ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_53_บุญคุณอันยิ่งใหญ่

    เรื่องนี้มันไปไกลเกินกว่าที่หลิวชิงหยู่จะคาดการณ์ได้


    เพราะในขณะที่ คณะกรรมาธิการประจำเทศมณฑลจิงหลินกำลังตึงเครียด ก็เกิดการประชุมอันดุเดือดในห้องประชุมของคณะกรรมาธิการเทศบาลเมืองชางชาน ซึ่งเป็นการโต้กันไปมาของฝ่าย หวังจงซาน ที่นำโดยเลขาธิการหัวหน้าพรรคเทศบาลเมือง หวังจงซาน และรองนายกฝ่ายบริหารถังเจี้ยนกั๋ว อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายหลี่ ซึ่งนำโดยหลี่เต้อหลิน นายกเทศมนตรีและรองเลขาธิการพรรคเทศบาลเมือง โจวไห่เผิง เนื่องจากสถานีโทรทัศน์ประจำจังหวัดได้มีการระบุเรื่องการจัดการหานกั๋วชิงไปแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้โต้กันด้วยเรื่องนี้ ทุกคนทราบดีว่าเนื่องจากเลขาธิการหัวหน้าพรรคเทศบาลเมือง ได้ประกาศไปว่าจะชี้แจงเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว ทำให้ไม่มีใครกล้าใช้อุบายใดๆ แทรกแซงเรื่องหานกั๋วชิงอีก


    แต่ข้อพิพาททั้งสองฝ่ายคือ บทบาทของคณะกรรมาธิการในเทศมณฑลจิงหลิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายหวังจงซานระบุว่าเหตุการณ์แบบนี้จะต้องสอบสวนให้ถึงที่สุดไม่ว่าใครจะเกี่ยวข้องก็จะไม่มีการละเว้น ส่วนหลี่เต้อหลิน ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ เรื่องการจัดการหานกั๋วชิง เพราะเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่จะได้ระบายความทุกข์และคับแค้นใจของผู้คน และเขาจะอธิบายให้ผู้คนฟัง ส่วนเรื่องเจ้าหน้าที่ที่ทำให้ภาพลักษณ์ข้าราชการเสื่อมเสีย ย่อมต้องจัดการ แต่ไม่สามารถดำเนินการต่อสาธารณะได้เพราะมันจะทำให้เทศมณฑลจิงหลินเสียหน้า และส่งผลกระทบต่อชางชาน ซึ่งที่ทำแบบนี้ก็เพื่อให้คำอธิบายกับผู้ว่าราชการจังหวัดและประชาชนได้


    คณะกรรมาธิการประจำเทศบาลเมืองได้โต้เถียงกันกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังไม่บรรลุข้อสรุป


    โชคดีที่ทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีคุณวุฒิ ในท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ยอมถอยหลังคนละก้าว และตัดสินใจให้เลขาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัยของเทศบาล เมิ่งเว่ยเฉิง เป็นหัวหน้าทีม พร้อมแต่งตั้งคนจากสำนักงานคณะกรรมการพรรคและสำนักงานเทศบาล เป็นรองหัวหน้าทีมไปยังเทศมณฑลจิงหลินเพื่อทำการตรวจสอบ


    เหตุผลที่เมิ่งเว่ยเฉิงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าทีม เพราะเขาวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด และเขาไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงยอมรับได้


    เมิ่งเว่ยเฉิงรู้สึกโกรธมากหลังจากเห็นข่าว ดังนั้นเมื่อได้รับการแต่งตั้งเขาจึงไม่ปฏิเสธ หลังจากจบการประชุมเขาก็เรียกคนของเขา และขับรถตรงไปที่จิงหลิน


    เนื่องจากเหตุการณ์เรื่องหานกั๋วชิงเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากจนระดับคณะกรรมาธิการของจังหวัดให้ความสนใจ คณะกรรมาธิการของเทศมณฑลจิงหลินจึงไม่คิดจะเลื่อนเรื่องนี้ออกไป ตอนนี้พวกเขาต่างรับประทานอาหารกลางวันรอทีมสอบสวนของคณะกรรมาธิการเทศบาลเมืองลงพื้นที่


    ตอนนี้คนที่หดหู่ที่สุดคือเสวี่ยเหวินหลง เขาตระหนักได้ชัดเจนแล้วว่านี่คือแผนที่เซี่ยเจิ้งเต๋อวางเอาไว้ โดยทำการรวบรวมเอกสาร จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขาต้องรับผิดชอบต่อทุกแผนกและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหานกั๋วชิง ทำให้ทุกคนต้องพัวพันกับเรื่องนี้ และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ ในตอนนี้เขาไม่คิดดูถูกเซี่ยเจิ้งเต๋ออีกต่อไป เขาได้ตระหนักถึงความสามารถของเซี่ยเจิ้งเต๋ออย่างถ่องแท้ แต่อย่างไรก็ตามเสวี่ยเหวินหลงมาถึงจุดนี้ได้ แนวทางบริหารจัดการของเขาล้วนเป็นทางที่ดีที่สุด เขาเลือกมันด้วยจากประสบการณ์และความคิดที่ถี่ถ้วน ในไม่ช้าเขาจะเข้าใจในแผนของเซี่ยเจิ้งเต๋อทั้งหมด แต่ตอนนี้หลังจากบรรลุข้อตกลง คณะกรรมาธิการเทศบาลเมืองและจังหวัดจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมแน่นอน เขาต้องมานั่งคิดพิจารณาว่าตัวเองจะหาทางรอดได้อย่างไร


    หนึ่งชั่วโมงต่อมาทีมสอบสวนของคณะกรรมาธิการเทศบาลนำโดยเมิ่งเว่ยเฉิงก็ได้มาถึง พวกเขาตรงมาที่ห้องประชุมของคณะกรรมธิการเทศมณฑลจิงหลิน และพวกเขาก็ได้รับเอกสารที่เซี่ยเจิ้งเต๋อเตรียมมา มันคือหลักฐานทั้งหมดที่หลิวชิงหยู่นำมาให้ ทุกอย่างถูกเปิดเผยต่อทีมตรวจโดยไม่มีการปิดบังใดๆ เสวี่ยเหวินหลงและคนอื่นๆ ไม่กล้าโต้แย้งว่าเอกสารพวกนี้เป็นของปลอมเหมือนกับที่โต้แย้งเซี่ยเจิ้งเต๋อก่อนหน้า เขาไม่แม้แต่จะวางแผนด้วยซ้ำ


    ด้วยเอกสารเหล่านี้ ทีมสืบสวนของเทศบาลเมืองก็ตรงไปที่ศูนย์ราชการ และเรียกหน่วยงานความมั่นคงของเทศมณฑล หัวหน้าอัยการ และผู้พิพากษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หานกั๋วชิงมาซักถามทีละคน ด้วยสีหน้าไม่พอใจ หลักจิตวิทยาที่แข็งกล้าของทีมสอบสวนของคณะกรรมาธิการเทศบาลเมือง ทำให้ผู้คนเหล่านี้ยอมรับว่าพวกเขาได้รับสินบนจากหานกั๋วชิง แน่นอนว่านี่เป็นคำแนะนำของหนิ่วเจี้ยนกั๋ว เลขาธิการกรรมาธิการตรวจสอบวินัยแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้บอกความจริงออกไป เพราะถ้าบอกความจริงผลที่ตามมาจะร้ายแรงยิ่งขึ้น และเนื่องจากการสอบสวนครั้งนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน และเหล่าคณะกรรมธิการประจำจังหวัดต่างกำลังรอคำตอบ พวกเขาจึงพิจารณาแล้วสรุปว่าเป็นการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่และเล่นพรรคเล่นพวก แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกอะไร เพราะเมิ่งเว่ยเฉิงรู้ดีว่า หากขุดเบื้องหลังต้นตออย่างละเอียด มันคงใช้เวลาไม่น้อยแน่ อย่างน้อยๆ มันอาจกินเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงต้องนำข้อมูลเพื่อไปรายงานในการประชุมเสียก่อน


    เช้าวันถัดมา เมืองชางชานก็ได้แถลงข่าวประกาศผลการสอบสวนเรื่องหานกั๋วชิง โดยมีการประกาศว่า รองผู้อำนวยการหน่วยความมั่นคงประจำเทศมณฑล สำนักงานอัยการ รองหัวหน้าพิพากษาและหัวหน้าผู้พิพากษาประจำเทศมณฑลได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับถึงสองข้อ ส่วนหานกั๋วชิงได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมและใช้กฎหมายที่เข้มงวดที่สุด ในครั้งนี้การอนุมัติดังกล่าวเกิดจากหลักฐานที่หนาแน่น ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีหานกั๋วชิงยังยอมรับผิดว่า เขาเป็นคนสั่งให้คนขับรถขนสามีของจ้าวเอ้อหยาที่คิดจะยื่นคำร้องต่อผู้บังคับบัญชาของเขาจนเสียชีวิต นอกจากนี้เรื่องราวความชั่วที่หานกั๋วชิงได้ก่อขึ้น ก็ได้แพร่กระจายออกไปทั่วประเทศ เมืองชางชานจึงตัดสินใจที่จะจัดการกับเรื่องนี้ในช่วงบ่ายของวันถัดไป หานกั๋วชิงจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ศาลได้นำตัวหานกั๋วชิงไปยังเรือนจำฝากขังเนื่องจากก่อคดีฆาตกรรมโดยเจตนาซึ่งอาจรับโทษประหารชีวิต ติดคุกไปตลอดชีวิต หมดสิทธิ์ในการเข้ารับราชการ


    เมื่อผลคำตัดสินนี้ถูกแถลงประกาศออกมา ความคิดเห็นเชิงลบของสาธารณชนและชาวเน็ตที่มีต่อชางชาน และเทศมณฑลจิงหลินก็ลดลง ผู้คนมากมายยกย่องเมืองชางชานว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่ามีคนมากมายมุ่งเน้นไปที่คดีนี้ที่เกิดมากกว่าหนึ่งปี แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ จนกระทั่งสถานีโทรทัศน์นำข่าวออกมาเผยแพร่ หากไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าผู้เคราะห์ร้ายจะได้รับความยุติธรรมเมื่อไหร่


    ไม่ว่าคดีนี้จะเป็นที่สนใจแค่ไหน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป มันก็เริ่มจางหายไป


    ในความเป็นจริงแล้ว วันที่จัดการแถลงข่าวที่ชางชาน ในวันรุ่งขึ้นหลิวชิงหยู่ก็ได้กลับไปยังกวนซาน และส่งคนไปแจ้งข่าวให้จ้าวเอ้อหยาแล้วบอกเธอว่า หานกั๋วชิงถูกจับและรอการตัดสินโทษแล้ว


    ช่วงเวลาที่หานกั๋วชิงรอรับโทษ จ้าวเอ้อหยาและญาติของเธอเมื่อเห็นข่าวนี้ก็ร่ำไห้ออกมา จ้าวเอ้อหยาพึมพำพูดขึ้นว่า “ลูกรัก ที่รัก ความแค้นของพวกคุณได้รับการชำระแล้ว อาชญากรสารเลวหานกั๋วชิงเชื่อว่ามันต้องถูกประหาร เรื่องนี้ต้องขอบคุณทางเทศบาลเมืองและนายกหลิวมากจริงๆ ขอบคุณพวกเขาจริงๆ !”


    คืนนั้นจ้าวเอ้อหยาก็เริ่มได้สติกลับคืนมา เธอเดินออกมาจากบ้าน และตัดสินใจจบชีวิตลงโดยการกระโดดลงไปในแม่น้ำกวนซานที่ไหลเชี่ยว ต่อมาญาติของเธอก็ได้พบโน้ตที่จ้าวเอ้อหยาทิ้งเอาไว้บนกระดาษมีตัวหนังสือที่เขียนข้อความสั่งเสียเอาไว้ว่า


    “ลูกก็ไม่อยู่แล้ว สามีก็จากไปแล้ว ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร นายกหลิวต้องขอขอบคุณน้ำใจของท่านมากจริงๆ ชาตินี้จ้าวเอ้อหยาไม่มีโอกาสแต่จะขอตอบแทนพระคุณท่านในชาติหน้า”


    เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อหลิวชิงหยู่ได้ยินข่าวการฆ่าตัวตายของจ้าวเอ้อหยาพร้อมกับโน้ตที่เขียนไว้ มันทำให้เขารู้สึกโกรธและเศร้าสลด กล่าวได้ว่าโศกนาฏกรรมชีวิตของครอบครัวนี้เกิดขึ้นโดยฝีมือหานกั๋วชิง เรื่องชีวิตครอบครัวจ้าวเอ้อหยา ไม่ใช่แค่หานกั๋วชิงที่ต้องรับกรรม ซือเจิ้นเฉียงก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของเทศมณฑล ถ้าพวกเขาไม่ปกป้องคนผิดและยื่นมือช่วยเหลือครอบครัวจ้าวเอ้อหยามีหรือเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ครอบครัวหนึ่งต้องมาจบชีวิตลงทั้งครอบครัว แม้ว่าหานกั๋วชิงจะถูกตัดสินโทษแล้ว แต่มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ยากเกินจะเข้าใจ เหตุใดจึงไม่มีใครยืนหยัดเพื่อช่วยจ้าวเอ้อหยา ในเมื่อลูกชายของเธอถูกทำร้ายจนตาย เหตุใดเทศมณฑลจึงไม่คิดจะแทรกแซงเข้ามาจัดการกับเรื่องนี้ คำถามที่เกิดขึ้นทำให้หลิวชิงหยู่ฟุ้งซ่านไปหลายนาที


    เมื่อหลิวชิงหยู่สงบใจลงแล้ว ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ถึงต้นตอของปัญหาทั้งหมด มันเป็นเพราะกวนซานมีความล้าหลังด้านเศรษฐกิจ ผู้คนที่นี่ยากจนอรรถคัด และเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก เรื่องการรับข้อมูลข่าวสารก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ หากจ้าวเอ้อหยาได้อยู่ในที่ที่เจริญมีการพัฒนาแล้ว ข้อมูลก็จะไม่ถูกปิดกั้น สื่ออาจให้ความสนใจและแก้ไขปัญหาได้จากแรงกดดันของภาคประชาชน ดังนั้นการจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก สิ่งสำคัญคือหาวิธีพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้คนในกวนซาน ส่งผลให้สิ่งอำนวยความสะดวก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เข้าถึงชีวิตประจำวันของคนกวนซาน ทำให้กวนซานมีช่องทางรับข้อมูลข่าวสารเพิ่ม เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลิวชิงหยู่ก็โทรหาหงซานจินแล้วบอกว่า “เหล่าหงหาจักรยานให้ผมที ตั้งแต่วันนี้ผมจะไปพื้นที่ชนบทเพื่อวิเคราะห์อะไรบางอย่าง”


    “ไปที่ชนบทหรอครับ” หลังจากได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ หงซานจินก็ผงะไปเล็กน้อยแล้วพูดว่า “นายกหลิว ท่านไปชนบทขับรถไปก็ได้ทำไมถึงไปจักรยานล่ะครับ”


    หลิวชิงหยู่ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “เอาเถอะ คุณเตรียมจักรยานให้ผม ผมอยากสำรวจเส้นทางรอบๆ กวนซานและดูว่าเราจะสามารถจับสิ่งไหนมาพัฒนาเศรษฐกิจได้บ้าง การชมทิวทัศน์ด้วยรถยนต์ย่อมมีข้อจำกัด แต่สำหรับจักรยานไม่ใช่ ดังนั้นผมเลยเลือกขี่จักรยานแทน”


    เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ หงซานจินก็หยุดพูดแล้วไปเตรียมตัวทันที


    อย่างไรก็ตามทั้งหลิวชิงหยู่และหงซานจิน คงไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่ที่พึ่งออกจากสำนักงาน จะมีคนรายงานให้ซือเจิ้นเฉียงทราบ ทำให้ซือเจิ้นเฉียงหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “หลิวชิงหยู่ในที่สุดแกก็พลาดแล้ว มาดูกันว่าครั้งนี้แกจะแก้ปัญหาได้หรือไม่”