ไป๋หู่พุ่งเข้าหาไป่ฉีด้วยความเร็วสูง แต่พอระยะห่างเหลือเพียง 1 เมตร เขากลับเปลี่ยนทิศทางไปทางซ้ายของไป่ฉี ตามด้วยใช้ขาซ้าย หมุนตัวเตะไปที่หลังของไป่ฉี
แต่ไป่ฉีก้มตัวหลบ พร้อบกับที่ไป๋หู่เห็นขาซ้ายของไป่ฉีตวัดเตะขึ้นจากด้านหลัง ซึ่งตำแหน่งที่หน้าแข้งของไป่ฉีจะปะทะคือหน้าของไป๋หู่
ไป๋หู่กระโดดขึ้นเพื่อหลบการโจมตี พร้อมกับใช้ 1 ในกระบวนท่าของตระกูลไป๋ออกมา
“มังกรเหยียบพสุธา” กระบวนท่านี้จะใช้ในตอนที่ผู้ใช้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าคู่ต่อสู้ และต้องการจะโจมตีศัตรูที่อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่า เป็นการส่งปราณไปยังเท้าเพื่อโจมตีศัตรู กระบวนท่านี้ถึงจะพลาดเป้า แต่คลื่นกระแทกจะทำให้ศัตรูยืนไม่อยู่และเสียงจังหวะได้
ไป่ฉีไม่ได้หยุด เขาตวัดเท้าซ้ายเตะไปปะทะกับเท้าของไป๋หู่ที่กำลังโจมตีเข้ามา ขณะที่ปะทะกัน ไป่ฉีผ่อนแรงโดยการงอเข่า ตามด้วยการออกแรงถีบกลับโดยรวมพลังปราณไว้ที่ฝ่าเท้าเหมือนวิชาท่องดารา ซึ่งวิชาท่องดารานั้นจะฝึกโดยจับสัตว์อสูรกระต่ายเขาเดียวให้ได้ โดยเลียนแบบการกระโดดของพวกมัน ดังนั้นแรงถีบกลับของเขาจึงรุนแรงอย่างมาก
“หวา” ไป๋หู่ถูกแรงถีบกลับจนกระเด็น เขาตีลังกาหลายรอบเพื่อลดความเร็วในการตกลงพื้น แต่เมื่อลงถึงพื้น เขาก็รู้สึกว่าด้านหลังของเขามีฝ่ามือมาทาบอยู่ จึงส่งพลังปราณมาป้องกันที่จุดนั้นทันที
ฝ่ามือของไป่ฉีปลดปล่อยแรงกระแทกใส่หลังของไป๋หู่ ทำให้ร่างของไป๋หู่พุ่งไปข้างหน้า พร้อมกับร่างของไป่ฉีที่วูบหายไปและมาปรากฏตรงหน้าไป๋หู่ที่กำลังกระเด็นมาหาเขา
“ยอมหรอกน่า กรงเล็บมังกรฟาดฟัน” ไป๋หู่กางนิ้วมือออกให้เหมือนกรงเล็บ โดยอาศัยแรงพุ่งจากการโจมตีของอีกฝ่ายช่วยให้พลังตอนปะทะนั้นรุนแรงมากขึ้น
แต่ไป่ฉีกลับยืนนิ่งไม่ได้ตั้งท่าอะไร ตอนที่มือของไป๋หู่กำลังจะถึงหน้าของเขา มันกลับหยุดลงกะทันหัน ไป๋หู่พบว่าอีกฝ่ายใช้เพียงนิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบข้อมือของเขาไว้
“บ้าน่า ทั้งที่ไม่ได้ใช้พลังปราณเลย ทำไมถึงสามารถหยุดกระบวนท่ากรงเล็บมังกรฟาดฟันได้กัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ลุกขึ้นยืน ด้วยความไม่อยากเชื่อว่าวิชาประจำตระกูลไป๋จะถูกหยุดได้โดยอีกฝ่ายไม่ได้ใช้พลังปราณเลย
ไป่ฉีพลิกนิ้วที่คีบเล็กน้อย ครั้งนี้เขาใช้พลังปราณร่วมด้วย ทำให้ไป๋หู่ถูกฟาดลงกับพื้น และกระโดดถอยเพื่อทิ้งระยะห่างจากไป่ฉี
“ปีกมังกรกรีดนภา” ไป่หู่ใช้ฝ่ามือที่มีพลังปราณหุ้มอยู่ ตวัดออกไปให้เกิดใบมีดพลังปราณพุ่งไปหาไป่ฉี ส่วนไป่ฉียืนนิ่ง ๆ แล้วใช้หลังมือปัดใบมีดพลังปราณอย่างสบาย ๆ
“ชิ ยังปัดได้อีกเหรอ” ไป๋หู่พูดขึ้น
“นายออกกระบวนท่าช้าเกินไป ผู้อาวุโสไม่ได้บอกนายรึไง” ไป่ฉีกล่าว
“ไอ้บอกน่ะบอกอยู่ แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นนี่ว่ากระบวนท่าที่รวดเร็วมันเป็นยังไง มันไม่ง่ายหรอกนะสำหรับการโคจรพลังปราณไปตามเส้นลมปราณที่ใช้ออกกระบวนท่าน่ะ” ไป๋หู่พูดอย่างหงุดหงิด
“เจ้าเด็กนี่” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ซึ่งเป็นอาจารย์สอนไป๋หู่ พอได้ยิน เขาอยากลุกไปตบหัวเจ้าเด็กนี่ทันที
“เช่นนั้นจงดูไว้เป็นตัวอย่าง” ไป่ฉีออกกระบวนท่าที่แสนคุ้นเคย ทำให้คนตระกูลไป๋ รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสต่างตกตะลึง เพราะกระบวนท่าที่ปรากฏนั้นเป็นท่าพื้นฐานของกระบวนท่ามังกรตระกูลไป๋
โดยการยกมือทั้ง 2 ข้างขึ้น กางมือเป็นลักษณะกรงเล็บ มือข้างหนึ่งยกสูงกว่าศีรษะเล็กน้อย ส่วนอีกข้างอยู่ในระดับอก ตัวโน้มไปข้างหน้า ส่วนขาทั้ง 2 กางออก พร้อมกับย่อตัวลง
“จะเข้าไปละนะ” กล่าวจบร่างของไป่ฉีก็พุ่งมาหาไป๋หู่ด้วยความเาวสูง
“เฮ้ย” สิ่งที่ไป๋หู่เจอคือกระบวนท่าที่อันตรายมาก ไป่ฉีนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกับกางมือเหมือนกรงเล็บ แต่แตกต่างตรงที่มีพลังปราณรวมอยู่ที่ใจกลางฝ่ามือ มันหมุนวนเป็นเกลียวเหมือนสว่าน
“นั่นมันท่ากรงเล็บทะลวง” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กล่าวขึ้น
ไป๋หู่ใช้วิธีเบี่ยงตัวหลบ แต่ขณะที่คิดว่าหลบพ้นแล้ว ไป่ฉีกลับเปลี่ยนทิศทางการโจมตีที่พุ่งไปข้างหน้าไปเป็นการโจมตีแบบแนวนอนคล้ายการฟันดาบ
“กรงเล็บมังกรฟาดฟัน บ้าน่าใช้แบบนั้นได้ด้วยเหรอ” ไป๋หู่โดดถอยหลังออกมา แต่ก็ยังโดนปราณที่คมกริบเฉียดแก้มเป็นแผลไปนิดหน่อย
ไป่ฉีไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาเตรียมการโจมตีต่อไปเสร็จแล้ว
“ชิบหายแล้ว อีกข้างนั่นก็กรงเล็บทะลวง” ไป๋หู่เพิ่งสังเกตเห็นตอนที่การโจมตีกำลังจะถึงตัวเขาที่อยู่กลางอากาศ
“ไม่ยอมหรอก” ไป๋หู่อ้าปากสูดอากาศเข้าไป เมื่อปากของเขาปิดลง และอ้าออกอีกครั้ง ก็มีลูกไฟลูกใหญ่พุ่งออกมาจากปาก
“วิชามังกรเพลิง รูปแบบบอลเพลิง” ไป๋หู่ตะโกนชื่อเคล็ดวิชาออกไป พร้อมกับบอลเพลิงที่พุ่งเข้าหาไป่ฉีแล้ว
ไป่ฉีเองก็สูดลมหายใจเข้าไป ก่อนที่จะอ้าปากและเปล่งเสียงที่ผสานพลังปราณและพลังจินวิญญาณไว้ด้วยกันออกมา เมื่อเสียงเข้าปะทะกับบอลเพลิง บอลเพลิงก็สลายไปราวกับฟองสบู่
“นั่นมันเคล็ดวิชาระดับสูงของตระกูล เป็นไปได้ยังไง ใครเป็นคนถ่ายทอดวิชาให้เขากัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ลุกขึ้นยืน
วิชานี้เรียกว่า [มังกรคำราม] เป็นวิชาที่ฝึกยากมาก บางคนถึงกับกล่องเสียงหรือเส้นเสียงเสียหายจนกลายเป็นใบ้ไปก่อนจะฝึกสำเร็จมีอยู่ไม่น้อย และในตระกูลไป๋ตอนนี้ก็ไม่มีใครที่ใช้ [มังกรคำราม] ได้เลยสักคน
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ที่ตกตะลึง แต่ยังมีไป๋ชินหลง ไป๋ซูฉี ไป๋กุ้ยอิง และผู้อาวุโสของตระกูลทั้งหมดที่รู้เกี่ยวกับวิชานี้
ไป่ฉีพุ่งมาถึงตัวไป๋หู่ ไป๋หู่จึงใช้กระบวนท่า [ปีกมังกรกรีดนภา] อีกครั้งในระยะประชิด แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่าจะเปลี่ยนจากกระบวนท่า [กรงเล็บทะลวง] มาเป็น [กรงเล็บมังกรฟาดฟัน] เพื่อปัดใบมีดพลังปราณของเขาทิ้ง และเพราะการใช้ [ปีกมังกรกรีดนภา] ทำให้เขาลืมที่จะถอยเว้นระยะจากอีกฝ่าย
ไป่ฉีชกหมัดขวาออกไป ซึ่งไป๋หู่ที่รู้ว่าตัวเองหลบไม่ทันจึงยกแขน 2 ข้างขึ้นมาป้องกันพร้อมกับใช้เคล็ดวิชามังกรเพลิงทันที
“มังกรเพลิง รูปแบบเกราะอัคคี” ไป๋หู่พูดขึ้น ฉับพลันที่แขนของเขาก็ปรากฏกำแพงสีแดงใสราวคริสตัลขึ้นมารับการโจมตี
“ป้องกันได้เยี่ยม” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กล่าวชมการป้องกันของไป๋หู่
“มังกรเพลิง ลำแสงเพลิง” ไป่ฉีพูชื่อวิชาออกมา หมัดขวาที่ชกออกไปของเขาก็เกิดแสงสีแดงส้มหุ้มหมัด พอหมัดถูกชกไปปะทะกับเกราะอัคคีของไป๋หู่ เพียงพริบตา เกราะอัคคีก็มีรอยร้าวและแตกออก พร้อมกับลำแสงเพลิงพุ่งเข้าใส่ไป๋หู่ทันที
ไป๋หู่หลับตาลงเตรียมรับการโจมตีจากลำแสงเพลิง แต่หลังจากผ่านไป 2-3 ลมหายใจก็แล้ว เขายังไม่รู้สึกถึงความร้อนที่ควรจะมาถึง จึงได้ลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ในมือขวาของอีกฝ่ายที่กำลังจะโจมตีเขา กำลังกำกระบี่เพลิงจ่อที่คอของเขาอยู่
“มังกรเพลิง รูปแบบศาสตราวุธ กระบี่” ไป๋หู่พูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
ไป่ฉียิ้มก่อนจะสลายกระบี่เพลิงให้หายไป ไป๋หู่ทรุดลงกับพื้นในสภาพเหงื่อท่วมตัว
“ทีนี้นายรู้รึยังว่ากระบวนท่าที่รวดเร็วและต่อเนื่องเป็นยังไง” ไป่ฉีได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนท่าของ [กรงเล็บทะลวง] กับ [กรงเล็บมังกรฟาดฟัน] ได้ดีเยี่ยม บวกกับการประสานกระบวนท่ามังกรเพลิงกับการเคลื่อนไหวของร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง กดดันจนไป๋หู่ให้ทำได้แค่ถอยกับตั้งรับเท่านั้น
“พี่อวี้ พี่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว” ไป๋หู่กล่าว
ไป๋หู่ยอมรับว่าอวี้กง(ไป่ฉี)ใช้กระบวนท่ามังกรกับเพลิงมังกรของตระกูลไป๋ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ [มังกรคำราม] ที่ใช้ทำลายบอลเพลิงของเขา....เดี๋ยวนะ….ของตระกูลไป๋ ตอนนี้เขาเพิ่งรู้สึกตัว ลานฝึกนั้นเงียบมาก นอกจากนี้อวี้กงใช้เคล็ดวิชาประจำตระกูลของเขาได้ยังไง
“ไป๋หู่ มีอะไรติดหน้าฉันรึเปล่า นายจ้องฉันแบบนั้นมาได้สักพักแล้วนะ” ไป่ฉีถาม
“ทำไมท่านอวี้กงถึงใช้เคล็ดวิชาประจำตระกูลไป๋ได้ มีผู้ใดในตระกูลถ่ายทอดให้ท่านรึ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ถาม ตามด้วยเสียงของคนในลานฝึกซ้อม
“ท่านผู้อาวุโสลำดับ 2 วิชาในตระกูลไป๋นั้นคนที่สอนผมก็คือคนตระกูลไป๋นั่นแหละ” ไป่ฉีตอบ
“เหลวไหล ในบรรดาพวกเราเหล่าผู้อาวุโสที่มีความชำนาญ ไม่เคยมีใครพบท่านมาก่อน ส่วนกุ้ยอิงเองก็เพิ่งรู้จักท่านได้ไม่นาน จึงเป็นไปได้ทางเดียวคือท่านขโมยวิชาของตระกูลเราไปฝึก” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ชี้หน้าไป่ฉี เขาทนไม่ได้หากมีคนมาขโมยวิชาของตระกูลไป๋ (เป็นใครก็ไม่ชอบหรอก)
“ถ้าอย่างนั้น คงต้องขอล่วงเกินพวกท่านแล้ว” ไป่ฉีเริ่มวาดอักขระลมปราณนับไม่ถ้วนให้ลอยวนอยู่เหนือลานประลองแห่งนี้จนประกอบกันเป็นวงอาคม ฉับพลันก็เกิดมิติบิดเบี้ยวขึ้นเหนือลานประลอง
“อวี้กง ท่านคิดจะทำอะไรกัน” ไป๋ชินหลงลุกขึ้น หากสิ่งนี้เป็นภัยกับตระกูล เขาจะต้องกำจัดอวี้กงทิ้ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพุ่งเข้าไปหาอวี้กง เขาก็ได้เห็นสิ่งที่ลอยลงมาจากมิติที่บิดเบี้ยวนั้น
สิ่งที่ลอยลงมานั้นเป็นเหล่าชายชรากับหญิงชรา พวกเขาอยู่ในสภาพโปร่งแสง แต่มีหนึ่งในคนเหล่านั้นที่มีกลิ่นอายพลังอันรุนแรงแผ่ออกมา แต่สายตาของไป๋ชินหลงไม่ได้มองไปที่คนที่มีกลิ่นอายพลังรุ่นแรงที่สุด แต่เป็นคนที่มีกลิ่นอายพลังอ่อนแอที่สุดต่างหาก
“ท่านพ่อ….เหรอ” ไป๋ชินหลงกล่าวขึ้น ชายชราหนึ่งในนั้นหันมามองไป๋ชินหลง
“ไม่พบกันเสียนาน เจ้าสบายดีรึเปล่า” ไป๋จินหลงในร่างโปร่งแสงถาม
“ใช่ท่านพ่อจริง ๆ เหรอ” ไป๋ชินหลงถาม ก่อนที่ไป๋จินหลงจะเล่าถึงความลับที่รู้กันแค่เพียง 2 คนพ่อลูกเท่านั้น ทำให้ไป๋ชินหลงเชื่อแล้วว่าชายชราเบื้องหน้าตรงนี้คือพ่อเขาจริง ๆ
“หมดเวลาพูดคุยกันแค่นี้ครับ ข้อแลกเปลี่ยนที่ให้พวกท่านได้พบกับลูกหลาน ผมได้ทำให้แล้ว คราวนี้พวกท่านช่วยผมแก้ต่างเรื่องเคล็ดวิชาของตระกูลไป๋ด้วย” ไป่ฉีกล่าว เขาไม่สามารถคงอาคมเบิกเนตรจิตเป็นวงกว้างได้นานนัก
ไป๋จินหลงหันไปมองชายชราที่แผ่พลังอันแข็งแกร่งออกมา ส่วนชายชราคนนั้นก็พยักหน้า
“เรื่องเคล็ดวิชานั้น อวี้กงในชาติก่อนเคยร่วมสาบานเป็นพี่น้องกับท่านผู้ก่อตั้งตระกูลไป๋ ไป๋หวงหลง แต่หลังจากที่ร่วมฝ่าฟันกันมา อวี้กงในชาตินั้นได้สิ้นชีพลง ก่อนตายท่านผู้ก่อตั้งตระกูลได้ให้สัญญาไว้ว่าจะสอนเคล็ดวิชาของตระกูลไป๋ให้ หากมีโอกาสได้พบกันอีก ท่านจึงรอคอยอยู่ในหอบรรพชน รวมถึงพ่อด้วย เพื่อรอพบผู้มีพระคุณต่อตระกูลไป๋ของเรา เมื่อไม่นานนี้ท่านไป๋หวงหลงสัมผัสได้ถึงจิตของสหายท่านที่กลับชาติมาเกิด จึงได้ไปหาและสอนเคล็ดวิชาให้” ไป๋จินหลงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง โดยเรื่องราวจริง ๆ แล้ว ไป่ฉีได้ใช้จิตสื่อสารกับบรรพชนตระกูลไป๋ที่หอบรรพชนก่อนแล้ว เขาได้เล่าเรื่องตระกูลไป๋ในโลกอีกโลกให้ฟัง และขอความร่วมมือเรื่องช่วยอนุญาตการใช้เคล็ดวิชาของตระกูลไป๋ให้เขาด้วย โดยแลกกับการที่เขาจะช่วยให้เหล่าบรรพชนได้ปรากฎตัวให้ลูกหลานทั้งตระกูลได้เห็น และ…….
“ดังนั้น ต่อจากนี้ขอให้พวกเจ้าทุกคน จงให้ความเคารพอวี้กงในฐานะผู้มีพระคุณของตระกูลไป๋ เรื่องเคล็ดวิชา ข้าผู้ก่อตั้งตระกูลที่เป็นผู้คิดค้นได้อนุญาตเอง พวกเจ้าอย่าได้โกรธ อีกทั้งที่ข้าสอนเขา เพื่อให้เขาช่วยเขียนมันขึ้นมาใหม่ ด้วยเพราะในอดีตเคยมีครั้งหนึ่งตระกูลถูกบุกโจมตี ทำให้หอคัมภีร์ของตระกูลได้รับความเสียหาย เนื้อหาและวิชาบางส่วนได้เสียหายหรือถูกทำลายไป ดังนั้นข้าจึงได้ให้อวี้กงช่วยฟื้นฟูคัมภีร์วิชาประจำตระกูลให้กลับมาสมบูรณ์ครบถ้วน” ไป๋หวงหลงกล่าวว
ไป่ฉีวาดมือของเขาในอากาศ ก็ปรากฏม้วนคัมภีร์จำนวนมากกองอยู่ตรงหน้าเขา มันทำให้ทุกคนตกตะลึง ด้วยจำนวนคัมภีร์นั้นมีจำนวนมากกว่าในหอคัมภีร์เสียอีก
“เคล็ดวิชาของตระกูลเรามากขนาดนี้เชียวหรือ” ผู้อาวุโสลำดับ 1 พูดขึ้น
“คัมภีร์ที่เสียหายในคราวนั้นคิดเป็น 3 ใน 4 ส่วน จึงทำให้ตระกูลไป๋ตกต่ำลงเรื่อย ๆ ครานี้หวังว่าเมื่อพวกเจ้าได้เคล็ดวิชาที่สมบูรณ์ไป พวกเจ้าจะตั้งใจฝึกฝนมัน ได้เวลาที่พวกข้าต้องไปแล้ว จงจำไว้ พวกข้าเฝ้ามองพวกเจ้าอยู่ที่หอบรรพชน” กล่าวจบร่างโปร่งแสงของชายชรากับหญิงชราก็หายวับไปพร้อมกับมิติที่บิดเบี้ยวนั้น
“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ ผู้อาวุโสลำดับ 2” ไป่ฉียักไหล่
“กระผมขอโทษกับการเข้าใจผิดด้วยครับ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 คำนับไป่ฉีอย่างนอบน้อม ไร้ซึ่งความโกรธเคืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“มัวยืนทำอะไรกันอยู่ ผู้อาวุโส พวกท่านช่วยกันนำคัมภีร์ทั้งหมดนี้ไปเก็บให้เรียบร้อยก่อน” ไป๋ชินหลงออกคำสั่งทันที
ขณะที่ภายในตระกูลไป๋กำลังดีใจกับคัมภีร์ที่เพิ่งได้มา ด้านหน้าประตูของตระกูลไป๋ มีรถสีแดงขับมาจอดหน้าประตู พวกคนที่เฝ้าหน้าประตู เมื่อเห็นตราประจำตระกูลของตระกูลเฟิง พวกเขาจึงรีบโทรแจ้งทันที
ภายในรถมีชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่เบาะหลัง เขากำลังจ้องไปที่ประตูของตระกูลไป๋ พร้อมกับยกยิ้มราวกับว่าเขากำลังเจอเรื่องสนุก
___________________________________
คิดถึงกันไหมเอ่ย วันนี้มาส่งงานล็อตใหญ่ครับ จะลงถึงตอนที่ 64 เลย ^^