Otter Dungeon Studio แหม ธุรกิจดันเจี้ยนทำกำไรน้อยจริงๆ

    Chapter 32 : เรล์ม

    ตอนที่ 32 : เรล์ม

     

    พรึ่บ

    พรึ่บ

    พรึ่บ

    พรึ่บ

    สามมนุษย์และหนึ่งตูบปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า ความมืดเข้าครอบงำทัศนวิสัยของทุกคนทันทีเมื่อพวกเขามาถึง เพราะว่ารอบตัวของพวกเขาในตอนนี้นั้นคือป่าสนสูงใหญ่หนาทึบ 

    ในจังหวะนั้นเองที่บรรยากาศเย็นยะเยือกและลมหนาวพัดผ่านตีเข้าหน้าของมินเข้าอย่างจังจนชายหนุ่มต้องรีบยกมือมาลูบแขนทั้งสองข้างเพราะว่าขนลุกไปทั่วร่างกายจากสภาพอากาศ

    “ทำไมเย็นงี้” เขากล่าว

    “ป่าสนในประเทศอังกฤษ แถมตอนนี้อยู่ช่วงปลายฤดูหนาว อากาศจะเย็นขนาดนี้ก็ไม่แปลก” เสียงหวานตอบ

    “เทเลพอร์ตมาไกลจังแฮะ รอบที่แล้วยังไปแค่ในไทยเอง” มินพูดกับตัวเองเสียงแผ่ว

    และในขณะที่มินและมายกำลังมองรอบๆ อยู่นั้นเอง เรนะก็เดินตรงไปข้างหน้า เพียงไม่กี่เมตรที่หญิงสาวเดินไป เธอก็พลันหยุดและยื่นมือข้างหนึ่งของเธอออกไปกลางอากาศ

    ชายหนุ่มมองภาพเบื้องหน้าพลางสงสัยว่าอีกฝ่ายพยายามจะทำอะไรกันแน่ แต่แล้ว เขาก็ได้รับคำตอบในเวลาถัดมา เมื่อมือข้างหนึ่งที่ยื่นออกไปของหญิง อยู่ๆ ก็พลันหายไป

    เรนะชักมือเข้าออกอากาศตรงนั้นอยู่หลายทีเพื่อดูปฏิกิริยาของมือของตน ยามที่มือของเธอยื่นออกไปในระยะสามสิบเซนติเมตร มือของเธอจะหายไปถึงแม้ในความเป็นจริงแล้วมันจะไม่ได้หายไปจริงๆ ก็ตาม เพราะเมื่อหญิงสาวชักมือของเธอกลับมา มือของเธอก็กลับมาเป็นดังเดิมเหมือนปกติ

    “เรล์ม” เรนะพูดขึ้น

    “เรล์ม? คือไรอะ” เขาถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อได้ยินคำที่ไม่คุ้นหู

    มายขมวดคิ้วขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะเริ่มเหน็บแนมอีกฝ่ายอีกครั้งจากความไม่รู้อะไรเลยของเขา

    “ฉันล่ะเชื่อเลย! ร่างนี้ของนายทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ ขนาดคำง่ายๆ ที่คนธรรมดาในโลกนี้ยังรู้จักแต่เจ้าของร่างเก่าของนายดันไม่รู้ จะรอดไหมเนี่ย!?”

    มินเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์พร้อมกับส่งตาขวางไปหาหญิงสาวในชุดวันพีชสีขาวทันทีเมื่อได้ยินประโยตแทงใจดำของอีกฝ่าย เบะบอกทีหนึ่งก่อนจะตอบกลับไป

    “ขอโทษด้วยละกันที่ไอ้เจ้าของร่างนี้มันโง่ไม่ตั้งใจเรียน กัดจบยัง ถ้าจบแล้วก็อธิบายมาว่าเรล์มมันคืออะไร เสียเวลา ไหนบอกอยากรีบกลับไปนอน”

    หญิงสาวเบะปากกลับไปให้เขาพร้อมกับยักไหล่ไม่สนใจกับคำพูดคำจาเจ้าอารมณ์เสียของชายหนุ่ม ก่อนจะเริ่มอธิบาย

    “เรล์มคือคำเรียกมิติที่มีขนาดใหญ่มากที่คนบนโลกนี้เรียกกัน สามารถเกิดได้ขึ้นเองตามธรรมชาติและสามารถถูกสร้างขึ้นได้ถ้าคนคนนั้นมีพลังเวทย์และหินพลังงานที่มากพอ

    เรล์มที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินั้นส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีพลังงานเหนือธรรมชาติ (มานา/ฉี) เข้มข้น เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางที่รวมพลังนั้นไว้ และเมื่อมันมีพลังงานมากเกิดไปในบริเวณนั้นจนล้นทะลัก ทำให้มิติบริเวณดังกล่าวบิดเบี้ยวและกลายเป็นมิติแยกออกมาเพื่อกักเก็บพลังงานนั้นไว้ภายในมิติดังกล่าว ยิ่งพลังงานมากเท่าไหร่ มิติก็จะยิ่งทวีคูณขนาดของมิติให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

    ส่วนเรล์มที่ถูกสร้างขึ้นนั้นก็ใช้หลังการไม่ต่างกัน รวมพลังงานไว้จุดๆ เดียวเป็นเวลานานเพื่อให้มิติบิดเบี้ยวโดยมีวัตุดิบหลักของการสร้างคือหินพลังงานจำนวนมาก ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีความสามารถสร้างเรล์มขึ้นมาได้นั้นจะต้องบรรลุเทียร์เก้าขึ้นไปและเขาจะต้องมีหินพลังงานที่มากพอที่จะคงสภาพเรล์มเอาไว้ได้”

    “โห” มินอ้าปากข้างเมื่อได้ยินข้อมูลที่หญิงสาวอธิบายให้เขาฟัง ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบนโลกยังปรากฏการณ์เช่นนี้อยู่ด้วย

    “แล้วข้างในเป็นไงอะ เป็นมิติที่มีท้องฟ้า พระอาทิตย์ พระจันทร์ มีอากาศไหม” เขาถามหญิงสาวด้วยความตื่นเต้น

    “นายจะตื่นเต้นทำไม ก็เข้าอยู่ทุกคืน” เธอกล่าว

    “หะ” เผลออุทานออกไปและเลิกคิ้วขึ้นเพราะงงงวยจากคำพูดของอีกฝ่าย

    มุมปากของมายยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยกับชายหนุ่ม “ดันเจี้ยนที่นายเข้าไง ดันเจี้ยนที่สตูของนายก็เป็นเรล์ม จะตื่นเต้นทำไม”

    “เฮ้ยจริงดิ! ไม่ใช่ว่ามันเป็นมิติลวงตาหรอกเหรอ” มินรีบถามออกไป

    เธอเดาะลิ้นด้วยท่าทางรำคาญเขาแต่ก็ยอมอธิบายให้ชายหนุ่มฟังแต่โดยดี “อย่าเอาของที่ได้จากซิสเตมไปเทียบกับมิติปลอมๆ แบบนั้นได้มะ

    ดันเจี้ยนในสตูของนายคือเรล์ม มันคือมิติจริงๆ ไอ้ดันเจี้ยนเซิร์ฟเวอร์ที่นายชอบบ่นว่าแพงนักแพงหนานั่นอะ มีส่วนประกอบของเอนเนอร์จี้คริสตัลหรือก็คือหินพลังงานระดับสูงที่คอยเป็นแกนกลางคงสภาพมิติไว้”

    เธอหยุดพูดไปชั่วครู่พลางกลอกตามองบนเมื่อเห็นใบหน้าอันน่ารำคาญของชายหนุ่มที่บัดนี้อ้าปากค้างด้วยอาการตะลึง ก่อนจะกล่าวต่อ

    “ทีนี้รู้รึยังว่าทำไมดันเจี้ยนเซิร์ฟเวอร์ถึงราคาแปดหมื่นบาท ฉันบอกเลยว่าไอ้แปดหมื่นนั่นน่ะ ไม่แพงเลยสักนิดหากเทียบกับสิ่งที่มันทำได้” พูดเสร็จก็พลางจ้องมาไปเขาโดยสายตาถมึงทึง

    “รู้ละค้าบ” มินตอบกลับอีกฝ่ายไปแต่ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาในใจอย่างลืมตัวว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นสามารถอ่านใจเขาได้ ‘แต่มันแพงจริงๆ นี่หว่า’

    มายพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่ชอบใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเมื่อรับรู้ถึงความคิดของชายหนุ่มเบื้องหน้า

    “ว่าแต่มันจะไม่อันตรายใช่ปะ” เขาถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อนึกขึ้นได้

    “กลัวไร เลวร้ายสุดก็แค่มังกร” เสียงหวานตอบเรียบๆ

    “มังกร!!!” มินอุทานออกมาด้วยความตกใจ

    “ไม่น่ามีมังกรหรอกค่ะ ดูเหมือนโลกนี้มังกรจะเป็นสัตว์สงวนไปแล้ว หายากกว่าเทพซะอีก” เรนะที่ยืนอยู่หน้าเรล์มเอ่ยขึ้น

    มายหยักหน้าเป็นด้วยก่อนจะหันไปหาหญิงสาวนัยน์ตาสีฟ้าครามพร้อมเอ่ยกับอีกฝ่าย

    “เรนะจัดการที”

    เป็นอีกครั้งที่มินไม่เข้าใจว่าหญิงสาวสองคนเบื้องหน้าเขาต้องการจะทำอะไร ชายหนุ่มทำได้แค่เพียงอยู่ห่างๆ อย่างเงียบๆ เท่านั้น

    ส่วนทางด้านเรนะเมื่อได้ยินดังนั้น เธอจึงหันกลับไปที่เรล์มพร้อมกับจ้องมันตาเขม็ง นัยน์ตาสีครามค่อยๆ แปลงเปลี่ยนเป็นสีทอง ก่อนที่วงแหวนเวทย์สีทองขนาดสามสิบเซนติเมตรจะปรากฏออกมาเบื้องหน้า

    อักขระแปลกตาที่มินก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าพวกมันมีความหมายเช่นไรร แต่เมื่อมองดูแล้วเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความขลังและความแข็งแกร่งจากวงแหวนเวทย์ดังกล่าวได้

    มันหมุนทวนเข็มนาฬิกาอยู่สามสี่รอบก่อนจะค่อยๆ ขยายออก เพิ่มขนาดจากสามสิบเซนติเมตรจนมันมีขนาดกว้างโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ประมาณสามเมตรได้

    ชิ้ง!

    เสียงแหลมดังขึ้นพร้อมกับที่วงแหวนเวทย์สีทองที่ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้แต่ประกายสีทองระยิบระยับวิบวับรอบๆ ทางเข้าเรล์มและเมื่อมายเห็นชายหนุ่มที่กำลังทำหน้าสงสัย หญิงสาวจึงเริ่มอธิบายให้เขาฟังอีกครั้ง

    “อาคมป้องกันการการเคลื่อนที่ในเรล์มน่ะ จริงอยู่ว่าเราสามารถเข้าไปได้เลยแต่ก่อนเดินเข้าบ้านคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้า นายคิดว่าเจ้าของบ้านเขาจะต้อนรับเราไหม

    จากข้อมูลของซิสเตมเรารู้แน่ชัดว่าภายในเรล์มนี้มีรังของเซิร์กอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่เช่นกัน เพราะเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรล์มนี้เลย ทั้งขนาดและมอนสเตอร์ข้างไหน ฉันจึงให้เรนะเปิดอาคมประตูเรล์มเพื่อให้มันส่งเราไปในที่ที่ปลอดภัย

    พูดง่ายๆ ก็คืออาคมที่เรนะได้ลงไปมะกี้ก็เปรียบเหมือนเซฟตี้การ์ดการเข้าเรล์ม เกิดเราเข้าไปกลางรังพวกมันจะว่ายังไง ฉันกับเรนะน่ะรอดอยู่แล้วแต่นายอะแหละที่จะตายหยังเขียดถ้าเราได้โผล่กลางดงศัตรู ”

    “ขอโทษด้วยละกันที่ทำให้ต้องลำบาก เป็นตัวถ่วงของพวกเธอสองคน!” มินพูดกระแทกเสียงตอบกลับไป

    “อย่ามัวแต่ลีลา ไปกัน” เธอตัดบทคำพูดของเขาอย่างไม่ไยดีก่อนจะเดินนำเข้าไปในเรล์มตามด้วยเรนะที่เดินตามไปติดๆ

    “ทีงี้ล่ะมาเร่ง” บ่นอุบไปอีกก่อนจะเดินตามไปพร้อมกับเจ้าซิลเวอร์

    หลังจากชายหนุ่มเดินผ่านประตูเรล์มเข้าไป ภูมิประเทศรอบกายของเขาก็เปลี่ยนไป จากป่าสนหนาทึบกลายเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาหินสูงชัน เขาที่ยืนอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะมองลงไปยังพื้นข้างล่างอย่างอัตโนมัติ

    และสีหน้าของเขาก็ต้องแสดงท่าทางตกตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองทันที เพราะภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้น ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาคาดคิดแม้แต่น้อย

    เนื่องจากมายบอกว่าเรล์มพวกนี้ก็เหมือนกับที่ดันเจี้ยนในสตูดิโอของเขา มินจึงคิดภาพของป่าไม่ก็ทุ่งราบที่มีลมอ่อนๆ โชยพัด แต่สิ่งที่ปลายสายตาของเขาเห็นก็คือ ภาพของพื้นดินที่เป็นสีดำซึ่งมีอาณาเขตหลายร้อยเมตรพร้อมกับสิ่งก่อสร้างทรงสูงรูปร่างประหลาดตาที่ดูเหมือนจะมีเขี้ยวอันใหญ่งอกออกมารอบๆ ตึกดังกล่าว

    แม้จะอยู่ห่างจากบริเวณนั้นเป็นกิโลเมตร เขาก็สามารถเห็นมันได้อย่างชัดเจนเพราะว่าตึกนั้นสูงมากกว่าสิบเมตรยังไงล่ะ

    “จบเห่ละ” เสียงหวานข้างๆ เขาเอ่ยขึ้น

    มินคิ้วขมวดเล็กน้อยก่อนจะรีบถามออกไปทันที “จบเห่อะไร”

    “เห็นตึกนั้นไหม นั่นน่าจะเป็นตึกที่จะเปลี่ยนระดับของรังจากแฮตเชอรี่ให้เป็นแลร์ ถ้าพวกเซิร์กสร้างแลร์ได้สำเร็จ นายคงไม่มีหวังที่จะผ่านมิชชันนี้แน่” เธอตอบ

    “อ้าว แล้วทำไงอะทีนี้” เขาถามกลับ

    หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถามมิน เธอเพียงแค่ขานเรียกใครบางคน “ซิสเตม”

    สิ้นคำขานของหญิงสาว พลันในหัวของเขาก็มีเสียงหุ่นยนต์ดังขึ้นพร้อมกับหน้าต่างโฮโลแกรมโปร่งใสที่เด้งออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าเขา

    [ถึงยูสเซอร์]

    [มิชชันมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย]

    [เนื้อหาและเงื่อนไขเดิมของมิชชันจะยังคงแต่ซิสเตมขอมอบมิชชันพิเศษให้แก่ยูสเซอร์]

    [มิชชันพิเศษ:ทำลายแลร์]

    รายละเอียด: เซิร์กได้เริ่มทำการสร้างแลร์เพื่อยกระดับรังของมันแล้ว ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จุดจบของมนุษยชาติจะต้องมาถึงในเร็ววันแน่ ยูสเซอร์จงมีหน้าที่ทำลายแลร์ที่ยังสร้างไม่เสร็จของเซิร์กเพื่อยับยั้งไม่ให้พวกมันสามารถพัฒนาและวิวัฒนาการได้

    เงื่อนไข: ทำลายแลร์ก่อนที่จะสร้างเสร็จสิ้น (0/1)

    รางวัล: ปลดล็อกความสามารถลับ (Hidden Ability) ให้แก่ไชลด์ของท่าน

    *หมายเหตุ: หากยูสเซอร์ไม่สามารถทำลายแลร์ได้ก่อนที่เซิร์กจะสร้างเสร็จสิ้น ซิสเตมจะถือว่าท่านทำมิชชันเลื่อนระดับล้มเหลว

     

    “แบบนี้มันมัดมือชกกันนี่หว่า!” มินตะโกนขึ้นทันทีเมื่ออ่านหมายเหตุของมิชชันที่ซิสเตมเพิ่งจะมอบให้เขา

    [ยูสเซอร์สามารถปฏิเสธมิชชันพิเศษได้ เพียงแต่ว่าหากท่านปฏิเสธ ซิสเตมก็จะถือว่าท่านปฏิเสธมิชชันเลื่อนระดับเช่นกัน]

    “ชิ” เดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ทันทีเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางหันไปหาหญิงสาวในชุดวันพีชสีขาวพร้อมถามเธอ “มีแพลนอะไรไหม”

    “บุกไปตรงๆ เลย” เธอตอบเสียงเรียบ

    “ฮะ!” อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาเมื่อได้ยินตอบคำของอีกฝ่าย

    มายหันมาส่งยิ้มอ่อนๆ ให้กับเขาก่อนจะกล่าว “กลัวไร อย่างมากก็แค่ฝูงเซิร์กลิ่ง (Zergling) กับเบเนลิ่ง (Baneling) ร้อยสองร้อยตัวตัว”

    ชายหนุ่มเบิกตากว้างทันทีแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเนื่องจากไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดออกมา

    เธอยักไหล่ก่อนจะเดินอ้อมไปข้างหลังมินพร้อมกับผลักเขาให้เดินนำ ส่งสายตาคาดโทษไปหาหญิงสาวทันทีเมื่อรู้ถึงความหมายของการกระทำของอีกฝ่าย

    “มิชชันนี้นายเป็นตัวเอกนะ เดินนำไปสิ” เสียงหวานกล่าวออกมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

    “มาสเตอร์สามารถทำการลอบโจมตีโดยแอบที่หลังเนินเขาใกล้ๆ รังของเซิร์กได้นะคะ แล้วค่อยบุกทะลวงไปตรงๆ ตอนที่พวกมันรู้ตัวแล้ว” เรนะแนะนำออกมา

    “เรนะ! หมดสนุกเลย” มายทำหน้ามุ่ยออกมาเมื่อได้ยินคำแนะนำที่หญิงสาวนัยน์ตาสีฟ้าครามแนะนำแก่มิน

    “เยี่ยมมากเรนะ!” ชายหนุ่มชูนิ้วโป้ง ยกไปยังทิศทางของอีกฝ่ายพลางยิ้มออกมาก่อนจะหันไปหามายและเบะปากใส่อีกฝ่ายพร้อมกล่าว “ไม่เหมือนกับเธอ ไร้ประโยช์แล้วยังจะฉุดคนอื่นลงเหวอีก” หญิงสาวไม่ได้สนใจกับคำพูดของชายหนุ่ม เดินยิ้มอ่อนๆ อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวให้กับเขา

    หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสี่ก็เดินลัดเลาะอ้อมเขาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงและรักษาระยะห่างไม่ให้ใกล้รังของเซิร์กมากเกินไปเนื่องจากพื้นดินสีดำดังกล่าวให้ความรู้สึกอันตรายแก่ชายหนุ่ม

    ณ เนินเขาแห่งหนึ่งซึ่งมีระยะห่างจากพื้นที่สีดำประมาณหนึ่งร้อยเมตร เนินเขานี้อยู่สูงกว่าจุดทำรังของพวกมันประมาณสามสิบกว่าเมตรได้โดยมีความลาดชันให้อยู่ที่ประมาณสิบห้าองศาและเมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้จนถึงระยะนี้ มนุษย์ทั้งสามก็เห็นภาพของรังของเซิร์กได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    สิ่งก่อสร้างรูปร่างประหลาดที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์เรื่องเอเลี่ยน มอนสเตอร์รูปร่างคล้ายแมลงมากมายที่เดินไปตามพื้นดินสีดำ

    โดยที่มินเห็นว่ามีจำนวนมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น แมลงที่มีขนาดเท่ากับเจ้าซิลเวอร์หรือขนาดเท่ากับลูกสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีพเวอร์ มันมีส่วนหัวคล้ายกับแมลงกระชอน

    หัวของมันมีลักษณะเป็นผลึกสีฟ้า มันมีขาเรียวเป็นป้องสี่ขาที่เหมือนขาของแมงมุม ลำตัวไม่เหมือนกับพวกแมลงแต่อย่างใด ให้พูดตรงๆ ลำตัวของพวกมันเหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่าแมลงเสียอีก เพียงแต่มันมีเปลือกที่เป็นเกราะและมีพื้นผิวของเปลือกที่ขรุขระเท่านั้น

    “พวกมันคือเซิร์กลิ่ง ยูนิตโจมตีระดับแรกของเซิร์ก วิ่งไวเป็นกรด” มายอธิบายให้เขาฟัง

    เซิร์กตัวต่อไปที่เขาเห็นว่ามีจำนวนมากพอๆ กับเซิร์กลิ่งก็คือเซิร์กที่มีรูปร่างคล้ายๆ กับแมงกุ๊ดจี่ เหมือนซะจนเขาคิดว่าพวกมันเป็นแมงกุ๊ดจี่จริงๆ หากเขาไม่ได้อยู่ต่อหน้ารังของเซิร์ก

    แมงกุ๊ดจี่เหล่านี้กำลังลำเลียงแท่งผลึกสีฟ้ามากมายอยู่ไปที่ก้อนเนื้อยักษ์ซึ่งอยู่ใจกลางรังและถ้าหากเขาเดาไม่ผิดสิ่งนั้นต้องเป็นแฮตเชอรี่อย่างแน่นอน

    “ถึงรูปร่างจะไม่เหมือนกันแต่พวกนั้นคือโดรน (Drone) มีหน้าที่ขนพลังงานไปยังแฮตเชอรี่เพื่อใช้ผลิตลาวา ส่วนก้อนผลึกสีฟ้าที่พวกมันกำลังขนอยู่ก็คือผลึกพลังงาน (Energy Crystal) เป็นแร่ที่มีความบริสุทธิ์กว่าหินพลังงานทั่วไป”

    หญิงสาวหยุดอธิบายไปครู่หนึ่งเพราะเธอเผลอยิ้มออกมาเมื่อกล่าวถึงจุดนี้ เธอหัวเราะในลำคอก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงดีใจออกมา

    “มิน นายต้องทำมิชชันนี้ให้สำเร็จให้ได้นะ ซิสเตมบอกแค่ให้ทำลายรัง ไม่ได้บอกให้เราทำลายแร่ ถ้าเราเอาแร่พวกนี้ไปขาย เงินสิบล้านก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม”

    “จริงดิ!” ชายหนุ่มที่ได้ยินประโยคดังกล่าวก็พลันหันไปหาหญิงสาว พวกเขายิ้มให้กันแต่ไม่ได้พูดอะไรเพราะทั้งคู่นั้นกำลังหัวเราะในลำคอด้วยท่าทางน่าขนลุกและจ้องไปที่ผลึกแร่ตาเป็นมัน

    เรนะส่ายหัวเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อธอมองภาพเบื้องหน้า ราวกับว่าดวงตาของคนทั้งคู่นั้นแปลงเปลี่ยนเป็นรูปเหรียญทองเหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่นไม่มีผิด

    ไม่นานมินก็หันกลับมาสนใจรายละเอียดของรังเซิร์กต่อ ซึ่งสิ่งต่อไปที่เขาสังเกตเห็นเลยก็คือ รอบๆ แฮตเชอรี่นั้นมีรังไหมขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก มันมีลักษณะเป็นรูปวงรี ตั้งอยู่บนพื้น สีส่วนใหญ่เกือบจะทั้งหมดของรังไหมนั้นเป็นสีดำและสีจุดที่ส่องแสงสีฟ้ากะพริบอยู่

    “พวกนั้นก็คือดักแด้ที่เกิดจากลาวา (Larva) น่ะ พวกมันกำลังวิวัฒนาการไปเป็นสิ่งที่รังของพวกมันขาดอยู่ ไม่วาจะเซิร์กลิ่งหรือเซิร์กประเภทอื่นๆ” มายอธิบาย

    ต่อมาคือเซิร์กที่มีรูปร่างเหมือนเห็บตัวเมียที่ก้นอันป้องและใหญ่ของพวกมันเปล่งแสงสีฟ้าที่กะพริบเป็นจังหวะออกมา เจ้าพวกนี้เดินยั้วเยี้ยไปมาที่สุดขอบของพื้นดินสีดำรอบๆ รังของพวกมัน

    “เจ้าพวกนี้คือเบเนลิ่ง เห็นก้นที่เรืองแสงอยู่นั่นใช่ไหม มันคือพลังงานที่พวกมันดูดซับมาจากผลึกพลังงานและเปลี่ยนแปลงเป็นของเหลวที่เป็นกรด

    พวกเบเนลิ่งคือหน่วยกล้าตายของเซิร์ก เมื่อพวกมันรู้ว่ามีศัตรูบุกรังของพวกมัน เบเนลิ่งจะวิ่งเข้าหาศัตรูของพวกมันและทำการระเบิดของเหลวที่ก้นของพวกมัน ทำลายตัวมันเองและศัตรูไปพร้อมๆ กัน”

    “ยุ่งยากซะจริง สงสัยคงต้องระวังเจ้าพวกนี้มากกว่าเซิร์กลิ่งสินะ” เขาเอ่ยกับตัวเองเสียงแผ่ว

    “ควีนกับโอเวอร์ลอร์ด” มายพูดขึ้นพร้อมชี้ไปที่สิ่งมีชีวิตทั้งสองตัวซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับแฮตเชอรี่ ตัวหนึ่งมีรูปร่างคล้ายกับปลาหมึกยักษ์ที่ลอยได้เพียงแต่หนวดหรือขาของมันเหมือนกับแมลงเท่านั้นเอง และอีกตัวมีรูปร่างแมลงกึ่งมนุษย์ ไม่ใช่มีหน้าตาเหมือนคนหรอก ถ้าจะให้พูดแบบเห็นภาพ พวกมันมีรูปร่างคล้ายๆ กับอารัคเน (Arachne)

    ร่างกายส่วนล่างมีเหมือนกับแมงมุม ส่วนร่างกายส่วนบนนั้นมีหัวและแขนยื่นออกมาราวกับมนุษย์และเช่นเดียวกันกับพี่น้องของมัน หัวและแขนดังกล่าวนั้นมีรูปร่างเหมือนกับแมลง โดยที่หลังของมันนั้นมีสิ่งที่คล้ายกับหางของแมงป่องงอกออกมาคู่หนึ่งซึ่งมันกำลังใช้หางคู่นั้นฉีดเข้าไปในแฮตเชอรี่อยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย

    หญิงสาวเริ่มอธิบายทันทีเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเห็นในสิ่งที่เธอชี้ไปแล้ว

    “ไอ้ตัวที่ลอยอยู่เรียกว่าโอเวอร์ลอร์ด หน้าที่ของมันยังไม่สำคัญตอนอยู่ระดับแฮตเชอรี่ ไม่ต้องไปสนใจอะไร อย่างมากก็แค่เป็นพวกเฝ้ายามในตอนนี้ 

    ส่วนตัวที่กำลังฉีดบางอย่างเขาไปในแฮตเชอรี่นั้นเรียกว่าควีน สิ่งที่มันฉีดเข้าไปคือสารที่ทำให้แฮตเชอรี่สามารถเพิ่มจำนวนการผลิตลาวาได้”

    เขาพยักหน้าเป็นการรับรู้ในสิ่งที่อีกฝ่ายได้อธิบายมาให้แก่ตน สายตาจ้องมองไปยังรังของเซิร์กเบื้องล่างพร้อมกับเม้มปากแน่นเนื่องจากรู้สึกประหม่าที่ตอนนี้เขากำลังจะต้องสู้กับฝูงแมลงอวกาศหลายร้อยตัว

    ในชีวิตนี้ของมิน ไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่ง ตัวเขา คนธรรมดาที่ตายเพราะถูกมีดแทงหลัง ได้เข้ามาอยู่ในร่างของชายที่มีหน้าตาและรูปร่างเหมือนกับตนเองในต่างโลก จะต้องมาทำอะไรแบบนี้

    ใช้สองมือหนาของตนตบเบาๆ ที่แก้มเพื่อเรียกสมาธิให้กับตัวเอง ก่อนจะหันไปขานชื่อของไชลด์ของตน “ซิลเวอร์!” และเมื่อเจ้าตูบขนเงินได้ยินเจ้านายของมันเรียก มันก็พลันร้องออกมาเบาๆ ก่อนที่จะพ่นสะเก็ดไฟมากมายขึ้นไปบนฟ้า

    มินยิ้มออกมาพร้อมกับโห่ร้องในใจ “สตูดิโอเลเวลสอง ตูมาแล้ว!!!”

    _____________________


     

     

    คล้ายกับเรื่องOtter Dungeon Studio แหม ธุรกิจดันเจี้ยนทำกำไรน้อยจริงๆ ที่คุณอ่าน