มอสโคว์...
นครที่มีชื่อเสียงและจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย...
ยามเย็นย่ำของเดือนพฤษภาคมณ เหนือริมฝั่งแม่น้ำมอสควา สายลมเย็นชื่น กระแสเห่งต้นฤดูใบไม้ผลิไหลเชี่ยวละอองไอล่องลอยเป็กลุ่มหมอกสีขาวเหนือลำแม่น้ำนั้นสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในความเย็นชื่นของสายน้ำและกลุ่มหมอกคือบรรยากาศแห่งการปฏิวัติทั่วรัสเซียในปี 1913
พระราชวังเครมลินยังคงตั้งตระหง่านรายล้อมไปด้วยโบราณสถานอื่นๆอันเป็สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองและสถาปัตยกรรมอันสูงส่งรูปทรงของโบสถ์ซึ่งประดับยอดโดมด้วยสีน้ำเงินสลับลายทอง สูงตระหง่านเสียดฟ้าการศาสนากำลังเจริญรุ่งเรืองที่สุดยอดในรัสเซียสมัยนั้นแม้สองฟากฝั่งของถนนสายใหญ่ในใจกลางกรุงจะเป็ปราสาทราชวังและคฤหาสน์ของพวกผู้ดีมีเงินแต่ห่างไปเพียง่ตึกเดียว จะมองเห็นบ้านเรือนหลังเล็กๆเก่าคร่ำคร่าอันบ่งบอกถึงความขัดแย้งทางฐานะของผู้คนทั่วไป
แต่ถึงกระนั้นการศาสนาดูจะเป็เพียงสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวหัวใจของชาวรัสเซียให้เป็อันหนึ่งอันเดียวกันไว้ได้เสน่ห์แห่งความงามสงบของบรรยากาศภายในโบสถ์ทำให้ผู้คนลืมนึกถึงความแตกต่างระหว่างฐานะในท่ามกลางหมู่ผู้ลากมากดีซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณหรูหรามีเฟอร์คลุมไหล่และประดับเรือนกายด้วยเครื่องเพชรนั้น ก็ยังคงมีผู้คนที่ฐานะต่ำต้อยผู้ชายในเครื่องแต่งกายชุดทำงานที่หนาหนึก สวมรองเท้าบู๊ทหุ้มส้นและผู้หญิงคลุมศีรษะด้วยผ้าพื้นสีธรรมดา ยืนแทรกอยู่ระหว่างกันความเสมอภาคเท่าเทียมกันได้เกิดขึ้น เมื่อต่างคนต่างถือเทียนไว้ในมือของตนและเปล่งวาจาสรรเสริญพระกรุณาของพระผู้เป็เ้า ที่ทรงประทานโอกาสให้เขาได้มีชีวิตอยู่เพื่อสวดมนต์และรำลึกถึงน้ำพระทัยของพระองค์ในวันนี้ประกายจากแสงเทียนทุกดวงสาดส่องขึ้นไปจับอยู่บนผนังหินอ่อนที่ประดับด้วยภาพวาดอันทรงคุณค่างดงามเลื่อมลายเสียงเพลงสวดก้องกังวานขึ้น และเสียงระฆังทองเหนือยอดโบสถ์จะก้องดังขึ้นไปจนถึงสรวง์
ความทรงจำรำลึกคือเครื่องชี้นำให้เอลซี่คูปเปอร์หวนคิดถึงความตื่นใจซึ่งได้กลับกลายเป็จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงเป็บทตอนที่สำคัญยิ่งของชีวิตเป็วาระที่สอนให้เธอได้รู้จักกับประสบการณ์ที่แปลกประหลาดจนเหลือที่จะลบรอยนั้นให้สิ้นสลายไปได้
เงาแห่งความน่าหวั่นสยองนั้นได้ทาบลงบนชีวิตนับั้แ่ที่เธอ สาวน้อยชาวอเมริกันผู้รักชีวิตอิสรเสรีด้วยความเชื่อในรูปลักษณ์ความงามและเสน่ห์ที่เหนือใครได้ตัดสินใจโดยมิพักที่จะฟังคำห้ามปรามท้วงติงของใครแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งของรัสเซีย
และการแต่งงานครั้งนั้นที่ได้นำมหันตภัยมาสู่ชีวิตมันทาบเงาลงเหนือยอดโดมแห่งปราสาทที่เธอและบุรุษซึ่งได้ชื่อว่าเป็สามีใช้ชีวิตร่วมกันและแล้ว ก็ค่อย ๆ คืบคลานกัดกร่อนชีวิตสมรสของเธอจนภินพัง
วาระนั้นเป็ต้นสัปดาห์แรกของปี 1912 ของขวัญวันปีใหม่ที่พ่อและแม่ทูนหัวของเธอกอร์ดอนและเจนคูปเปอร์มอบให้หลานสาวคือการพาไปดูละครเื่ “เบิร์ดออฟ พาราไดซ์” ณ โรงละครบรอดเวย์ที่มีชื่อเสียง
เอลซี่ตื่นเต้นอย่างมากเพราะเป็ครั้งแรกที่เธอจะได้เห็นตัว ลอเรตต์ เทย์เลอร์ ที่เป็ความใฝ่ฝันของสาว ๆในวัยอย่างเธอ
ที่นั่งในโรงละครของเธอวันนั้นคือบ๊อกซ์ชั้นพิเศษที่อยู่ตรงกับยกพื้นชั้นล่างในบ๊อกซ์เดียวกันนั้นนอกจากครอบครัวของกอร์ดอน คูปเปอร์แล้วถัดไปคือที่นั่งของมิสซิสกิลเบิร์ต วิลเบอร์ฟอร์สสุภาพสตรีร่างอ้วนกลมประดับประดาเรือนกายไว้ด้วยเครื่องเพชรล้ำค่า กับสามีร่างผอมบาง มีเรียวหนวดประดับอยู่เหนือริมฝีปาก แต่ถัดจากบุคคลทั้งสองไปคือสุภาพสตรีสาวสวยผู้หนึ่ง ซึ่งดูจะเป็คนหน้าใหม่สำหรับสังคมชั้นสูงของชาวนิวยอร์คซึ่งนั่งอยู่ติดกับบุรุษร่างสูงสง่าเค้าหน้าคมสัน อยู่ในชุดราตรีทันสมัย
“ป้าคะใครกันคะที่นั่งอยู่กับมิสซิส วิลเบอร์ฟอร์สน่ะค่ะ หนูรู้สึกว่าไม่เคยเห็นหน้า”
เจน คูปเปอร์ซึ่งแต่งกายเรียบ ๆ งามสมวัยและไม่ยอมใช้เครื่องเพชรแม้แต่ชิ้นเดียวสะบัดหน้าอย่างไม่ใคร่ถูกอารมณ์นัก
“พวกรัสเซีย”เธอตอบหลานสาวห้วน ๆ
“ก็ไม่ใช่รัสเซียแท้ๆ หรือพวกชาวบ้านธรรมดาหรอกนะ” กอร์ดอนเสริมขึ้นด้วยเสียงเบาๆ “พวกนี้เป็ผู้ดีชั้นสูง พิเศษกว่าพวกรัสเซียธรรมดามากเคาท์ อเล็กซานเดอร์ มาตินอฟ กับพี่สาว เคาท์เตส ออลก้าไงล่ะ”
“อ้อ...หนูเคยได้ยินชื่อแล้วละค่ะ” เอลซี่กระซิบตอบ “ดูเหมือนคู่นี้จะเป็แขกคนสำคัญที่ทำให้มิสซิสวิลเบอร์ฟอร์สได้หน้าอยู่ไม่น้อยนี่คะ”
“ใช่เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าพวกนี้เป็เชื้อพระวงศ์สายตรงรัสเซีย” กอร์ดอนตอบหลานสาว
“โธ่เอ๊ย...เชื้อพระวงศ์... ถือแต่ไม้เท้าน่ะสิ” เจนชำเลืองค้อนสามีอย่างหมั่นไส้เต็มที“นี่... อย่าเอาอะไร ๆ มาใส่หัวหลานสาวฉันหน่อยเลยค่ะ”
“อ้าว...ก็ถ้าเขาเป็ถึงเคาท์กับเคาท์เตส มันก็ต้องมีความหมายสักหน่อยละจริงไหม”
“นี่...คุณไม่รู้หรอกหรือว่า ในรัสเซียน่ะเต็มไปด้วยเชื้อพระวงศ์ทั้งนั้น เคาท์เอยดยุคเอย แกรนดัชเชส แล้วฉันก็ไม่เห็นจะเข้าท่าสักคน เอาอย่างนี้ก็แล้วกันมันก็เหมือนกับที่บ้านฉันที่นิวแฮมเชอร์ คุณก็เห็นว่า นายธนาคาร ธรรมดา ๆคนหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่ว่ามีที่ดิน มีเงินสักหน่อยคนแถวนั้นแม้แต่พ่อฉันเองก็เถอะ ยังตั้งให้เป็สไคว์เลย มันก็เหมือนกันนั่นแหละเคาท์หรือเคาท์เตสของรัสเซียก็ทำนองเดียวกันไม่เห็นจะมีความหมายสักเท่าไรเลยในรัสเซีย
“ไม่รู้สิ”กอร์ดอนยักไหล่ อย่างไม่เห็นด้วยกับภรรยา “ที่จริงเธอก็รู้อะไรๆ มากอยู่เหมือนกันนี่นะ”
“แต่หนูว่าที่ป้าพูดก็มีส่วนถูกอยู่เหมือนกันนะคะหนูคิดว่ามิสซิสวิลเบอร์ฟอร์สแกพยายามที่จะทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงในสังคมแต่... ถ้าแกจะใช้วิธีนี้ หนูก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าตำหนิอีกนั่นแหละค่ะ”
“นี่...ป้ารู้ละจ้ะว่าเธอกำลังสนใจพ่อหนุ่มน้อยคนนั้น ป้าน่ะสังเกตเห็นั้แ่แรกแล้วเห็นมองเขาอยู่ตลอดเวลา แทบจะว่าไม่ได้ละสายตาเลยก็ว่าได้นะเอลซี่”
“ค่ะหนูว่าเขาหน้าตาดีออกนะคะ ป้า” เอลซี่ตอบยิ้ม ๆ
“นั่นสิแต่ลุงว่าพ่อหนุ่มนั่นน่ะ ถึงหน้าตาหล่อก็จริงแต่ก็ยังดูธรรมดา ๆ ไปหน่อยถ้าให้ลุงเลือกนะ ลุงต้องเลือกผู้หญิงคนนั้นแน่ ๆหน้าตาแกสวยสง่าแต่ลึกลับอย่างไรไม่รู้บอกไม่ถูก แล้วก็ดูที่ผิวสิไม่เหมือนกับพวกรัสเซียทั่วๆ ไป เห็นไหมว่าแกดำกว่าคนรัสเซียแท้ ๆ มาก นั่นน่ะสวยอย่างลึกซึ้งที่เดียวนะจะบอกให้ ต้องอย่างนี้ ถึงจะสมเป็เคาท์เตส”
“ใช่ค่ะลุง”เอลซี่ทำสีหน้าฝัน ๆ เมื่อพูดต่อว่า “หนูหวังว่าสักวันหนึ่งคงจะได้มีโอกาสรู้จักท่านเคาท์กับพี่สาวบ้าง”
“เออนี่เลยพิกลกันใหญ่ทั้งลุงทั้งหลานเลยนะ” เจนกระแทกเสียงอย่างไม่พอใจเพิ่มขึ้น“ฉันนึกว่าวันนี้จะมาดู ลอเรตต์ เทย์เลอร์เสียอีกกลายเป็มาดูรัสเซียสองพี่น้องนี่ หรือว่าหนูไม่อยากดูดาราคนโปรดนี่เสียแล้วเอลซี่”
“โธ่...ป้าคะ” เอลซี่หัวเราะเบา ๆ “เราไม่ได้เป็อย่างนั้นสักหน่อยหนูอยากดูละครเื่นี้จริง ๆ ค่ะมิสเทย์เลอร์น่ะวิเศษจะตาย หลุยส์สโตนที่มีชื่อเสียง”
“แต่ฉันว่าเนื้อเื่น่ะน่าสนใจมากกว่านะ” กอร์ดอนยิ้มให้ภรรยาอย่างเกรงใจ
“อ้าว...ไม่ใช่คนดูหรอกหรือคะที่น่าสนใจกว่าละคร” เจนประชดสามี “แต่ก็ไม่ต้องเสียเวลาฝันหรอกเอลซี่คืนวันเสาร์หน้านี่เราก็จะเป็แขกรับเชิญของยายมิสซิสวิลเบอร์ฟอร์สอยู่แล้วเขาจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเคาท์กับเคาท์เตสคู่นี้อย่างหรูหราที่เดียวคราวนี้หลานคงมีโอกาสได้พบกับเคาท์รัสเซียนี่สมใจละ”
“อย่างนั้นหรือคะเอ๊ะ...แต่ป้าไม่เห็นเคยพูดเื่นี้ให้หนรู้ก่อนเลยนะคะ”
“ก็อยากจะรอไว้เหมือนกันให้ได้เห็นพวกไม่เข้าท่านี่เสียก่อน” เจนสะบัดเสียงใส่
“อย่าไปเรียกเขาอย่างนั้นน่า”กอร์ดอนยิ้มให้ภรรยาอย่างเกรงใจเต็มที่ “พวกนี้เขาเป็เชื้อพระวงศ์ชั้นดีนะมีอยู่ไม่กี่คนหรอก”
“แต่สำหรับฉันขึ้นชื่อว่าเป็รัสเซียแล้ว ไม่ว่าจะเป็เชื้อพระวงศ์หรือคนธรรมดามันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ”
“ไฟหรี่ลงแล้วจะเริ่มการแสดงแล้วนะเจน” กอร์ดอนเตือนภรรยาเบา ๆ
ต่างคนต่างเอนหลังลงพิงพนักเก้าอี้ยามที่ม่านหน้าเวทีละครเปิดออก และแล้วการแสดงก็เริ่มต้นขึ้นเอลซี่พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมจิตใจของเธอให้อยู่เฉพาะภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าแต่หลาย ๆ ครั้งก็พบว่าความคิดของเธอกำลังล่องลอยไปไกลวนเวียนอยู่แต่ภาพของเคาท์อเล็กซานเดอร์ มาตินอฟ...อย่างน้อยก็เกิดความอยากรู้ขึ้นมาว่า งานในคืนวันเสาร์หน้านั้นจะวิเศษสักปานใด
จนกระทั่งถึงเวลาที่ม่านหน้าเวทีละครได้รูดเข้าหากันแสงไฟสาดสว่างไปทั่วโรงละครนั้นผู้ชมต่างก็เตรียมตัวที่จะลุกขึ้นจากที่นั่งเอลซี่จึงได้ชะเง้อมองไปทางที่นั่งของมิสซิส วิลเบอร์ฟอร์สแต่ก็ต้องผิดหวังอย่างยิ่งที่พบว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นได้ลุกออกไปหมดแล้วอาจจะลุกขึ้นไปก่อนที่ม่านหน้าเวทีจะปิดก็ได้เธอออกจะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ทันจะได้เห็นหน้าท่านเคาท์ชาวรัสเซียผู้งามสง่านั้นอีกสักครั้ง