Hi, Darling 17
แต่แล้วหัวใจที่หม่นหมองก็วิ่งเต้นอย่างดีใจเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาเกี่ยวกับการไปรับศิลปินวันนี้ ฉันตื่นเต้นและดีใจมาก ๆ ที่มีคนชอบศิลปินกลุ่มเดียวกับฉันถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้จักพี่คนนั้นก็ตามแค่นี้ก็ดีใจมาก ๆ แล้วล่ะ
“ถ้าเหงาจะมานั่งเล่นที่ห้องนี้ก็ได้นะคะ ให้คุณหมอมาส่งก็ได้” คุณหมอคนหนึ่งเอ่ยบอกกับฉันพร้อมกับรอยยิ้ม คุณหมอคนนี้เป็คนที่ทักพี่กริชเมื่อตอนเช้า ฉันจำได้
“ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยขอบคุณรับยามาและรีบเดินกลับไปยังห้องพักส่วนตัวของพี่กริช ส่วนเ้าของห้องพักก็ทำงานอยู่ฉันอยากไปนั่งเล่นกับพี่หมอคนนั้นที่ห้องจ่ายยาจัง อยากคุยเื่ที่ชอบกับคนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน คิดแบบนั้นก็ส่งข้อความไปบอกพี่กริชว่าจะไปนั่งเล่นที่ห้องจ่ายยา เสร็จแล้วก็ไอแพดตัวเองติดมือมาด้วย แต่พอไปถึงฉันกลับไม่กล้ายืนลังเลอยู่ไม่ไกลจากห้องยา
“ขอคุณหมอแล้วใช่ไหมคะ?” คุณหมอคนเดิมเอ่ยถามพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้อย่างใจดี
เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าห้องมาได้ฉันก็รีบเอ่ยทักทายแนะนำตัวกับพี่ ๆ ที่อยู่ในห้องทันทีฉันดีใจมากที่ได้รับการต้อนรับจากทุกคนเป็อย่างดี ฉันนั่งคุยกับพี่ฝนเื่ศิลปินอย่างสนุก เมื่อพี่ฝนต้องทำงานฉันก็จะนั่งเล่นไอแพดรอเมื่อพี่ฝนว่างก็กลับมานั่งคุยกันต่อ ฉันอยู่ที่นี่นานมากกระทั่งพี่กริชเดินเข้ามารับไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน โดยมีพี่หมอก้ำและพี่หมอมิชาไปนั่งกินด้วยกัน เรานั่งกินข้าวที่ร้านอาหารโดยมีพี่หมอมิชาที่มาก่อนสั่งกับข้าวไว้รอแล้ว
“ได้ยินกริชมันบอกว่าเราไม่สบายเป็ยังไงบ้าง” พี่หมอก้ำเอ่ยถามทันทีเมื่อฉันนั่งลงที่เก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้าม
“ดีขึ้นแล้วค่ะ”
“เื่วันนั้น...อยากรู้อะไรหลังจากเราขึ้นห้องถามพี่ได้เลยนะ พี่อยากเล่ามากถามพี่หน่อย” พี่หมอมิชาเสนออย่างอดทนอดกลั้นไม่อยู่
“อย่าคาดคั้นน้อง” พี่หมอก้ำเอ่ยทักปรามไว้
“ก็อยากเล่าให้น้องได้ฟังว่าวันนั้นกริชมันฟิวขาดขนาดไหน มันพูดซะคนพวกนั้นหน้าหดเหลือนิ้วครึ่งเลยล่ะ” พี่หมอมิชาเล่าอย่างตื่นเต้น น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นฟังแล้วเหมือนจะชอบอกชอบใจอยู่ไม่น้อย
“เล่าเลยเถอะชาถ้าจะเกริ่นมาขนาดนี้” พี่หมอก้ำหัวเราะกับท่าทีของเพื่อนตัวเอง พี่มิชาหันมามองหน้าฉันก่อนจะเอ่ยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นหลังจากที่ฉันกลับขึ้นบนห้องนอนและไม่ได้ใส่ใจที่จะกลับลงมาถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้กินข้าวหรือกินอะไรลงท้องไปสักคำ คล้อยหลังฉันกลับขึ้นไปพี่กริชก็เหมือนจะมีสติมาขึ้นจากคำดุคำเตือนทั้งจากพี่หมอทั้งสองและแม่หมี่
‘ผมคงจะลืมไปจริง ๆ ว่าเราเป็แค่คนร่วมงานกัน คำพูดที่พวกคุณพูดวันนี้มันรุนแรงมากสำหรับคน ๆ หนึ่ง หากได้รับเกียรติให้มาบ้านคนอื่นแล้วยังจะพูดจาแบบนี้ หวังว่าครั้งต่อไป เราจะไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะกันอีกไม่ว่าจะเนื่องในโอกาสอะไรก็ตาม’
หมอกริชผู้นั่งหัวโต๊ะเอ่ยเตือนเสียงเข้มพร้อมกับจ้องมองแขกกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกและพอมาก็สร้างปัญหาให้คนตัวเล็กของเขาได้ขุ่นข้องเคืองใจ เื่นี้เขาผิดเองที่ไม่ได้ปกป้องคนตัวเล็กจากถ้อยคำร้ายกาจพวกนั้น เพราะเอาแต่คิดว่าอีกฝ่ายเป็รุ่นพี่ที่ทำงานแต่พอมานึกมีสติ กลับทำให้เขาทำผิดพลาดไปหลายอย่าง
‘ที่พวกคุณบอกว่าแฟนผมไม่มีมารยาท? พวกคุณเองหรือเปล่าที่ไม่มีนอกจากมารยาทแล้วจิตสำนึกความเป็คนก็น่าจะไม่มี’
‘กริชคะ! พูดแบบนี้มันจะเกินไปหน่อยไหม คุณก็เห็นว่าเด็กนั่นพูดอะไรบ้าง’
‘เพราะเห็นและได้ยินไงถึงได้รู้ว่าใครเริ่มก่อน แล้วอย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของพวกคุณคืออะไร กับการที่กล้าขอมาบ้านคนอื่นแบบนี้ ผมบอกไว้เลยระหว่างผมกับคุณไม่มีอะไรเลยสักนิดและไม่เคยมีั้แ่ต้น หยุดเอาเื่ผมไปพูดกับคนอื่นได้แล้ว ผมรู้แต่ผมไม่พูดเพราะอยากให้คุณหยุดมันเองแต่ถ้ายังไม่หยุดคงจะรู้นะครับว่าผมทำอะไรได้บ้าง”
‘กริช! คนอื่นเขารู้ทั่วโรงพยาบาลแล้วว่าเราคุยกัน’
‘ผมไม่เคยคุยส่วนตัวกับคุณด้วยซ้ำนะครับ จะมาบอกว่าผมคุยกับคุณได้ยังไง ผมมั่นใจว่าผมเองก็ไม่เคยทำอะไรให้ความหวังคุณเลยแม้แต่น้อย หยุดทำตัวแบบนี้’
‘กริช!’
‘เชิญออกไปจากบ้านผม หวังว่าจะทำตามที่ผมบอก’
‘วิราไม่ยอมแน่ วิราไม่ได้มันก็ไม่ได้!’
“คิก” ฉันหลุดขำเมื่อเห็นท่าทีแสนจจะจริงจังของพี่หมอมิชาและพี่หมอก้ำกำลังเลียนแบบเสียงเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกคนดูจริงจังที่จะเล่าให้ฉันได้ฟังมากจริง ๆ
“พอเลยทั้งสองคน กินข้าวได้แล้วเดี๋ยวไม่ทัน” พี่กริชเอ่ยดุเพื่อนเสียงเบา มือก็ยื่นไปตักกับข้าวมาให้ แต่เหมือนเขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าฉันอาจจะยังปวดท้องอยู่เลยตักกับข้าวพวกนั้นเข้าปากตัวเองและเลื่อนชามข้าวต้มกุ้งมาตรงหน้าฉันแทน
“เอาไว้หายดีพี่จะพามากินอีกครั้ง วันนี้กินนี่ไปก่อน” ก่อนที่จะได้งอแงก็ถูกดักทางไว้เสียหมด เลยต้องพยักหน้าเข้าใจ แต่ว่าตอนนี้ฉันอยากกลับไปนอนอยู่บ้านแล้วอ่ะ ตัดใจที่จะไปรับศิลปินที่สนามบินแล้วเพราะรู้ว่ายังไงพี่กริชก็ไม่ยอมให้ไปแน่ ๆ
“กินยาก่อนอาหารหรือยัง”
“กินแล้วค่ะ”
“เหลือหลังอาหารใช่ไหม กินข้าวเสร็จก็กินเลย ตอนบ่ายพี่มีตรวจอีกเราก็นอนที่ห้องพักรอก่อนนะค่อยกลับพร้อมกันจะได้ดูอาการด้วยว่าดีขึ้นหรือยังทรงตัว”
“ค่า พอแล้วอย่าพูดเยอะกินข้าวได้แล้ว”
“เหมือนมีเพื่อนแก่เลยอ่ะ” พี่หมอมิชาปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างพอใจ
“มันแก่นะ เพราะแฟนมันเด็กอ่ะ”
“พอเลยทั้งสองคนน่ะ รีบกิน”
คล้อยเย็นเป็เวลาเลิกงานของพี่กริช เราเดินออกจากโรงพยาบาลพร้อมกันเมื่อขึ้นรถมาได้พี่กริชก็บอกให้โทรหาแม่หมี่แต่พอแม่รับสายแม่ก็รีบบอกทันทีว่าไม่ต้องเป็ห่วงแม่ แม่ไปทริปไหว้พระกับเพื่อน ๆ จะกลับอีกทีวันพรุ่งนี้
“มื้อเย็นเรากินอะไรกันดี”
“ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ” ฉันเสนอพี่กริชหันมามองแวบหนึ่งแล้วถอนหายใจเบาๆ
“หายปวดท้องแล้วเหรอ ไม่ใช่ว่ากินลงไปแล้วก็ปวดท้องอีกนะครั้งนี้ถ้าไม่สบายพี่จับแอดมิดจริง ๆ ด้วย” นี่ไม่ใช่คำขู่แต่เขาทำจริง ๆ แน่ฉันรู้ แต่ว่าฉันอยากกินจริง ๆ นะ
“ก็หนูอยากกิน วันนั้นก็ยังไม่ได้กินสักคำก็ถูกไล่ให้ขึ้นห้อง รู้งี้วันนั้นออกไปกินข้างนอกคนเดียวดีกว่า”
“ขอโทษครับ ขอโทษที่วันนั้นตวาดเสียงดังแล้วไม่ยอมฟังหนู”
“ทั้งที่พี่ควรจะแยกแยะได้ว่าใครเริ่มก่อน เราไม่ได้เริ่มเขามีแต่ว่าเรา ไม่มีใครปกป้องเรา เราก็ต้องปกป้องตัวเอง”
“ขอโทษที่ไม่ได้ปกป้องหนู แต่ต่อไปพี่จะปกป้องหนูเอง จะดูแลให้ดีกว่าเดิม จะฟังหนูเยอะ ๆ อย่าโกรธพี่เลยนะ ั้แ่วันนั้นพี่กังวลไปหมดกลัวว่าหนูจะหนีไปจากพี่ กลัวว่าหนูจะเกลียดพี่ พี่กลัวไปหมดทุกอย่างเลย...”
“ทำไมวันนั้นไม่ฟังเราบ้าง...”
“พี่คิดแค่ว่าเขาเป็ผู้ใหญ่กว่า”
“แต่เขาว่าเราก่อนด้วยซ้ำ เรียนก็สูงทำไมแยกแยะเื่แบบนี้ไม่ได้” ฉันกล่าวกลับไปอย่างไม่คิดจะทน มันแรงพอสมควรที่พูดออกไปแบบนั้น แต่เหมือนพี่กริชเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะโกรธเพียงเพราะประโยคนั้นจากฉัน
“มันจะไม่มีเื่ราวแบบนี้อีกพี่สัญญา”
“ไม่ต้องสัญญากับเรา ถ้าวันไหนทำไม่ได้คนที่เสียใจก็ยังคงเป็เราอยู่ดี”
“งั้นพี่จะทำให้เห็นเอง ว่ามันจะไม่มีวันนั้น”
เราทั้งสองนั่งเงียบไปกันสักพักใหญ่ รถติดเล็กน้อยในเวลาแบบนี้ ผู้คนต่างแออัดอยู่บนท้องถนนต่างคนต่างมีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกันไป บางคนกลับบ้าน บางคนนัดกับเพื่อน บางคนนัดกับแฟน หรือบางคนกำลังจะไปกินข้าว ซึ่งฉันและพี่กริชอยู่ในกลุ่มสุดท้ายคือไปกินข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระร้านโปรดตอนนี้มีลูกค้าจับจองเกือบเต็มทุกโต๊ะ ั้แ่ที่มีคนเซ้งร้านใหม่เหมือนร้านจะมีการรีโนเวทใหม่ทีละนิดจนตอนนี้ร้านดูสวยหรูมากกว่าเดิมรอบร้านติดกระจกใสด้านนอกมีโต๊ะสามสี่โต๊ะที่ด้านนอกรอบ ๆ ด้านหนึ่งมีต้นไม้ให้ความรู้สึกร่มเย็น ภายในร้านดูสะอาดสะอ้านมากขึ้นพนักงานยังเป็ชุดเดิมที่ฉันเคยมาอุดหนุนเมื่อก่อน
“แบบนี้สวยจัง” ฉันมองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น เพราะปกติพี่กริชจะเป็คนสั่งแล้วให้คนเอาไปส่งที่บ้าน ั้แ่เปลี่ยนเ้าของฉันยังไม่เคยมาเลยสักครั้ง พอเจอแบบนี้ก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
“ชอบไหม”
“ค่ะ น่าจะเย็นดี ไปกันค่ะ” ฉันจับมือพี่กริชเดินเร่งรุดไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวร้านโปรดที่ตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“อ้าว หนูเฟื่องไม่เจอกันนานเลย” คุณป้าที่ทำงานในร้านเอ่ยทักฉันเสียงสดใส
“ค่ะป้า ปกติสั่งไปกินที่บ้านตลอดเลย”
“นั่งโต๊ะไหนลูก เดี๋ยวป้าเอาเมนูไปให้”
“เดี๋ยวหาที่นั่งก่อนนะคะ” ฉันส่งยิ้มให้ป้าอีกครั้งก่อนจะเดินวนหาโต๊ะว่าง กระทั่งเจอโต๊ะมุมร้านที่ว่างอยู่ก็ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปนั่งจับจองทันที พี่กริชนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามมองฉันยิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ถึงแม้ฉันจะยังข้องใจอยู่แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพราะตอนนี้ฉันตื่นตาตื่นใจกับเมนูที่ได้มาเหลือเกิน ไม่ได้นั่งกินที่ร้านนานแล้วจริง ๆ
“พี่กริชเขียนนะ”
“ครับ ๆ ”
“หนูเอาก๋วยเตี๋ยวไก่มะระพิเศษน่อง กุ้งแช่น้ำปลา สามชั้นทอดน้ำปลา เอ็นไก่ทอดเหลือ ต้มยำปลากะพง”
“วันนี้น้ำเปล่านะครับ แล้วก็กุ้งแช่น้ำปลางดก่อนท้องยังไม่ดี”
“ก็ได้ค่ะ” วันนี้ไม่ดื้อก็ได้ เพราะจะได้กินของอร่อย
“กินยาก่อนอาหารด้วยครับ”
“อ้อ ค่ะ” ฉันลืมไปเสียสนิทว่ามียาต้องกินก่อนอาหารด้วย เมื่อกินยาเสร็จก็ชวนพี่กริชคุยเล่น ปกติที่นี่ไม่ได้มีอาหารหลากหลายแบบนี้ แต่พอมีก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ขนาดกุ้งแช่น้ำปลากับก๋วยเตี๋ยวยังอร่อยขนาดนี้เมนูอื่นต้องอร่อยมากแน่ ๆ เลยล่ะ
“คิดอะไรอยู่ทำไมทำหน้าแบบนั้น” พี่กริชที่นั่งอยู่ตรงข้ามถามพร้อมกับหัวเราะน้อย ๆ เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นของฉัน
“แค่คิดว่าจะได้กินของอร่อยก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ”
“หึ เด็กน้อยจัง กินเสร็จแล้วพี่มีอะไรจะบอกด้วย”
“คะ? บอกเลยไม่ได้เหรอ?”
“ไม่ได้ครับ กินเสร็จก่อนค่อยบอก”
“แบบนั้นก็ได้ ๆ ” ฉันไม่อยากเถียงแล้วจึงยอมในที่สุด พี่กริชยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมากดเล่นรอสักพักอาหารหน้าตาน่าทานก็ถูกทยอยขึ้นมาเสิร์ฟ ฉันกินก๋วยเตี๋ยวส่วนพี่กริชสั่งข้าวเปล่ามาหนึ่งจาน ก็แน่ล่ะฉันสั่งกับข้าวมาเยอะขนาดนี้ อีกอย่างพี่กริชไม่ค่อยชอบก๋วยเตี๋ยวเท่าไหร่หรือไม่ก็อาจจะเบื่อเพราะฉันกินทุกวัน บางทีเขาก็กินข้าวส่วนฉันกินก๋วยเตี๋ยว
“อย่าเพิ่งปรุงนะเฟื่อง กินแบบไม่ต้องปรุงเดี๋ยวจะปวดท้อง” มือที่ยื่นไปตักน้ำตาลชะงักค้างไป พอลองคิดตามสิ่งที่เขาบอกก็ต้องยิ้มปล่อยช้อนตักน้ำตาลกลับลงไปยังที่เดิม ฉันชิมน้ำซุปก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ อร่อยเหมือนเดิม ไม่ต้องปรุงก็ได้
“พรุ่งนี้จะไปไหนหรือเปล่า?” พี่กริชตักเอ็นไก่ทอดมาใส่จานที่ว่างตรงหน้าฉันพร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบา
“น่าจะไม่ไปค่ะ แต่มะรืนจะไปคอนเสิร์ต”
“ไปยังไงกับใคร?”
“ไปคนเดียวค่ะ” ฉันตอบ มือก็ตักกับข้าวใส่จานให้พี่กริชอย่างเคยชิน
“เลิกดึกหรือเปล่า?”
“น่าจะสี่ห้าทุ่มเหมือนเดิม”
“งั้นเหรอ เอายังไงดี พี่ลาไม่ได้ด้วยสิ” อีกฝ่ายเริ่มกังวลกับการเดินทางของฉัน มักจะเป็แบบนี้ตลอดเลย
“ไม่เป็ไรค่ะ ไปได้กลับได้”
“แต่มันดึก”
“แต่คนมันก็เยอะ หนูไปเองได้จริง ๆ”
“พี่ดูเวรก่อน” เขาไม่ยอมฟังฉันเลยแต่เลือกที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดดูอะไรบางอย่างฉันก้มหน้ากินก๋วยเตี๋ยวต่อ เขาน่ะพอได้ห่วงแล้วเลเวลไม่มีลดหรอกมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น
“วันสุดท้ายที่เราจะไปพี่ไม่มีเวร วันนั้นพี่จะพาไปเอง ส่วนวันแรกกับวันที่สองพี่มีแค่เวรเช้า เลิกงานแล้วพี่จะไปรับเองส่วนตอนไปเดี๋ยวพี่เรียกแกรปให้”
“พี่อ่ะ หนูโตแล้วนะ”
“พี่รู้ แต่พี่ก็ห่วง ให้พี่ห่วงเราเถอะนะ”
“...” พูดมาซะขนาดนี้จะให้ฉันตอบอะไรกลับไปอีกล่ะนอกจากตกลงน่ะ
เราใช้เวลาสักพักใหญ่ก็กินข้าวเสร็จ พี่กริชบอกให้กินยาทันทีก่อนจะเรียกเก็บเงินจากนั้นเขาก็เข้ามาจับมือฉันพาเดินไปยังห้อง ๆ หนึ่งที่มีพนักงานนั่งเช็คบิลคอยเก็บเงินอยู่
“พี่คะ? เข้าไปทำไม” ฉันรั้งมือของอีกฝ่ายไว้อย่างใที่จู่ ๆ เขาก็จับมือแล้วพาเดินมาที่นี่ พี่กริชไม่ยอมและยังดึงมือให้เดินตามเข้าไปกระทั่งเปิดประตูเข้าไปในห้อง ฉันชะงักแข็งค้างไปทันทีด้วยความกลัวบวกกับใ
“สวัสดีค่ะคุณหมอ”
“สวัสดีครับ วันนี้เป็ยังไงบ้างครับ”
“ดีขึ้นกว่าสองวันก่อนเลยค่ะ ั้แ่เพิ่มเครื่องดื่มเข้ามาลูกค้าชอบมาก ๆ เลยค่ะ”
“ดีแล้วล่ะครับ” พวกเขาคุยกันอย่างสนิทสนม ที่สงสัยคือพวกเขารู้จักกันเหรอ
“แล้วนี่ใช่คุณเฟื่องไหมคะ?”
“ใช่ครับ นี่เฟื่องฟ้า” พี่กริชปล่อยมือที่จับอยู่เลื่อนมาโอบเอวฉันรั้งให้เข้าไปยืนชิดกับเขาและเอ่ยแนะนำกับพี่คนตรงหน้า
“สวัสดีค่ะ” ฉันยกไหว้อีกฝ่ายด้วยความมึนงง
“เฟื่องครับ นี่คุณดาวผู้จัดการร้านของเรา”
“คะ?” ร้านของเราคืออะไร
“ร้านนี้เป็ของเราครับ พี่ซื้อต่อจากเ้าของเดิมที่จะย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดให้เป็ร้านของเราอีกอย่างเราชอบมากขนาดนี้พี่ยอมให้ร้านโปรดเราหายไปไม่ได้หรอกนะ อย่างน้อยก็มีธุรกิจเล็ก ๆ ของครอบครัวล่ะเนอะ ถ้าอยากขยายสาขาเราค่อยคุยกันอีกที”
อย่าเพิ่งไปถึงขยายสาขาเลยค่ะ เอาให้ฉันหายงงจากเหตุการณ์ตรงหน้านี้ก่อนไหม เขาไปซื้อั้แ่ตอนไหน แล้วปิดเงียบมาตั้งนานเนี่ยนะ มันน่านักเชียวล่ะ
======
ขอแจ้งล่วงหน้าเลยนะคะ ว่าหลังจากตอนนี้ไป ในเว็บและในอีบุ๊คจะไม่เหมือนกัน เพราะทำเฉลยปมไว้สองพาร์ท เอานุกตัวเองเป็หลักค่ะ ^_^
ขอบคุณทุคอมเม้นที่ฟีดแแบ็กกลับมานะคะ ในการแก้ผมต่างๆเค้ากลับไปอ่านผลงานตัวเองซึ่งมันก็จริงอย่างที่ทุกคนบอกนั่นคือการเฉลยปมไม่เคลียเลย มันก้ำกึ่ง เื่นี้เค้าจะพยายามเฉลยปมให้คลายที่สุด ((ตอนคิดปม เอาสนุกตัวเอง พอแก้ไม่ได้หนักเลย 5555)) ขอบคุณทุกคอมเม้นเลยค่ะ
แล้วก็ ฝากคอมเม้นด้วยนะคะ ตอนต่อไปอาจจะสักสองถึงสามวันนะคะถึงจะอัพอีกตอน