ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 53 ฮ่าวจึเดือดร้อน

            หลังซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเครือการค้าประคองเมฆเสร็จสิ้นแล้วฉู่เหินก็เหยียบย่างเส้นทางกลับสำนักดาราสวรรค์ด้วยหัวใจอันเปี่ยมสุข

            หินผลึกหยวนขั้นสูงสามสิบก้อน

            เอาแค่เปรียบเทียบธรรมดาก็เท่ากับหินผลึกหยวนขั้นกลางสามพันก้อนเข้าไปแล้ว

            กระนั้น ยามอยู่เมืองหลินเหยียนก่อนหน้านี้ฉู่เหินจะได้รับหินผลึกหยวนแท้ขั้นกลางจากจวนแม่ทัพได้เพียงเดือนละสามก้อนเท่านั้นเองความแตกต่างมากมายเพียงใดไม่ต้องบอกก็รู้

            จำต้องบอกว่าการไล่ล่าฆ่าสัตว์ปีศาจเป็นช่องทางทำงานที่รวดเร็วดีจริง

            แต่จะว่าไปแล้ว ก็อันตรายยิ่งยวดด้วยเช่นกัน

            หากไม่ทันระวังบังเอิญพบสัตว์ปีศาจขั้นสูงเข้ารับมือไม่ดีมีหวังได้ทิ้งชีวิตลงปรภพ นอกจากสัตว์ปีศาจแล้วก็ไม่แคล้วต้องระวังพวกโจรขโมยอีก...ด้วยเหตุนี้หากเปรียบเทียบกันแล้ว ไม่สิ้นไร้หนทางจริงก็คงไม่มีใครยินดีมาเสี่ยง

            แน่นอนว่าศิษย์สำนักยุทธขั้นสูงที่ออกแสวงหาประสบการณ์นับเป็นข้อยกเว้น

            ...

            กว่าฉู่เหินจะกลับมาถึงสำนักดาราสวรรค์ก็ล่วงเข้าเวลาบ่ายแล้ว

            ทุกหนทุกแห่งในสำนักกำลังพูดคุยกันเรื่อง ‘ประชุมใหญ่ดาวชิงดวง’ กันอยู่ แต่ฉู่เหินไม่ได้คิดจะไปทำความเข้าใจประเด็นนี้สักเท่าใดนัก

            “บัดซบจริง ไอ้ตัวแสบเจ้ากลับมาแล้วเรอะ? ข้านึกว่าเจ้าจะนอนตายอยู่บนหน้าท้องนางโลมพวกนั้นเสียแล้วสิบอกมาเสียดีๆ ว่าเหล่าแม่นางใน ‘หอหงส์งาม’ นั่นนุ่มไหม หอมหรือเปล่า แล้วเนียนไหม?”

            ฉู่เหินเหยียบเข้าประตูเรือนมา มู่เฟิงก็ ‘กรีดร้อง’ ต้อนรับทันทีทันใด

            “เข้าบ้านก็เจอคนบ้าเลย เคราะห์ร้ายจริง!”ฉู่เหินด่าไปส่งๆ แล้วเดินไปยังห้องของตนทันที

            “แฮะๆ!” มู่เฟิงหัวเราะคิกคักพลางเดินเข้ามาหาท่าทางมีลับลมคมใน “พี่น้องข้า เจ้าไป ‘เล่นซน’ ที่ไหนมาตั้งหลายวันเล่านี่?”

            “เทือกเขาไร้กระดูก อีกนิดจะทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นแล้ว เจ้าอยากไปไหม?คราวหน้าจะได้พาไปด้วย” ฉู่เหินตอบไม่ยี่หระ

            เทือกเขาไร้กระดูก?

            มู่เฟิงอดกลืนน้ำลายไม่ได้ เขาหดคอกลับ “แหะๆ เรื่องดีๆเช่นนี้ไม่ต้องมาเรียกข้าไปด้วยหรอก แต่ถ้าพาสาวไปเดินเที่ยวสนทนาพาทีกันเรื่องปรัชญาชีวิตก็อย่าลืมข้าเชียวนา”

            “ใช่อย่างที่เจ้าพูดเสียที่ไหน?”

            “พอแล้วน่า! ยังมาทำไขสืออยู่อีก?” มู่เฟิงมานั่งวางก้ามบนเก้าอี้ข้างกายฉู่เหิน วางมือบนบ่าเขาหัวเราะคิกคัก “พี่น้องข้า เจ้านี่ช่างทำให้ข้าทึ่งได้ดีจริง!   บอกมาเสียดีๆ เจ้าจีบโฉมงามแสนเย็นชาติดได้อย่างไรกัน?”

            ฉู่เหินฟังแล้วงุนงงไปหมด ในใจคิดว่าเจ้านี่เป็นอะไรไปอีก?

            “โฉมงามแสนเย็นชาอันใดกัน?”

            “เสแสร้ง เสแสร้งต่อไปเถิด สุดหล่อผู้นี้จะดูเจ้าเสแสร้งต่อไปนิ่งๆแล้วกัน”

            “ไปไหนก็ไปไป พิลึกคนจริง”

            เห็นฉู่เหิน ‘ให้ตายก็ไม่ยอมรับ’ ท่าเดียว มู่เฟิงก็ทำหน้าดูถูก เอียงคอว่าอย่างไม่สบอารมณ์ “ฮึเจ้านี่มันไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย มาจนป่านนี้แล้วยังมาปิดบังข้าอีกรีบบอกมาเสียดีๆ เจ้าจีบหลงเสวียนซวงติดอย่างนั้นใช่ไหม?”

            หลงเสวียนซวง?

            ฉู่เหินชะงัก โพล่งถามออกไปว่า “นางมาที่นี่หรือ?”

            “ฮึๆ เสแสร้งไม่ไหวแล้วล่ะสิ? เจ้านี่มันแน่ดีจริง! เจ้าติดเงินหลงเสวียนซวงอยู่เท่าใดกันแน่? นางมาหาถึงสำนักเลยนะข้าก็ว่าแล้วว่าทำไมวันนั้นเจ้าถึงออกจากเรือนเสียตั้งแต่เช้า หนีหนี้ล่ะสิไม่ว่า”

            ฟังจากคำพูดมู่เฟิงก็รู้ได้ว่าวันที่หลงเสวียนซวงมาหาตนนั้น เขาน่าจะไปเทือกเขาไร้กระดูกแล้ว

            “นางได้พูดอะไรบ้างไหม?” ฉู่เหินถามต่อ

            “นางว่านางรู้สึกว่าข้าทั้งหล่อทั้งน่ารัก ให้เจ้าอย่ามาตอแยนางอีกเลยแล้วก็รีบคืนเงินนางเสียด้วย...”

            ฉู่เหินส่ายหน้าระอา เจ้านี่ช่างพูดจาเหลวไหลนัก

            หลงเสวียนซวงมาถึงสำนักดาราสวรรค์ด้วยตัวเองแล้วเห็นได้ชัดว่านางไม่ได้เห็นเขาเป็นคนอื่นคนไกล หลังตรึกตรองเล็กน้อย ฉู่เหินก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเดินจะออกไปข้างนอกทันที

            “เจ้าจะไปไหน?” มู่เฟิงรีบถาม

            “ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

            “หลงเสวียนซวงบอกแล้วว่าให้เจ้ารีบคืนเงินแล้วก็เลิกตอแยนางได้แล้ว...เฮ้ย พี่น้อง พาข้าไปด้วยได้ไหมเล่า? นี่ เจ้าอารมณ์แปรปรวนหรืออย่างไรหา...”

            ใกล้ยามสายัณห์!

            ยามฉู่เหินมาถึงสำนักจันทร์สกาว ฟากฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีเข้มแล้ว

            “เอ๋ เจ้าไม่ใช่ใครคนนั้นหรือ?” องครักษ์หน้าประตูเห็นหน้าฉู่เหินคุ้นนักก็รู้สึกเหลือคาด“โอ้ นึกออกแล้ว เจ้าคือฉู่เหินนั่นเอง”

            องครักษ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยหลายส่วน

            ก่อนหน้านี้ เรื่องราวของฉู่เหินแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงถูกสำนักยุทธขั้นสูงยี่สิบเจ็ดแห่งปฏิเสธในเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งเดือน 

            เขาสร้างสถิติถูกปฏิเสธมากที่สุดก็ว่าได้

            เวลานั้นกระทั่งเสี่ยวเอ้อที่เช็ดโต๊ะของโรงเหล้าโรงน้ำชายังไม่วายมองฉู่เหินด้วยแววตาเห็นใจ

            ฉู่เหินไม่สนใจแววตาอีกฝ่าย เปิดประเด็นเสียงเรียบ “ข้าอยากพบคนๆ หนึ่งช่วยบอกต่อให้ข้าได้หรือไม่?”

            “หาใครเล่า?” องครักษ์ตอบไม่ยินดียินร้าย

            “หลงเสวียนซวง!”

            เพียงสามคำนี้หลุดออกมา องครักษ์ก็เผยแววตาดูแคลนเต็มเปี่ยมน้ำเสียงที่พูดจาเริ่มดูถูก “เหอะๆ เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้าหรือ?”

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ฉู่เหินขมวดคิ้วเล็กน้อย

            “ฮึ ทุกวันจะมีคนที่อยากเจอหลงเสวียนซวงมาต่อแถวจากหน้าประตูไปถึงบนถนนขอถามหน่อยว่าเจ้าจะต่อแถวเป็นคนที่เท่าไร?”

            ฉู่เหินทั้งประหลาดใจทั้งคาดไม่ถึงพี่หญิงรองของเขาเป็นที่นิยมถึงเพียงนี้เลยหรือ?

            แม้ฉู่เหินจะรู้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยว่าหลงเสวียนซวงหน้าตาดีไม่หยอกฉายแววจะเป็นโฉมสะคราญตั้งแต่ยังเยาว์ แต่ก็ไม่น่าจะเกินเลยถึงขั้นนี้กระมัง?หรือเพราะเขาเห็นนางทุกวัน เห็นหน้าบ่อยเข้าเลยมองข้ามความงดงามไปถึงได้ไม่รู้สึกอะไรกระนั้นหรือ?

            “ข้าไม่เหมือนคนอื่น เจ้าต้องบอกนางว่าฉู่เหินมาหานาง นางต้องพบข้าแน่”

            “ประโยคนี้ข้าฟังมาแปดร้อยรอบแล้ว ไม่มีความคิดแปลกใหม่บ้างหรือไร?”

            “อื้ม! แปลกใหม่บ้างแล้ว แต่ระดับยังต่ำเกินไป”

            องครักษ์แสดงออกว่าไม่เชื่อคำพูดฉู่เหิน ในสายตาเขาฉู่เหินคือหนึ่งในผู้ใฝ่ฝันในตัวหลงเสวียนซวงที่มีอยู่มากมาย ไยต้องมาเสียเวลาด้วย

            ฉู่เหินทั้งโมโหทั้งขำ เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหลงเสวียนซวงผู้เย็นชาไร้ซึ่งอัธยาศัยจะมีเสน่ห์แรงกล้าถึงเพียงนี้

            “ก็ได้! เช่นนั้นข้าอยากพบศิษย์พี่โจวฮ่าวคราวนี้คงได้กระมัง!”

            โจวเฮ่า คือฮ่าวจึนั่นเอง!

            ก่อนหน้านี้ที่ฉู่เหินมาทดสอบยังสำนักจันทร์สกาวเขาได้ฮ่าวจึคอยช่วยเหลือถึงได้รีบไปเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักรอบสุดท้ายได้ทันการภายหลังฉู่เหินถูกสำนักจันทร์สกาวปฏิเสธ เพราะสาเหตุบางประการ ฮ่าวจึก็ยังคอยเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเสมอมา

            ฉู่เหินคิดในใจว่าในเมื่อองครักษ์ไม่ยอมรายงาน ก็ให้ฮ่าวจึเป็นผู้บอกต่ออีกทีก็แล้วกัน

            “โจวฮ่าว?” องครักษ์ขมวดคิ้ว

            “ถูกต้อง ศิษย์พี่ฮ่าวจึที่ตาเล็กๆ คนนั้นนั่นแหละ”

            “ข้ารู้...” องครักษ์ตอบเสียงเย็น ดวงตาฉายแววเสียดแทง“โจวฮ่าวออกจากสำนักจันทร์สกาวแล้ว เจ้าไปหาเขาที่อื่นเสียเถิดไป!”

            “ศิษย์พี่ฮ่าวจึไปแล้ว? ทำไมเล่า?”

            “ฮึ ไม่รู้หรอก” องครักษ์เหมือนจะไม่เย็นใจแล้ว

            ฉู่เหินหรี่ตาเล็กน้อยฮ่าวจึจะออกจากสำนักจันทร์สกาวโดยไร้ต้นสายปลายเหตุได้อย่างไร?

            เขาจดจำคำพูดอีกฝ่ายได้ว่าสอบอยู่สองปีถึงเข้าสำนักจันทร์สกาวได้ศิษย์พี่ต้องไม่ยอมออกจากสำนักยุทธขั้นสูงที่มุมานะบากบั่นกว่าจะสอบเข้าได้ไปแน่

            หรือจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอันใดอยู่?

     

             ………………………..

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน