“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โอ๊ย! ไม่ไหวแล้วข้าปวดท้องข้าขำจะตายอยู่แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ไป๋เฟยจูหัวเราะท้องคัดท้องแข็งปล่อยเต็มเสียงไม่ไว้มาดคุณหนูผู้สูงศักดิ์แม้เพียงนิด ปากก็หัวเราะ มือก็ทุบปั้กๆที่โต๊ะนั่งหน้าเรือน
ขณะนี้สองนายบ่าวมานั่งสนทนากันที่หน้าเรือนของตนเองแล้วผ้าที่คลุมปิดหน้าไว้ก็ถอดออก เห็นแผลถูกมีดกรีดจนเนื้อเปิดแดงเืแห้งกรังน่าสยดสยองยิ่งนัก
คราแรกอ้ายเยว่จะไม่ยอมนั่งนางจะยืนคอยรับใช้ไป๋เฟยจูใกล้ๆ เพราะนายกับบ่าวไม่ควรนั่งระดับเดียวกันแต่ไป๋เฟยจูบอกว่า เมื่อยคอ ทำไมต้องให้นางเงยหน้าคุยด้วย พออ้ายเยว่จะนั่งกับพื้นนางก็บ่นอีกว่า เมื่อยคอ ทำไมจะต้องให้นางก้มด้วย สุดท้ายอ้ายเยว่เลยจำต้องนั่งที่เก้าอี้คุยกับนางนางถึงได้ยิ้มพอใจ
“คุณหนูรอง เบาๆ เ้าค่ะ เบาๆ” อ้ายเยว่เตือนเ้านายสาว
“หากนายท่านและคุณชายทราบว่าคุณหนูรองหลอกลวงจะทำอย่างไรต่อเ้าคะ ไหนจะไปหลอกลวงไท่จื่ออีกโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงโทษปะาเชียวนะเ้าคะ” อ้ายเยว่กล่าวหน้าตาแสดงความหวาดกลัว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า....”ไป๋เฟยจูยกมือขาวเรียวดั่งหยกของนางขึ้น ปาดหยดน้ำที่หางตาออกเพราะหัวเราะมากเกินไป
“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว โอ๋ๆ”นางหยุดหัวเราะแล้วกล่าวปลอบสาวใช้คนสนิท
“ข้าหลอกลวงที่ไหนกัน พวกเขาคิดกันไปเองต่างหากข้าก็บอกตรงๆ แล้วแท้ๆ ว่าข้าแต่งหน้า ข้าพูดสักคำที่ไหนว่าข้าถูกมีดฟันหรือไปต้องอาวุธใดๆ เ้าลองคิดดีๆ สิ” ไป๋เฟยจูแก้ตัว
อ้ายเยว่พยายามนึกถึงเหตุการณ์และคำพูดในโถงรับรองแล้วก็เป็จริงดังที่คุณหนูรองกล่าว คุณหนูรองไม่เคยพูดสักคำว่าถูกมีดหรือถูกอาวุธทำร้าย “ไม่มีคำพูดนั้นเลยจริงๆ ด้วยเ้าค่ะ”
“เห็นไหมล่ะ จริงๆ แล้วข้าก็พูดความจริงทุกอย่างคิดดูสิ เ้าจะแต่งหน้าให้ข้า แต่ข้าเกรงว่าเ้าจะแต่งหน้าเป็แค่เพียงแบบสวยๆแต่งในแบบที่ข้า้าไม่ได้ เพราะเ้าต้องไม่เคยแต่งแบบแปลกๆแตกต่างออกไปจากเดิมแน่ๆ อย่างการแต่งให้เหมือนมีรอยแผลบนใบหน้าน่ะข้าก็เลยต้องแต่งเองไง”นางอธิบายคำกล่าวของตัวเองที่เตรียมไว้สำหรับแก้ตัวให้อ้ายเยว่ฟัง
“แล้วที่ข้าบอกว่า‘ข้ารั้นทำเองเลยผิดพลาดแล้วก็เป็อย่างที่เห็น’ ก็คือจริงๆแล้วข้า้าจะแต่งให้มันดูเหมือนเป็รอยแผลที่น่ากลัวน้อยกว่านี้ แต่ข้าคำนวณผิดไปหน่อยมันก็เลยดูน่ากลัวกว่าที่ข้าคิดไว้” นางหยุดพักเทชาลงจอก แล้วยกดื่ม
“อ่าส์” นางส่งเสียงแสดงความชื่นใจที่ได้ดื่มน้ำ
“แล้วก็นะ ที่ข้าบอกว่า ‘ไม่ให้พวกเขาตามข้ามาไม่ต้องตามใครมาดูข้า ข้าจัดการเองได้’นั่นก็เพราะถ้าพวกเขาตามมาเขาก็จะเห็นว่าข้าหัวเราะแบบตอนนี้น่ะสิและที่ข้าบอกว่าข้าจัดการเองได้ก็คือ ก็แค่ข้าล้างหน้ามันก็ออกหมดแล้วแค่นี้เองข้าจัดการได้ มันไม่ได้ยากตรงไหน ใช่ไหมล่ะ”ไป๋เฟยจูอธิบายคำแก้ตัวของตัวเองต่อไปโดยไม่มีความละอายเลยสักนิด
“เ้ารู้ไหม ตอนที่ท่านพ่อถามข้าว่า ทำไมวันนี้ข้าคลุมผ้าปิดหน้าข้านี่ถึงกับต้องก้มหน้าเลยนะข้าพยายามแทบตายที่จะกลั้นขำไม่ให้มีเสียงดังเล็ดลอดออกมา ฮุ่ย! แทบตาย”กล่าวพลางก็พ่นลมหายใจ
“แล้วก็ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะที่ข้าต้องกลั้นขำเ้าคิดดูสิ สุดท้ายข้าทนไม่ไหว จึงต้องวิ่งหนีออกมานี่แหละ เฮ้อคนพวกนี้ก็ไม่ไหวเลยตีความกันไปเองทั้งนั้น ไม่รู้จักถามรายละเอียดให้ดีๆ ก่อน มันก็ช่วยไม่ได้แหละนะ”กล่าวจบก็ยกมือทั้งสองข้างแบขึ้น แล้วยักไหล่ แบบไม่สนใจใครทั้งนั้นน่าหมั่นไส้ยิ่งในสายตาของอ้ายเยว่และอีกคนที่อยู่หลังต้นไม้ข้าง ‘เรือนชิงจู๋’ซึ่งเป็เรือนของไป๋เฟยจู
“สนุกมากหรือไม่”เสียงทุ้มดังออกมาจากหลังต้นไม้ข้างเรือนทำให้ไป๋เฟยจูถึงกับนิ่งค้าง
“พะ พี่ใหญ่” ไป๋เฟยจูรู้สึกใจหายวาบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้ามีความอุ่นวาบวิ่งผ่านด้วยความเร็ว
“ทะ ท่านมาั้แ่เมื่อไรเ้าคะ” นางตะกุกตะกักถาม
อ้ายเยว่เดินถอยฉากออกมาทันที เื่นี้อ้ายเยว่ไม่ขอยุ่ง
“พี่ก็มาั้แ่ที่เ้าบอกว่า ‘ข้าหลอกลวงที่ไหนกันข้าก็บอกตรงๆ แท้ๆ ว่าข้าแต่งหน้า’ นั่นแหละ”
“โอ๊ยโหยว! นั่นมันั้แ่แรกเลยนี่นา”ไป๋เฟยจูหลับตาปี๋ หดคอ
“ฮึ่ พี่เพิ่งรู้วันนี้เอง ว่าน้องสาวของพี่ซนขนาดนี้”พูดแล้วเดินมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามไป๋เฟยจู
ไป๋เฟยินึกภาพตอนที่ไป๋เฟยจูก้มหน้าไหล่สั่นเขาก็คิดว่านางร้องไห้เขาใมากที่ไหนได้เ้าตัวแสบนี่ไหล่สั่นเพราะกลั้นหัวเราะนี่เอง
“ตกลงมันเป็อย่างไรกันแน่เ้าจึงทำเช่นนี้”ไป๋เฟยิถามเสียงเรียบ ตาจ้องน้องสาวไม่ให้คลาดสายตา
“เอ่อ....แหะๆ” ไป๋เฟยจูเกาแก้มบ้าง เกาศีรษะบ้างสายตาหลุกหลิก พยายามคิดหาคำแก้ตัว
“ไท่จื่อกลับไปแล้วหรือเ้าคะ”ไป๋เฟยจูเปลี่ยนเื่กะทันหัน
“กลับแล้ว เ้าไม่ต้องมาเฉไฉ เ้าตอบพี่มาเสีย” ไปเฟยิไม่ยอมให้นางเปลี่ยนเื่ได้โดยง่าย
“เอ่อ แล้วท่านพ่อว่าอย่างไรบ้างเ้าคะ”ไป๋เฟยจูยังคิดหาคำตอบไม่ได้จึงยังคงดันทุรังเปลี่ยนคำถามใหม่
“ท่านพ่อไม่ว่ายังไง บอกว่าให้เวลาเ้าทำใจ”ไป๋เฟยิก็ยังคงตอบน้องสาวเสียงเรียบเช่นเคย
“แล้ว..”
“เ้าไม่ต้องถามอะไรแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนเื่อะไรด้วยตอบคำถามพี่เสียดีๆ” ไป๋เฟยจูยังพูดไม่ทันจบไป๋เฟยิก็ขัดจังหวะนาง
ไป๋เฟยจูก้มหน้าหงอย ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นแล้วตัดสินใจตอบ แม้จะไม่บอกเหตุผลที่แท้จริงว่าเพราะตนไม่อยากแต่งงานกับบุรุษแต่สิ่งที่กล่าวอ้างก็เป็เื่จริงเช่นกัน
“เพราะข้าไม่ได้รักไท่จื่อ ไท่จื่อก็ไม่ได้รักข้าและพี่หญิงใหญ่ก็รักไท่จื่อ ข้าไม่อยากเป็คนขวางเส้นทางรักของใครเ้าค่ะโดยเฉพาะคนนั้นคือพี่สาวของข้าเอง”
เมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่คาดคิดทำให้ไป๋เฟยิถึงกับอึ้งไป “เป็เื่จริงหรือ ที่ฉีเอ๋อร์รักไท่จื่อ”
“จริงสิเ้าคะ จริงแท้แน่นอน เพราะก่อนข้าตกน้ำพี่หญิงใหญ่บอกว่านางกับไท่จื่อรักกัน” เื่ที่เล่าคลาดเคลื่อนเล็กน้อย จริงๆแล้วไป๋ซูฉีบอกว่านางกับไท่จื่อรักกันตอนที่ไป๋ซูฉีกำลังลากนางไปในน้ำให้ห่างจากบันไดซุ้มศาลากลางสระบัวและตอนที่กำลังกดศีรษะนางให้จมน้ำต่างหาก แต่หากเล่าเื่ถูกกดจมน้ำอาจจะกลายเป็นางใส่ร้ายคนได้ แทนที่จะดูเป็คนดีเสียสละความรักจะกลายเป็คนขี้อิจฉาใส่ความแทน
“จริงๆ นะเ้าคะ ตอนที่ข้าไปที่โถงรับรองเมื่อเช้าข้าก็เห็นไท่จื่อกับพี่หญิงใหญ่แอบมองกันด้วย” อันนี้นางฟ้องจริงๆ เลยเพราะน่าจะมีคนเห็นบ้าง (ตอนนี้แอ๊บหญิงสุดพลัง เพื่อให้พี่ชายเอ็นดูนางพูดอะไรจะได้เชื่อทั้งหมด)
ไป๋เฟยจูเห็นสองคนนั้นมองกันก่อนที่พวกเขาจะหันมาเห็นนาง แต่หลังจากเห็นนางแล้วไท่จื่อก็ไม่หันกลับไปมองไป๋ซูฉีอีกเลย
‘ฮึ่ ดีนะที่ข้าป้องกันไว้ก่อน ข้าสวยน่ารักขนาดนี้บุรุษคนไหนได้พบเห็นก็ต้องชอบข้าทั้งนั้นแหละนี่พูดจากใจของคนมีประสบการณ์เพศเดียวกันมาก่อนเลยนะหากทำให้ไท่จื่อเห็นความอัปลักษณ์ของข้าเชื่อเถอะประเดี๋ยวต้องแจ้นไปขอฮ่องเต้ให้ถอนหมั้นแน่ๆ’
ไป๋เฟยิยกมือขึ้นลูบคางใช้ความคิด “ข้าเข้าใจแล้ว เ้าไม่อยากขวางทางรักของพวกเขาใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ” ไป๋เฟยจูพยักหน้าตอบอย่างแรง
“แต่เ้าเป็พระคู่หมั้นของไท่จื่อ อย่างไรก็ต้องแต่งแล้วเ้าจะทำเช่นไร มันเป็พระราชโองการของฮ่องเต้นะ เห็นไท่จื่อไม่รักเ้าพี่ก็ไม่อยากให้เ้าแต่งให้พระองค์เช่นกัน” ไป๋เฟยิถอนหายใจ ห่วงน้องก็ห่วงราชโองการก็มิอาจขัด
“ในเมื่อเราขัดไม่ได้ ก็ให้ไท่จื่อไปขัดสิเ้าคะ”ไป๋เฟยจูตอบอย่างไม่ยี่หระ
ไป๋เฟยิขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ “อย่างไรหรือ”
“พี่ใหญ่ก็ดูสิเ้าคะข้าอัปลักษณ์เสียขนาดนี้ไท่จื่อคงไม่อยากแต่งข้าเข้าตำหนักหรอกเ้าค่ะท่านเชื่อข้าเถอะประเดี๋ยวไท่จื่อต้องไปขอให้ฮ่องเต้ถอนหมั้นข้าให้พระองค์แน่ๆ”นางกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่แผลปลอมบนหน้า
ไป๋เฟยิเพ่งมองแผลปลอมบนใบหน้าของน้องสาวใกล้ๆเขาอดไม่ได้ที่จะยกมือไปัั
“ถ้าเพ่งมองจริงๆ ก็ดูออกว่าปลอมนะ แต่ถ้ามองผ่านๆ ก็เหมือนมากเ้าทำได้อย่างไรกัน” เขารู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่ง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช้เทคนิคนิดหน่อยน่ะพี่ใหญ่”ไป๋เฟยจูหัวเราะชอบอกชอบใจ
การแต่งหน้าแบบนี้เขาเคยแต่งหน้าวันฮาโลวีนกับเพื่อนๆเป็กิจกรรมตอนเรียนในมหาวิทยาลัย ในชีวิตก่อนที่เขาจะมาอยู่ที่นี่อุปกรณ์เครื่องมือการแต่งหน้าพร้อมกว่านี้ จึงดูสมจริงมากกว่าแต่มายุคนี้ก็ได้แค่ประยุกต์ใช้ อีกทั้งเวลาการหาวัตถุดิบการทำก็จำกัดเพิ่งรู้ข่าวเมื่อวาน วันนี้ก็ต้องแต่งหน้าแล้ว เลยต้องถูๆ ไถๆ แต่งไปก่อน
ไป๋เฟยิรู้สึกแปลกๆ ยามเมื่อเห็นน้องสาวหัวเราะปกตินางจะเก็บอาการมากกว่านี้นะ เวลาหัวเราะนางมักจะยกมือขึ้นมาป้องปากและดูเหนียมอาย ยิ่งเวลาเอ่ยคำก็มักระวังคำกล่าวดูเรียบร้อยน่าทะนุถนอมจนเขาแทบจะไม่กล้าัันาง ด้วยกลัวว่านางอาจจะเจ็บเนื้อตัวได้เพราะความที่เขาต้องจับอาวุธเกือบทุกวัน จนมือด้านสาก แต่ดูตอนนี้สิ นางหัวเราะก๊ากๆเปิดเผยอย่างกับบุรุษ เวลาพูดจาก็เต็มไปด้วยความมั่นใจหาความเหนียมอายไม่เจอเลยสักนิด หรือว่าน้ำในสระบัวจะเข้าศีรษะนางจนนางเพี้ยนกันนะไหนจะความกล้าตัดสินใจอีกเล่าไม่้าแต่งงานถึงขนาดคิดแผนทำให้ตัวเองดูอัปลักษณ์ขึ้นมาได้เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอ
เขารู้สึกว่านางเปลี่ยนไปก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงแต่อย่างน้อยนางเป็แบบนี้ก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคืออย่างน้อยก็จะได้ไม่มีใครมารังแกนางยามที่เขาไม่อยู่
“เทคนิคคืออะไรหรือจูเอ๋อร์” ไป๋เฟยิเอ่ยถามหลังจากมองความแปลกด้านพฤติกรรมของน้องสาวและได้ยินคำแปลกๆ ที่เขาไม่เคยได้ยิน
“อืม เทคนิคก็คือ.....” ไป๋เฟยจูพยายามหาคำมาอธิบายเพราะเขาใช้คำทับศัพท์บ่อยจนบางทีก็ลืมความหมายที่เป็นิยามของมัน
“ก็คือ ศิลปะและวิธีการในการปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาการและกิจการต่างๆน่ะเ้าค่ะ เช่นเทคนิคการแต่งหน้าก็คือศิลปะและวิธีการในการปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งหน้าไงเ้าคะ”ไป๋เฟยจูพยายามอธิบายตามความเข้าใจของนาง
“อ้อ เช่นนั้นเอง” ไป๋เฟยิพยักหน้าแสดงความเข้าใจ
“เช่นนั้น การแต่งหน้าของเ้าแบบนี้ทำได้อย่างไร” ไป๋เฟยิถามด้วยความอยากรู้
ในยุคนี้มีหน้ากากหนังมนุษย์ แต่มันก็มีกรรมวิธีต่างๆมากมายและต้องใช้เวลาด้วยแต่น้องสาวของเขาใช้วิธีการแต่งหน้าจนออกมาเป็แบบนี้ได้เช่นนั้นหรือ
“ง่ายๆ เลยเ้าค่ะ ใช้ของที่มีในครัวเลยเ้าค่ะ”ไป๋เฟยจูตอบ อย่างคนที่อยากเล่าจะแย่แล้ว เพราะไหนๆ ความลับก็แตกไปแล้วก็เล่ามันเสียให้ละเอียดไปเลยก็แล้วกันโดยไม่หวงวิชา
“ข้าใช้กาวแป้งเปียกเ้าค่ะกาวแป้งเปียกได้จากการนำแป้งมันกับน้ำมาตั้งไฟแล้วก็คนๆๆๆจนแป้งเหนียวเป็กาวเ้าค่ะ แล้วข้าก็นำมันมาผสมสีให้สีมันใกล้เคียงกับสีผิวข้าพวกสีต่างๆ นี่ข้าก็ได้จากพวกพืชผักผลไม้สดๆ แห้งๆ นี่แหละเ้าค่ะแล้วนำกาวมาแปะบนหน้าแล้วก็แต่งๆ ให้มันมีลักษณะเหมือนแผลใช้เครื่องประทินผิวด้วยเ้าค่ะ มันจะได้ดูกลมกลืนจนเป็แบบที่เห็นนี่แหละเ้าค่ะ”
ไป๋เฟยิฟังแล้วรู้สึกทึ่ง คิดได้อย่างไรกันนี่ทำกาวแปะหน้าตกแต่งเป็รอยาแ ช่างคิดจริงๆ เมื่อเขาพิจารณารอยแผลปลอมอีกครั้งก็อดยิ้มออกมาไม่ได้เขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปวางบนศีรษะของน้องสาวแล้วโยกหัวนางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“หึ หึ เ้าตัวแสบ แล้ววันอื่นจะทำเช่นไรเ้ามิต้องแต่งเช่นนี้ทุกวันหรอกหรือ”
“ก็ไม่เห็นเป็ไรเลยนี่เ้าคะดีออกจะตายจะได้ไม่มีใครมาขอแต่งข้า”
“เ้าเป็สตรีเ้าจะไม่ออกเรือนได้อย่างไร”ไป๋เฟยิรู้สึกเป็ห่วงกับความคิดของน้องสาว
“ถ้าจำเป็ต้องแต่งจริงๆอย่างน้อยใบหน้าแบบนี้ก็ช่วยกรองคนดีให้ข้าได้อีกหนึ่งระดับนะเ้าคะเขาควรรักข้าที่เป็ข้า ไม่ใช่ใบหน้าของข้าเท่านั้นหากรักเพียงภายนอกอีกหน่อยข้าก็แก่เฒ่าไม่สวยงามเช่นวันนี้ดังนั้นถ้าเขารับความไม่งามของข้าได้ั้แ่ตอนนี้ต่อไปข้าก็ไม่ต้องกลัวเขาทิ้งข้าเพราะเหตุผลว่าข้าไม่งาม จริงหรือไม่”ไป๋เฟยจูกล่าวยิ้มๆ และนางคิดว่า คนส่วนมากก็มองคนที่เปลือกนอก ยิ่งคนยุคนี้หากใบหน้ามีตำหนิ ปกติก็แทบจะขายไม่ออกแล้ว แล้วตำหนิใหญ่เด่นหราขนาดนางยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง นางได้เป็สาวเทื้อสมใจแน่แต่ก็ต้องหาคำกล่าวให้มันดูดีกับพี่ชายเท่านั้น
“อีกอย่างท่านพี่จะปล่อยให้ข้าอดตายหรือเ้าคะหากข้าไม่ออกเรือน”ไป๋เฟยจูทำเป็กระเง้ากระงอดไปอย่างนั้นแหละ ให้ดูสมเป็สตรีหน่อยเพราะดูเหมือนไป๋เฟยิบางครั้งจะมองนางแบบแปลกๆมิใช่ว่าเขากำลังสงสัยอะไรในตัวนางอยู่หรอกนะ
จริงๆ แล้วนางคิดว่านางน่าจะต้องหาทางทำเงินเสียหน่อยไม่ไหว หากไม่ทำอะไรเลยต้องถูกยัยฮูหยินรองและบุตรสาวของนางรังแกจนตายแน่ๆ นางไม่คิดว่านางจะอดตายจริงๆหรอกถึงจะไม่มีใครเลี้ยงก็ตาม
ใบหน้ากระเง้ากระงอดแสนงอนของน้องสาวแม้จะมีรอยแผลน่ากลัวแปะติดอยู่บนแก้มของนางนางก็ยังดูน่ารักที่สุดในสายตาของพี่ชาย “ไม่อย่างแน่นอนพี่ไม่มีทางปล่อยให้เ้าอดตายแน่ เอาเถิดหากชีวิตนี้เ้าไม่ออกเรือนจริงๆพี่ก็จะเลี้ยงเ้าไปตลอดชีวิต”
ไป๋เฟยจูยิ้มแฉ่งเมื่อได้ฟังคำตอบของพี่ชายเื่เลี้ยงเขาน่ะไม่เท่าไรแต่เื่ที่พี่ชายยินยอมให้นางไม่ต้องออกเรือนได้นี่แหละที่นางยินดีที่สุดถ้าให้ดีนางต้องไปเป่าหูท่านแม่ทัพไป๋ด้วย
เห็นน้องสาวยิ้มกว้างเช่นนี้ คนเป็พี่รู้สึกอยากเข้าไปกอดเ้าตุ๊กตาตัวน้อยนี้เป็ที่สุดติดที่เขานั่งฝั่งตรงข้าม มีโต๊ะคั่นกลาง จึงได้แค่เพียงยิ้มตามนาง
หากไป๋เฟยจูรู้ว่าไป๋เฟยิกำลังคิดอะไรนางคงจะพยายามหลีกให้ไกลเพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่ชินจริงๆ กับการถูกบุรุษกอด