เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 38 กลายเป็นศัตรู


    เมื่อหลงเฉินพูดจบ นิ้วของเขาก็รวบคอของไป๋ซื่อจีและบีบอย่างเต็มแรง  ไป๋ซื่อจีซึ่งบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว ในตอนนี้เขาเริ่มหายใจไม่สะดวก  ดวงตาของเขาเบิกโพลงจนมองเห็นหลงเฉินได้เพียงราง ๆ  เขาหวาดผวาจนตัวสั่นเทิ้ม  เลือดสีดำไหลทะลักออกมาจากปาก  สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตกใจ 


    เมื่อเห็นสีหน้าของไป๋ซื่อจีและสายตาเย็นชาของหลงเฉิน  คนของตระกูลไป๋ต่างหวาดกลัวจนต้องยั้งมือเอาไว้


    เมื่อเห็นว่าลูกชายของตนอยู่ในสภาพน่าสังเวชถึงเพียงนี้  เปลวไฟแทบจะลุกโชนออกมาจากดวงตาของไป๋จ้านสง   เขาจ้องเขม็งไปที่หลงเฉินและเอ่ยขึ้น 


    “หยุดเดี๋ยวนี้!  หากซื่อจีเป็นอะไรไป ตระกูลหยางทุกคนจะต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน เจ้าเองก็เช่นกัน ข้าจะทรมานเจ้าจนตายตกไปตามกัน!”


    เมื่อเห็นดวงตาที่ลุกโชนของไป๋จ้านสง  หลงเฉินไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับพลังในมือของเขาที่ไม่ได้ลดน้อยลงไป


    “อย่างไรเสีย ข้าก็ต้องตายอยู่ดีไม่ใช่รึ แล้วข้าจะกลัวเจ้าด้วยเหตุใดกันเล่า หากเกิดเรื่องเลวร้ายที่สุด ข้าก็แค่ฆ่าตัวตายเสีย แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้?  แต่ถึงกระนั้น ดูเหมือนอาการบาดเจ็บของลูกชายเจ้าจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ หากไม่รีบรักษาให้ทันท่วงที เขาอาจจะตายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เป็นได้”


    หลงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  แต่เมื่อพวกเขาเห็นสภาพน่าอนาถของไป๋ซื่อจี  คนตระกูลไป๋ต่างรู้สึกตึงเครียดไปตาม ๆ กัน  ในเวลานี้ ความหวังอันยิ่งใหญ่ทั้งสองของตระกูลไป๋อยู่ในมือของหลงเฉิน  และแม้แต่ผู้นำตระกูลไป๋ก็ทำได้เพียงจับตาดูหลงเฉินเอาไว้


    หลงเฉินพูดถูก  หากเด็กทั้งสี่คนตายไป  แม้ว่าพวกเขาจะกำจัดตระกูลหยางจนสิ้นซาก  ทว่าตระกูลไป๋ก็จะไร้ผู้สืบสกุล  ท่ามกลางเหล่าลูกหลานของตระกูลไป๋ที่อยู่ข้าง ๆ  ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็บรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นสี่เท่านั้น และไม่สามารถรับหน้าที่แทนไป๋จ้านสงและคนอื่น ๆ ได้อย่างแน่นอน


    ในเวลานี้ เมื่อเห็นว่าคนตระกูลไป๋อยู่ในอาการหวาดกลัว  หลงเฉินจึงหัวเราะอย่างเย็นชาและลากไป๋ซื่อจีกับไป๋ซื่อเฉินไปตรงหน้าผู้นำตระกูลหยาง


    ไป๋จ้านสงเข้ามาขวางพวกเขาเอาไว้  หลงเฉินเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาเย็นชาและเอ่ยขึ้น


    “หลีกไปให้พ้น!”


    แน่นอนว่าไป๋จ้านสงไม่สามารถปล่อยพวกเขาไปได้  เมื่อเห็นว่าหลงเฉินจับตัวไป๋ซื่อจีและไป๋ซื่อเฉินไว้เป็นตัวประกัน  เขาจึงต้องการทำเช่นเดียวกันและหันไปจับตัวคนตระกูลหยาง แต่เมื่เขาหันกลับไป  คนตระกูลหยางต่างรู้ดีว่าเขาคิดจะทำอะไร


    พวกเขาถูกวางยาพิษด้วยบุปผาฝันร้าย  หากพวกเขาโคจรพลังปราณ พวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน  แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถจู่โจมโต้ตอบได้บ้าง  ในเวลานั้น ผู้นำตระกูลหยางหัวเราะร่า  เขามองไปที่หลงเฉินด้วยความชื่นชมยินดีและเอ่ยขึ้น


    “เด็กดี... แต่พวกเราต้องไม่เป็นตัวถ่วงให้เจ้าเช่นกัน หากพวกเขากล้าลงมือ  ข้าจะทำให้พวกเขาได้ลิ้มรสการโจมตีของผนึกมังกรลึกล้ำจากยอดฝีมือที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้า ดูสิ ว่าจะมีคนตระกูลไป๋สักกี่คนที่จะรับมือกระบวนท่านี้ได้!”  


    ผู้นำตระกูลหยางหลุดพ้นจากความคิดฉันพี่น้อง เขาจับจ้องไปยังผู้นำตระกูลไป๋อย่างดุดันและเอ่ยขึ้น


    “ไป๋เซิง ข้า... หยางชางชง ช่างเป็นคนที่ไม่ได้ความ ข้าเพิ่งจะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ต่ำทราม’ ในวันนี้ ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะเจ้า  เจ้าต้องการกำจัดตระกูลหยางของข้า แต่ข้าขอบอกอะไรเจ้าสักอย่าง มันเป็นไปไม่ได้หรอก หากเจ้าจะไม่ยอมสูญเสียอะไรเลย!”


    ไป๋จ้านสงไม่สามารถพาตัวคนตระกูลหยางมาได้ ขณะที่ไป๋ซื่อจีและคนอื่น ๆ ก็ยังอยู่ในเงื้อมมือของหลงเฉิน  เขาจึงไม่สามารถลงมือทำอะไรได้สักอย่าง  และไม่สามารถหลีกทางไปได้เช่นกัน  ช่างน่าละอายจริง ๆ!


    เมื่อเขาเห็นว่ามือของเฉินหลงเจาะลึกลงไปในคอของไป๋ซื่อจีจนเริ่มมีน้ำลายฟูมปาก  เขาจ้องเขม็งไปที่หลงเฉินด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร จากนั้นก็หลีกทางให้เขา


    ในเวลานี้เอง หลงเฉินก็ได้มายืนต่อหน้าคนตระกูลหยางที่รวมตัวอยู่ด้วยกัน  ขณะที่คนตระกูลไป๋ยืนรวมกลุ่มอยู่อีกด้าน  ผู้นำตระกูลไป๋ยืนอยู่ด้านหน้าสุด ยอดฝีมือคนอื่น ๆ ของตระกูลไป๋อย่างไป๋จ้านหลง พี่ชายของไป๋จ้านสง  ก็จับจ้องไปที่หลงเฉินเช่นกัน  


    ไป๋ซื่อเฉินคือลูกชายผู้เป็นความภาคภูมิใจของไป๋จ้านหลง  แต่เมื่อได้เห็นลูกชายของตนเองมีสภาพน่าอนาถและไม่รู้เลยว่าอาการของเขาจะสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่  จิตสังหารที่มีต่อหลงเฉินนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าไป๋จ้านสงแม้แต่น้อย


    ทั้งสองตระกูลต่างยืนประจันหน้ากัน  หลงเฉินซึ่งจับตัวสองยอดฝีมือตระกูลไป๋เอาไว้สองคนยืนอยู่ด้านหน้าสุด  เมื่อเห็นว่าคนที่เคยไร้ความสำคัญที่สุด กลับกลายมาเป็นเสาหลักของตระกูลหยาง  คนตระกูลหยางทุกคนต่างก็รู้สึกราวกับฝันไป


    หยางเสวี่ยชิงรู้สึกตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออก  ขณะจ้องมองแผ่นหลังของหลงเฉินด้วยความงุนงง   นางรอคอยที่จะขอโทษและได้รับการให้อภัย แต่มันไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก


    อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ หลงเฉินกลับเป็นฝ่ายหันกลับมาและมองมาที่นาง


    หลงเฉินเกลียดชังหยางเสวี่ยชิงสุดหัวใจ  ทุกสิ่งที่เขาทำ  เขาทำไปเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ในตอนนี้ไป๋ซื่อจีพ่ายแพ้ให้กับเขา และไป๋จ้านสงก็ถูกเขากดดันจนต้องหลีกทางให้  หลงเฉินทำไปทั้งหมดก็เพื่อผู้หญิงคนนี้!


    สิ่งที่เขาจะทำก็คือแสดงให้เห็น  และทำให้หยางเสวี่ยชิงเห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นเศษสวะ  เมื่อเห็นน้ำตาที่รื้นในดวงตาของหยางเสวี่ยชิง  หลงเฉินก็ตกใจ ก่อนจะถอนสายตาที่หยิ่งผยองของตนเองและหันกลับไปอย่างไร้อารมณ์


    จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน  แม้ว่าหลงเฉินต้องการจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ  แต่ในเวลานี้ เขาพบว่าตนเองกำลังรู้สึกเห็นใจนางอย่างบอกไม่ถูก


    ราวกับว่าหากมีผู้หญิงคนนี้เฝ้ามองอยู่ข้างหลัง  เขาจะสามารถกระตุ้นจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ไร้ขีดจำกัดของเขาได้  เช่นนั้นแล้ว สายตาเย็นยะเยือกที่เสียดแทงถึงกระดูกของเขาจึงพุ่งตรงไปที่คนตระกูลไป๋อีกครั้ง


    ขณะนั้น หยางหยุนเทียนที่อยู่ข้าง ๆ หยางเสวี่ยชิงก็จ้องมองเขาด้วยความงุนงง  ความเคียดแค้นเรื่องที่หลงเฉินทำให้ลูกชายเขาตาย และการที่หลงเฉินกำลังช่วยคนตระกูลหยางทั้งตระกูลกำลังขัดแย้งกันอยู่ในใจของเขาอย่างไม่ลดละ!


    ผู้นำตระกูลหยางซึ่งยืนเคียงข้างหลงเฉินในตอนนี้ มองผู้นำตระกูลไป๋และเอ่ยขึ้น


    “ไป๋เซิง เจ้าเป็นคนฉลาด  ตระกูลไป๋ของเจ้าอาจฆ่าล้างบางตระกูลหยางได้อย่างง่ายดายในวันนี้  แต่เป็นเพราะลูกหลานของเจ้ายังไม่แข็งแกร่งมากพอ  ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าจึงไม่สามารถทำลายตระกูลหยางของข้าได้อีกต่อไป  เว้นแต่เจ้าจะทิ้งอนาคตของตระกูลไป๋ของตนเองและมองดูเด็ก ๆ พวกนี้ตายไปต่อหน้า!”


    “ข้าจะไม่พูดอะไรอีกแล้ว เอายาถอนพิษมาให้พวกเราซะ แล้วข้าจะปล่อยเด็กสี่คนนี้ไป  สำหรับความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างเรานั้น  พวกเราต่างก็อยู่ในเมืองพฤกษาหมอก  หากเจ้าต้องการสะสางก็ยังมีเวลาอีกมีถมเถ ข้า... หยางชางชง จะสู้กับเจ้าทุกเมื่อที่เจ้าต้องการ!”


    แม้ว่าคนตระกูลหยางจะถูกวางยาพิษบุปผาฝันร้าย  ทว่าพวกเขายังมีพลังโจมตีเฮือกสุดท้ายที่สามารถสังหารผู้อื่นได้  หากหยางชางชงใช้ผนึกมังกรลึกล้ำกับสมาชิกคนอื่น ๆ ของตระกูลไป๋  พวกเขาจะต้องบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยอดฝีมือถึงสี่คนก็ยังอยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายศัตรู  เท่ากับว่าต่อให้ตระกูลไป๋ฆ่าล้างโคตรตระกูลหยาง  พวกเขาก็จะเหลือคนอยู่ไม่มากนัก


    แม้ว่าคนตระกูลไป๋จะไม่เต็มใจอย่างยิ่ง ทว่าบทสรุปของเรื่องนี้ก็เผยออกมาแล้ว  แม้ว่าพวกเขาจะไม่ต้องการแต่ก็จำต้องยอมรับมัน


    ตอนนั้นเอง  หลงเฉินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา


    “หากเจ้ายังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง จงมอบยาถอนพิษมาเสีย  พวกเราตระกูลหยางรอได้ แต่ข้าไม่คิดว่าไป๋ซื่อจีจะรอได้หรอกนะ ข้าว่าเขาคงเหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้นแหละ”


    ไป๋ซื่อจีใกล้ความตายเข้าไปทุกที  หากไม่มีใครช่วยเขาในตอนนี้  ตระกูลไป๋ก็ไม่สามารถช่วยเขาในภายหลังได้อีกแล้ว


    แม้ว่าไป๋จ้านสงจะเป็นผู้ที่ไม่เต็มใจมากที่สุด  โดยเฉพาะเมื่อการกระทำของหลงเฉินได้ย้ำเตือนให้เขานึกถึงความคับแค้นใจครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม  เขาตระหนักว่าลูกชายของตนเองกำลังจะหมดลม เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย


    “ท่านพ่อ วันนี้เราทำไม่สำเร็จเสียแล้ว” 


    ผู้นำตระกูลไป๋มองผู้นำตระกูลหยางด้วยสายตาเย็นชา  ในใจของเขาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม


    หลังจากวางแผนมานาน  ทุกอย่างกลับถูกทำลายด้วยน้ำมือของเด็กเหลือขอหลงเฉิน เขาจะยอมได้อย่างไร?


    ไป๋จ้านสงยังตระหนักอีกว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเพราะหลงเฉิน  เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง


    ‘ตอนที่ข้าส่งนักฆ่าไปจัดการเขา  ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเด็กนี่จะต้องเป็นตัวปัญหา  และอาจจะมีผลต่อความรู้สึกที่หยางเสวี่ยชิงมีต่อข้า  ไม่คิดเลยว่าในที่สุดแล้วทุกอย่างจะพังทลายลงด้วยฝีมือของเขาจริง ๆ!’


    เขาเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ผู้นำตระกูลไป๋และกระซิบ


    “ท่านพ่อ เมื่อเรื่องนี้จบลง ท่านลุงรองจะต้องขอร้องให้เพื่อนของเขาที่สำนักเซียนโลหิตช่วยเรา  เวลานั้นจะไม่มีใครในตระกูลหยางเหลือรอดไปได้อีก  หากพวกเรายอมทนต่อความล้มเหลวอีกเพียงสิบวัน  เราอาจจะชนะได้อีกครั้ง!  อย่างไรเสีย หากเรารังจะสู้ต่อ เราจะไม่สามารถช่วยซื่อจีได้อีก”


    บทสนทนาระหว่างไป๋จ้านสงและผู้นำตระกูลไป๋ถูกหลิงซีถ่ายทอดให้หลงเฉินฟังอีกครั้ง


    เขาขมวดคิ้วเพราะไม่รู้ว่าคำพูดของไป๋จ้านสงนั้นหมายความว่าอย่างไร  แต่เขารู้ว่าต่อให้ตระกูลหยางรอดไปได้ในวันนี้  มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในภายภาคหน้า  และเขาไม่รู้ว่าสำนักเซียนโลหิตที่ไป๋จ้านสงเอ่ยถึงนั้นแข็งแกร่งเพียงใด  


    ตอนนั้นเองที่ผู้นำตระกูลไป๋มีท่าทีไขว้เขว


    เขาจำต้องยอมรับความล้มเหลวในวันนี้  ดังนั้นเขาจึงโบกมือ หันไปทางผู้นำตระกูลหยางและเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา


    “ข้าจะยอมมอบยาถอนพิษให้ แต่เจ้าต้องไม่มีลูกไม้ใด ๆ แอบแฝง หากหลานข้าเป็นอะไรไป  วันนี้จะมีแต่ความตายเท่านั้น!”


    คนในตระกูลหยางที่ตกเป็นเหยื่อในวันนี้ต่างไร้ซึ่งรอยขีดข่วน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย  ส่วนการต่อสู้ในภายภาคหน้า  พวกเขาจำต้องรอจนกว่าตนเองและตระกูลหยางฟื้นตัวเต็มที่  พวกเขาจึงจะกลับมาต่อสู้กันอีกครั้ง


    ผู้นำตระกูลหยางเองก็ไม่ต้องการที่จะสร้างปัญหาใด ๆ ในเวลานี้  เขาเอ่ยขึ้น


    “มอบยาถอนพิษมา  ข้าขอรับรองว่าพวกเขาจะไม่เป็นอะไร”


    ผู้นำตระกูลไป๋นำขวดแก้วขวดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ  มันคือยาถอนพิษบุปผาฝันร้ายซึ่งทำมาจากส่วนของราก


    ไม่มีใครในตระกูลไป๋ได้รับพิษในวันนี้  เป็นเพราะทุกคนกินยาถอนพิษไว้ล่วงหน้าแล้ว


    บุปผาฝันร้ายนับเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง  ตราบใดที่กินรากและกลีบดอกของมันด้วยกัน  มันจะช่วยเพิ่มพลังได้ระดับหนึ่ง


    “เอาอย่างนี้ดีไหม?  มอบยาถอนพิษให้เราก่อน และข้าจะปล่อยตัวพวกเขาสองคน  จากนั้นก็รอจนพวกเราหายดี แล้วข้าจะปล่อยอีกสองคน”


    ผู้นำตระกูลหยางเอ่ยขึ้น


    ผู้นำตระกูลไป๋ทำสีหน้าเย้ยหยัน เขาโยนยาถอนพิษให้ผู้นำตระกูลหยางและหัวเราะเย็นชา


    “หยางชางชง  ในช่วงหลายสิบปีมานี้ เจ้าก็ยังเป็นคนขลาดเขลาไม่เคยเปลี่ยน วันนี้ข้าแพ้แล้ว และข้าไม่ต้องการจะเล่นลูกไม้อะไรกับเจ้าอีก  แต่เจ้าจงระวังตัวเอาไว้เถอะ  ทันทีที่เจ้าก้าวออกจากบ้านตระกูลไป๋  ตระกูลของเราจะเป็นศัตรูกันทันที”


    เมื่อผู้นำตระกูลหยางสั่งให้หยางอู่และหยางหลิงเยวี่ยปล่อยไป๋ซื่อตงและไป๋จื้อซิง ทั้งสองก็เริ่มร้องไห้และเดินไปหาผู้เป็นพ่อ


    ผู้นำตระกูลหยางเปิดขวดยาถอนพิษและลองดมดูเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นกลิ่นของรากบุปผาฝันร้ายจริง ๆ


    “ท่านพ่อ ข้าขอลองเป็นคนแรกเถอะ”


    หยางเสวี่ยชิงเอ่ยขึ้นในทันที


    “ตระกูลไป๋ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบาย   ดังนั้นเราจึงไม่ควรไว้ใจพวกเขาง่าย ๆ  ท่านคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในฝั่งของเรา หากท่านเป็นอะไรไป  พวกเราที่เหลือคงจะไม่รอด”


    ผู้นำตระกูลหยางหัวเราะและเอ่ยขึ้น


    “ไม่เป็นไรหรอก ชิงเอ๋อร์ วันนี้ข้าทำให้เจ้าผิดหวัง  เป็นความผิดของข้าเองที่เจ้าต้องมาเจอกับความอัปยศครั้งนี้”


    ขณะที่เขาพูด เขาก็เทผงยาออกมาและกินเข้าไป  หลังจากนั้น เขาก็ส่งขวดยาให้กับหยางชิงเสวียน  เขานั่งลงและโคจรพลังปราณ  ภายในเวลาเพียงชั่วครู่ พลังรุนแรงในร่างกายก็ปะทุออกมา  ดวงตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวเบิกโพลงขึ้น และเมื่อหลงเฉินเห็นดังนั้น  หัวใจของเขาก็สั่นระรัว 


    “ยาถอนพิษนี้เป็นของจริง  รีบกินมันเข้าไปเถอะ”


    เมื่อผู้นำตระกูลหยางยืนยัน  คนในตระกูลหยางที่เหลือก็รีบกินยาถอนพิษเข้าไป  ภายในเวลาไม่นาน  ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ฟื้นกลับคืนมา  ในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของตระกูลหยางก็เทียบได้กับตระกูลไป๋แล้ว


    ผู้นำตระกูลหยางเอ่ยกับหลงเฉิน


    “คืนเด็กพวกนี้ไปเถอะ  ยังมีโอกาสที่จะเล่นงานพวกเขาได้อีก  ตอนที่เจ้าเดินเข้ามา  ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าพวกเขามากนัก”


    ก่อนหน้านี้ที่หลงเฉินต้องการฆ่าไป๋ซื่อจี เขาทำไปเพื่อต้องการพิสูจน์ให้หยางเสวี่ยชิงได้เห็น  แต่ในเมื่อตอนนี้เขาได้พบกับเรื่องประหลาดใจครั้งใหญ่ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่เขาจะต้องพิสูจน์อะไรอีก


    สำหรับไป๋ซื่อจี  เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลงเฉินอีกต่อไปไม่ว่าจะเมื่อไรก็ตาม ดังนั้น หลงเฉินจึงไม่สนใจว่าเขาจะอยู่หรือตาย


    เขาโยนทั้งสองลงออกไป ก่อนที่ร่างทั้งสองจะกระเด็นไปทางกลุ่มคนตระกูลไป๋


    คนตระกูลไป๋รีบรับพวกเขาไว้ทันที  เมื่อเห็นว่าอัจฉริยะทั้งสองของตระกูลไป๋อยู่ในสภาพที่น่าสังเวชเพียงใด  คนตระกูลไป๋ต่างก็หันมองที่ หลงเฉินราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ


    ไป๋จ้านสงพาลูกชายที่ใกล้ตายของตนเองมาหลบอยู่ด้านหลัง  เขามองหลงเฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารและเอ่ยขึ้น


    “เจ้ามีชีวิตรอดไปได้ไม่ถึงสิบวันหรอก  จงซาบซึ้งกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเจ้าเสีย!”


    “แต่ข้ากลับแน่ใจว่าเจ้าจะมีชีวิตรอดไม่พ้นวันนี้ด้วยซ้ำ”


    หลงเฉินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    ******************************

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน