ร่างเดิมเหมือนถูกวางยาเสน่ห์ทุ่มเทแรงใจให้กับชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้นทั้งหมด ทว่าสุดท้ายแล้วได้อะไรกลับคืนมา?
เสียชีวิตตั้งแต่ยังสาวชื่อเสียงป่นปี้ย่อยยับ!
ทั้งยังทำให้ครอบครัวหลินพังทลาย!
ครั้งก่อนหลังฟังพี่รองเล่าเรื่องในครอบครัวเธอก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องเตรียมของขวัญให้กับพี่สะใภ้คนโตและหลานๆ เพื่อให้พี่รองนำกลับไปตอนที่เดินทางกลับกรุงปักกิ่ง
สิ่งที่อยู่ในช่องมิติของเธอส่วนใหญ่คืออาหารยาสามัญประจำบ้านที่มีอยู่ไม่มาก รวมถึงเครื่องประดับและเสื้อผ้าที่เธอชอบใส่
ของพวกนั้นไม่เหมาะจะให้เป็นของขวัญกับใคร
เดิมทีเธออยากเอาของในช่องมิติมาขายเพื่อแลกเงินไปซื้อของในห้างสรรพสินค้าแต่แม่หลินกลับคิดเผื่อเธอแล้ว
แม้จะเป็นเสื้อกันหนาวเย็บมือที่ไม่ได้ราคาแพงอะไรแต่ความจริงใจมากพอที่จะทำให้เธอรู้สึกตื้นตัน
“แม่คะขอบคุณนะคะ” สวีหว่านหนิงสะอื้นพลางโอบไหล่แม่หลินอย่างแผ่วเบา
แม่หลินตบหลังมือของเธอเล็กน้อยแล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “หลายปีที่ผ่านมา ลูกไม่ได้กลับไปหาครอบครัวเลย คงจะคิดถึงพวกเขามากยายแก่อย่างแม่ช่วยอะไรลูกไม่ได้ นอกจากทำเรื่องที่ตัวเองพอทำได้เท่านั้นเพียงแต่แม่ใช้ผ้าที่ลูกซื้อมาให้ต้าชุนกับเยาเม่ย หวังว่าลูกจะไม่ถือสา”
“ฉันจะถือสาได้ยังไงคะแม่คิดเผื่อฉันเช่นนี้ ฉันดีใจมาก เสื้อผ้าของต้าชุนกับเยาเม่ยไม่ต้องรีบทำหรอกค่ะไว้ฉันว่างจะเข้าไปในเมืองแล้วซื้อผ้ามาใหม่”
“ได้สิ” แม่หลินโล่งใจ “นี่ก็ดึกแล้ว รีบนอนเถอะนะ”
“ค่ะแม่ก็นอนพักเถอะนะคะ”
เช้าวันต่อมานาฬิกาชีวิตของสวีเม่าถิงทำให้เขาตื่นตั้งแต่เช้า เขาเพิ่งสวมเสื้อผ้าแต่งตัวเสร็จหลังเปิดประตูห้องมาก็เจอกับสองหนูน้อยที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
“คุณลุงตื่นแล้วเหรอครับ/ค่ะ!”ต้าชุนกับเยาเม่ยพูดพร้อมกัน พลางฉีกยิ้มกว้างเหมือนกันไม่มีผิด
สวีเม่าถิงรู้สึกแปลกถิ่นเมื่อคืนจึงหลับไม่ค่อยดีเท่าไรและรู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้างแต่หลังเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของหลานๆ ความอ่อนเพลียของเขาก็ถูกชำระล้างไปจนหมด
เขายกมือสองข้างขยี้ศีรษะของต้าชุนกับเยาเม่ย “พวกหลานตื่นเช้าขนาดนี้เลยหรือ”
เยาเม่ยไม่กล้าหลบได้แต่ทำหน้ามุ่ย “คุณลุง ทำไมคุณลุงเป็นเหมือนคุณแม่เลยคะ ชอบขยี้ผมคนอื่น”
“หลานต้องทำใจให้ชินแล้วละไม่อย่างนั้นอีกหน่อยตอนเจอกับคุณลุงคนอื่นๆ พวกหนูคงถูกขยี้ผมจนผมร่วงทั้งหัว”
เยาเม่ยตาเป็นประกาย“คุณลุงคนอื่นๆ? พวกหนูมีคุณลุงหลายคนเหรอคะ”
“ใช่ลุงเป็นลูกชายคนที่สองของตระกูล แม่ของพวกหนูมีพี่ชายห้าคนกับน้องชายอีกหนึ่งคนเพราะฉะนั้นพวกหนูจึงมีคุณลุงห้าคนกับคุณน้าอีกหนึ่งคน”
สวีเม่าถิงคิดในใจว่ากลับปักกิ่งเมื่อไรเขาจะบอกกับพี่น้องคนอื่นๆ ให้พวกเขาเตรียมของขวัญต้อนรับต้าชุนกับเยาเม่ยตั้งแต่เนิ่นๆ
ต้าชุนกับเยาเม่ยเป็นลูกของน้องสาวเพียงคนเดียวของตระกูลของขวัญต้อนรับไม่ควรอัตคัดจนเกินไป
“คุณลุงกับคุณน้าคนอื่นๆหน้าตาหล่อเหลาเหมือนคุณลุงหรือเปล่าคะ”
“แน่นอนแต่ลุงหล่อที่สุด นิสัยก็ดีที่สุด”
สวีหว่านหนิงที่กำลังจะมาเรียกพวกเขาไปกินมื้อเช้าได้ยินประโยคนี้พอดีจึงอดกลอกตาไม่ได้
คนที่หล่อที่สุดคือน้องชายคนเล็กต่างหากส่วนคนที่นิสัยดีที่สุดคือพี่สาม พี่รองไม่เฉียดใกล้คำเหล่านี้เลยสักนิด
นี่คงอยากอาศัยจังหวะที่คนอื่นไม่อยู่พยายามสร้างภาพจำที่ดีให้กับหลานสองคนสินะ
สวีหว่านหนิงไม่ได้เปิดโปงเขาแล้วพูดแค่ว่า “ไปกินมื้อเช้ากันได้แล้ว”
เมื่อคืนสวีเม่าถิงตะลึงกับฝีมือการทำอาหารของสวีหว่านหนิงเขากินอาหารจนอืดท้อง
ดังนั้นมื้อเช้าเธอจึงทำอาหารอ่อนๆต้มโจ๊กถั่วเขียว ใช้แตงกวาดองเป็นเครื่องเคียง และอบแผ่นแป้งเอาไว้อีกหนึ่งอย่าง
หลังกินมื้อเช้าเสร็จต้าชุนกับเยาเม่ยก็ลากสวีเม่าถิงออกจากบ้าน
“คุณลุงให้พวกเราพาคุณลุงไปฐานลับของพวกเราดีไหมครับ”
ฐานลับของต้าชุนกับเยาเม่ยความจริงแล้วคือกระท่อมหลังหนึ่งบนเขาที่ใกล้จะถล่มอยู่รอมร่อ
เมื่อก่อนตอนร่างเดิมไม่ให้พวกเขากินอาหารจนอิ่มท้องพวกเขามักจะแอบขึ้นเขามาเก็บพืชและผลไม้ป่ากิน
ไข่นกที่เก็บมาได้ส่วนใหญ่ต้องเอามาปิ้งที่นี่ แล้วค่อยเอากลับไปให้คุณย่ากิน
ตอนหลังแม่เปลี่ยนมาทำดีกับพวกเขาพวกเขากินอิ่มทุกวัน ทั้งยังได้กินเนื้อสัตว์เป็นประจำ จำนวนครั้งที่มาที่นี่จึงลดน้อยลงเรื่อยๆ
แต่สำหรับต้าชุนและเยาเม่ยสถานที่แห่งนี้ยังคงมีความหมายมาก
ต้าชุนกับเยาเม่ยรู้ใจกันไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่แม่เคยปฏิบัติตัวไม่ดีกับพวกเขา
ตอนนี้แม่รักพวกเขามากเพราะฉะนั้นความเจ็บปวดที่แม่กระทำกับพวกเขา พวกเขาจึงไม่อยากพูดถึงมันอีก
และไม่รู้เพราะเหตุใดสองหนูน้อยถึงคิดตรงกันว่า ไม่ควรปล่อยให้คุณลุงรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแม่มิเช่นนั้นแม่ก็จะต้องเจ็บปวด แล้วชีวิตที่สงบสุขของพวกเขาก็จะถูกทำลายลงไปอีกครั้ง
ผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กอีกสองคนอยู่บนเขาตลอดช่วงเช้าสวีเม่าถิงในชุดสูทรองเท้าหนังได้สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน อาทิ การยิงนกและปีนต้นไม้ไปเก็บไข่นก
เขาเหนื่อยมากแต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสกังวานดั่งเสียงระฆังของเยาเม่ยสวีเม่าถิงถึงเข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงเป็นเช่นไร
ความสุขของวัยเด็กหน้าตาเป็นแบบไหน?
คำถามนี้ไม่เคยมีใครให้คำตอบได้อย่างชัดเจนแต่เขาเห็นคำตอบนั้นจากรอยยิ้มบนใบหน้าของต้าชุนและเยาเม่ย
สวีเม่าถิงอยู่ที่บ้านหลินสองวันได้สัมผัสและเข้าใจชีวิตประจำวันของน้องสาวอย่างลึกซึ้ง
ในที่สุดเขาก็มั่นใจว่าน้องสาวไม่ได้โกหกแม้หมู่บ้านต้าเจียงจะเดินทางไม่สะดวก และไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเหมือนกรุงปักกิ่งแต่ความสุขของน้องสาวไม่ใช่เรื่องโกหก
วันที่สามของการอยู่บ้านหลินในที่สุดรัฐมนตรีจางก็เดินทางมาที่หมู่บ้านต้าเจียงอีกครั้งหลังรับประทานอาหารที่บ้านหลินแล้ว เขาก็เตรียมตัวกลับปักกิ่งพร้อมกับสวีเม่าถิง
แม่หลินกับสวีหว่านหนิงเตรียมของต่างๆเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว และทยอยขนมันไปไว้ท้ายรถของพวกเขา เพื่อป้องกันความสับสนสวีหว่านหนิงแปะกระดาษโน้ตเอาไว้บนถุงทุกใบ
แน่นอนว่าเธอเตรียมเนื้อเป็ดเนื้อไก่ และเนื้อหมูตากแห้งเอาไว้ให้รัฐมนตรีอย่างละชุดด้วย
เมื่อต้าชุนกับเยาเม่ยรู้ว่าลุงรองกำลังจะกลับแล้วก็ดูห่อเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะเยาเม่ยที่น้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลาแต่หนูน้อยกัดริมฝีปากแน่น พยายามอดกลั้นไม่ให้ร้องไห้ออกมา
“ไม่ร้องนะ”สวีเม่าถิงเช็ดน้ำตาให้เยาเม่ย พลางพูดปลอบใจด้วยเสียงอ่อนโยน “ไว้อีกไม่นานลุงจะกลับมาเยี่ยมพวกหนูอีกครั้ง ดีไหม”
“จริงเหรอคะ”
“จริงสิ” หลังโรงงานสาขาสร้างเสร็จแล้ว เขาจะหาข้ออ้างมาที่นี่อีกครั้ง
แม้มันจะเป็นเรื่องยุ่งยากและลำบากแค่ไหนแต่ถ้าได้เจอน้องสาวกับหลานๆ ผู้น่ารัก ทุกอย่างก็คุ้มค่าแล้ว
“ลุงรองต้องเกี่ยวก้อยสัญญากับพวกหนู”
สวีเม่าถิงทำตามต้าชุนกับเยาเม่ยเขายื่นนิ้วก้อยออกไปอย่างเงอะงะ เพื่อเกี่ยวก้อยสัญญากับพวกเขา
“เกี่ยวก้อยสัญญาแล้วห้ามคืนคำลุงรองบอกว่าจะมาเยี่ยมพวกหนูอีก ห้ามผิดคำพูดนะคะ ไม่อย่างนั้นหนูจะ...หนูจะ...”
“หนูจะไม่สนใจลุงรองอีกแล้ว!”
เยาเม่ยพูดเสียงแผ่วเบา“ไม่สนใจแค่สักพัก ไม่สนใจนานๆ หนูจะคิดถึงลุงรอง”
“โถเยาเม่ยแสนดีของลุง” สวีเม่าถิงโอบตัวเยาเม่ยเข้าสู่อ้อมกอด
โลกใบนี้มีเด็กหญิงที่น่ารักแบบเยาเม่ยได้อย่างไร?
น้องสาวของเขาตอนเด็กๆยังน่ารักไม่ได้ครึ่งหนึ่งของเยาเม่ยด้วยซ้ำ!