กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่ยี่สิบสี่ New Man ฉันคนใหม่/มนุษย์พันธุ์ใหม่

    ตอนที่ยี่สิบสี่ New Man ฉันคนใหม่/มนุษย์พันธุ์ใหม่

    คุณโธมัสทำมือขยับไปมาและส่งเสียง ฮ่าห์

    สายตาของผมมองศีรษะของวิลโล่โคลงเคลงเล็กน้อยและกระพริบตาถี่ถี่

    ฮืมนี่คือการใช้พลังเวทย์หรือ?

    ใช้ด้วยพลังและการเคลื่อนไหวน้อยที่สุดจนผมแทบจับสังเกตไม่ได้เลย

    นี่คือการใช้เวทย์ของผู้มีประสบการณ์หรือนี่?

     

    ต่างกับผมที่ใช้นโยบายนารุโตะ

    เอาพลังเข้าว่าเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

    “แม้แต่ฉันก็รู้สึกที่อยากจะฟังคำสั่งของเธอ”

    คุณโธมัสขยับแว่นและจ้องมองผม

    “การเคลื่อนไหว การกระทำของเธอทุกอย่างเต็มไปด้วยพลังเวทย์ เลโอนาร์ด มันคือลักษณะของคนที่ควบคุมพลังไม่ได้”

    คุณโธมัสกล่าวอธิบาย

    นี่ผมกลายเป็นพระเอกที่ควบคุมพลังตนเองไม่ได้ไปแล้วหรือนี่

    ถ้าในมังงะ

    นางเอกคงมาพยายามปกป้องคุ้มครองผม เพื่อช่วยปกป้องผมจากวายร้ายในช่วงที่ผมยังควบคุมพลังไม่ได้

    น่าเสียดายที่นี่คืออเมริกา

    อ๊ะในสถานที่อย่างอเมริกา เราคงเป็นตัวร้ายมากกว่าสินะ

     

    ตัวร้ายที่จะโดนนางเอกกระทืบมากกว่าจะเป็นตัวละครที่นางเอกสาวจะขนข้าวของมาอยู่ข้างๆคอยสอนการต่อสู้และคอยให้กำลังใจ

     

    “ก็ไม่แปลกที่เด็กหนุ่มจะมีพลังตื่นขึ้นมา มีความเป็นไปได้ในบางคนเมื่อเกิดประสบการณ์ที่มีความรุนแรงทางจิตใจจะมีความสามารถตื่นขึ้นมา”

    โอ้ เคสเทเลอร์และผู้มีพลังพิเศษคนอื่นก็เป็นเพราะอย่างนี้หรือนี่

    ก็พึ่งเคยได้ยินการอธิบายเรื่องคนมีพลังพิเศษนี่ล่ะ

    เพราะปรกติทำเหมือนอยู่ๆก็มีพลังและไล่ตามจัดการคนที่มีพลังพิเศษที่เอาไปล้างแค้นเจ้าบิฟหรือไม่ก็มีไว้เพื่อเป็นแฟนกับสาวเชียร์ลีดเดอร์เพื่อสร้างความประทับใจแก่พวกเธอ

    “กรณีของเธอ”

    คุณโธมัสจ้องกล้ามเนื้อของผมและที่วิลโล่

    “น่าจะเป็นเพราะความปรารถนาในจิตใจที่อยากแข็งแกร่งขึ้นเพราะโดนบิฟกลั่นแกล้งและต้องการได้รับความสนใจจากวิลโล่”

    เฮ้ย นี่ผมกลายเป็นตัวร้ายประจำตอนไปแล้วหรือนี่ ตั้งแต่เมื่อไรกัน?

    “แต่ไม่เป็นไรขอเพียงเธอไม่ทำอีก ก็ยังพอแก้ตัวได้”

    “เราจะปล่อยเขาไปอย่างนี้ไม่ได้นะคะ”

    “ผมไม่ได้ทำเรื่องที่ว่ามาสักนิดครับ”

    ทั้งผมและแอนนาโวยวายขึ้นมาพร้อมกันเราจ้องกันสักพัก

    จนคุณโธมัสเข้ามากึ่งกลางคอยห้ามเราสองคน

    “เอาล่ะพวกเธอสองคนใจเย็นก่อนเถอะ”

    คุณโธมัสหันมาทางแอนนา

    “เธอต้องให้โอกาสคนที่ทำผิดพลาดนะแอนนา”

    และมาทางผม

    “ส่วนเลโอนาร์ดเธอต้องยอมรับความผิดพลาดที่ได้ทำไป เชื่อชั้นเถอะ มันไม่สายเกินไปที่จะกลับตัว”

    คุณโธมัสกล่าวอย่างจริงจังมาทางผม

    ผมชักเข้าใจความรู้สึกของวายร้ายขึ้นมานิดๆแล้ว

    แต่ผมไม่ใช่เด็กวัยรุ่นใจร้อนขวางโลกว่า

    “ทำดีไม่ได้ มีแต่คนเข้าใจผิด ทำชั่วไปเลย เป็นคนเลวเสียดีกว่า”

    คติของผมคือ อยากได้อะไรต้องไขว่คว้ามาด้วยตนเอง เพราะพระเจ้าหรือโชคชะตาไม่ได้กำหนดให้เราเป็นผู้ถูกเลือก

    เราต้องคว้ามาด้วยตนเอง

    เรามีการ์ดที่พระเจ้าแจกให้ตอนกำเนิด แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะหาไพ่เพิ่มไม่ได้

    คนที่น้อยใจหรือเศร้าใจต่อโชคชะตา คือคนที่ยังยอมรับไม่ได้เท่านั้นว่าโลกนี้คนมีกำลังและทรัพยากรคือคนที่ชนะ

    หากเข้าใจจริงๆควรจะไม่มีความเศร้าใจหรือน้อยใจ เพราะมันเหมือนกับการเศร้าใจที่น้ำตกไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำนั่นล่ะ

    คนที่ยังเศร้าใจคือคนที่ยังไม่เชื่อเรื่องที่ตนเองพูดออกมาจริงๆ

    ยังมีความหวังอยู่แม้เพียงน้อยนิด ถึงได้เศร้าเสียใจ

    ผมไม่เหลือความหวังอีกแล้ว

    ก็เลยไม่มีเรื่องให้เศร้าใจผมแค่ทำให้ดีที่สุด

    “ผมไม่ได้ล้างสมองวิลโล่ให้ชอบผม”

    ผมพูดใส่น้ำเสียงด้วยความตั้งใจลงไป

    ไม่ได้พูดเสียงดังแต่พูดเสียงต่ำ ใส่เวทย์เข้าไปในคำพูด

    ทันใดนั้นทั้งห้องก็บรรยากาศเปลี่ยนไป

    วิโล่ร่างกายกระตุกราวกับจะโถมเข้ามาหาผมทันที

    คุณโธมัสทำมือ สัญลักษณ์ของการป้องกันเวทย์

    แอนนาพุ่งเข้ามาชกผมทันที

    เปรี้ยง

    เท้าของผมที่ยาวกว่าเสยเข้าที่ปลายคางของแอนนา

    ผมเดาการเคลื่อนไหวของเธอออกจากการตอนที่สู้กันเมื่อครู่

    ปลายเท้าของผมสั่นราวกับเตะเข้าที่คอนกรีตหรือเหล็กกล้า

    เธอเซถลาไปด้านหลังและ

    ผมเตรียมตัวจะโจมตีซ้ำ แต่เธอกลับสลบลงจริงๆ

    คุณโธมัสคว้าหลาวไม้ที่ไหนไม่รู้ยกขึ้นมาจะจิ้มมาทางผมอย่างไม่ลังเล

    ความใจดีมีเมตตาก่อนหน้านั้นหายไปเพราะผมทำร้ายแอนนา

    “ฉึก”

    หลาวปักที่หน้าอกของผม

    คุณโธมัสดึงมือกลับ

    แม้แต่เขาเองก็หน้าขาวซีด

    “ทำไมเธอถึงไม่หลบ?”

    คุณโธมัสกล่าว

    ไม่ใช่แม้แต่คำถาม เป็นแค่คำพูดแสดงความตกใจของเขาเท่านั้น

    ผมจำได้ว่าคุณโธมัสไม่ชอบความรุนแรงแต่เขาจะละเมิดกฎการฆ่าคนได้เพื่อปกป้องแอนนา

    คนเราทำได้ทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่รัก

    ผมไม่น้อยใจใครในข้อนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะยอมทำสิ่งที่เสียเปรียบเพราะความรักของใคร

    ชาติก่อนหน้านั้นผมทำอย่างนั้นมามากเกินไปแล้ว จนไม่เหลืออะไรนอกจากซากที่ว่างเปล่าของผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น

    มนุษย์มีข้อดีคือ โดนปักหน้าอกก็ยังไม่กลายเป็นฝุ่นหายไปแบบแวมไพร์

    ที่เหลืออยู่ก็อาจจะเป็นซากศพหากเราตายไป

    “แผลนี้ถือว่าตอบแทนคุณที่พยายามจะเกลี้ยกล่อมผม แต่ต่อไปอย่ามายุ่งกับผมอีกถ้าไม่คิดจะเชื่อผม”

    การเล่นแร่แปรธาตุจ่ายราคามาเพื่อรักษาแผลอย่างฉับพลัน

    ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ร่างกายจะกัดกินกล้ามเนื้อของตนเองเพื่อรักษาอวัยวะที่เสียหาย

    ดีที่ผมฝึกมาเพราะคิดว่าคนเราอาจจะเกิดอาการบาดเจ็บได้ถ้าโดนปีศาจทำร้าย แต่ไม่คิดว่าจะต้องมาใช้ในเวลาจริงแบบทันใดอย่างนี้แถมทำโดยไม่มีแหวน

    ร่างกายต้องกินตนเองเพื่อรักษาบาดแผล

    แต่ไม่ใช่ปัญหา ผมสร้างกล้ามเนื้อไว้ก็เพราะเผื่อเวลาต้องรักษาแผลอย่างนี้นั่นล่ะ

    แผลค่อยหายอย่างรวดเร็วเมื่อผมย่อยสลายไขมันที่แก้มก้นและกล้ามเนื้อบางส่วนหน้าอกของผมก็ค่อยสมานกันแม้มีรอยเลือดอยู่เล็กน้อย

    Purify

    คาถาทำความสะอาดของผมส่องแสงสีขาวมาแวบหนึ่งรอยเลือดก็หายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    คุณโธมัสจ้องอย่างตกใจเมื่อผมคืนหลาวไม้ให้เขา

    รีแพโร่

    เสื้อที่ขาดของผมก็ค่อยๆกลับมาเหมือนเดิม

    เวทมนตร์รักษาได้ทุกอย่าง

    ยกเว้นความเชื่อใจที่เสียไป

    ผมถอนใจ

    “ผมเกลียดพวกคุณ แต่นับถือในหน้าที่ของพวกคุณ พยายามต่อไปละกัน”

    ผมเดินมาจากห้องลับนั้น

    มันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้เลย

    ที่ผมเสียใจแปลว่าผมยังมีความหวังอยู่ใช่ไหม?

    คล้ายกับเรื่องกลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy ที่คุณอ่าน