใด ..”
มังกรเรืองโรจน์ กล่าวราวไม่เชื่อสายตาตัวเอง “.. เป็น .. เป็นไปไม่ได้”
หวาาาา มหาขันทีร้อง มันกล่าวขึ้นว่า “.. ศาสตรา .. ศาสตราเหล่านั้น ถูกมันควบคุม”
ฮา ฮา ฮา .. อุทัยหัวเราะ กล่าวว่า “ลองรับประทาน กระบวนท่านี้หน่อยเป็นไร ..” แล้วจึงสะบัดสองแขนไปด้านหน้า
ดวงตาฉายแสงแดงดังโลหิต อักขระสีทองตามร่างส่งแสงอร่าม มันร้องตะโกน .. ย๊ากกกกกกก
เพลงดาบเทพสงครามพรั่งพรูออกจากจิตสำนึก กระบวนยุทธ์อันสุดยอดถูกใช้ออกอย่างน่าสะพรึง
.. กระแสธารศาสตรา !!!
กลุ่มดาบกระบี่นับร้อยพันที่ลอยอยู่ด้านหน้าทะยานออกโดยทันใด ศาสตราเล่มอื่นๆ ก็กระโจนติดตามกันมามองเห็นเป็นเส้นสายยาวเหยียด
ก่อเกิดเป็นสายศาสตราบินยาวราวกระแสธารา
“เพ้ยยย ..” กระบี่ทลายนภาร้อง ระเบิดปราณคุ้นครองกาย ตวัดกระบี่โครงกระดูกเข้าต้านทาน
“บิดาเมิง!!!” มหาขันทีกล่าวเสียงดัง นำกระบี่คู่จิ้งจอกสวรรค์ประสานที่ด้านหน้า สร้างปราการปราณห่อหุ้มร่างตนเองเอาไว้
“มารดามัน!!!” เสียงมังกรเรืองโรจน์ก่นด่า สองมือจับด้ามยาวของดาบเทวะมังกรอัคนี แล้วควงดาบวิเศษแผ่พลังเป็นโล่ปราการปราณ
องค์ชายฤทธาเหม่อมองตาค้าง ศาสตรานับหมื่นๆ ส่งเสียงร้องหวีดหวิวระงม
ดาบกระบี่โผบินเข้ามาด้วยความเร็ว ศาสตราแต่ละเล่มทำอากาศธาตุฉีกกระชากขาดจนป่นปี้
ฮา ฮา ฮา .. กระบี่ทลายนภาหัวเราะ คู่ต่อสู้เยาว์วัยกลับมีกระบวนยุทธ์พิสดารเช่นนี้ เมื่อพยุหะศาสตรามาถึงมันนำดาบในมือฟาดฟันไม่ยั้ง .. เปรี้ยงงง .. เปรี้ยงงง .. เปรี้ยงงง
มังกรเรืองโรจน์กวัดแกว่งดาบวิเศษเป็นโล่ปราณบิดกระแทกซ้ายขวาปัดป่ายดาบกระบี่พ้นทางไป .. เปรี๊ยงงง .. แคร๊งงง .. แคร๊งงง
มหาขันทีเร่งพลังปราการปราณฉากหลบไปชายขอบของกระแสศาสตรา ใช้พลังอันแยบคายทำกระบี่ดาบแฉลบพ้นทาง .. แคร๊งงง .. แคร๊งงง .. แคร๊งงง
อ๊ากกก .. องค์ชายฤทธาระเบิดพลังปราณก่อเกิดปราการแน่นหนาป้องกันร่างกายไว้ มันกัดฟันกล่าว “.. มาดูกันว่าใครแข็งแกร่งกว่ากัน”
ดาบกระบี่เมื่อกระแทกถูกปราณพลังขององค์ชายฤทธาก็กระเด็นกระดอนไม่สามารถทำอย่างไรได้ องค์ชายฤทธาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง .. ฮา ฮา ฮา
พยุหะศาสตราเมื่อผ่านร่างทั้งสี่ก็กระแทกเข้ากับส่วนบนของวิหาร ... โครมมม !
ผนังศิลาพังทลาย ทั้งก้อนศิลาแกร่งยังถูกเหล่าศาสตราเชือดเฉือนจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ศาสตราเหล่านั้นยังบินวนมาต่อขบวนใหม่ เกิดเป็นกระแสศาสตราต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น
ในหนึ่งวินาทีกระบี่ทลายนภาต้องใช้กระบวนดาบสกัดศาสตราที่พุ่งเข้าหากว่าร้อยเล่ม ยิ่งนานศาสตราเหล่านั้นยิ่งเพิ่มความรวดเร็วรุนแรง
กระบี่ทลายนภาหัวเราะไม่ออก มังกรเรืองโรจน์และมหาขันที เริ่มตระหนักถึงมหันตภัยที่กำลังจะมาถึง ดาบกระบี่มากมายสุดคณานับไม่มีจบสิ้น
.. กระบี่แล้วกระบี่เล่า .. ดาบแล้วดาบเล่า พุ่งเข้ามาสังหารพวกมันไม่ยอมหยุด
.. กระบวนท่าสังหารที่ทั้งรุนแรงทั้งทรงพลัง ศาสตราแต่ละเล่มแฝงพลังปราณอันหนักหน่วง
.. พลังทำลายล้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถทานทน ผนังศิลาส่วนบนพังทลายลงมาอีกยิ่งสร้างความโกลาหลเพิ่มขึ้น
เป็นภาพอันสุดสะพรึง ศาสตราคมกริบพุ่งผ่านช่องโหว่ของกระบวนท่าเข้าทำร้ายร่างกายของยอดยุทธ์ทั้งสี่จนเกิดบาดแผล ถึงแม้อยู่ในระดับยอดยุทธ์อันสุดยอด แต่กระนั้นยังเกิดบาดแผลน้อยใหญ่ โลหิตของพวกมันไหลอาบทั่วกาย
กระบี่ทลายนภาฟาดฟันดาบไม่ยอมหยุด .. แต่ละดาบที่สะบัดออก ทำพลังปราณของมันถดถอยลงเรื่อยๆ
มังกรเรืองโรจน์และมหาขันทีแทบเอาตัวไม่รอด พวกมันพยายามร่นกายออกจากศูนย์กลางของกระแสศาสตรา แต่ศาสตราเหล่านั้นราวมีดวงตางอกเงย พุ่งติดตามพัวพันไม่ยอมหยุด
ส่วนความหยิ่งทะนงขององค์ชายฤทธาก็ลดทอนลงพร้อมจำนวนบาดแผลที่เกิดขึ้น กายามังกรกำเนิดใหม่อันสุดยอดของมัน ยังต้องยอมสยบกับกระบวนท่านี้ของอุทัย
ขบวนศาสตรายังคงดำเนินต่อ ไม่มีทีท่าจะหยุดลง ทั้งสี่ตกอยู่ท่ามกลางกระแสธารธารศาสตราอันกราดเกรี้ยว
อ๊ากกกก !!! องค์ชายฤทธาร้องตะโกน ระเบิดพลังปราณมังกรเทวะส่องประกายทรงพลัง มังกรปราณตัวมหึมาปรกคลุมด้วยเกล็ดแก้ว กางปีกสยายกว้าง บนหัวมีห้าเขายาวแหลม โก่งคอแหกปากร้องคำราม .. โฮ๊กกกกกกกกก !!!!!
“ข้าจะไม่ให้เจ้าเป็นผู้กระทำอยู่ฝ่ายเดียวหรอก” องค์ชายฤทธากัดฟันกล่าว แล้วกวัดแกว่งคทาเทวะมังกรพุ่งกายฟาดคทาระเบิดพลังเข้าใส่
เปรี๊ยงงง !!! .. ศาสตรานับร้อยที่พุ่งเข้ามาถูกฟาดกระดอนไป
เปรี๊ยงงง !!! .. ศาสตราฝูงใหญ่ถูกกวาดจนปลิวกระเด็น
เปรี๊ยงงง !!! .. ศาสตรานับร้อยกระเด็นกระดอนปลิวว่อน องค์ชายฤทธาลอยตัวเคลื่อนกายไปเบื้องหน้า
เปรี๊ยงงง !!! เปรี๊ยงงง !!! เปรี๊ยงงง !!! .. แต่ละครั้งที่ระเบิดพลังองค์ชายฤทธาพยายามเคลื่อนที่เข้าหาอุทัย
อิ อิ อุทัยจ้องมองหัวเราะ มันกล่าวว่า “.. ออกแรงอีกหน่อย .. เกลอรัก .. ฮา”
ทันใดกระแสธารศาสตราก็เพิ่มความเร็วรุนแรงกระหน่ำเข้าใส่องค์ชายฤทธา พลังเทวะเริ่มอ่อนโทรมมองเห็นคมดาบกระบี่ทิ่มแทงเฉือนปราณเทวะมังกรตัวมหึมาขาดเป็นริ้วๆ
องค์ชายฤทธาไม่สามารถเคลื่อนกายต่อ ตอนนี้ได้ปัดป้องศาสตราที่พุ่งเข้ามาเป็นพัลวัน
กระบี่ทลายนภา มังกรเรืองโรจน์ และมหาขันทีก็ได้รับผลกระทบ เนื่องเพราะความแรงของกระแสศาสตรารุนแรงกว่าเก่าเป็นเท่าทวี
“ไอ้เด็กนรกเอ้ยยยย ..” กระบี่ทลายนภาก่นด่า หันไปร้องกล่าวกับองค์ชายฤทธาว่า “นี่เจ้า ! .. เจ้ามังกรน้อย .. ถึงเวลาแล้วที่เจ้าต้องใช้กระบี่วิญญาณมังกร”
ฮ่ะ !!! ... มังกรเรืองโรจน์และมหาขันทีหันขวับ
องค์ชายฤทธาต้านทานกระบวนศาสตราจนอ่อนแรง มันกล่าวถาม “.. อะ .. อันใดของเจ้า”
กระบี่ทลายนภากล่าว “ก็ .. กระบี่วิญญาณมังกรนั่นไง .. เจ้าบื้อ”
องค์ชายฤทธากล่าวทวน “.. กระบี่วิญญาณมังกร”
กระบี่วิญญาณมังกรเล่มมหึมาปักอยู่กลางวิหาร กระบี่วิเศษยังทวีแสงแรงกว่าเก่าก่อน ราวรับรู้การท้าทายจากศาสตราอื่น
กระบี่ทลายนภากล่าวอีก “เจ้านี่ .. บื้อเหมือนเจ้าโอริสา .. บรรพบุรุษของมันจริงๆ”
มังกรเรืองโรจน์กล่าวขึ้นว่า “.. เจ้า .. นี่เจ้า .. วาจาสามหาว”
มหาขันทีกล่าว “บัดซบ ! .. เจ้าผู้นี้ลบหลู่องค์ปฐมราชวงศ์ของเรา .. เจ้าไม่มีคุณสมบัติ”
ฮา ฮา .. กระบี่ทลายนภาหัวเราะกล่าวต่อ “ข้านี่นะ มิมีคุณสมบัติ .. ถ้าข้ามิมี แล้วผู้ใด สมควรมี”
มังกรเรืองโรจน์ฉุนกึก ร้องว่า “เจ้า ...”
มหาขันทีตาขวางใส่กล่าวว่า “.. ปากพล่อย กล้ากล่าววาจาทำให้องค์ท่านเสื่อมเสียเกียร์ติ”
ชิ .. กระบี่ทลายนภาสบถ กล่าวว่า “.. เกียร์ติเหรอ ทำมันเสื่อมเสียเกียร์ติ .. ช่างน่าขัน”
มังกรเรืองโรจน์ตาขวาง ด่าทอว่า “หุบปากสุนัข เจ้าคนชั่วช้า”
กระบี่ทลายนภากล่าวว่า “เจ้าพวกนี้ช่างอ่อนด้อยนัก .. รู้หรือไม่ ข้ารู้วิธีใช้กระบี่นั่น” มันค่อยๆ กล่าวเน้นว่า “.. กระบี่เทวะมังกรเก้าสวรรค์”
อาาา .. คำกล่าวนี้ทำมังกรเรืองโรจน์และมหาขันทีถึงกับอึ้ง กระบี่เทวะมังกรเก้าสวรรค์คือชื่อแต่แรกของกระบี่วิเศษนี้ ส่วนชื่อกระบี่วิญญาณมังกรเป็นชื่อที่บุคคลรุ่นหลังตั้งขึ้น
มหาขันทีลืมตัวร้องกล่าว “.. นี่ .. เจ้า”
มังกรเรืองโรจน์ร้องกล่าว “.. ที่แท้ .. ที่แท้ เจ้าคือใคร”
“ข้านะหรือ” กระบี่ทลายนภากล่าวหน้านิ่ง สีหน้าแววตาแปรเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งชั่วร้ายกว่าเก่าก่อน กล่าววาจาที่ทำให้ชาวโอริสาทั้งสามต้องตกตะลึง “ข้า .. ก็คือ .. อาจารย์ผู้มีพระคุณของเจ้าโอริสา .. อย่างไรเล่า .. ฮา ฮา”