กิจกรรมสันทนาการของแต่ละทีมที่จัดขึ้นต่อเนื่องหลังจากนั้น มีของรางวัลมาล่อตาล่อใจเต็มไปหมด
รางวัลใหญ่มีั้แ่เครื่องฟอกอากาศ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟ ส่วนของรางวัลปลอบใจชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็เป็พวกแก้วเก็บความเย็นและรองเท้าแตะเพื่อสุขภาพ ที่จำเป็ต่อการเอาชีวิตรอดในฐานะอินเทิร์น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบัตรสมนาคุณจากห้างสรรพสินค้าแบรนด์ดังอีกเพียบ
บอกได้คำเดียวว่า เปย์หนักสมเป็โรงเรียนแพทย์อันดับหนึ่ง
ชินยูฮาจ้องมองของรางวัลเ่าั้พลางลอบกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ด้วยความอยากได้ พอหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ก็พบว่าทุกคนต่างก็มีแววตากระหายรางวัล ตาเป็มันไม่ต่างจากเธอเลยสักนิด
ชินยูฮาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจในความพร้อมเพรียงและจิติญญานักสู้ของลูกทีม
‘อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของรางวัลบนเวที ต้องตกเป็ของทีมเราแน่นอน!’
ชินยูฮามั่นใจเต็มร้อย
นาทีนี้เมื่อมีของรางวัลมาอยู่ตรงหน้า เื่สถาบัน เพศ หรืออายุก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป วินาทีนี้ใครทำแต้มได้ดีที่สุดและตอบคำถามควิซได้ถูกต้องเท่านั้นคือผู้ชนะ!
หลังจากผ่านพ้น่เวลาแห่งความบ้าคลั่งในกิจกรรมสันทนาการ ที่ทุกคนยอมขายขำและละทิ้งสติไปจนหมดสิ้น ในที่สุดชินยูฮาก็ได้กลับมานั่งประจำที่ พร้อมกับบัตรสมนาคุณห้างสรรพสินค้ามูลค่าหนึ่งแสนวอนและแก้วเก็บความเย็นในมือ
ถือเป็ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและคุ้มค่าเหนื่อยมาก หลังจากแบ่งสรรปันส่วนของรางวัลชิ้นเล็กชิ้นน้อยกันไปเรียบร้อยแล้ว ปัญหาสุดท้ายที่เหลืออยู่คือ ใครจะเป็ผู้โชคดีได้เครื่องฟอกอากาศที่เป็รางวัลใหญ่ไป
อินเทิร์นคนอื่นๆ ต่างพากันโบกมือปฏิเสธและขอยอมแพ้เพราะี้เีแบกกลับ สุดท้ายจึงเหลือเพียงหญิงสาวสามคนรวมถึงชินยูฮาที่ต้องมายืนล้อมวงเอาหัวชนกันเพื่อหาข้อสรุป
ทันใดนั้น ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมที่เดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี ก็เอ่ยปากทักขึ้นมาลอยๆ
“ถ้าเลือกไม่ได้ขนาดนั้น พวกคุณสามคนก็ลงชื่อยื่นขอใช้ห้องพักอินเทิร์นด้วยกันซะเลยสิ แล้วก็เอาเครื่องฟอกอากาศนี่ไปตั้งไว้ในห้องนั้น แฟร์ๆ ดีออกใช่ไหม”
“โอ๊ะ…!”
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของชินยูฮาเปล่งประกายวาววับขึ้นมาทันที
อันที่จริงก่อนหน้านี้เธอก็เครียดอยู่ ตอนที่อาจารย์ประกาศว่าหอพักแพทย์ฝึกหัดเป็ห้องพักแบบนอนรวม 3 คน และให้ทุกคนจับกลุ่มสามคนเพื่อมายื่นใบสมัคร
ในฐานะเด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่ไม่มีเส้นสายและไม่มีเพื่อนฝูงในโซลเลยสักคน เธอจะไปปัญญาหารูมเมทจากไหนได้ กะว่าพอจบงานจะแอบไปเดินสอบถามฝ่ายประสานงานเงียบๆ อยู่เหมือนกัน พออาจารย์ช่วยชี้ช่องทางสว่างให้แบบนี้ ชินยูฮาก็รู้สึกขอบคุณอย่างมาก
ผู้หญิงอีกสองคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ ดูท่าทางจะสนิทสนมกันมาั้แ่สมัยเรียนแพทยศาสตร์ ม.เกาหลี แล้ว แม้ว่าหนึ่งในนั้นคือชิมอึนจินจะเคยเข้ามาคุยกับเธอสองสามคำในหอประชุมก่อนหน้านี้ แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะเต็มใจยอมรับคนนอกสถาบันอย่างเธอไปเป็รูมเมทด้วยเสียเมื่อไหร่
หลังจากหันไปกระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็เดินตรงดิ่งมาหาชินยูฮา
“พวกเราไม่มีปัญหาเื่ที่จะแชร์ห้องพักสามคนนะคะ แล้วคุณชินยูฮาล่ะคะรังเกียจไหม มาเป็รูมเมทกันเถอะค่ะ! อ๊า… พูดแบบนี้แล้วรู้สึกเขินจัง เหมือนกำลังขอแต่งงานอยู่เลยเนอะ”
ชิมอึนจินเอ่ยปากชวนพลางส่งรอยยิ้มหวานละมุนมาให้
คำเชิญชวนนั้นทำเอาความกังวลของชินยูฮามลายหายไปสิ้น เธอดีใจจนแทบจะะโโลดเต้น
“ยินดีมากๆ เลยค่ะ! ความจริงฉันเพิ่งไปติดต่อหาเช่าห้องแถวใกล้ๆ โรงพยาบาลไว้เหมือนกัน แต่ดูทรงแล้วหอพักอินเทิร์นของโรงพยาบาลน่าจะอยู่สบายกว่าเยอะเลย กะว่าจะไปขอยกเลิกสัญญาอยู่พอดีเลยค่ะ”
“เยี่ยมไปเลย... เอ้อ! ชินยูฮา ในตารางโรเตต[1] ฉันเห็นว่าเดือนแรกเธอเจิมที่ วอร์ดเด็ก[2] ใช่ไหม”
“ใช่”
“เฮ้ย! ฉันก็ประเดิมวอร์ดเด็กเดือนแรกเหมือนกัน! มาพยายามไปด้วยกันนะ ดูจากหน้าตาแล้วพวกเราน่าจะอายุเท่ากัน งั้นมาเปลี่ยนเป็พูดภาษาเป็กันเองเถอะเนอะ ส่วนนี่พี่คิมยุนฮเย อายุมากกว่าพวกเรานิดหน่อย เรียกออนนี่[3] ได้เลย พูดอะไรบ้างสิพี่ยุนฮเย”
“เอ้า ก็เธอเล่นแย่งพูดไปจนหมดแล้วนี่ จะให้พี่แทรกตรงไหนล่ะ”
ต้องขอบคุณความเฟรนด์ลี่ของชิมอึนจิน ที่ช่วยทลายกำแพงและจัดแจงลำดับาุโให้เสร็จสรรพในเวลาไม่กี่นาที
“ยูฮาจ๊ะ จากนี้ไปหนึ่งปี ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ” คิมยุนฮเยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ฉันต่างหากค่ะที่ต้องฝากเนื้อฝากตัว พี่ช่วยชี้แนะด้วยนะคะ”
“ว้าว! ยินดีต้อนรับเข้าสู่แก๊ง ‘สามทหารเสืออินเทิร์นสาวสวย’ ของพวกเราค่าาา!”
เห็นท่าทางเล่นสนุกของชิมอึนจิน ชินยูฮาที่โดนดึงมือไปจับล้อมวงหมุนไปรอบๆ พร้อมกับเพื่อนใหม่ทั้งสองคนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามไปด้วย
อาจเป็เพราะฤทธิ์ไวน์ที่ดื่มเข้าไปใน่ค่ำ หรืออาจเป็เพราะเคมีที่เข้ากันได้อย่างประหลาด ทั้งที่เพิ่งจะรู้จักและใช้เวลาร่วมกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง ชินยูฮากลับรู้สึกสนิทใจราวกับเป็เพื่อนที่คบกันมาแรมปี
‘ขอให้มิตรภาพและบรรยากาศดีๆ แบบนี้คงอยู่ตลอดไป และขอให้ชีวิตอินเทิร์นของฉันราบรื่นมีความสุขด้วยเถิด’
ชินยูฮามองมือของตัวเองที่ถูกเกาะกุมไว้ด้วยมืออันอบอุ่นของชิมอึนจินและคิมยุนฮเย พลางแอบอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจ
หลังจากนั้น ่เวลาแห่งการส่งมอบงานอันแสนทรหดก็ผ่านพ้นไปรวดเร็ว และวันเริ่มต้นชีวิตการทำงานจริงก็มาถึง
ทันทีที่เปิดไฟล์ตารางงานในอีเมล ชินยูฮาก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความช็อก
‘เริ่มงานเป็ทางการวันที่ 1 มีนาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมในใบสั่งงานบอกให้ฉันไปสแตนบายั้แ่วันก่อนหน้าตอนหกโมงเย็นล่ะเนี่ย!’
สรุปคือเธอโดนเจิมโรเตตแรกด้วยเวรดึก ั้แ่วันแรกที่เหยียบเข้าโรงพยาบาล
‘เจอเวรดึกั้แ่เดย์หนึ่ง ดวงเยินั้แ่เริ่มเลยยัยชินยูฮา!’
ความรู้สึกขนพองสยองเกล้าแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ราวกับว่าการโดนจัดเวรดึกในวันแรกนี้ เป็ตัวสปอยล์ชั้นดีว่าอนาคตอันใกล้ในโรงพยาบาลแห่งนี้ของเธอคงจะเต็มไปด้วยความซวยซ้ำซวยซ้อนแน่นอน
ด้วยความกังวลกับการทำงานวันแรก ชินยูฮาจึงเก็บของไปยังหอพักอินเทิร์นั้แ่หัววัน
หอพักอินเทิร์นที่โรงพยาบาลทุ่มทุนสร้างขึ้นใหม่ เพื่อประคบประหงมและต้อนรับขับสู้ ‘ท่านอินเทิร์นผู้ทรงเกียรติ’ นั้น มีสภาพหรูหราอลังการและกว้างขวางกว่าห้องเช่าขนาดเท่าฝ่ามือของเธอราวฟ้ากับเหว
พอสี่โมงเย็น รูมเมททั้งสองคนก็นำสัมภาระมาสมทบจนครบแก๊ง ชิมอึนจินและคิมยุนฮเยต่างพากันเข้ามาสวมกอดและให้กำลังใจชินยูฮาที่กำลังจะออกรบในเวรดึกคืนแรกอย่างล้นหลาม
“ชินยูฮา เธอทำได้ดีแน่ๆ ตอนที่พี่ยองอิลมาส่งเวร ฉันเห็นเธอนั่งฟังตาแป๋วแถมยังเข้าใจทุกอย่างเลย ตัดภาพมาที่ฉันดิ ฟังไม่รู้เื่เลยสักนิด จนต้องมานั่งถ่างตาอ่านเอกสารส่งงานอยู่คนเดียวทั้งเสาร์-อาทิตย์เนี่ย”
“ไม่จริงเลยอึนจิน! ตอนนั้นฉันแค่พยักหน้าเออออตามน้ำไปงั้นเองแหละในหัวคือว่างเปล่ามาก เฮ้อ! เอาเป็ว่าเดี๋ยวฉันไปลองของจริงก่อน แล้วจะกลับมารีวิวให้ฟังนะ”
“เออว่าแต่ชินยูฮา ตอนที่เธอเป็เอ็กซ์เทิร์น[4] แล้วต้องอยู่เวรโรงพยาบาล เธอเป็พวกดวงเย็นหรือดวงเยิน”
“ฉันเหรอ พวกเพื่อนๆ ในกลุ่มชอบบอกว่าฉันเป็พวกดวงเย็นนะ อยู่เวรทีไรเคสเงียบกริบตลอด”
“เฮ้ย! จริงป่ะเนี่ย! โชคดีชะมัดเลย ชินยูฮาจ๋า ฉันน่ะมันดวงเรียกเคสตัวแม่เลยแก! อยู่ไหนบรรลัยที่นั่น! ในที่สุดก็เจอคนดวงเย็นของฉันแล้ว!”
“อะไรของเธอเนี่ย 5555 เออ! ได้เลย! ฉันนี่แหละจะเป็ยันต์ไล่เคสเคลื่อนที่! หลังจากนี้ถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยแผ่เมตตาให้เคสมันสงบลงได้ ฉันจะช่วยเธอเต็มที่เลย!”
“งั้นเดี่ยวพี่จะรีวิววอร์ดออร์โธ[5] ให้พวกเธอฟังละกันนะ เพราะเดือนถัดไปพวกเธอสองคนต้องมาวอร์ดนี้ต่อจากพี่นี่นา” คิมยุนฮเยเสริม
“ขอบคุณค่ะพี่ แต่จะว่าไปพวกเราสองคนโชคดีที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พี่ต้องไปลุยเดี่ยวคนเดียวเนี่ยสิจะเป็ยังไงบ้างนะ ถ้ามีอะไรด่วนพี่คอลหาพวกเราได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะ! พวกเราจะทิ้งทุกอย่างแล้วพุ่งตัวไปหาพี่ทันที แก๊งสามทหารเสือต้องช่วยเหลือและไม่ทอดทิ้งกัน!”
ท่ามกลางความกลัวและความวิตกกังวลกับวันแรกของการทำงาน หญิงสาวทั้งสามคนต่างพยายามเค้นคำพูดให้กำลังใจเพื่อชุบชูจิตใจของกันและกัน
พวกเธอคือแก๊งอินเทิร์นสาวสวยที่พร้อมจะเป็ลมใต้ปีกและเป็ที่พึ่งให้แก่กันในยามยาก
และแล้ว ม่านมหากาพย์ชีวิตอันแสนโลดโผนและเต็มไปด้วยรสชาติของชินยูฮา ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกาหลี ก็ได้ฤกษ์เปิดฉากขึ้นอย่างเป็ทางการ
***
ชินยูฮาใช้เวลาที่เหลืออยู่ไม่กี่ชั่วโมง นั่งจดจ่อท่องจำข้อความในเอกสารส่งเวรซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะทะลุ รวมถึงเปิดดูคลิปวิดีโอสาธิตทักษะหัตถการทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อทบทวนความจำ จนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาห้าโมงครึ่ง
ชินยูฮาลุกขึ้นยืนด้วยความมุ่งมั่น เปลี่ยนใส่ชุดสครับ[6] พลางยัดสมุดโน้ตเล่มเล็กและปากกาลูกลื่นลงในกระเป๋าเสื้อ
“กรี๊ดดดด! คุณหมอขาาาา! หล่อเท่มากเลยค่ะ!”
“ชินยูฮา! ชินยูฮา! คุณหมออัจฉริยะ ชินยูฮา สู้ๆ !”
ชิมอึนจินและคิมยุนฮเยพากันปรบมือรัวๆ พร้อมส่งเสียงเชียร์ลั่นห้อง ยามที่เห็นชินยูฮากำลังจัดแจงเสื้อผ้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและแววตามุ่งมั่น ท่าทางเล่นใหญ่และเสียงโวยวายของเพื่อนร่วมห้องทำให้ชินยูฮาหลุดยิ้มออกมาขำๆ
“ขอให้ฉันรอดชีวิตกลับมาเจอพวกเธอนะ!”
ชินยูฮากล่าวคำอำลาพลางรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของรูมเมททั้งสองคนที่อุตส่าห์เดินมาส่งเธอถึงหน้าประตูห้อง
หลังจากก้าวขาออกจากหอพักมุ่งหน้าสู่หอผู้ป่วย ฝีเท้าของชินยูฮาก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ แม้หอพักอินเทิร์นจะตั้งอยู่ในโรงพยาบาล แต่ก็ตั้งอยู่บริเวณชายขอบด้านนอกสุด หากไม่รีบเดินเธออาจจะไปสายั้แ่วันแรกได้
แน่นอนว่ายังเหลือเวลาอีกเกือบยี่สิบนาทีก่อนจะถึงเวลาเข้าเวรตอนหกโมงเย็น แต่สำหรับอินเทิร์นหน้าใหม่ที่เพิ่งมาทำงานวันแรก เวลาเพียงเท่านี้กลับให้ความรู้สึกกระชั้นชิดและกดดันจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
แม้จะเข้าสู่เดือนมีนาคมซึ่งเป็่เริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิแล้ว กระแสลมหนาวที่พัดผ่านปะทะใบหน้าของชินยูฮาก็ยังคงเย็นเยียบจนบาดผิว
ชินยูฮาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอาอากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำให้เข้าไปเต็มปอด ความเย็นนั้นช่วยกระตุ้นให้สมองและจิตใจของเธอตื่นตัวและแจ่มใสขึ้นมาทันตา
ท่ามกลางทัศนียภาพรอบตัวที่เริ่มมืดมิดลงเนื่องจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงไฟจากตึกโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกาหลียังคงสว่างไสวเจิดจ้า โครงสร้างตึกอันยิ่งใหญ่อลังการและทรงพลังนั้นทำให้หัวใจของชินยูฮาเริ่มเต้นระทึกอีกครั้ง
มือเรียวเล็กกระชับสายคล้องบัตรประจำตัวแพทย์เอาไว้แน่น ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคงและทรงพลัง มุ่งหน้าเข้าสู่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกาหลี
และทันทีที่เธอแตะบัตรเข้าเวร เสียงเพจเจอร์และสายเรียกเข้าจากพยาบาลก็ตามมาหลอกหลอน ราวกับอัดอั้นมารอเธออยู่แล้วั้แ่หัววัน
ชินยูฮาแหวกว่ายอยู่ในกองทัพพายุคอลอยู่พักใหญ่ พอเหลือบไปมองนาฬิกาข้อมือ เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความช็อก เมื่อพบว่าเวลาเพิ่งผ่านไปไม่ถึง 50 นาทีเท่านั้น!
‘สุดยอดเลย นี่ฉันต้องอยู่ในนรกขุมนี้ต่อไปอีกตั้ง 11 ชั่วโมงเลยเหรอเนี่ย…’
แม้จะทำใจยอมรับและเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว ความจริงที่เผชิญอยู่ตรงหน้ากลับโหดร้ายและบัดซบกว่าที่คิดไว้หลายเท่า
โรงพยาบาลที่เคยขับเคลื่อนและดำเนินงานได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ด้วยฝีมือของเหล่ารุ่นพี่อินเทิร์นผู้เจนโลก กลับดูเหมือนจะเริ่มติดขัด และพร้อมจะพังทลายลงภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพียงเพราะมีกลไกห่วยๆ ที่ชื่อว่าชินยูฮาเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของระบบ ชินยูฮารู้สึกสมเพชและสมองตื้อในความไร้ความสามารถของตัวเองเหลือเกิน
แม้งานส่วนใหญ่ของอินเทิร์นไม่ต้องวินิจฉัยโรคขั้นสูงหรือความเห็นทางการแพทย์ที่ลึกล้ำอะไร ส่วนใหญ่เป็เพียงงานใช้แรงงาน ทำตามคำสั่ง คอยรับออเดอร์ยา ปล่อยเคส หรือเดินไปขอใบยินยอมการตรวจรักษาจากคนไข้และญาติ สำหรับชินยูฮาในตอนนี้ งานที่ดูเหมือนจะง่ายแสนง่ายเ่าั้ กลับกลายเป็บททดสอบระดับมหาหินที่สร้างความทุกขเวทนาให้เธออย่างต่อเนื่อง
ชินยูฮารู้ดีว่าเธอจะมาแสดงความอ่อนแอหรือทำหน้าบูดบึ้งั้แ่วันแรกไม่ได้ เธอจึงพยายามฝืนยิ้มและยกมุมปากขึ้นสูงอยู่ตลอด
โชคดีที่ในอดีตเธอเคยผ่านงานพาร์ทไทม์ในสายงานบริการมาอย่างโชกโชน การแสร้งทำเป็ใจดีสู้เสือ และรักษาความสุขุมเยือกเย็นเอาไว้จึงไม่ใช่เื่ยากเกินความสามารถสำหรับเธอ
‘เออ! คิดซะว่าคนที่ร้องไห้เวลาเจอเื่ยากลำบากน่ะมันพวกชั้นสาม ส่วนคนที่หัวเราะได้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานต่างหากคือพวกชั้นหนึ่ง และคนชั้นหนึ่งที่ว่านั้นจะเป็ใครไปไม่ได้ นอกจากฉัน! ชินยูฮาคนนี้ยังไงล่ะ’
เมื่อนึกถึงประสบการณ์อันแสนรันทดและกระสับกระส่ายใน่ที่เคยเป็ลูกจ้างพาร์ทไทม์ ชินยูฮาก็ค่อยๆ ดึงสติและเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้
แถมถ้าเทียบกับตอนนู้น งานนี้ได้ค่าตอบแทนสูงกว่ากันตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็ทาสโรงพยาบาลเหมือนกัน คลาสและระดับของทาสในเรือนเบี้ยแห่งนี้มันคนละเกรดกันเลยยัยชินยูฮา!
หลังจากง่วนอยู่กับการเคลียร์งานจนหัวหมุน ในที่สุดเข็มนาฬิกาก็บ่งบอกเวลาล่วงเลยผ่านตีสองไปแล้ว เสียงคอลที่เคยดังถี่ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเริ่มซาลง และในที่สุดก็นิ่งสนิทไปชั่วขณะ
‘เอ้า… เมื่อไหร่จะมีคอลมาอีกนะ’
ชินยูฮาที่ก่อนหน้านี้กลัวคอลจนขี้หดตดหาย ตอนนี้กลับยืนชะเง้อคอมองเพจเจอร์อย่างกระวนกระวายใจ รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีเสียงเตือนใดๆ เธอจึงตัดสินใจทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
พอสภาพร่างกายเริ่มผ่อนคลายและจิตใจเริ่มสงบลง ชินยูฮาก็เริ่มทำการทบทวนและตกผลึกเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างใจเย็น
ถ้าเป็งานประเภทใหม่ที่เพิ่งเคยเจอเธอ ก็อาจจะทำใจยอมรับในความเด๋อด๋าของตัวเองได้ หากเป็งานเดิมๆ ที่เคยผ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อไปเธอปฏิญาณกับตัวเองว่าจะต้องทำมันให้ออกมาเฉียบคม ไร้ที่ติ และไม่มีการสะดุดอีกเด็ดขาด
ในระหว่างการส่งมอบงาน พวกรุ่นพี่ต่างพากันเน้นย้ำจนหูชาว่า ถ้าระหว่างเข้าเวรดึกแล้วไม่มีคอลเรียก สิ่งสำคัญที่สุดที่อินเทิร์นต้องทำคือรีบงีบหลับเอาแรงซะ
แต่ในสภาวะที่อะดรีนาลีนยังคงสูบฉีดพล่านขนาดนี้ ชินยูฮารู้สึกว่าต่อให้ข่มตานอนยังไงก็คงนอนไม่หลับ เธอจึงตัดสินใจสะบัดหัวและล้มเลิกความคิดที่จะนอนพักผ่อนไปโดยสิ้นเชิง
แน่นอนว่า หลังจากเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาหกโมงเช้าอันเป็เวลาเริ่มต้นปฏิบัติงานอย่างเป็ทางการในวันรุ่งขึ้น เธอจะต้องนึกย้อนกลับมาเสียใจและอยากจะทุบหัวตัวเองกับทางเลือกอันโง่เขลานี้อย่างแน่นอน
และแล้ว คืนแรกของการทำงานและการเข้าเวรดึกครั้งแรกของชินยูฮา ก็ค่อยๆ ดำเนินผ่านพ้นไปท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มจางลง
***
พอเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาหกโมงเช้าตรงเป๊ะ เสียงคอลก็เริ่มแผดเสียงร้องระงมขึ้นมาอีกครั้งทันที ส่งผลให้ชินยูฮาต้องต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยความวุ่นวายและโกลาหลจนแทบไม่มีเวลาหายใจ
หากมองจากภายนอก แววตาของชินยูฮาดูสดใสและตื่นตัวมากกว่าใครๆ แต่ในความเป็จริง อวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างสมองของเธอนั้น ได้เข้าสู่สภาวะชัตดาวน์และหยุดทำงานไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ชินยูฮาอาศัย่จังหวะที่เสียงคอลเงียบหายไปชั่วครู่ รีบสับเกียร์หมาวิ่งสปีดสี่คูณร้อยเมตรตรงดิ่งไปยังร้านสะดวกซื้อภายในโรงพยาบาลเพื่อเติมน้ำตาลและสารอาหารเข้าสู่ร่างกายที่กำลังหมดพลังอย่างเร่งด่วน
เธอจำเป็ต้องรีบยัดของกินลงท้องให้เต็มอิ่ม และอัดคาเฟอีนเข้าไปให้เพียงพอก่อนที่พายุคอลระลอกใหม่จะซัดกระหน่ำเข้ามา
หลังจากสอยแซนด์วิชมายัดเข้าปากอย่างรวดเร็ว แถมยังซดกาแฟร้อนจัดจนลวกเพดานปากพองไปหมด ชินยูฮากลับต้องมานั่งทำหน้ามุ่ยด้วยความเซ็ง เนื่องจากหลังจากนั้นกลับไม่มีสายคอลเรียกตัวเธอเลยเป็เวลานาน
“โธ่เอ๊ย ถ้ารู้ยังงี้รู้งี้ค่อยๆ เคี้ยวค่อยๆ กินก็ดีหรอก”
ชินยูฮาบ่นอุบพลางเอามือลูบท้อง รู้สึกแน่นและท้องอืดขึ้นมาซะดื้อๆ
เพื่อช่วยให้อาหารย่อยได้เร็วขึ้น ชินยูฮาจึงเริ่มเดินสำรวจไปตามวอร์ดต่างๆ ในโรงพยาบาลอย่างขะมักเขม้น พลางส่งรอยยิ้มและเอ่ยปากทักทายทุกคนที่เดินสวนกันอย่างกระตือรือร้น
เนื่องจากชินยูฮามีคติประจำใจว่า ‘การทักทายอย่างสดใสและมีมารยาท คือก้าวแรกของการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี’ ต่อให้สภาพร่างกายของเธอจะเหนื่อยล้าสายตัวแทบขาดขนาดไหน เธอก็จะไม่ยอมละเลยเื่การส่งเสียงทักทายเด็ดขาด
และอาจเป็เพราะอิทธิพลจากเสียงทักทายอันสดใสและเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวกของเธอ
แผนกกุมารเวชศาสตร์ที่มักจะดูอึมครึม อึดอัด และเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดอยู่เสมอนั้น ดูเหมือนจะเริ่มมีชีวิตชีวาและสว่างไสวขึ้นมาทีละน้อยเพราะหมอใหม่อย่างเธอแล้วสิ
[1] โรเตชัน (Rotation) ในที่นี้หมายถึงตารางหมุนเวียนปฏิบัติงานของแพทย์
[2] กุมารเวชศาสตร์ (Pediatrics)
[3] ออนนี่ แปลว่า พี่สาวในภาษาเกาหลี
[4]เอ็กซ์เทิร์น (Exturn) ชื่อเรียนนักศึกษาแพทย์ปี 6
[5] ศัลยกรรมกระดูกและข้อ (Orthopedics)
[6] ชุดสครับ (Scrub) คือชุดยูนิฟอร์มมาตรฐานที่บุคลากรทางการแพทย์สวมใส่ขณะปฏิบัติงาน