จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 48 เยือนตระกูลไป๋ 2 Re

            ไป๋หู่พุ่งเข้าหาไป่ฉีด้วยความเร็วสูง  แต่พอระยะห่างเหลือเพียง 1 เมตร  เขากลับเปลี่ยนทิศทางไปทางซ้ายของไป่ฉี  ตามด้วยใช้ขาซ้าย  หมุนตัวเตะไปที่หลังของไป่ฉี


            แต่ไป่ฉีก้มตัวหลบ  พร้อบกับที่ไป๋หู่เห็นขาซ้ายของไป่ฉีตวัดเตะขึ้นจากด้านหลัง  ซึ่งตำแหน่งที่หน้าแข้งของไป่ฉีจะปะทะคือหน้าของไป๋หู่


            ไป๋หู่กระโดดขึ้นเพื่อหลบการโจมตี  พร้อมกับใช้ 1 ในกระบวนท่าของตระกูลไป๋ออกมา


            “มังกรเหยียบพสุธา” กระบวนท่านี้จะใช้ในตอนที่ผู้ใช้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าคู่ต่อสู้ และต้องการจะโจมตีศัตรูที่อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่า  เป็นการส่งปราณไปยังเท้าเพื่อโจมตีศัตรู  กระบวนท่านี้ถึงจะพลาดเป้า  แต่คลื่นกระแทกจะทำให้ศัตรูยืนไม่อยู่และเสียงจังหวะได้


            ไป่ฉีไม่ได้หยุด  เขาตวัดเท้าซ้ายเตะไปปะทะกับเท้าของไป๋หู่ที่กำลังโจมตีเข้ามา  ขณะที่ปะทะกัน  ไป่ฉีผ่อนแรงโดยการงอเข่า  ตามด้วยการออกแรงถีบกลับโดยรวมพลังปราณไว้ที่ฝ่าเท้าเหมือนวิชาท่องดารา  ซึ่งวิชาท่องดารานั้นจะฝึกโดยจับสัตว์อสูรกระต่ายเขาเดียวให้ได้  โดยเลียนแบบการกระโดดของพวกมัน  ดังนั้นแรงถีบกลับของเขาจึงรุนแรงอย่างมาก


            “หวา” ไป๋หู่ถูกแรงถีบกลับจนกระเด็น  เขาตีลังกาหลายรอบเพื่อลดความเร็วในการตกลงพื้น  แต่เมื่อลงถึงพื้น  เขาก็รู้สึกว่าด้านหลังของเขามีฝ่ามือมาทาบอยู่  จึงส่งพลังปราณมาป้องกันที่จุดนั้นทันที


            ฝ่ามือของไป่ฉีปลดปล่อยแรงกระแทกใส่หลังของไป๋หู่  ทำให้ร่างของไป๋หู่พุ่งไปข้างหน้า   พร้อมกับร่างของไป่ฉีที่วูบหายไปและมาปรากฏตรงหน้าไป๋หู่ที่กำลังกระเด็นมาหาเขา


            “ยอมหรอกน่า  กรงเล็บมังกรฟาดฟัน” ไป๋หู่กางนิ้วมือออกให้เหมือนกรงเล็บ  โดยอาศัยแรงพุ่งจากการโจมตีของอีกฝ่ายช่วยให้พลังตอนปะทะนั้นรุนแรงมากขึ้น


            แต่ไป่ฉีกลับยืนนิ่งไม่ได้ตั้งท่าอะไร  ตอนที่มือของไป๋หู่กำลังจะถึงหน้าของเขา  มันกลับหยุดลงกะทันหัน  ไป๋หู่พบว่าอีกฝ่ายใช้เพียงนิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบข้อมือของเขาไว้


            “บ้าน่า  ทั้งที่ไม่ได้ใช้พลังปราณเลย  ทำไมถึงสามารถหยุดกระบวนท่ากรงเล็บมังกรฟาดฟันได้กัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ลุกขึ้นยืน ด้วยความไม่อยากเชื่อว่าวิชาประจำตระกูลไป๋จะถูกหยุดได้โดยอีกฝ่ายไม่ได้ใช้พลังปราณเลย


            ไป่ฉีพลิกนิ้วที่คีบเล็กน้อย  ครั้งนี้เขาใช้พลังปราณร่วมด้วย  ทำให้ไป๋หู่ถูกฟาดลงกับพื้น และกระโดดถอยเพื่อทิ้งระยะห่างจากไป่ฉี


            “ปีกมังกรกรีดนภา” ไป่หู่ใช้ฝ่ามือที่มีพลังปราณหุ้มอยู่  ตวัดออกไปให้เกิดใบมีดพลังปราณพุ่งไปหาไป่ฉี  ส่วนไป่ฉียืนนิ่ง ๆ แล้วใช้หลังมือปัดใบมีดพลังปราณอย่างสบาย ๆ


            “ชิ ยังปัดได้อีกเหรอ” ไป๋หู่พูดขึ้น


            “นายออกกระบวนท่าช้าเกินไป  ผู้อาวุโสไม่ได้บอกนายรึไง” ไป่ฉีกล่าว


            “ไอ้บอกน่ะบอกอยู่  แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นนี่ว่ากระบวนท่าที่รวดเร็วมันเป็นยังไง  มันไม่ง่ายหรอกนะสำหรับการโคจรพลังปราณไปตามเส้นลมปราณที่ใช้ออกกระบวนท่าน่ะ” ไป๋หู่พูดอย่างหงุดหงิด


            “เจ้าเด็กนี่” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ซึ่งเป็นอาจารย์สอนไป๋หู่  พอได้ยิน  เขาอยากลุกไปตบหัวเจ้าเด็กนี่ทันที


            “เช่นนั้นจงดูไว้เป็นตัวอย่าง” ไป่ฉีออกกระบวนท่าที่แสนคุ้นเคย  ทำให้คนตระกูลไป๋  รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสต่างตกตะลึง  เพราะกระบวนท่าที่ปรากฏนั้นเป็นท่าพื้นฐานของกระบวนท่ามังกรตระกูลไป๋


            โดยการยกมือทั้ง 2 ข้างขึ้น  กางมือเป็นลักษณะกรงเล็บ  มือข้างหนึ่งยกสูงกว่าศีรษะเล็กน้อย  ส่วนอีกข้างอยู่ในระดับอก  ตัวโน้มไปข้างหน้า  ส่วนขาทั้ง 2 กางออก  พร้อมกับย่อตัวลง


            “จะเข้าไปละนะ” กล่าวจบร่างของไป่ฉีก็พุ่งมาหาไป๋หู่ด้วยความเาวสูง


            “เฮ้ย” สิ่งที่ไป๋หู่เจอคือกระบวนท่าที่อันตรายมาก  ไป่ฉีนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกับกางมือเหมือนกรงเล็บ  แต่แตกต่างตรงที่มีพลังปราณรวมอยู่ที่ใจกลางฝ่ามือ  มันหมุนวนเป็นเกลียวเหมือนสว่าน


            “นั่นมันท่ากรงเล็บทะลวง” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กล่าวขึ้น


            ไป๋หู่ใช้วิธีเบี่ยงตัวหลบ  แต่ขณะที่คิดว่าหลบพ้นแล้ว  ไป่ฉีกลับเปลี่ยนทิศทางการโจมตีที่พุ่งไปข้างหน้าไปเป็นการโจมตีแบบแนวนอนคล้ายการฟันดาบ


            “กรงเล็บมังกรฟาดฟัน บ้าน่าใช้แบบนั้นได้ด้วยเหรอ” ไป๋หู่โดดถอยหลังออกมา  แต่ก็ยังโดนปราณที่คมกริบเฉียดแก้มเป็นแผลไปนิดหน่อย


            ไป่ฉีไม่ได้หยุดแค่นั้น  เขาเตรียมการโจมตีต่อไปเสร็จแล้ว


            “ชิบหายแล้ว อีกข้างนั่นก็กรงเล็บทะลวง” ไป๋หู่เพิ่งสังเกตเห็นตอนที่การโจมตีกำลังจะถึงตัวเขาที่อยู่กลางอากาศ


            “ไม่ยอมหรอก” ไป๋หู่อ้าปากสูดอากาศเข้าไป  เมื่อปากของเขาปิดลง และอ้าออกอีกครั้ง  ก็มีลูกไฟลูกใหญ่พุ่งออกมาจากปาก


            “วิชามังกรเพลิง  รูปแบบบอลเพลิง” ไป๋หู่ตะโกนชื่อเคล็ดวิชาออกไป  พร้อมกับบอลเพลิงที่พุ่งเข้าหาไป่ฉีแล้ว


            ไป่ฉีเองก็สูดลมหายใจเข้าไป  ก่อนที่จะอ้าปากและเปล่งเสียงที่ผสานพลังปราณและพลังจินวิญญาณไว้ด้วยกันออกมา  เมื่อเสียงเข้าปะทะกับบอลเพลิง  บอลเพลิงก็สลายไปราวกับฟองสบู่


            “นั่นมันเคล็ดวิชาระดับสูงของตระกูล  เป็นไปได้ยังไง ใครเป็นคนถ่ายทอดวิชาให้เขากัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ลุกขึ้นยืน


            วิชานี้เรียกว่า [มังกรคำราม] เป็นวิชาที่ฝึกยากมาก  บางคนถึงกับกล่องเสียงหรือเส้นเสียงเสียหายจนกลายเป็นใบ้ไปก่อนจะฝึกสำเร็จมีอยู่ไม่น้อย และในตระกูลไป๋ตอนนี้ก็ไม่มีใครที่ใช้ [มังกรคำราม] ได้เลยสักคน


            แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ที่ตกตะลึง  แต่ยังมีไป๋ชินหลง  ไป๋ซูฉี  ไป๋กุ้ยอิง และผู้อาวุโสของตระกูลทั้งหมดที่รู้เกี่ยวกับวิชานี้


            ไป่ฉีพุ่งมาถึงตัวไป๋หู่  ไป๋หู่จึงใช้กระบวนท่า [ปีกมังกรกรีดนภา] อีกครั้งในระยะประชิด  แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่าจะเปลี่ยนจากกระบวนท่า [กรงเล็บทะลวง] มาเป็น [กรงเล็บมังกรฟาดฟัน] เพื่อปัดใบมีดพลังปราณของเขาทิ้ง และเพราะการใช้ [ปีกมังกรกรีดนภา] ทำให้เขาลืมที่จะถอยเว้นระยะจากอีกฝ่าย


            ไป่ฉีชกหมัดขวาออกไป  ซึ่งไป๋หู่ที่รู้ว่าตัวเองหลบไม่ทันจึงยกแขน 2 ข้างขึ้นมาป้องกันพร้อมกับใช้เคล็ดวิชามังกรเพลิงทันที


            “มังกรเพลิง  รูปแบบเกราะอัคคี” ไป๋หู่พูดขึ้น  ฉับพลันที่แขนของเขาก็ปรากฏกำแพงสีแดงใสราวคริสตัลขึ้นมารับการโจมตี


            “ป้องกันได้เยี่ยม” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กล่าวชมการป้องกันของไป๋หู่


            “มังกรเพลิง  ลำแสงเพลิง” ไป่ฉีพูชื่อวิชาออกมา  หมัดขวาที่ชกออกไปของเขาก็เกิดแสงสีแดงส้มหุ้มหมัด  พอหมัดถูกชกไปปะทะกับเกราะอัคคีของไป๋หู่  เพียงพริบตา  เกราะอัคคีก็มีรอยร้าวและแตกออก  พร้อมกับลำแสงเพลิงพุ่งเข้าใส่ไป๋หู่ทันที  


            ไป๋หู่หลับตาลงเตรียมรับการโจมตีจากลำแสงเพลิง  แต่หลังจากผ่านไป 2-3 ลมหายใจก็แล้ว  เขายังไม่รู้สึกถึงความร้อนที่ควรจะมาถึง  จึงได้ลืมตาขึ้น  สิ่งที่เห็นทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง  ในมือขวาของอีกฝ่ายที่กำลังจะโจมตีเขา  กำลังกำกระบี่เพลิงจ่อที่คอของเขาอยู่


            “มังกรเพลิง  รูปแบบศาสตราวุธ กระบี่” ไป๋หู่พูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก


            ไป่ฉียิ้มก่อนจะสลายกระบี่เพลิงให้หายไป  ไป๋หู่ทรุดลงกับพื้นในสภาพเหงื่อท่วมตัว


            “ทีนี้นายรู้รึยังว่ากระบวนท่าที่รวดเร็วและต่อเนื่องเป็นยังไง” ไป่ฉีได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนท่าของ [กรงเล็บทะลวง] กับ [กรงเล็บมังกรฟาดฟัน] ได้ดีเยี่ยม  บวกกับการประสานกระบวนท่ามังกรเพลิงกับการเคลื่อนไหวของร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง  กดดันจนไป๋หู่ให้ทำได้แค่ถอยกับตั้งรับเท่านั้น


            “พี่อวี้  พี่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว” ไป๋หู่กล่าว


            ไป๋หู่ยอมรับว่าอวี้กง(ไป่ฉี)ใช้กระบวนท่ามังกรกับเพลิงมังกรของตระกูลไป๋ได้อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะ [มังกรคำราม] ที่ใช้ทำลายบอลเพลิงของเขา....เดี๋ยวนะ….ของตระกูลไป๋  ตอนนี้เขาเพิ่งรู้สึกตัว  ลานฝึกนั้นเงียบมาก  นอกจากนี้อวี้กงใช้เคล็ดวิชาประจำตระกูลของเขาได้ยังไง


            “ไป๋หู่ มีอะไรติดหน้าฉันรึเปล่า  นายจ้องฉันแบบนั้นมาได้สักพักแล้วนะ” ไป่ฉีถาม


            “ทำไมท่านอวี้กงถึงใช้เคล็ดวิชาประจำตระกูลไป๋ได้  มีผู้ใดในตระกูลถ่ายทอดให้ท่านรึ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ถาม  ตามด้วยเสียงของคนในลานฝึกซ้อม


            “ท่านผู้อาวุโสลำดับ 2 วิชาในตระกูลไป๋นั้นคนที่สอนผมก็คือคนตระกูลไป๋นั่นแหละ” ไป่ฉีตอบ


            “เหลวไหล ในบรรดาพวกเราเหล่าผู้อาวุโสที่มีความชำนาญ  ไม่เคยมีใครพบท่านมาก่อน  ส่วนกุ้ยอิงเองก็เพิ่งรู้จักท่านได้ไม่นาน  จึงเป็นไปได้ทางเดียวคือท่านขโมยวิชาของตระกูลเราไปฝึก” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ชี้หน้าไป่ฉี  เขาทนไม่ได้หากมีคนมาขโมยวิชาของตระกูลไป๋ (เป็นใครก็ไม่ชอบหรอก)


            “ถ้าอย่างนั้น  คงต้องขอล่วงเกินพวกท่านแล้ว” ไป่ฉีเริ่มวาดอักขระลมปราณนับไม่ถ้วนให้ลอยวนอยู่เหนือลานประลองแห่งนี้จนประกอบกันเป็นวงอาคม  ฉับพลันก็เกิดมิติบิดเบี้ยวขึ้นเหนือลานประลอง


            “อวี้กง  ท่านคิดจะทำอะไรกัน” ไป๋ชินหลงลุกขึ้น  หากสิ่งนี้เป็นภัยกับตระกูล  เขาจะต้องกำจัดอวี้กงทิ้ง  แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพุ่งเข้าไปหาอวี้กง  เขาก็ได้เห็นสิ่งที่ลอยลงมาจากมิติที่บิดเบี้ยวนั้น


            สิ่งที่ลอยลงมานั้นเป็นเหล่าชายชรากับหญิงชรา  พวกเขาอยู่ในสภาพโปร่งแสง  แต่มีหนึ่งในคนเหล่านั้นที่มีกลิ่นอายพลังอันรุนแรงแผ่ออกมา  แต่สายตาของไป๋ชินหลงไม่ได้มองไปที่คนที่มีกลิ่นอายพลังรุ่นแรงที่สุด แต่เป็นคนที่มีกลิ่นอายพลังอ่อนแอที่สุดต่างหาก


            “ท่านพ่อ….เหรอ” ไป๋ชินหลงกล่าวขึ้น  ชายชราหนึ่งในนั้นหันมามองไป๋ชินหลง


            “ไม่พบกันเสียนาน  เจ้าสบายดีรึเปล่า” ไป๋จินหลงในร่างโปร่งแสงถาม


            “ใช่ท่านพ่อจริง ๆ เหรอ” ไป๋ชินหลงถาม  ก่อนที่ไป๋จินหลงจะเล่าถึงความลับที่รู้กันแค่เพียง 2 คนพ่อลูกเท่านั้น  ทำให้ไป๋ชินหลงเชื่อแล้วว่าชายชราเบื้องหน้าตรงนี้คือพ่อเขาจริง ๆ


            “หมดเวลาพูดคุยกันแค่นี้ครับ  ข้อแลกเปลี่ยนที่ให้พวกท่านได้พบกับลูกหลาน  ผมได้ทำให้แล้ว  คราวนี้พวกท่านช่วยผมแก้ต่างเรื่องเคล็ดวิชาของตระกูลไป๋ด้วย” ไป่ฉีกล่าว เขาไม่สามารถคงอาคมเบิกเนตรจิตเป็นวงกว้างได้นานนัก


            ไป๋จินหลงหันไปมองชายชราที่แผ่พลังอันแข็งแกร่งออกมา  ส่วนชายชราคนนั้นก็พยักหน้า


            “เรื่องเคล็ดวิชานั้น  อวี้กงในชาติก่อนเคยร่วมสาบานเป็นพี่น้องกับท่านผู้ก่อตั้งตระกูลไป๋  ไป๋หวงหลง  แต่หลังจากที่ร่วมฝ่าฟันกันมา  อวี้กงในชาตินั้นได้สิ้นชีพลง  ก่อนตายท่านผู้ก่อตั้งตระกูลได้ให้สัญญาไว้ว่าจะสอนเคล็ดวิชาของตระกูลไป๋ให้  หากมีโอกาสได้พบกันอีก  ท่านจึงรอคอยอยู่ในหอบรรพชน  รวมถึงพ่อด้วย  เพื่อรอพบผู้มีพระคุณต่อตระกูลไป๋ของเรา  เมื่อไม่นานนี้ท่านไป๋หวงหลงสัมผัสได้ถึงจิตของสหายท่านที่กลับชาติมาเกิด  จึงได้ไปหาและสอนเคล็ดวิชาให้” ไป๋จินหลงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง  โดยเรื่องราวจริง ๆ แล้ว  ไป่ฉีได้ใช้จิตสื่อสารกับบรรพชนตระกูลไป๋ที่หอบรรพชนก่อนแล้ว  เขาได้เล่าเรื่องตระกูลไป๋ในโลกอีกโลกให้ฟัง และขอความร่วมมือเรื่องช่วยอนุญาตการใช้เคล็ดวิชาของตระกูลไป๋ให้เขาด้วย  โดยแลกกับการที่เขาจะช่วยให้เหล่าบรรพชนได้ปรากฎตัวให้ลูกหลานทั้งตระกูลได้เห็น และ…….


            “ดังนั้น  ต่อจากนี้ขอให้พวกเจ้าทุกคน  จงให้ความเคารพอวี้กงในฐานะผู้มีพระคุณของตระกูลไป๋  เรื่องเคล็ดวิชา  ข้าผู้ก่อตั้งตระกูลที่เป็นผู้คิดค้นได้อนุญาตเอง  พวกเจ้าอย่าได้โกรธ  อีกทั้งที่ข้าสอนเขา  เพื่อให้เขาช่วยเขียนมันขึ้นมาใหม่  ด้วยเพราะในอดีตเคยมีครั้งหนึ่งตระกูลถูกบุกโจมตี  ทำให้หอคัมภีร์ของตระกูลได้รับความเสียหาย  เนื้อหาและวิชาบางส่วนได้เสียหายหรือถูกทำลายไป  ดังนั้นข้าจึงได้ให้อวี้กงช่วยฟื้นฟูคัมภีร์วิชาประจำตระกูลให้กลับมาสมบูรณ์ครบถ้วน” ไป๋หวงหลงกล่าวว


            ไป่ฉีวาดมือของเขาในอากาศ  ก็ปรากฏม้วนคัมภีร์จำนวนมากกองอยู่ตรงหน้าเขา  มันทำให้ทุกคนตกตะลึง  ด้วยจำนวนคัมภีร์นั้นมีจำนวนมากกว่าในหอคัมภีร์เสียอีก


            “เคล็ดวิชาของตระกูลเรามากขนาดนี้เชียวหรือ” ผู้อาวุโสลำดับ 1 พูดขึ้น


            “คัมภีร์ที่เสียหายในคราวนั้นคิดเป็น 3 ใน 4 ส่วน จึงทำให้ตระกูลไป๋ตกต่ำลงเรื่อย ๆ  ครานี้หวังว่าเมื่อพวกเจ้าได้เคล็ดวิชาที่สมบูรณ์ไป  พวกเจ้าจะตั้งใจฝึกฝนมัน  ได้เวลาที่พวกข้าต้องไปแล้ว  จงจำไว้  พวกข้าเฝ้ามองพวกเจ้าอยู่ที่หอบรรพชน” กล่าวจบร่างโปร่งแสงของชายชรากับหญิงชราก็หายวับไปพร้อมกับมิติที่บิดเบี้ยวนั้น


            “เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ ผู้อาวุโสลำดับ 2” ไป่ฉียักไหล่


            “กระผมขอโทษกับการเข้าใจผิดด้วยครับ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 คำนับไป่ฉีอย่างนอบน้อม  ไร้ซึ่งความโกรธเคืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


            “มัวยืนทำอะไรกันอยู่  ผู้อาวุโส  พวกท่านช่วยกันนำคัมภีร์ทั้งหมดนี้ไปเก็บให้เรียบร้อยก่อน” ไป๋ชินหลงออกคำสั่งทันที


            ขณะที่ภายในตระกูลไป๋กำลังดีใจกับคัมภีร์ที่เพิ่งได้มา  ด้านหน้าประตูของตระกูลไป๋  มีรถสีแดงขับมาจอดหน้าประตู  พวกคนที่เฝ้าหน้าประตู  เมื่อเห็นตราประจำตระกูลของตระกูลเฟิง  พวกเขาจึงรีบโทรแจ้งทันที


            ภายในรถมีชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่เบาะหลัง  เขากำลังจ้องไปที่ประตูของตระกูลไป๋  พร้อมกับยกยิ้มราวกับว่าเขากำลังเจอเรื่องสนุก

    ___________________________________

    คิดถึงกันไหมเอ่ย  วันนี้มาส่งงานล็อตใหญ่ครับ  จะลงถึงตอนที่ 64 เลย ^^

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน