
.....บ้านไม้เก่า ๆ หลังนี้ เป็นสถานที่ ๆ มีความทรงจำมากมายของข้า ท่านพ่อที่ให้ข้าขี่หลังเป็นแม่ทัพ ข้าวหอมร้อน ๆ ที่ท่านย่าหุงให้กิน และ...ท่านแม่ หญิงผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อข้า ข้าถูกเด็กในหมู่บ้านรังแกนางคือคนที่กอดตอนข้าร้องไห้ ซื้อขนมเคลือบน้ำตาลให้ข้ายิ้ม ลุกขึ้นมาห่มผ้าให้ข้าตอนข้านอน และ....ท่านนั่งรอข้ากลับมาอยู่ที่หน้าบ้านเสมอ หลินเซียนมองหน้าบ้าน แม่ของเขายังนั่งอยู่แคร่ไม้ไผ่ตรงนั้น ร่างกายของหญิงวัย 80 ทรุดโทรมชราภาพไม่ต่างจากบ้านผุพังที่อาศัย นางมองหลินเซียนที่มองไกล ๆ ไม่ค่อยเห็นแล้ว จนหลินเซียนเข้ามายืนใกล้นางจึงเห็นว่าเป็นหน้าลูกชายสุดที่รัก
"กลับมาแล้วหรือลูก...."
คำพูดสั้น ๆ ที่หลินเซียนน้ำตาไหลพราก เขาคุกเข่าลงสวมกอดท่านแม่ด้วยความรักเป็นที่สุด เหมือนท่านแม่อยากจะพูดอะไร แต่ด้วยความชราภาพ นางยกปากพูดไม่ค่อยไหวแล้วจึงมองหน้าลูกชายแล้วยิ้มให้
หลินเซียนเข้าบ้านไปต้มน้ำร้อนผสมน้ำเย็นให้เป็นน้ำอุ่น แล้วยกมาล้างเท้าให้แม่เขาดังที่เขาทำมาตลอด เสร็จแล้วหลินเซียนเข้าไปหุงข้าว แล้วมาพยุงท่านแม่มารับประทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะอาหาร ตอนแรกเขาตั้งใจจะมาอำลาท่านแม่ การไปสนามรบครั้งนี้ เขารู้ตัวดีว่าเขาคงไม่รอดชีวิตกลับมาได้อีก แต่พอมาถึงเห็นใบหน้าแม่เขาแล้วเขาก็พูดไม่ออก ได้แต่ป้อนข้าวท่านแม่ ดั่งเช่นที่ท่านแม่เคยป้อนเขาในวัยเยาว์ เขาปรนนิบัติท่านแม่อยู่ที่บ้านตลอด 7 วันนี้โดยไม่ปริปากอะไรเลย นอกจากรอยยิ้ม
พอถึงวันที่ 8 เขาจะออกเดินทางอีกครั้ง เขาทำเหมือนไม่มีอะไร เหมือนไปสักพักเดียวก็กลับมาเหมือนปกติ แต่ท่านแม่ก็ค่อย ๆ ลากเท้าชราเดินเข้ามาหาเขา นางใช้ 2 มือจับแก้มลูกชาย ดวงตาเล็กๆ นั้นมีน้ำตาใส ๆ อยู่เล็กน้อยเอ่ออยู่
"เซียนเออร์..." นางเรียกชื่อลูกชาย เป็นเสียงแผ่ว ๆ ของร่างชราที่แทบไม่เหลือกำลังอีกแล้ว
หลินเซียนร้องไห้โฮเหมือนเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง "ท่านแม่.....แม่...."
จนเขาเหลือบเห็นทหาร 2 นายนำอาหารและเรื่องใช้ต่าง ๆ มาให้ตามดำรัสองค์ชาย จริงๆ พวกเขาผลัดเวรกันมาเฝ้าดูแลแม่ของหลินเซียน แต่เขาเห็น 7 วันนี้หลินเซียนอยู่กับแม่ พวกเขาจึงไม่อยากมารบกวน
"ท่านเซียนโปรดวางใจ พวกข้าจะดูแลแม่ท่านอย่างดีที่สุด" ทหารแก่คนหนึ่งพูด
"ข้าเองก็เป็นลูกกำพร้าจากพ่อที่เป็นพลทหารตายในสงครามเช่นกันขอรับ"
"ข้าย่อมรู้ดี...ถึงความรักความผูกพันที่พวกท่านมีต่อแม่ ภรรยา และบุตรที่รัก ดังนั้นข้าจะพยายามปกป้องรักษาความรักของพวกท่านทุกคน .
"...ข้า....จะปกป้องประเทศนี้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของข้า!"
ทหารคนหนึ่งกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาร้องไห้ เพราะรู้สถานการณ์ตอนนี้ดี เมืองใกล้แตก ประเทศใกล้ล่มสลายแล้ว ชาวบ้านมากมายต่างทุกข์โศก หลายครอบครัวสูญเสียลูกชายไปเพราะสงครามครั้งนี้ พวกเขาต้องอยู่กับความทุกข์ คนผมหงอกต้องมาส่งศพคนผมดำ ภาพของเด็ก ๆ กำพร้าพ่อ คนไม่รู้จักกันต้องถือดาบมาฆ่ากัน นี่คือสงครามที่ชนชั้นบนผู้ละโมบไม่สิ้นสุดแค่ไม่กี่คนปราถนา ....
.....หลินเซียนเข้าไปในป่าเด็ดผลอวิ๋นฮวาทั้งต้นได้ 20 กว่าลูก แล้วเขาเอาไปให้เถ้าแก่ร้านยาโดยไม่คิดเงิน เถ้าแก่ร้านยาถึงจะขี้งกแต่ก็ไม่ชอบเอาเปรียบใคร เขาเดินเข้าหลังร้านหยิบสมบัติเซียนชิ้นหนึ่งมาให้ มันคือน้ำเต้าเก่าๆ บอกว่าน้ำข้างในนี้สามารถรักษาแผลฉกรรจ์ได้ แต่เขาใช้ไปเยอะแล้ว มันเหลือพอให้ดื่มได้อีกไม่เกิน 2 - 3 ครั้งเท่านั้น เขายกให้ หลินเซียนขอบคุณ เจ้าของร้านยายิ้มให้เป็นครั้งแรก เมื่อเข้ามาในเมืองแล้วหลินเซียนจึงแวะไปหาท่านเศรษฐีหลงอวี่ด้วย ซึ่งคุณหนูก็ดีใจมากที่ได้เห็นหลินเซียน พวกเขาได้เดินชมสวมดอกไม้ในบ้านพูดคุยกันสักพัก ก่อนหลินเซียนจะจากไปเขาได้มอบยาเซียนที่ทำให้แก่ช้าแก่คุณหนู 1 เม็ดด้วย คุณหนูก็ยังคงมองหลินเซียนเป็นชายคนเดียวในหัวใจที่นางรักเช่นเดิม นางมองตามกระบี่ที่เขาขี่เหาะขึ้นฟ้าไปด้วยความเศร้า....
....เขาผ่านมาที่สำนักที่เขาเคยเรียน แต่เขาไม่เข้าไปด้านใน เขามองไกล ๆ จากด้านนอก ในใจพยายามระลึกถึงแต่เรื่องดีๆ ตลอด 4 ปีที่เราร่ำเรียนที่นี่ ภาพที่เขาถือกระบี่ฝึกที่ลานจนดึกดื่น ภาพเพื่อนที่ดีกับเขา แต่...ภาพอาจารย์ ไอ้อ้วนหลิวเซี่ยง ภาพการใส่ร้ายทำร้ายเขาก็หลุดเข้ามาบ้างเช่นกัน สำนักตอนนี้ก็แทบไม่ต่างจากสำนักร้าง เนื่องจากเซียนหลาย ๆ คนถูกเกณฑ์ไปสู้ หรือสร้างค่ายกลปกป้องเมือง ไม่มีนักเรียนใหม่เข้าเรียน เหลือเพียงลุงแก่ ๆ คนเดิมที่คอยกวาดใบไม้ตามพื้นร้าง ๆ ไร้คนมากมายเหมือนสมัยก่อน
เขาแอบถามคนผ่านไปมาก็พบว่าบัดนี้อาจารย์เฉิงเสินนั้นได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองเจ้าสำนักไปแล้ว ส่วนอาจารย์กอลิล่า...จื่อหยงนั้นเขาได้อยู่กินแบบไม่แต่งงานกับจินฮวาที่พวกเขาแอบมีสัมพันธ์กันมาตั้งแต่เรียนแล้วนั่นเอง ผ่านมาหลายสิบปีแต่ระดับเซียนพวกเขาไม่เพิ่มขึ้นเลย ก็ยังคงเป็นแกนปราณขั้นต้นอยู่เช่นเดิม
"บางทีนี่อาจเป็นความสุขของคนพวกนี้ปราถนา..."
"พวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นเซียนผู้สูงส่ง ไม่ได้ต้องการออกไปรู้จักโลกกว้าง"
"พวกเขาแค่หาพื้นที่มั่นคงให้คนอ่อนแออย่างพวกเขารวมกลุ่มอยู่ก็เท่านั้น"
"และมีหัวโขนนิดหน่อยพอให้ตนเองได้ชูหัวชูหางในโลกแคบๆ ของตัวเอง"
"ข้า....ไม่ได้ถูกพวกเขาขับไล่ แต่ตัวข้าต่างหากที่ตัดเนื้อร้ายอย่างคนพวกนี้ออกไปจากชีวิต"
"ข้าโชคดีแล้ว...."
แล้วหลินเซียนก้มโค้งคำนับหอตำราและห้องเรียนที่เขาเคยศึกษาแล้วขึ้นกระบี่บินจากไป....
.....หุบเขาแห่งหนึ่ง ธรรมชาติร่มรื่น น้ำตกลำธารใสไหลเย็น
หลินเซียนเข้าฌานอยู่ที่น้ำตก การไปร่ำลาและไปสถานที่เก่า ๆ ในอดีต ทำให้เขาจิตใจเขาเห็นสัจธรรมบางอย่าง
น้ำตกที่ร่วงไหลลงจากด้านบนหลินเซียนเห็นน้ำเหล่านั้นเคลื่อนไหวช้า ๆ
แล้วจู่ ๆ ก็มีปรอยฝนตกลงมา เม็ดน้ำฝนกระทบกับน้ำตก หลอมรวมกันและแตกกระจาย
ดวงตาเห็นสัจธรรม ย่อมเข้าใจในธรรมชาติแม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ
"ทำไมแกนปราณต้องมีอันเดียว?"
"ทำไมทารกวิญญาณต้องมีคนเดียว?"
"ทำไมข้าต้องใช้เวลาสะสมปราณเพื่อให้ทารกวิญญาณกำเนิด?"
"ธรรมชาติมีตัวตนอยู่แล้ว เต๋าคงอยู่เช่นเดิมไม่เคยเกิดหรือตาย...."
คำถามหลาย ๆ อย่างเริ่มไหลเข้ามาในสมองหลินเซียน โดยเฉพาะที่ผู้อาวุโสหยิน-หยางเล่าถึงเซียนผู้หนึ่งบรรลุหยวนอิงแล้วทารกวิญญาณเขากลับกลายเป็นดาบ???
เพราะดาบนี่ดูยังไง ๆ ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต มันกลายเป็นทารกวิญญาณไปได้อย่างไร??
"บางทีมันอาจไม่มีอะไรสำคัญมาตั้งแต่แรก..."
หลินเซียนขยับมือกระบวนท่าทำให้น้ำรอบๆ ตัวเขาหมุนวนรวมกัน ทั้งน้ำจากน้ำตก น้ำฝน หยดน้ำตาใบไม้ น้ำที่อยู่ผิวดิน แม้แต่ไอน้ำเล็กๆ ในกายเขา
ผ่านมา 3 วัน เขายังคงนั่งที่เดิม น้ำมากมายหมุนวนรอบกายเขา ราวกับเป็นศูนย์กลางของพายุน้ำ เขาสงบนิ่งราวกับไม่มีชีวิต
ทันใดนั้น ปราณน้ำทั้งหมดในร่างกายหลินเซียนไหลออกมา
เศษเสี้ยวของหยดน้ำสวรรค์ ซึ่งจริงๆ มันควรไม่มีอยู่แล้วเพราะเขามอบให้ปีศาจจิ้งจอกไปแล้ว แต่มันกลับยังคงเหลือเป็นละอองเล็กๆ อยู่ ละอองนั้นระเหยขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านชั้นเมฆ ลอยสูงขึ้นไป
ส่วนหยดน้ำสีเหลือง ซึ่งเป็นหยดน้ำจากยมโลก มันค่อย ๆ ซึมลงไปใต้ดิน ลึก ...ลึกขึ้น....ลึกลงไปไม่สิ้นสุด
อีกหยดยังคงหมุนเป็นก้อนเล็ก ๆ ที่ใสบริสุทธิ์ อยู่เบื้องหน้าหลินเซียน แต่ทั้ง 3 หยดนั้นมีละอองเส้นปราณวารีบาง ๆ เชื่อมถึงกันอยู่...
....ณ สวรรค์ชั้นที่ 7 อวี่ชิง เทียน เหล่าเทพบรรพกาลผู้รักษาสมดุลจักรวาลและผู้รู้จักวิชาเวทย์มนต์สูงสุด ต่างตื่นตะลึงมายืนมุงดูที่สระน้ำสวรรค์บรรพกาลเรืองแสง และแล้วก็มีน้ำสีทองหยดหนึ่งลอยขึ้นมาจากสระ และค่อยๆตกลงสู่แดนมนุษย์ มีเสียงดังก้องมาจากสวรรค์ชั้นที่ 8 ซ่างหยวน เทียน เป็นเสียงของจักรพรรดิ์สวรรค์บน(เรื่องนี้มีแดนสวรรค์บนและสวรรค์ล่าง) สะท้อนก้องสวรรค์ชั้นที่ 7 ว่าห้ามยุ่ง
....ณ แดนปีศาจบรรพกาลอันรกร้าง ว่างเปล่า ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอยู่ แต่เป็นสถานที่ลึกลับและยากจะเข้าถึงได้ที่สุดของแดนปีศาจ หยดน้ำที่มีไอดำทมิฬวนรอบ ลอยออกมาจากสระที่แห้ง มันมีเสียงร้องคร่ำครวญวิญญาณมากมาย ทันใดนั้นมีเสียงหัวเราะดังลั่นแผ่นดินแดนปีศาจบรรพกาลสั่นสะเทือน
(1 เดือนผ่านไป)
หลินเซียนยังคงไม่ได้ขยับไปที่ไหน นั่งอยู่ที่เดิมท่าเดิม ทันใดนั้นท้องฟ้าก็เแหวกเมฆเป็นรู ละอองหยดน้ำสวรรค์นั้นได้ดึงน้ำอีกหยดหนึ่งตกลงมาด้วย มันเป็นสีทองที่สว่างจ้า เมื่อมันค่อยๆ ลงมาใกล้จะถึงพื้นโลก เหล่าสัตว์บกสัตว์น้ำและสัตว์ปีกทั้งหมดโค้งคุกเข่าคำนับ แม้แต่ต้นไม้ใหญ่ก็โค้งคำนับ
ส่วนที่พื้นดินเกิดประทุแตกแยกออกเล็กน้อย แต่ลึกมาก ลึกจนมองลงไปไม่เห็นว่าก้นอยู่ที่ใด หยดน้ำสีเหลืองนั้นได้ดึงเอาหยดน้ำหยดหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมา มันมีไอสีดำทมิฬโพยพุ่ง
หยดน้ำทั้ง 5 กลับมารวมกันตรงเบื้องหน้าหลินเซียน แหวนธาราสวรรค์ก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในห้วงเต๋าในจิตใจหลินเซียน รากวิญญาณที่อับเฉาของเขาได้ดูซึมซับน้ำทั้ง 5 จนรากแผ่ขยาย รากวิญญาณนั้นกลับมีกิ่งใบอ่อนผลิออกมา 2 ใบ ๆ หนึ่งสีขาว ใบหนึ่งสีดำ ร่างหลินเซียนชักกระตุก ในจิตเกิดแสงวาบสว่างจ้าจนทุกอย่างหายไปหมด
นี่....นี่คืออะไร?
หลินเซียนลืมตาขึ้น แต่บัดนี้เขาไม่มีร่าง เขาเป็นเพียงก้อนกลม ๆ ใส ๆ อะไรสักอย่างลอยเหนือพื้นเล็กน้อย
ไม่มีจมูก.....แต่ได้กลิ่นของหญ้าและไปไม้
ไม่มีดวงตา.....แต่สามารถมองเห็นหน้า, หลัง, ซ้าย, ขวา, บน และล่างได้พร้อมกัน
ไม่มีหู......แต่ได้ยินเสียงร้องของลูกนกเหยี่ยวบนหน้าผา เสียงฝีเท้าของแมวป่าที่ห่างไกล
ไม่มีปาก.....แต่ทำไมข้ายังพูดได้ไม่หยุด พูดพร้อมกัน ราวกับข้ามีปากหลายปาก
ไม่มีผิวกาย....แต่ข้าสัมผัสถึงความอบอุ่น มันไม่ใช่ความอบอุ่นจากไฟ มันเป็นความอบอุ่นที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน
แล้วเขาก็มองไปเห็นชายวัยรุ่นผมสีดำยาวสลวยรูปร่างสูงผอม ข้าเห็นหน้าเขาไม่ชัดแต่คนๆ นี้น่าจะหล่อมาก สวมใส่ชุดสีขาวบริสุทธิ์
.
เขาคือตัวข้าเอง!!
