การคุ้มกันขบวนสินค้ารอบนี้ใช้เวลาน้อยกว่าที่ผ่านมา ด้วยเหตุใดไม่อาจทราบหัวหน้าหน่วยหลัวถึงได้รีบร้อนเดินทางแทบไม่หยุดพัก ยามปะทะโจรป่าท่านหัวหน้าก็จัดการเฉียบขาดเพียงคมดาบเดียวรวดเร็วปานลมกรด เหล่าลูกน้องได้แต่มองดูไม่กล้าสอดมือเข้าใกล้ด้วยเกรงจะโดนลูกหลงเอาได้
"เหตุใดต้องรีบร้อนเพียงนี้ น้องชายข้ามิได้จะหายไปไหนเสียหน่อย"อี้หย่งหยางเจี๋ยควบม้ามาเคียงข้างเอ่ยเย้าแหย่ด้วยน้ำเสียงล้อเลียนอย่างรู้กัน
หลัวเจิ้งเหยียนผู้ถูกจับได้ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ชายหนุ่มมองตรงไปข้างหน้าควบม้าเหยาะๆนำขบวนไม่นานก็ถอนหายใจออกมาอย่างคนคิดไม่ตก อี้หย่งหยางเจี๋ยมองอย่างงุนงง ทว่าไม่ทันได้เอ่ยปากถามสหายข้างกายก็เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบอยุ่นาน
"น้องชายของเ้าเป็คนประหลาด"
"หือ?"ประโยคห้วนๆไม่ขยายความทำคู่สนทนางุนงงยิ่งขึ้นไปอีก อี้หย่งหยางเจี๋ยยังไม่สามารถเข้าใจถึงความหมายที่อีกฝ่าย้าจะสื่อ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดเขาถึงอดจะเห็นพ้องกับสหายไม่ได้
ใช่ หลังๆมานี่น้องชายเขาประหลาดจริงๆนั่นแหละ แต่ในทางกลับกันเพ่ยซานก็ว่าง่ายขึ้นมากพี่ชายอย่างเขายังอดเอ็นดูไม่ได้เลย
"น้องชายเ้าเป็คนประหลาด"ประโยคเดิมดังซ้ำขึ้นมาอีกรอบทำคู่สนทนาประหลาดใจยิ่งกว่าเก่า
"เ้า้าจะบอกสิ่งใดกันแน่?"
"......"ความเงียบคือคำตอบ
คุณชายใหญ่สกุลอี้หย่งล่ะอยากกุมขมับกับสหายผู้นี้จริงๆ หลัวเจิ้งเหยียนผู้จมกับความคิดซับซ้อนของตัวเองไม่ได้รู้เลยว่าทำใครเขาปวดเศียรเวียนเกล้ากับการกระทำของตนเองหรือไม่ ในหัวมีแต่เื่ราวของคนๆเดียวฉายซ้ำไปซ้ำมาจนไม่รู้จะจัดการกับความคิดไหนก่อน
ข้ามเขาไปอีกลูกคนที่เหมือนจะจัดเรียงความคิดในหัวเข้าที่เข้าทางแล้วจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย "หยางเจี๋ย...."
"ว่าอย่างไร?"อี้หย่งหยางเจี๋ยผู้ถูกทิ้งไว้กลางคันจากบทสนทนาที่ไม่ได้คำตอบก่อนหน้าอดสะดุ้งไม่ได้ที่จู่ๆคนผู้เงียบอยู่นานก็ส่งเสียงขึ้นมา
"น้องชายเ้าเป็คนยังไง?"
"อ่า....."คนถูกถามอับจนคำพูด หากเป็แต่ก่อนเข้าคงตอบได้เต็มปากโดยไม่ต้องคิดว่า เป็คนนิสัยเสียขั้นสุด แต่มายามนี้อี้หย่งเพ่ยซานเปลี่ยนไปแล้ว ว่ากันตามจริงเขาก็ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับน้องชายผู้นี้เลย ไม่ว่าเื่เล็กๆน้อยๆอย่างเ้าตัวโปรดปราณสิ่งใดเขายังไม่รู้เลยสักอย่าง "ข้าก็รู้เท่ากับเ้า....ไม่สิ เ้าอาจจะรู้มากกว่าข้าก็ได้"
อย่างที่รู้กันว่าอี้หย่งเพ่ยซานกับหลัวเจิ้งเหยียนหลับนอนห้องเดียวกัน แม้จะไม่มีอะไรเกินเลยมากกว่านอนเตียงเดียวกัน แต่คนที่เห็นหน้าก่อนนอนและตื่นมาเจอกันก่อนใครคงจะรู้ถึงนิสัยใจคอมากกว่าคนนอกอย่างเขา
หลัวเจิ้งเหยียนครุ่นคิด สีหน้าที่เคยสุขุมบัดนี้ยุ่งเยิงไปด้วยความสับสนผสมความกังวล มองแล้วอี้หย่งหยางเจี๋ยไม่รู้จะขำหรือสงสารดี ดูท่าน้องชายผู้แปลกไปของเขาจะทำหลัวเจิ้งเหยียนว้าวุ่นใจมากทีเดียว
"เ้าลองเล่าเื่ในหัวให้ฟังสักหน่อย เผื่อข้าจะช่วยเ้าได้"คุณชายใหญ่สกุลอี้หย่งเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าสหายเริ่มจะอาการหนักกว่าเดิมแล้ว
ดวงตาสีสวยหันมองเ้าของประโยค คิ้วคมดุจใบดาบขมวดยุ่งชั่งใจอยู่สักพักจึงเอ่ยอย่างไม่เต็มเสียงนัก "ข้า…ข้าอยากรู้เขารู้สึกอะไรกับข้าบ้างรึเปล่า…"
"...."
“จะรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่….”
น้ำเสียงเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำนั่นมันอะไร? อี้หย่งหยางเจี๋ยเลิกคิ้วฉงนมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากของสหายแล้วไม่รู้จะขำหรือเห็นใจก่อนดี
“ไม่คิดว่าน้องชายนิสัยเสียของข้าจะทำเ้าว้าวุ่นใจได้เพียงนี้”
“แปลกหรือ?”
“ก็ไม่” อี้หย่งหยางเจี๋ยลูบคางอย่างใช้ความคิด “แต่ว่านะ แทนที่จะว้าวุ่นใจอยู่คนเดียวมิสู้ถามออกไปตามตรงมิดีกว่าหรือ?"
“คิดว่าข้าไม่อยากทำหรือ…” ไม่ใช่คำถามเหมือนพึมพำกับตนเองมากกว่า ใช่ว่าเขาไม่เคยคิด เพราะคิดนี่แหละถึงคิดไปถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาแล้วพาลไม่กล้าขึ้นมา คิดไปคิดมาพลันหวนนึกไปถึงคำพูดของอี้หย่งเพ่ยซานในวันนั้น…
'หากถึงที่สุดแล้วตัวข้าไม่เป็ดั่งเ้าคิด ความสัมพันธ์ฉันท์สหายก็ไม่ได้แย่ใช่ไหม'
แน่นอนว่าไม่แย่ แต่สำหรับข้าในยามนี้ไหนเลยจะเห็นเ้าเป็สหายได้…
มองสีหน้าผกผันไปมาของสหายแล้วอี้หย่งหยางเจี๋ยได้แต่เกาศีรษะไม่รู้จะให้คำปรึกษายังไงดี ไม่คิดว่าสหายผู้เก่งกาจจะมาตายน้ำตื้นเพียงเพราะเด็กนิสัยเสียที่หลังๆเกิดว่าง่ายขึ้นมา
คำกล่าวที่ว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นได้ไม่อาจดูเบาได้จริงเชียว……
การฝึกของอันจื่อเทาเป็ไปในทิศทางที่ดี การเคลื่อนไหวร่างกายก็จัดว่าคล่องแคล่วกว่าเดิมมาก แม้ร่างนี้พละกำลังจะไม่เท่าร่างเดิมของเขาแต่ไม่ใช่ปัญหาเพราะทักษะการต่อสู้ที่เคยฝึกมาทั้งชีวิตยังติดอยู่ในหัว ถึงจะอยู่ในร่างใหม่ก็ไม่ใช่เื่ยากในการนำมาประยุกต์ใช้
วันนี้ก็เป็อีกวันที่อันจื่อเทาหลบมาฝึกเงียบๆคนเดียว ร่างโปร่งพริ้วไหวออกกระบวนท่าตามเคล็ดวิชาที่ฝึกมาจนคล่องแคล่ว เมื่อนำมาผสมผสานเข้ากับทักษะการต่อสู้จากโลกเดิมที่เคยฝึกมาแปรเปลี่ยนเป็กระบวนท่าแปลกใหม่ในขณะเดียวกันก็งดงามระคนดุดันไปพร้อมกัน
น่าหลงไหลจนคนที่ตามมาไม่สามารถละสายตาไปไหนได้เลย
การมีอยู่ของคนมาใหม่อยู่ในการรับรู้ของอันจื่อเทาตลอด ก็แน่ล่ะเ้าตัวเล่นปรากฏกายโดยปราศจากการหลบซ่อนใดๆ ร่างสูงของคุณชายใหญ่ตะกูลหลัวยืนนิ่งหลังเหยียดตรงแขนไขว้หลังด้วยท่าประจำของเหล่าบัณฑิตอยู่ห่างไปไม่กี่เมตรนี่เอง
กระบวนท่าสุดท้ายจบลงจากนั้นร่างโปร่งจึงก้าวเดินไปนั่งลงยังรากต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆเพื่อพักเหนื่อย มือขาวหยิบถุงน้ำที่พกมาพรมใบหน้าพอให้หายร้อนก่อนกระดกดื่มแก้กระหายแล้วหันไปยังทิศทางของอีกหนึ่งชีวิตที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “ไม่เบื่อหรือไรตามข้ามาได้ทุกวัน”
“ไม่” ฝีเท้าก้าวมั่นคงมาหยุดตรงหน้าคนถาม มือใหญ่นุ่มของคนไม่เคยลำบากยื่นผ้าเช็ดหน้าที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดีให้ อี้หย่งเพ่ยซานยกแขนเสื้อซับใบหน้า ผ้าไหมที่ยื่นให้ก่อนหน้าค่อยๆเก็บกลับไป จากนั้นก็ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นอีก
ความเงียบกลืนกินไม่มีใครคิดจะกล่าวคำนานเข้าเกิดเป็บรรยากาศกระอักกระอวน หากแต่อันจื่อเทาไม่ได้สนใจยังคงนิ่งเฉยคิดปรับเปลี่ยนกระบวนท่าบาง่ในหัวให้เข้ากับร่างกายนี่มากขึ้น
เป็หลัวสุ่ยิเองที่ทนไม่ไหวเปิดบทสนทนาทำลายความเงียบ “เหตุใดเ้าจึงคิดฝึกวรยุทธ?”
นี่เป็สิ่งที่เขาสงสัยั้แ่วันแรกที่ตัดสินใจตามมาทว่าไม่มีโอกาสได้ถามเสียที อี้หย่งเพ่ยซานบุตรชายของเ้าสำนักหยางจิ่วจะฝึกยุทธฝึกการต่อสู้นับว่าสมควรแล้วไม่แปลกอันใด แต่ที่แปลกคงจะเป็แล้วมาฝึกทำไมเอาป่านนี้? หลัวสุ่ยิแม้จะไม่เคยฝึกอะไรแนวนี้เหมือนน้องชายต่างมารดาแต่พื้นฐานกฏเกณฑ์ของร่างกายผู้ฝึกวรยุทธนั่นเขาพออ่านผ่านๆมาบ้าง ร่างกายที่พร้อมฝึกให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดคือ่7-10ปี หากถามว่าเกินกว่านั้นฝึกได้ไหม? คำตอบคือได้ แต่ผลที่ได้รับย่อมไม่ดีเท่าที่ควรไปถึงขั้นไม่เกิดผลเลยก็มี
ดวงตาคู่งามปรายมองบุรุษในดวงใจของเ้าของร่างเดิมด้วยสายตาเรียบเฉยไร้ซึ่งความหลงไหลเช่นอี้หย่งเพ่ยซานในอดีต “คนอ่อนแอไร้ที่ยืนคนแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอด”
คำตอบที่ได้สร้างความประหลาดใจให้คุณชายใหญ่สกุลหลัวไม่น้อย ในใจเกิดเต้นผิดจังหวะดวงตาวูบไหวขณะเดียวกันก็ชื่นชมบางอย่างในตัวอี้หย่งเพ่ยซานคนนี้ บางอย่างที่หลัวสุ่ยิเองก็ไม่สามารถให้คำตอบตนเองได้
ความเงียบปกคลุมอีกครั้งแต่ครานี้ไร้ซึ่งความอึดอัดดั่งคราแรก หลัวสุ่ยิจ่อมจมอยู่กับความคิดในหัวที่ตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ที่ผ่านมาเขาไม่เคยมองคุณชายอี้หย่งผู้นี้ชัดๆสักครั้ง อย่าว่าแต่มองเลยแค่เข้าใกล้เขายังรู้สึกอึดอัดจากสายตาสื่อความหมายชัดเจนเกินไปว่าอยาก
แตกต่างกับตอนนี้ราวกับคนละคนที่มีเพียงความเฉยชาห่างเหิน ทั้งที่เป็ดวงตาคู่เดียวกัน ใบหน้าเดียวกัน คนๆเดียวกัน แต่ไฉนความรู้สึกยามมองถึงได้แตกต่างกันมากมายเพียงนี้ ผู้ได้ชื่อว่ามีสติปัญญาเหนือกว่าใครน่าอายนักที่ไม่สามารถหาคำตอบของข้อสงสัยได้ ั้แ่ได้ยลท่วงท่าสง่างามยามออกกระบวนท่าในวันนั้นหลัวสุ่ยิก็ไม่สามารถถอนสายตาจากคนผู้นี้ได้อีกเลย
เนื่องจากสหายดูจะร้อนรนเสียเหลือเกินอี้หย่งหยางเจี๋ยนึกเห็นใจหลังจากส่งสินค้าลุล่วงจึงให้คนในขบวนพักผ่อนในเมืองเพียงคืนเดียวแล้วเดินทางกลับในเช้าตรู่วันต่อมา ยังเลือกใช้เส้นทางที่หลีกเลี่ยงผู้คนเพื่อความรวดเร็วอีกด้วย
ขณะกำลังเคลื่อนผ่านตีนเขาแห่งหนึ่ง หลัวเจิ้งเหยียนหยุดม้ากระทันหันเป็เหตุให้คนด้านหลังต้องหยุดตาม อี้หย่งหยางเจี๋ยแสดงสัญลักษณ์มือให้ทุกคนระวังตัวก่อนจะเหวี่ยงกายลงจากหลังม้าพร้อมกับหลัวเจิ้งเหยียน หนึ่งระวังหน้าหนึ่งระวังหลังเดินไปยังพุ่มไม้ใหญ่ที่มีขาคนโผล่ออกมาขวางทางกว่าครึ่ง
หลัวเจิ้งเหยียนใช้ฝักดาบพลิกกายคนผู้นั้นขึ้นเตรียมกดลงยังจุดตายหากเป็กลลวง ร่างใหญ่ในชุดเกราะย้อมไปด้วยเืพลิกกลับก่อนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื่อน สองหัวหน้ามองหน้ากันก่อนจะเป็หลัวเจิ้งเหยียนคุกเข่าข้างหนึ่งลงข้างร่างนั้นมือแนบข้อมือที่ชุ่มเืเพื่อตรวจวัดชีพจร
“ชีพจรอ่อนแรงมาก” หลัวเจิ้งเหยียนใบหน้าคร่ำเคร่งหันไปเรียกหาหมอประจำขบวนให้มาช่วยอีกแรง “ท่านหมอเฉียน”
“ขอรับ!” เ้าของชื่อขานรับรีบเร่งมาพร้อมกล่องยาที่เตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา หมอวัยกลางคนตรวจอาการด้วยสายตารอบหนึ่ง มือปลดชุดเกราะออกเพื่อตรวจหาาแภายใน
หากเดาไม่ผิดคงจะเป็ทหารจากสักหน่วยดูจากเกราะที่สวมใส่คนผู้นี้คงมียศไม่มากก็น้อยในกองทัพ ครั้นจะปล่อยผ่านทิ้งไปก็ไม่อาจทำใจเมินเฉยต่อหนึ่งชีวิตที่มีทางรอดได้ ด้วยเหตุนี้ขบวนคุ้มภัยจึงต้องพักแรมเพื่อรักษาอาการาเ็ของบุรุษนิรนามอย่างช่วยไม่ได้
******************************************