สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_31_เทวะชนมิอาจล่วงเกิน มหาปราชญ์มิอาจยั่วโทสะ

    นางคิดว่าเมื่อยามที่พูดออกมาว่าเป็นมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งกลับชาติมาเกิด


    เกรงว่าแม้แต่เจ้านิกายเทพกระบี่กระจ้อยร่อยคงจะตื่นเต้นจนวิ่งออกมาต้อนรับเลยกระมัง ?


    ถึงอย่างไรนามมหาปราชญ์สามารถทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนตกตะลึง


    แล้วนับประสาอะไรกับนิกายเทพกระบี่ที่เปรียบดั่งเข็มเล็ก ๆ ท่ามกลางผืนดินอันยิ่งใหญ่เล่า


    ยิ่งไปกว่านั้นมหาปราชญ์ยังมีสมบัติและความเข้าใจในฝึกตนมากมาย ตราบใดที่เอ่ยปากถ่ายทอดให้สักอย่าง ย่อมเพียงพอแล้วจะทำให้ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนสามารถพึ่งพามันไปได้ชั่วชีวิต


    แต่ดูท่านางจะคาดการณ์ไกลเกินไป


    สถานการณ์ในตอนนี้เรียกได้ว่าตอกหน้านางเข้าอย่างจัง


    “สามหาว!”


    “เป็นเด็กเป็นเล็ก แต่กลับกล้าเรียกผู้อาวุโสว่าแม่นางน้อยไม่เท่ากับเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของนิกายเทพกระบี่หรอกรึ?”


    “ช่างรนหาที่ตาย!”


    ซวนหยวนชิงเทียนถึงกับระเบิดโทสะ จนราวกับมีชั้นน้ำแข็งเกาะอยู่บนใบหน้าอันเย็นชาของนาง


    ข้าคนนี้เป็นใคร?


    ข้ามีชีวิตอยู่มาหลายพันปี เป็นถึงเทวะชนขั้นจุดสูงสุด ซึ่งเป็นเป้าหมายของผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วน


    วันนี้กลับถูกเรียกว่าแม่นางน้อยโดยยัยบ้าที่ไหนไม่รู้ที่มาบุกรุกนิกายเทพกระบี่ ?


    ใครมันจะไปทนไหว ?


    เทวะชนมิอาจล่วงเกิน!!


    ฉับพลัน จิตสังหารได้แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของนางราวกับเขื่อนทะลัก


    ในแววตาอันเยือกเย็นของนางนั้น เผยให้เห็นจิตสังหารที่จับต้องได้


    ในความคิดของหยู่เหวินเซิ่งซิน นางคือมหาปราชญ์ที่มีชีวิตอยู่มานานหลายพันปี กระทั่งเคยควบคุมมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่มาก่อน นางย่อมมีเหตุผลที่จะเรียกอีกฝ่ายเช่นนั้น


    ใครจะไปรู้ว่าซวนหยวนชิงเทียนจะเป็นคนประเภทเดียวกันที่มีชีวิตอยู่มาร่วมหลายพันปีกันเล่า


    ในสายตาของซวนหยวนชิงเทียน ที่ไม่รู้อีกเช่นกันว่าอีกฝ่ายก็เหมือนนาง จึงรู้สึกว่าตนกำลังโดนดูหมิ่น


    แล้วใครบ้างจะไม่โกรธ ?


    มีคำกล่าวที่ว่าอย่าทำให้อิสตรีโกรธเป็นอันขาด


    เพราะมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวจนไม่มีผู้ใดคาดคิด!


    “ดูเหมือนว่าเจ้าจะเตรียมตัวเตรียมใจแล้วสินะ”


    “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา!!”


    “ก็ดี ถ้าเช่นนั้นก็ตายไปเสีย”


    น้ำเสียงของซวนหยวนชิงเทียนเย็นเยียบลง


    ทันใดนั้นพลังปราณอันหนักหน่วงก็พวยพุ่งโดยที่มีนางเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมกับที่คลื่นพลังกวาดเข้าหาหยู่เหวินเซิ่งซิน


    เกือบจะในเวลาเดียวกัน นางก็ได้คว้ากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนออกมาจากด้านหลังพร้อมกับขว้างทั้งตัวกระบี่และฝักไปยังหยู่เหวินเซิ่งซินด้วยความรวดเร็ว


    กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนตัดผ่านอากาศโดยปราศจากสิ่งกีดขวาง ทว่ามันกลับเผชิญเข้ากับกำแพงปราณสีดำทมิฬ


    “เฮอะ!”


    “แค่เซียนกระจ้อยร่อยกลับหาญกล้าอวดดีต่อมหาปราชญ์เช่นนั้นรึ?”


    “วันนี้ข้าค่อนข้างอารมณ์ดี เช่นนั้นวันนี้จักรพรรดินีผู้นี้จะสั่งสอนเจ้าเด็กสามหาวให้เองว่าที่สูงที่ต่ำเป็นเยี่ยงไร”


    เดิมทีหยู่เหวินเซิ่งซินคิดว่า เมื่อเผยตัวตนออกมาแล้วอีกฝ่ายจะเคารพตนดั่งเทพเจ้า


    แต่ใครจะคาดคิด ไม่เพียงอีกฝ่ายไม่เชื่อ ซ้ำยังลงมือกับตนอีก


    ไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก


    นางกางมือเล็ก ๆ ออกมา จากนั้นกระจกโบราณขนาดเท่าฝ่ามือที่ส่องสว่างดั่งอัญมณีสุกสกาวก็ปรากฏขึ้นบนอากาศ


    ทันทีที่กระจกบานนี้ปรากฏกายขึ้น ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างก็ได้ผุดขึ้นมา


    เหนือนิกายเทพกระบี่ได้มีภาพของอสูรศักดิ์สิทธิ์คุกเข่าเบื้องหน้ากระจกเล็ก ๆ นี้


    “ไป!”


    หยู่เหวินเซิ่งซิน เพียงกล่าวออกมาเบา ๆ อย่างไม่แยแส


    ราวกับเป็นการขานรับ


    ท่ามกลางความว่างเปล่ากระจกบานนี้ก็ได้พุ่งทะยานเข้าทักทายกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนอย่างรวดเร็ว


    ‘แคล๊ง’


    ประกายไฟปะทุขึ้นกลางอากาศ อาวุธทั้งสองปะทะกันจนปลิวถอยหลังกลับไปยังมือของทั้งคู่


    ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งคู่ได้มองไปยังอาวุธของตนเองในมือด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ


    เหลือเชื่อเกินไป...


    ในความคิดของหยู่เหวินเซิ่งซินนั้น อาวุธของนางถือเป็นสมบัติที่เรียกได้ว่ามีค่าเกินบรรยาย เพราะอย่างน้อยมันก็อยู่เหนือกว่าระดับศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่


    แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าสมบัติของตนจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม แต่เมื่อหลายพันปีก่อนนางเคยได้ใช้มันบดขยี้ทำลายอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์มานักต่อนักแล้ว


    แต่ใครจะไปคาดคิดว่าแม้กระทั่งจะทำให้กระบี่เล่มนั้นบิ่นก็ยังทำไม่ได้เลย


    อีกอย่างกระบี่เล่มนั้นยังไร้รอยขีดข่วนราวกับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่ากระบี่เล่มนั้นจะอยู่ในระดับเดียวกับกระจกบานนี้ ?


    ส่วนในมุมมองของซวนหยวนชิงเทียนนั้น กระบี่เล่มนี้คือสมบัติล้ำค่าที่เจ้านิกายมอบให้เชียวนะ


    การเผชิญทัณฑ์สวรรค์เมื่อสิบวันก่อน เขาได้ใช้กระบี่เล่มนี้ฟาดฟันสายฟ้านั่นจนไม่เหลือซาก


    ซึ่งนางไม่คาดคิดเลยว่า แม้แต่จะทำให้กระจกร้าวก็ยังทำไม่ได้


    ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากระจกบานนั้นต้องไม่ธรรมดา เกรงว่ามันคงจะต้องอยู่ในระดับเดียวกับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเป็นแน่


    “เฮอะ!”


    “คิดว่ามีคันฉ่องแตก ๆ นั่นช่วยแล้วจะอ้างตัวว่าเป็นมหาปราชญ์ได้รึอย่างไร?”


    “คิดผิดแล้วที่มาเผชิญหน้ากับข้าผู้นี้”


    “ลิ้มรสกระบี่ของข้าเสีย!”


    ซวนหยวนชิงเทียน เปล่งเสียงที่เย็นชาออกมา


    มือซ้ายจับฝักกระบี่ไว้แน่น มือขวาจับไปยังด้ามกระบี่พร้อมกับดึงออกมาอย่างช้า ๆ เพียงพริบตาแสงสว่างสีทองก็กวาดกระจายออกไปทั่วบริเวณ


    ในเวลาเดียวกัน ปราณกระบี่อันหนาแน่นก็ได้พัดกวาดราวกับนกกระพือปีกกึกก้องกังวาน ซึ่งความเฉียบคมของมันทำให้ต้นหญ้าดอกไม้รอบ ๆ สั่นสะเทือน


    น่าเกรงขาม!


    น่าเกรงขามยิ่ง!


    หยู่เหวินเซิ่งซินสัมผัสถึงกลิ่นอายของกระบี่เล่มนี้ได้อย่างชัดเจน


    พริบตานั้นใบหน้าของนางจึงเปลี่ยนไปทันที


    “เฮอะ!”


    “เด็กน้อย ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”


    “คิดว่าจะเอากระบี่ผุ ๆ นั่นมาสู้กับจักรพรรดินีเช่นนั้นรึ?”


    “แล้วกล้าดีอย่างไรถึงมาว่าคันฉ่องของข้าว่าเป็นคันฉ่องแตก ๆ ?”


    “ข้าจะตีเจ้าให้หลาบจำ!”


    “ไป!!”


    หยู่เหวินเซิ่งซินคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด


    หลังจากนั้นนางก็ยกมือซ้ายขึ้นพร้อมกับมีแสงเก้าสีพุ่งเข้าไปในกระจกบานนั้น


    ในชั่วพริบตากระจกโบราณที่อยู่เบื้องหน้าก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน


    กระจกโบราณที่ก่อนหน้านี้ไม่มีสิ่งใดประดับตกแต่งได้ปรากฏอักขระโบราณส่องสว่างอย่างช้า ๆ ความธรรมดาทั้งมวลหางหายมลายสิ้น จากนั้นกระจกได้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าและค่อย ๆ ขยายขนาดขึ้นมา


    เมื่อมองขึ้นไป เวลานี้มันไม่ใช่แค่กระจก แต่มันคือท้องนภาที่โอบล้อมทุกสรรพสิ่ง


    บานกระจกปรากฏดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดารา ขุนเขา แม่น้ำ สายธาร ต้นไม้ มันเป็นดั่งพิภพขนาดย่อมที่เป็นเอกเทศ


    ในเวลานี้พลังปราณเก้าสีกระจายออกเป็นรูปแตรเขา รัศมีอันสูงส่งและบริสุทธิ์ยากจะหาสิ่งใดเปรียบพวยพุ่งออกมา


    ที่ที่แสงสว่างส่องผ่านจะปรากฏเป็นดวงดาวที่มาแทนที่


    เมื่อดวงดาวเรียงรายอยู่เต็มท้องฟ้า มันก็เริ่มส่องแสงสว่างออกมา


    แสงสว่างจากดวงดาวถูกดูดเข้าไปในกระจกทีละดวง ต้นไม้ใบหญ้า ขุนเขา สายธาร ทุกสรรพสิ่งสั่นสะท้าน


    ในไม่ช้ากระจกที่ผันเปลี่ยนไปก็เริ่มปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงออกมา ราวกับเวลานี้กลางอากาศกลายเป็นมหาสมุทรปราณอันกว้างใหญ่และบ้าคลั่ง


    พื้นที่รอบบริเวณราวกับถูกหยุดเวลา


    ฉับพลัน แสงทั้งเก้าสีได้พวยพุ่งออกมาจากกระจกพร้อมกับเจาะเข้าไปยังหัวไหล่ของซวนหยวนชิงเทียนอย่างรวดเร็ว


    น่าสะพรึงกลัว!!


    สีหน้าของซวนหยวนชิงเทียนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่กระบี่ในมือถูกยกขึ้น


    ฟึมม!!


    พื้นที่ทั้งหมดสั่นสะเทือน โลกทั้งใบอาบแสง แสงสว่างสีทองทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า


    ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดารา ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ พลันปรากฏ


    โลกทั้งใบพลันเงียบงันเมื่อตัวกระบี่เริ่มปลดปล่อยกลิ่นอาย


    มีเพียงแสงสีทองระยิบที่เริ่มพุ่งทะยานเข้าปะทะพลังปราณเก้าสี


    ขณะนี้ห้วงเวลาหาได้มีความหมายอีกต่อไป


    เวลานี้หาได้มีคลื่นแห่งความชั่วร้ายอีกต่อไป


    มีเพียงแสงสีทองและพลังปราณเก้าสีเท่านั้น ณ ที่แห่งนี้


    รอบบริเวณปราศจากสุ้มเสียงใด ๆ