[New Life] อิสระของชีวิต

    [62] อดีตของอดัม

    [62] อดีตของอดัม
    อดัมฝัน ถึงอดีตที่ผ่านไปนานมากแล้ว ภาพของคนคุ้นเคยในชุดสีดำกำลังยืนล้อมรอบเตียงนอนหลังหนึ่งในห้องกว้าง แม้จะไร้ซึ่งเสียงหากแต่ก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่เศร้าโศก ภาพสนามหญ้าที่วิ่งเล่นในวันวานเหี่ยวแห้งลง ความเงียบสงบพลันกลายเป็นความวุ่นวายอดัมยังคงฝันไปเรื่อย เห็นทั้งภาพความทรงจำและภาพที่ไม่ยากเห็น หากแต่ภาพในฝันจะเลวร้ายสักเท่าไหร่ อดัมก็ยังคงไม่ตื่นขึ้นมา จวบจนกระทั่งภรรยาที่รักยิ่งเดินเข้ามาเขย่าตัว“ที่รักคะเช้าแล้วนะ เดี๋ยวก็ไปสอนสายหรอก”“อ่า...ตื่นแล้วจ้า ฮ้าว...”‘แอชลีย์’ คือนามสกุลสุดโหลที่มีคนมามายใช้ซ้ำๆ อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นหนึ่งในชื่อสกุลที่มีคนมากมายปราถนาจะได้ใช้ เพื่อที่ว่าตัวเองอาจจะได้เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา แอชลีย์มีฉากหน้าคือตระกูลกลุ่มเงินทุนของบรรดานักธุรกิจชื่อดังก้องโลก ในขณะที่ฉากหลังก็คือ เจ้าของกิจการสีเทาผู้ค้าความตาย กลุ่มผู้ส่งออกอาวุธผิดกฏหมายรายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้จะว่าลับก็ไม่ใช่ ไม่ลับก็ไม่เชิง คนในตระกูลแอชลีย์ทุกคนจึงมีศัตรูมากจนนับไม่หวาดไม่ไหว“คุณนอนละเมอนะ ฝันร้ายเหรอ?”“คงงั้นมั้ง ผมฝัน...ถึงเรื่องในอดีต แล้วก็อะไรไม่รู้ให้เยอะแยะไปหมด”“ไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเถอะค่ะ ปล่อยให้ความฝันเป็นแค่ฝันเถอะ นะ”ภรรยาผู้แสนดีจูบรับอรุณที่แก้มสากเบาๆ หวังว่าความหวานและความหวังดีที่มีให้จะคลายความเคร่งเครียดบนใบหน้าหล่อเหลาของสามีที่รักได้“ครับ คนดี แค่ได้จูบจากคุณผมก็สดชื่นขึ้นแล้วล่ะ”อดัม ลูเซียส แอชลีย์ คือชื่อของอดีตผู้สืบทอดกลุ่มเงินทุนแอชลีย์ ลูกชายคนเดียวของหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ทว่าเขาดันเป็นพวกพันทาง ชอบความสะดวกสบายแต่ก็ติดดิน แต่ที่สำคัญคือเขาดันเป็นพวกคนดีที่ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับสังคมด้านมืด เข้าขั้นต่อต้านครอบครัวตัวเองเลยเนี่ยสิ“อรุณสวัสดิ์เซ็ท วันนี้ไม่รีบไปทำงานเหรอ แล้วก็อรุณสวัสดิ์จ้าอลิซ”อดัมเดินออกมาทักลูกชายและลูกสาวหลังจากอาบน้ำเสร็จ ใช้ชีวิตประจำวันแบบคนทั่วไปเรียกได้ว่าตัดขาดตัวเองสมัยก่อนไปโดยสิ้นเชิง “ไม่รีบ วันนี้ไม่มีงานเช้า แล้วนี่จะดูข่าวต่างประเทศอีกแล้วเหรออดัม?”“ก็ดูไปเรื่อยนั่นแหละ จะได้ไม่ลืมภาษาไง เซ็ทกับอลิซก็ได้ฝึกภาษาด้วย”แม้ปากจะพูดไปอย่างนั้น แต่ตัวอดัมเองรู้ดีที่สุดว่าเขาอยากจะเห็นอะไรในหน้าจอข่าว ไม่รู้เพราะฝันถึงรึเปล่าถึงได้รู้สึกอยากจะเห็นหน้าขึ้นมา...คนทางนั้นที่ตัดขาดกันมาหลายสิบปี ตอนนี้จะเป็นยังไงกันบ้างแล้วนะ?...สมัยยังเด็ก อดัมก็มีชีวิตไม่ต่างจากเด็กธรรมดาลูกคนรวยทั่วไป ใช้ชีวิตสนุกสนานเฮฮาภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ประหนึ่งพระราชวังหรูหรา ล้อมรอบด้วยทะเลสาบและภูเขา ขนาดพื้นที่ทั้งหมดที่ใช้อาศัยกว้างจนน่ากลัว เรียกได้ว่าหากหลงทางก่อนจะไปถึงคฤหาสน์ก็เตรียมตัวอดตายได้ไม่ยาก แม้จะไม่ได้ออกเที่ยวเล่นที่ไหน แต่สวนของตระกูลแอชลีย์ที่มีคนคอยดูแลก็กว้างขวางมากพอให้เด็กวิ่งสำรวจได้เป็นปีๆ พ่อกับแม่ก็รักตามใจอดัมยิ่งกว่าอะไร ดังนั้นอดัมจึงไม่เคยไม่ได้สิ่งที่ต้องการ“แด๊ด...ทำไมผมถึงไม่ได้ออกไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนแบบเด็กคนอื่นๆ ล่ะ?” ในขณะที่มือยังเปิดหนังสือภาพเล่มหนา อดัมในวัยเจ็ดขวบถามเสียงเจื้อยแจ้ว“เพราะลูกเป็นเด็กฉลาด โรงเรียนทั่วไปน่ะสอนลูกไม่ได้หรอก”“แต่โรงเรียนเป็นที่ๆ รวมเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันไม่ใช่เหรอ ผมเองก็อยากมีเพื่อนบ้างนะ” ว่าแล้วก็วางหนังสือ หันมาเกาะขากางเกงผู้เป็นพ่อแล้วอ้อนขอซ้ำไปซ้ำมา “นะแด๊ดนะ ผมอยากมีเพื่อนบ้าง เล่นกับพวกการ์ดไม่สนุกเลยอ่ะ พวกนั้นไม่กล้าเล่นกับผม”บิดาของอดัมหรือผู้นำตระกูลแอชลีย์ทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ลูบหัวลูกชายเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มท่าทางใจดี“เข้าใจแล้ว แต่แลกกับลูกต้องเรียนเพิ่มอีกสามวิชา แน่นอนว่าต้องตั้งใจเรียนด้วย”“...เรียนอีกแล้วเหรอ?”“ถ้าไม่ตกลงก็ข้ามประเด็นนี้ไป”“ตกลงๆ ผมจะตั้งใจเรียน แด๊ดสัญญาแล้ว ห้ามผิดคำพูดนะ”เห็นพ่อหันหน้าตั้งท่าจะจมจ่อกับกองงานต่อ อดัมในวัยเจ็ดขวบจึงรีบพูดรัวเร็วเพราะกลัวว่าจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ลืมไปเสียหมดว่าก่อนหน้านี้พ่อเคยสอนสั่งไว้ว่ายังไงบ้างหลายวันต่อมาอดัมก็ต้องวิ่งโร่ไปที่ห้องทำงานของบิดาบังเกิดเกล้าอีกหน“แด๊ด! นี่มันหมายความว่ายังไง!?”“จะหมายความว่าอะไร ก็ลูกอยากได้เพื่อน พ่อก็หาเพื่อนมาให้แล้วไง”ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความโกรธเคือง หากแต่คนโดนโกรธยังคงทำงานต่อไป อดัมปรี่เข้าไปที่ข้างโต๊ะทำงานก่อนจะปัดกองงานของพ่อทิ้ง เอกสารทั้งหลายร่วงลงพื้น“ที่ผมต้องการคือไปโรงเรียนต่างหาก แด๊ดอย่ามาทำไขสือนะ!” “...อดัม พ่อไม่เคยสอนให้ลูกใช้แต่อารมณ์แล้วทำตัวกร้าวร้าวแบบนี้นะ”พ่อที่เอาแต่นั่งทำงานแต่ก็ใจดีของอดัมพลันแปลกไป เสียงที่เคยเอ่ยอย่างใจดีก็เย็นชาดุจน้ำแข็ง ยิ่งดวงตาที่มองมายิ่งไม่เหมือนเดิม เขาไม่เคยเห็นพ่อเป็นแบบนี้มาก่อน อดัมสั่นกลัวจนล้มก้นจ้ำเบ้า“...ดะ...แด๊ด?”“ใครอยู่ข้างนอก มาลากตัวนายน้อยออกไปเข้าห้องสำนึกผิดเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดตรงไหนก็ไม่ต้องปล่อยออกมา ระหว่างนี้ห้ามใครเข้าไปยุ่งทั้งนั้น!”“แด๊ด!? ปล่อยนะ! ปล่อยสิ!!”การ์ดสามสี่คนที่เฝ้าหน้าห้องเข้ามาหิ้วปีกเขาไปยังห้องใต้ดิน แม้บรรดาลูกน้องจะต้องขังเขาไว้ตามคำสั่งผู้เป็นนาย แต่ก็ไม่กล้าลงมือทพอะไรรุนแรง ทั้งยังขอโทษขอโพยเพื่อไม่ให้โดนเอาเรื่องทีหลังด้วยอย่างไรก็ตามนั่นเป็นครั้งแรกที่อดัมเริ่มคิดว่าบ้านและครอบครัวของตัวเองแตกต่างจากคนอื่น หลายวันที่ถูกจับขังในห้องมืด อดัมได้ทบทวนถึงสิ่งที่ผู้ให้กำเนิดสอนซ้ำไปซ้ำมาจนขึ้นใจ แม้จะไม่รู้เรื่องทั้งหมด แต่ก็ตกผลึกความคิดได้มากกว่าที่ร่ำเรียนมาตลอดเสียอีกเขารู้แล้วว่าแด๊ดต้องการสอนอะไร และเพราะอะไรเขาถึงต้องมาอยู่ในนี้......ให้คนมาตามเขาออกไปสักทีสิ เขาได้คำตอบแล้วนะแด๊ด...“...เหตุผลต้องมาก่อนอารมณ์ ...แอชลีย์ต้องมาก่อนตัวเอง ...ไม่ว่าในสถานการณ์ไหนก็ห้ามสติแตก คิดให้มากห้ามรับปากส่งเดช...คำโกหกมีมากกว่าความจริง...”อดัมนั่งเหม่อมองท้องฟ้าจากช่องว่างเล็กๆ ห้องมืดที่อยู่ลึกลงมาใต้ดินช่างเหน็บหนาวและไร้ซึ่งอิสระ หากไม่ได้ถูกขังอยู่ในนี้เขาคงวิ่งเล่นอยู่ใต้แสงอาทิตย์ไปแล้ว แต่แล้วใบหน้าเล็กๆ ของเด็กวัยรุ่นราวคราวเดียวกันก็โผล่หน้าออกมาจากช่องว่างเล็กๆ ที่อดัมเหม่อมองอยู่“...เอ่อ นายน้อยครับ ผมแอบเอาอาหารมาให้ กินสักหน่อยมั้ยครับ”“...นายเป็นใคร?”อดัมจำได้ว่าอีกฝ่ายคือเด็กที่พ่อหามาให้ หากแต่ตอนนั้นพอพบหน้าปุ๊บ อดัมก็วิ่งไปต่อว่าต่อขานบิดาจนถูกลากเข้าห้องมืดปั๊บ ก็เลยยังไม่ทันได้แนะนำตัวอะไรกันเลย“ผมชื่ออเลน คุณท่านสั่งให้ผมคอยดูแลรับใช้นายน้อยครับ”อดัมขมวดคิ้วยามได้ยินคำตอบ ไหนก่อนหน้าที่จะโดนยัดเข้าห้องมืด ผู้เป็นบิดายังบอกอยู่ว่าเข้าใจว่าเขาต้องการเพื่อนเลยหาเพื่อนให้ ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงได้สั่งเด็กตรงหน้าเหมือนคนรับใช้คนหนึ่งเล่า? ‘...หรือจะไม่ใช่คนของแด๊ดจริงๆ?’“...นะ-นายน้อยครับ เป็นอะไรรึเปล่า?”“เปล่า แต่อาหารน่ะไม่ต้องหรอก แด๊ดส่งอาหารสามมื้อมาให้อยู่แล้ว นายกินเถอะ กินตอนนี้เลย” อดัมว่าด้วยรอยยิ้มมุมปาก สั่งเด็กตรงหน้าเหมือนกับกำลังสั่งการ์ดคนหนึ่งของตัวเอง ซึ่งหากอีกฝ่ายคือลูกน้องที่อยู่ใต้อาณัติก็ไม่มีสิทธิปฏิเสธ“งะ-งั้นเหรอครับ งั้นผม-”“ฉันบอกว่าให้กินอาหารที่นายเอามาให้ดูตอนนี้เลยไง”แม้ตัวจะถูกขังอยู่แต่อดัมก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปง่ายๆ เขารู้ดีว่าบิดาของตัวเองเป็นคนพูดจริงทำจริง และคนของพ่อไม่มีทางขัดคำสั่งของท่าน เด็กแปลกหน้าที่ตั้งใจจะมาส่งอาหารให้จึงไม่ต่างอะไรจากศัตรู ถึงอดัมจะยังเด็กแต่ก็โดนปองร้ายบ่อย เลยถูกสั่งสอนให้ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ แล้วก็ติดมาเป็นนิสัย...จะบอกว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่มีเพื่อนก็ได้ ลูกๆ ของเพื่อนแด๊ดที่อยู่ในวัยพอๆ กัน พวกนั้นน่ะดูไม่น่าไว้วางใจเอาซะเลย“ให้กินเหรอครับ?”อดัมพยักหน้ายืนยัน หากเด็กคนนั้นยังยึกยักไม่ยอมกิน อดัมก็คงตะโกนเรียกการ์ดให้เข้ามาจับตัวเขาไป แต่พอเด็กคนนั้นหยิบขนมปังที่ตัวเองถือมาเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อดัมจึงพอคลายใจลงบ้าง ...ไม่ใช่ยาพิษในอาหาร แล้วก็ดูท่าจะไม่ได้พกอาวุธอันตราย สงสัยคงจะระแวงมากไป น่าจะเป็นคนของแด๊ดจริงๆ แต่ขัดคำสั่งแด๊ดแบบนี้คงอยากถูกไล่ออกล่ะสิท่า“หมดแล้วครับ”“เห็นแล้วล่ะ จะไปไหนก็ไปเถอะ”“งั้นผมขออนุญาตนั่งอยู่ข้างนอกตรงนี้นะครับ” ว่าแล้วก็หย่อนก้นลงนั่ง พอให้เห็นมือวางอยู่ตรงช่อง อดัมขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมเด็กข้างนอกนั่นถึงได้อยากแหกคำสั่งบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเองเหลือเกิน บ้านนี้น่ะถ้าไม่ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดคือไล่ออกสถานเดียวแท้ๆ“นายไม่อยากทำงานที่นี้สินะถึงได้ขัดคำสั่งแด๊ดแบบนี้”“อยากสิครับ ที่นี่ออกจะสุขสบาย ไม่น่ากลัวแบบตอนอยู่ข้างนอก มีที่ซุกหัวนอนมีอาหารดีๆ กิน เป็นสวรรค์สำหรับผมเลยล่ะ ได้อยู่ที่นี่ตลอดไปก็ดี”“งั้นรึว่านายไม่รู้ว่าแด๊ดสั่งห้ามใครเข้ามายุ่งกับฉันตอนถูกขังอยู่ในนี้” อดัมคาดเดาความเป็นไปได้ ฟังแค่เสียงเหมือนจะไม่ได้โกหก อดัมเลยไม่อยากให้อีกฝ่ายโดนไล่ออกเพราะความไม่รู้ ซื่อๆ แบบนี้หายาก ออกไปได้จะได้แกล้งเล่นแก้เบื่อ“ผมทราบครับ เพียงแต่คำสั่งแรกสุดและเป็นคำสั่งที่สำคัญที่สุด คือดูแลรับใช้และคอยปกป้องนายน้อย เป็นเพื่อนเล่นให้นายน้อยไม่เบื่อ คุณท่านเป็นคนสั่งไว้เองครับ”“คนดูแลฉันมีการ์ดก็เยอะแยะ งั้นนายก็กลับไปเถอะ”“แต่นายน้อยจะเหงานะครับ ถูกขังอยู่คนเดียว นายน้อยจะเหงา เพราะงั้นให้ผมนั่งอยู่เป็นเพื่อนเถอะครับ ถึงจะไม่เห็นตัวแต่ก็จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวแน่ๆ”อดัมไม่ได้เถียงอะไรกลับไป เพียงแต่นั่งนิ่งๆ มองท้องฟ้าเงียบๆ ในขณะนั้นเองก็เหลือบมองมือเล็กๆ ที่วางอยู่ใกล้ๆ เป็นระยะๆ ‘แด๊ดเคยบอกไว้ว่าคนที่แบกรับชื่อแอชลีย์เอาไว้จะแสดงความอ่อนแอไม่ได้ แต่ถ้าอีกฝ่ายเดาเอาเองแล้วดันถูก ก็ไม่ถือว่าตัวเขาแสดงความอ่อนแอหรอกมั้ง?’ เขาคิด“...เมื่อกี้ฉันถามชื่อนายแต่ไม่ได้บอกชื่อตัวเอง เมื่อพบหน้าการไม่แนะนำตัวถือเป็นเรื่องเสียมารยาท ฉันชื่ออดัม อดัม ลูเซียส แอชลีย์ ยินดีที่ได้รู้จักอเลน”ใบหน้าเล็กๆ ของเด็กชายยิ้มร่า แนบหัวลงกับพื้นอย่างไม่กลัวเปื้อน บ่งบอกความยินดีอย่างถึงที่สุด“ผมอเลน ยินดีที่ได้รู้จักครับนายน้อย”“เรียกอดัมก็ได้”“ไม่ดีมั้งครับนายน้อย...เอ่อ...นายน้อยอดัม” เห็นหน้าบึ้งๆ ของเจ้านายแล้ว อเลนก็ได้แต่โอนอ่อนทำตามความต้องการของเจ้านายมากขึ้นนิดนึง“เอาเถอะ ถ้าแบบนั้นก็พอรับได้ล่ะน่ะ”อดัมพยักหน้าหงึกๆ กับตัวเอง พูดคุยกับเพื่อนใหม่กึ่งข้ารับใช้อยู่นาน พอฟ้ามืดลงก็ไล่อีกฝ่ายกลับไป อเลนยังคงมาอยู่เป็นเพื่อนเขาในช่วงเวลากลางวันที่เจ้าตัวได้รับอนุญาตให้พักเสมอ จนกระทั่งอดัมถูกปล่อยออกจากห้องมืดสำหรับสำนึกผิด“รู้รึยังว่าตัวเองทำผิดตรงไหน?”“รู้แล้วครับ ต้องขอโทษด้วยครับแด๊ด จะไม่แสดงกิริยาแบบนั้นอีก” อดัมโค้งตัวขอโทษตามที่เคยได้รับการสั่งสอนมาอย่างเต็มรูปแบบ พอเสียงเย็นชากลับมาเป็นเสียงใจดีอดัมก็เงยหน้าขึ้น“เข้าใจก็ดีแล้ว”“แด๊ด กรุณายกเลิกคำสั่งไล่อเลนออกด้วย”ชายผู้มีอำนาจสูงสุดเงยหน้าจากกองเอกสารที่ตัวเองกำลังทำ ดวงตาคมมองไปยังร่างเล็กๆ ของลูกชายด้วยความประหลาดใจ“หืม? ลูกไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน”“ผมรู้มาจากไหนไม่สำคัญ อเลนอาจจะขัดคำสั่งแด๊ด และเข้าเรียนสายไปบางคาบเพราะมาอยู่กับผม แต่นั่นก็เพราะเขาทำตามคำสั่งแด๊ด แด๊ดเป็นคนสั่งเองว่าคำสั่งแรกสุดและเป็นคำสั่งที่สำคัญที่สุด คือ ‘ดูแลรับใช้และคอยปกป้องนายน้อย เป็นเพื่อนเล่นให้นายน้อยไม่เบื่อ’ ไม่ใช่เหรอครับ?”“แล้วยังไง?”“ในห้องมืดผมเบื่อ และอเลนมาช่วยผมแก้เบื่อ และการที่เขาทำตามคำสั่งที่สำคัญที่สุดก็แปลว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ดังนั้นช่วยยกเลิกคำสั่งไล่ออกด้วยครับ”อดัมพูดอย่างชัดแจ้งแม้คำพูดจะขัดแย้งกับคำสั่งที่พ่อสั่งไปอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่เขาทำก็คือการปกป้องเพื่อนคนแรก แม้จะต้องเผชิญหน้าขัดแย้งกับพ่อที่น่ากลัวกว่าที่คิดเหมือนเด็กๆ เอาแต่ใจ อดัมก็กล้าที่จะลอง เพราะผมลัพธ์มันไม่ใช่ศูนย์...มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง หากโต้ด้วยเหตุผลแด๊ดจะยอมฟังกว่าโต้ด้วยอารมณ์“หึ ได้เรียนรู้มากขึ้นน่ะ แอชลีย์น่ะต้องมีสติและไหวพริบ อยากได้อะไรก็ต้องได้มาด้วยปัญญา ไม่ใช่การโวยวายไร้สาระ เหตุผลลูกฟังขึ้น พ่อจะยกเลิกการไล่ออกให้”“ขอบคุณครับแด๊ด!”ไม่นานหลังจากนั้นอดัมก็พูดได้เต็มปากว่าอเลนเป็นเพื่อนคนแรกที่สำคัญมากสำหรับเขา ในขณะเดียวกันก็มีเด็กอีกสามคนที่อดัมเรียกว่าเพื่อนได้ไม่ต่างจากอเลน ซึ่งก็คือ อลัน อาเรีย และเอ็ดดี้ ถึงแม้สามคนนั้นจะดูจงรักภักดีกับแด๊ดเข้าขั้นถวายหัว แต่อดัมก็ไม่ว่าอะไรหรอก...ยิ่งรู้เรื่องรู้ราวมากขึ้นเท่าไหร่อดัมก็ยิ่งรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองต้องเรียนรู้มันยิ่งมากขึ้นราวกับไม่มีวันจบสิ้น และแน่นอนว่าทุกอย่างนั้นมันเริ่มห่างไกลว่าคำว่านักธุรกิจผู้ร่ำรวยแบบธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยิ่งโตไปความขัดแย้งระหว่างอดัมและแด๊ดก็ยิ่งมากขึ้น...หลายปีต่อมา“เร็วกว่านี้ครับ ไม่งั้นคุณอาจจะโดนยิงตายก็ได้นะนายน้อย”“อุ๊บ...อลัน นายเกลียดอะไรฉันใช่มั้ยเนี่ย!?”ชิ้นส่วนปืนที่กำลังประกอบกระเด็นเต็มพื้นเมื่อหนึ่งในเพื่อนที่เรียนด้วยกันเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เล็กจนโตปัดมันลงจากโต๊ะ อดัมหันไปตะโกนใส่แต่มือก็ยังประกอบชิ้นส่วนอย่างคล่องแคล่ว“ใครว่าล่ะนายน้อย ถ้าสถานการณ์จริงไม่มีใครมายืนรอนายน้อยประกอบปืนเฉยๆ แบบนี้หรอกนะ ว่ามั้ยครับอาจารย์”“ที่อลันพูดก็ไม่ผิดหรอกนายน้อย ดังนั้นช่วยพยายามให้มากขึ้นด้วย”“ไม่เป็นไรนะคะนายน้อย ฉันจะช่วยติวเข้มให้เอง”“ครับๆ หวังว่าจะติวแบบไม่โหดนะอาเรีย”ตอบส่งๆ พอให้จบคาบเรียนไป อดัมก็กลับไปหาบิดาบังเกิดเกล้าด้วยใบหน้าทมึน อดัมเรียนรู้ที่จะช่วยธุรกิจของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก แม้จะถูกบังคับให้เรียนแต่ก็ตั้งใจเรียนเพื่อแบ่งเบาภาระงานของบิดาทว่าเมื่อตอนอดัมอายุได้สิบแปดปี เขาก็ได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจสีเทาที่ตระกูลแอชลีย์ได้กระทำอยู่ในเงามืดของสังคม ได้เห็นเรื่องเลวร้ายทั้งเล็กใหญ่ที่คนในครอบครัวเป็นผู้ก่อขึ้นเต็มสองตาปัง!!‘มันเป็นคนทรยศอดัม จุดจบของคนทรยศมีอย่างเดียวคือความตาย โทษของคนไม่ซื่อสัตย์ไม่ได้เบาๆ แค่ไล่ออกหรอก จำเอาไว้’‘...แต่นั่น...นั่นน่ะคนสนิทของแด๊ดนะ’เสียงของเขาสั่นพร่ายามเห็นร่างโชกเลือดของคนคุ้นเคยที่ถูกล่ามโซ่ มือที่แสนอบอุ่นของบิดายังคงถือปืนที่พึ่งลั่นไกล เสียงร้องอู้อี้ทรมานดังมาจากปากที่ถูกผ้ายัดไว้ อดัมในเวลานั้นใกล้จะหลั่งน้ำตาเต็มกลืน‘ห้ามร้องไห้ นายน้อยของตระกูลแอชลีย์ห้ามเห็นใจคนที่ทรยศตระกูล สำหรับพวกเรายิ่งตำแหน่งใหญ่เท่าไหร่ โทษตายก็ยิ่งต้องทรมานขึ้นเท่านั้น’‘...แด๊ดผิดแล้ว ผิดตั้งแต่วิธีคิดนั่นแหละ’‘ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อให้มันคลายความจริงออกมา อดัมรู้มั้ยว่าหากมันทำสำเร็จคิดว่ากี่ร้อยกี่พันชีวิตในตระกูลเราที่จะต้องตาย?’‘...ถ้าแด๊ดไม่ทำธุรกิจแบบนั้นแต่แรกจะมีใครตายโดยไม่จำเป็นมั้ยล่ะ คนที่ขายอาวุธเพื่อฆ่าคนบริสุทธิ์ อย่ามาอ้างว่าทำเพื่อปกป้องไปหน่อยเลย!!’กี่คนแล้วที่ตายเพราะอาวุธที่ตระกูลขาย ความวุ่นวายเท่าไหร่แล้วที่เกิดขึ้นเพราะอาวุธที่แอชลีย์สร้าง สงครามกลางเมืองในประเทศที่ห่างไกลนั่นพูดได้เต็มปากรึเปล่าว่าไม่ได้เกิดเพราะพวกนั้นซื้ออาวุธของทางเราไป แต่จะไม่ได้เป็นคนสร้างความขัดแย้ง แต่ก็เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดความรุนแรงอดัมรับไม่ได้ เขาไม่พอใจที่จะสานต่อธุรกิจไร้หัวใจนั่น จึงขอให้บิดาบังเกิดเกล้าเลิกธุรกิจเหล่านั้น เพราะแค่ธุรกิจเบื้องหน้าก็ทำให้พวกเขาทุกคนในตระกูลมีกินมีใช้ไปทั้งชาติอยู่แล้ว แต่พ่อคนนั้นกลับไม่ยอมรับ ความสัมพันธ์พ่อลูกเลยเริ่มมึนตึงใส่กันมาสักระยะใหญ่แล้วยิ่งอดัมไม่แยแส บิดาก็ยิ่งไม่สนใจ และทุกอย่างมันก็เริ่มห่างเหิน“เรียกเหรอครับแด๊ด?”ภาพของพ่อที่นั่งทำงานอยู่หน้าโต๊ะกว้าง กองเอกสารตั้งใหญ่เป็นภาพที่เห็นจนชินชา สมัยเด็กๆ อดัมรู้สึกภาคภูมิใจที่มีพ่อที่เก่งกาจมีลูกน้องใต้อาณัติมากมาย แต่ตอนนี้อดัมไม่รู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว ตั้งแต่ที่รู้ว่าพ่อของตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง“เมื่อไหร่ลูกจะเรียนรู้เพื่อสืบทอดงานของตระกูล?”“เรื่องนี้อีกแล้วเหรอ ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้อยากจะสืบทอดตระกูล ธุรกิจฆาตกรพรรค์นี้ ใครอยากได้ก็ยกให้เขาไปนั่นแหละ” “สายเลือดของแอชลีย์ไม่ใช่อะไรที่ใครก็ได้จะมาสืบทอด” อดัมกรอกตามองบน แผนผังและบันทึกของตระกูลที่เห็นมาจนเบื่อ อดัมไม่คิดว่าของแบบนั้นจะน่าเชื่อถือ หรือต่อให้เป็นความจริงแล้วมันจะทำไม มันไม่ได้ทำให้ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปสักหน่อย“สายเลือดมันสำคัญอะไรจะขนาดนั้น สุดท้ายตายไปก็เหลือแค่เถ้ากระดูกอยู่ดี ธุรกิจน่ะให้สี่คนนั้นก็ได้ แด๊ดพาพวกเขามา ให้พวกเขาเรียนทุกอย่างเหมือนที่ผมเรียน เพราะคิดเผื่อกรณีคล้ายๆ กันนี้อยู่แล้วไม่ใช่รึไง แบบถ้าผมตายก็จะได้มีผู้สืบทอดคนอื่น?”“อดัม!”“อะไรครับแด๊ด ขอเถอะได้โปรดเลิกพูดเรื่องนี้กับผม ผมเบื่อ” อดัมว่าแล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันหลังกลับมาอีก หากแต่คำพูดของพ่อทำให้สองขาของอดัมต้องหยุดชะงัก“แกต้องไปดูตัวกับคุณหนูของตระกูลบราวน์ แล้วจากนั้นแกก็ต้องแต่งงานกับเธอ”“แด๊ดว่าไงนะ?”“ฉันไม่เคยสั่งสอนให้แกถามซ้ำ” เสียงเย็นชาของบิดาไม่ได้ทำให้อดัมอารมณ์ขึ้น เพราะตั้งแต่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าจะไม่สืบทอดธุรกิจชั่วๆ นั่น ท่านผู้นำตระกูลแอชลีย์ก็ไม่เคยคุยกับเขาดีๆ เลยสักครั้ง“แด๊ด แด๊ดเคยรักมัมบ้างมั้ย หรือว่าที่แต่งก็เพียงเพื่อธุรกิจชั่วช้าและเพื่อปกป้องสายเลือดคร่ำครึนั่น?”“การแต่งงานของฉันกับแม่ของแกเกิดขึ้นเพราะธุรกิจ ความรักอะไรนั่นไม่จำเป็น” คำตอบที่ได้ไม่ได้ทำให้อดัมแปลกใจ เรื่องของผู้ให้กำเนิดไม่ต้องรอให้เจ้าตัวเล่า อดัมก็รู้ดี และรู้สึกสมเพชเป็นบ้า “แต่ผมไม่สนใจธุรกิจตระกูล ไม่สนใจสายเลือด ผมจะแต่งก็ต่อเมื่อผมรักใครสักคน” “แกต้องฟังที่ฉันสั่ง” คำพูดของพ่อบังเกิดเกล้าได้รับการตอบรับเป็นเสียงหัวเราะเย้ยหยันจากลูกชาย “แด๊ดน่าจะรู้ว่าผมไม่ฟังคำสั่งแด๊ดมาตั้งนานแล้ว ถ้าอยากจะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ก็ไปหาลูกคนอื่นที่ไม่ใช่ผมมาแต่งเถอะ”เสียงร้องตะโกนของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านยังคงดังไล่หลังมา หากแต่คราวนี้อดัมไม่หยุดฝีเท้าอีกแล้ว แด๊ดคอยควบคุมชีวิตเขามาตลอดตั้งแต่เด็กยันโต แต่แด๊ดจะไม่สามารถคุมชีวิตเขาได้ตลอดไปเงินค่าขนมที่เก็บไว้ในธนาคารถูกถอนออกมาเพราะอดัมรู้ว่าสักวันท่านผู้นำตระกูลผู้แสนเย่อหยิ่งจะต้องใช้ไม้แข็งเพื่อให้เขายอมสืบทอดตระกูลต่อ อดัมหนีออกจากบ้าน หาห้องเช่าเล็กๆ เริ่มตะลอนหางานทำ แต่เขาไม่สามารถเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ได้เนื่องจากมีชื่อแอชลีย์ห้อยท้าย แม้จะบอยคอตบิดาจนไม่ได้ออกสื่อบ่อย แต่อดัมก็ไม่เสี่ยงให้ใครจำตัวเองได้เงินเก็บของอดัมมีเหลือใช้ แม้จะเรียนอยู่บ้านแต่ด้วยความฉลาด การสอบวัดระดับทั้งหลายที่จำเป็นจึงผ่านฉลุย การจะสมัครเป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายสุขสบายจึงไม่ใช่เรื่องยาก“มาอีกแล้วเหรออเลน กลับไปบอกแด๊ดนะว่าไม่ว่าจะยังไงฉันก็ไม่คิดจะสืบทอดตระกูลแอชลีย์ ยิ่งให้แต่งกับผู้หญิงที่ไม่ได้รักยิ่งไม่เอา เลิกคิดบังคับกันได้แล้ว”“ไม่ได้มาเพราะคุณท่านสั่งหรอก แต่มาเพราะเป็นห่วง แต่ดูแล้วจะห่วงเสียเปล่า ดูมีความสุขดีนี่อดัม”หากไม่ได้อยู่ในหน้าที่หรือมีคนอื่นอยู่ด้วย พวกเขาก็จะไม่ใช่นายน้อยกับลูกน้องหากแต่เป็นเพื่อนกัน อดัมรับกระป๋องเบียร์ที่อเลนโยนให้ดื่มอย่างไม่คิดมาก“แน่นอน รู้สึกอิสระสุดๆ โล่งมากๆ เลยล่ะ”“ก็ดีแล้ว คุณท่านเองก็เป็นห่วงนายอยู่”“ถ้ามาพูดเรื่องแด๊ดหรือตระกูลกรุณารีบๆ ไสหัวกลับไปเลย โอเคนะ”ท่าทีจริงจังของอดัมทำให้อเลนยอมแพ้ พูดคุยเรื่องสารทุกข์สุขดิบทั่วไปแทน ผ่านไปหลายปีหลังจากที่อดัมใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา วันหนึ่งอดัมก็ได้พบกับเด็กสาววัยมัธยมจากสยามเมืองยิ้มที่ได้ทุนมาแลกเปลี่ยนที่อเมริกาหนึ่งปี เด็กสาวคนนั้นคืออรอนงค์ เขาติดใจในรอยยิ้มของเธอจึงพยายามเข้าหา อรเว้นระยะกับเขาเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็มีไมตรีให้เพื่อที่ว่าเธอจะได้ฝึกภาษา เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นใครเขาตามจีบเธออย่างแข็งขันตลอดปี รู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังทำคงรู้ไปถึงหูแด๊ดนานแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จะเลือกเธอคนนี้ ตอนแรกอดัมตั้งใจใช้อุบายหลอกว่าเธอเสียตัวเพื่อที่จะแสดงความรับผิดชอบ เพื่อตัวเองให้มีสิทธิในตัวเธอ แต่แล้วเขาก็คิดได้ว่าการกระทำแบบนั้นมันชั่วช้า ไม่สมเป็นลูกผู้ชาย ก็เลยล้มเลิกความคิด ขอคอยดูแลเธอไปเรื่อยๆ ดีกว่า อดัมก็ดันได้ตัวเธอมาจริงๆ อย่าว่าเขาเลวเลย...ถ้าหากผู้หญิงที่รักมากจนอยากจะขอแต่งงาน อยากจะดูแลเธอไปทั้งชีวิตมาพูดแบบนั้น ไม่ว่าใครก็สติแตกกันหมดล่ะน่าสิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิด และอรเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดคือเธอท้อง อดัมตัดสินใจเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับแล้วกลับบ้านไปคุยกับพ่อ ว่าเขาจะแต่งงานกับอร ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำอวยพร ไม่ได้คิดว่าจะไม่ถูกต่อว่าหรือห้ามปราม ...เขาก็แค่คิดว่าแด๊ดที่เลี้ยงดูเขามาทั้งชีวิตสมควรรู้การตัดสินใจของเขา“แก...กับผู้หญิงชั้นล่างแบบนั้น แกคิดจะแต่งงานกับหล่อนเรอะ สายเลือดของแอชลีย์ แกคิดจะให้เกิดกับคนแบบนั้นเนี่ยนะ” “อย่าพูดถึงเธอแบบนั้นแด๊ด ผมไม่ได้สนใจสายเลือดในตัวเองอยู่แล้ว และใช่ ไม่ว่ายังไงผมก็จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับอร”“ถ้าแกจะแต่งกับนังผู้หญิงนั่นแล้วออกจากบ้านหลังนี้ แกก็ไม่ใช่ลูกชายของฉันอีก! แกจะไม่ใช่คนของตระกูลอีกต่อไป คนทรยศแบบแกเตรียมกลายเป็นปุ๋ยได้เลย!”อดัมยังคงรู้ดีว่าผู้เป็นบิดาพูดจริงทำจริง หากแต่การก้าวเท้าออกจากบ้านในวันนี้คือการเดิมพัน ว่าสุดท้ายแล้วเขาคนนั้นจะรักสายเลือดและตระกูลนี้มากไปกว่าลูกชายอย่างเขาหรือไม่“แด๊ด ให้ชีวิตนี้ของผมเป็นของตัวเองบ้างเถอะ ผมจะปกป้องตัวเองและปกป้องอร จากแอชลีย์ และจากแด๊ด”ทว่าหากมันไม่เป็นไปตามที่คิด อดัมก็มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถมีชีวิตรอดออกจากบ้านที่เกิดและเติบโตขึ้นมาได้ และต่อให้เขาออกจากอเมริกาไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ อรที่กลับไทยไปแล้วก็จะปลอดภัย และหากเขาไม่ได้อยู่ด้วย คนของแด๊ดก็คงเลิกตาม ลูกของเราก็คงปลอดภัย“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างแด๊ด”
    ‘ชีวิตเราเป็นของเรา อย่ายอมให้ใครมาบงการเราเลย’
    ----------------------------ปุจฉาจากตอนก่อนๆ หน้า เซ็ทรู้มั้ยไม่รู้รอเฉลยกันต่อไป แต่สำหรับแม่อรคือยังไม่รู้นะจ้ะ แม่อรรู้จักอดัมตอนอดัมออกมาอยู่นอกบ้านแล้วมาเป็นพนักงานเงินเดือนทั่วไป อารมณ์ประมาณอดัมไม่พูดถึงแม่อรก็เลือกที่จะไม่ถามเลยจ้า //เซ็ทเป็นตัวประกอบอนึ่งเนื้อหาตอนนี้เชื่อมโยงกับตอนที่ [16] การกระทำ อยู่เล็กน้อย ช่วงที่บอกว่า [แล้วก็ด้วยความคึกคะนองจึงทำให้เธอต้องพลาดมีลูกตั้งแต่อายุสิบเจ็ด อดัมยินดีรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด แต่เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของอรไม่ได้ดีเด่ออะไรนัก ทำให้ครอบครัวของเขาไม่ยอมรับและเลือกที่จะตัดเขาออกจากตระกูล ดังนั้นอดัมวัยยี่สิบเจ็ดจึงได้ย้ายสัมมโนครัวมาอยู่ร่วมกับอรอนงค์ที่ประเทศไทย] ทั้งตอนเก่าและตอนนี้ในเรื่องบรรยายในมุมมองอดัมเนอะ ซึ่งจากตอนนี้จะชัดเจนว่าตอนแรกอดัมแค่ไม่อยากสืบทอดธุรกิจไม่ดี แต่ตอนหลังถูกไล่ออกจากตระกูลเพราะพ่อไม่ยอมรับแม่อร (ซึ่งก็อย่างที่ว่าไว้ข้างบน แม่อรไม่รู้เรื่องเด้อจ้า) //เขียนไปก็เปิดตอนเก่าประกอบไป กลัวจะมีเนื้อหาขัดแย้งโผล่มาแมวขออภัยที่เมื่อวานไม่ได้ลงตอนนี้แต่แรกเพราะเขียนไม่เสร็จ จริงๆ คือวันนี้นั่งแก้นานมาก ช่วงย้อนอดีตเป็นอะไรที่เขียนได้ยาวมากจริงๆ ซึ่งแมวก็พยายามที่จะยกมาแต่เนื้อๆ ให้ได้มากที่สุดแล้วนะ แต่น้ำๆ ก็ดูจะยังเยอะอยู่ น้ำๆ แบบสุดๆ ค่อยไปเจอกันในตอนพิเศษก็แล้วกันเนอะคอมเม้นต์ติชมให้กำลังใจแมวได้ตามสะดวกนะคะ สามารถบอกได้ว่าอยากให้ปรับแก้อะไรตรงไหนมั้ยด้วยเน่อ ขอบคุณสำหรับทุกการเปย์และทุกกำลังใจ และขอขอบคุณสำหรับทุกความเป็นห่วงเป็นใยที่มีให้กันด้วยนะคะ (ได้ยามากินก็ดีขึ้นเยอะ แต่ยังจ้องจอนานๆ ไม่ไหว ไม่งั้นมันจะมาอีก) ขอบคุณทุกคนมากค่าา >