สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 106 เริ่มใหม่อีกครั้ง

            ในศาลา อันเจิงและเสวี่ยเหมยไต้นั่งตรงข้ามกันทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ราวกับเสวี่ยเหมยไต้ควบคุมสติได้บ้างแล้ว

     

            “ต้องขอโทษด้วย เมื่อครู่ข้าเสียมารยาทกับเจ้าไป”

     

            เสวี่ยเหมยไต้กล่าวขอบคุณอันเจิง “ขอบคุณเจ้ามากด้วยพลังที่เจ้ามีอยู่ในตอนนี้ สามารถนำข่าวนี้มาบอกข้าได้ก็ถือว่ายากมากแล้วเมื่อครู่ข้าวู่วามเกินไปสักหน่อย คงทำให้เจ้าตกใจสินะ หากนับตามอายุตอนนั้นเจ้าน่าจะอายุประมาณสิบกว่าปี น้อยคนนักจะสามารถวางแผนเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้ขอบคุณมากจริง ๆ”

     

            อันเจิงลุกขึ้นและทำความเคารพกลับจิตใจเขาก็สงบลงบ้างแล้วเช่นกัน เสวี่ยเหมยไต้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เขาอยากบอกเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดให้นางฟังเหลือเกิน

     

            หากในจักรวรรดิต้าซีมีเพียงคนเดียวที่ยังเชื่อถือได้คนนั้นก็คือเสวี่ยเหมยไต้แต่อันเจิงก็รู้ดีว่าตัวเองจะพูดเรื่องทั้งหมดออกไปไม่ได้ ไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียวด้วยนิสัยของเสวี่ยเหมยไต้ หญิงสาวที่หยิ่งทะนงเช่นนี้ หากนางรู้ว่าอันเจิงถูกใครวางแผนกำจัดแล้วละก็นางต้องตามฆ่าทุกคนอย่างไม่ลังเลแน่นอน

     

            แล้วสุดท้ายเสวี่ยเหมยไต้ก็อาจต้องตายไปอีกคน

     

            ทุกวันนี้ไม่มีใครสามารถฆ่าองค์จักรพรรดิของจักรวรรดิต้าซีได้ยิ่งไปกว่านั้น อาจไม่มีใครเข้าใกล้เขาได้เลยด้วยซ้ำ

     

            เสวี่ยเหมยไต้นั่งลง “เจ้าเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?”

     

            อันเจิงพูดขึ้น“ข้าเป็นเด็กที่ยากจนและลำบาก ถูกคนอื่นรังแกตั้งแต่เด็ก ข้าไม่มีพ่อแม่ฉะนั้นจึงได้แต่พึ่งพาตัวเองเมื่อหิวข้าก็จะออกไปหาของกินเอง แต่คนแบบข้าก็คิดอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตบ้างเหมือนกันข้ารู้ว่าในเทือกเขาชางหมานต้องมีโอกาสให้ข้าได้พลิกชีวิตแน่ เพียงแค่เจอไข่ของเยาโซ่วหรือของวิเศษอย่างอื่นสักชิ้นข้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาได้แล้ว”

     

           “ฉะนั้นส่วนมากข้าจึงจะเข้าไปในเทือกเขาชางหมาน ในใจก็คิดว่าหากวันหนึ่งพลาดพลั้งตายไปก็คงไม่มีอะไรต้องเสียดายเพราะถึงอย่างไร การมีข้าอยู่บนโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรอยู่แล้ว”

     

            คำพูดนี้ของอันเจิงไม่ใช่การพูดปดเพราะสิ่งพวกนี้เป็นความคิดที่อันเจิงมีในตอนนั้นจริง ๆ

     

            “มีคืนหนึ่งข้าเข้าไปในเทือกเขาชางหมานเพื่อเสี่ยงโชคเหมือนเคยและข้าก็เจอเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่...ในตอนนั้นเขาแทบจะหมดลมหายใจแล้วเลือดอาบไปทั้งตัว ราวกับมีเลือดไหลออกมาจากทุกส่วนในร่างตอนนั้นเขาดึงข้อเท้าข้าไว้ ข้าตกใจแทบแย่ แต่เขาบอกให้ข้าอย่ากลัวเขาไม่ทำร้ายข้า”

     

            เสวี่ยเหมยไต้พยักหน้า “ผู้ชายแบบเขาแน่นอนต้องไม่ทำร้ายใครง่าย ๆ”

     

            ในน้ำเสียงของนางช่างเต็มไปด้วยความเคารพและเทิดทูน

     

            อันเจิงหัวใจเจ็บแปลบขึ้นทันที เขารีบหันหน้าหนีเพื่อซ่อนความรู้สึกในแววตา“เขานำปิ่นแมลงปอทับทิมให้ข้า ให้หาวิธีนำสิ่งนี้มาให้เจ้า ยังบอกว่าการที่เขามาเทือกเขาชางหมานครั้งนี้ได้ถูกวางแผนเอาไว้หมดแล้วแล้วกำชับให้ข้ามาบอกเจ้าว่า...รอเขากลับมาอีกครั้งก่อนเขาจะกลับมาอย่าเพิ่งลงมือทำอะไรโดยเด็ดขาด และยังบอกอีกว่าเขารู้จักเจ้าดีรู้ว่าเจ้าต้องวู่วามทำอะไรโดยไม่คิดให้รอบคอบแน่นอน”

     

            เสวี่ยเหมยไต้พูดเสียงเบา “ใช่ ใต้หล้านี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้จักข้าดีที่สุด”

     

            มือของอันเจิงสั่นเล็กน้อย “เขายังบอกให้ข้ามาเตือนเจ้าให้เจ้าระวังราชสำนักต้าซีเอาไว้ จะให้ดีต้องหาทางออกจากจักรวรรดิต้าซีไปเสียไม่ว่าเจ้าจะไปไหน เมื่อเขากลับมาแล้วต้องไปหาเจ้าอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้เขาต้องรักษาตัวก่อน จากนั้นค่อยกลับมาแก้แค้น”

     

            น้ำตาของเสวี่ยเหมยไต้ค่อย ๆไหลลงมาตามใบหน้า “เขามักจะเฉยชากับข้า ความจริงในใจเขาก็ยังมีข้าอยู่บ้างสินะเขามักจะบอกว่าความรู้สึกที่ข้ามีต่อเขาคือความตื้นตันใจไม่ใช่ความรักแล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่ความรัก? หากไม่มีเขาข้าคงตายไปนานแล้วตั้งแต่วันนั้นข้าก็บอกตัวเองเสมอว่า ข้าเสวี่ยเหมยไต้เป็นคนของเขาต่อให้ตายก็จะเป็นวิญญาณของเขา”

     

            อันเจิงกำหมัดแน่นเพื่อบังคับไม่ให้มือตัวเองสั่นแต่ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่มือก็ยิ่งสั่นมากขึ้นเท่านั้น เขาอยากบอกกับเสวี่ยเหมยไต้ว่าเจ้าควรมีชีวิตเพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อคนอื่น

     

            “เขายังบอกอีกว่า ในราชสำนักต้าซีไม่ได้มีเพียงคนหรือสองคนเท่านั้นที่อยากกำจัดเขาแต่มันมากกว่านั้นมาก ต่อให้เจ้าจะไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเองแต่เจ้าก็ต้องคำนึงถึงศิษย์จำนวนนับร้อยในตำหนักเทียนห่าวกงด้วย หากคนมากมายต้องมาตายเพราะเขาต่อให้เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อก็คงไม่สบายใจ”

     

            เสวี่ยเหมยไต้กดเสียงต่ำ“เขามักจะคิดถึงคนอื่นเสมอ แต่กลับไม่เคยคิดถึงตัวเองบ้างเลย”

     

            อันเจิงพูดต่อ “เขาบอกว่าหากเป็นไปได้อยากให้เจ้าพาทุกคนในตำหนักเทียนห่าวกงออกจากจักรวรรดิต้าซี”

     

            เสวี่ยเหมยไต้เงยหน้าขึ้นมองฟ้า“หากข้าไปจากจักรวรรดิต้าซี แล้วข้าจะแก้แค้นแทนเขาได้อย่างไร?”

     

            ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นใต้ชายคาสำนักกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีกอดไหล่กันยืนอยู่ สายตาสองคู่ที่จับจ้องเสวี่ยเหมยไต้เผยความรู้สึกแบบเดียวกันพวกนางตกตะลึงกับความงามของเสวี่ยเหมยไต้

     

            ใช่ว่ากู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีจะไม่งดงามแต่ความงามของพวกนางเป็นความงามที่อ่อนโยน ส่วนเสวี่ยเหมยไต้ นางงดงามอย่างที่หาไม่ได้ในโลกใบนี้

     

            “ช่างงดงามเหลือเกิน”

     

            ชวีหลิวซีบ่นพึมพำ “อันเจิงรู้จักผู้หญิงแบบนั้นได้อย่างไรกัน”

     

            กู่เชียนเยว่ตอบอย่างเหม่อลอย “เขา...ใครจะไปรู้ล่ะแต่ถึงอย่างนั้น หญิงสาวคนนั้นก็สวยมากจริง ๆ”

     

           น้ำเสียงของทั้งคู่ราวกับมีความหึงหวงปะปนอยู่เล็กน้อย เมื่ออยู่ต่อหน้าเสวี่ยเหมยไต้ความมั่นใจในความงามของพวกนางหายไปจนสิ้น

     

            ทางด้านในศาลา อันเจิงยังคงพูดขึ้น“ข้าไม่รู้ว่าระหว่างเจ้ากับเขามีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่ข้ารู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหากเจ้าสามารถสืบได้ว่าใครคือคนวางแผนเรื่องนี้และไปล้างแค้นแทนเขาแต่ผลสุดท้ายกลับถูกคนพวกนั้นฆ่าตาย เมื่อเขากลับมาจะไปหาเจ้าได้อย่างไร? เมื่อเขาหาเจ้าไม่เจอจะเป็นอย่างไร?”

     

            สีหน้าเสวี่ยเหมยไต้เปลี่ยนไปเล็กน้อย“จริงด้วย อย่างไรเขาต้องกลับมาหาข้าแน่นอน เหมือนที่ข้าตามหาเขาในตอนนี้หากข้าตายไปเขาก็คงต้องเสียใจไม่มากก็น้อย...”

     

            “ฉะนั้นข้าคิดว่าเจ้าควรฟังสิ่งที่เขาพูดพาคนในตำหนักเทียนห่าวกงออกจากจักรวรรดิต้าซีซะ”

     

            “จะไปไหนได้เล่า?”

     

            เสวี่ยเหมยไต้มองอันเจิงอย่างไร้หนทาง “ที่ข้าอยู่จักรวรรดิต้าซีเพราะเขาก็อยู่จักรวรรดิต้าซีในเมื่อเขาไม่อยู่แล้ว ข้าก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน”

     

            “เมืองพุทธทางตะวันตก”

     

            อันเจิงรีบอธิบาย“เมืองพุทธทางตะวันตกเป็นที่เดียวที่จักรวรรดิต้าซียังเกรงกลัวอยู่คนที่นั่นสงบนิ่งและสามัคคีกันมาก จักรวรรดิต้าซีไม่มีทางแสดงตัวไม่เป็นมิตรต่อเมืองพุทธแน่แม้ว่ากว่าร้อยแคว้นทางตะวันตกมักจะขัดแย้งกันเป็นประจำ แต่แคว้นเหล่านี้นับถือศาสนาพุทธเมื่อผู้นำทางศาสนาห้าม แคว้นเหล่านั้นก็จะต้องฟังและสามัคคีกันแน่นอน”

     

            เสวี่ยเหมยไต้ถามขึ้น “เรื่องนี้เขาก็เป็นคนบอกรึ?”

     

            นางจ้องมาที่ดวงตาของอันเจิงราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

     

            อันเจิงชะงักไป จากนั้นก็ส่ายหน้า“เขาไม่ได้พูด หลายปีมานี้ข้าคิดทบทวนเรื่องนี้อยู่ตลอด เมื่อไตร่ตรองอย่างดีแล้วก็เห็นจะมีเพียงเมืองพุทธเท่านั้นที่จะอยู่อย่างสงบได้นี่เป็นสิ่งที่ข้าคิดเผื่อตัวเอง แต่มันก็เหมาะสำหรับเจ้าเหมือนกันอีกอย่างเจ้าก็มักจะไปดินแดนทางตะวันตกเป็นประจำอยู่แล้ว หากเจ้าไปที่นั่นราชสำนักต้าซีต้องไม่สงสัยอย่างแน่นอน”

     

            เสวี่ยเหมยไต้ส่ายหน้าไปมา “เจ้าไม่ใช่เขาเจ้าไม่ใช่เขาแน่นอน”

     

            อันเจิงเพิ่งได้คำตอบ ความจริงแล้วเสวี่ยเหมยไต้สับสนมาโดยตลอด

     

            เสวี่ยเหมยไต้พึมพำ “เจ้าจะเป็นเขาได้อย่างไรกันเพียงแต่แววตาเจ้าคล้ายเขาเหลือเกิน”

     

            นางตัดใจลุกขึ้น “ขอบคุณเจ้ามากแล้วข้าจะไปเมืองพุทธ”

     

            อันเจิงส่งปิ่นแมลงปอทับทิมให้เสวี่ยเหมยไต้“ของสิ่งนี้คืนให้เจ้า”

     

            เสวี่ยเหมยไต้รับปิ่นแมลงปอทับทิมมา“ความจริงของชิ้นนี้ควรให้เจ้าเก็บไว้เป็นสิ่งตอบแทน แต่ทว่ามันก็สำคัญมากสำหรับข้าฉะนั้นข้าขอเก็บไว้แล้วกัน”

     

            นางรับปิ่นแมลงปอทับทิมคืนไปจากนั้นก็นำหยกขาวยื่นให้อันเจิง “นี่เป็นของวิเศษแทนตำหนักเทียนห่าวกงของข้าเมื่อมีของชิ้นนี้เจ้าสามารถเรียกใช้คนของตำหนักข้าได้ ถึงแม้ข้าจะพาคนไปดินแดนตะวันตกแล้วแต่ในจักรวรรดิต้าซีและแคว้นรอบ ๆ ก็ยังมีคนของตำหนักเทียนห่าวกงอยู่ไม่น้อย หากเจ้าเจออันตรายให้ส่งพลังเข้าไปในหยกนี้มันจะส่งข่าวไปหาศิษย์ทุกคน หากมีใครอยู่ใกล้กับเจ้าเขาต้องรีบมาช่วยแน่นอน”

     

            “และยังมีนี่”

     

            เสวี่ยเหมยไต้หยิบของบางอย่างออกมา“เมื่อครู่ข้าเสียมารยาททดสอบพลังวัตรของเจ้า จึงรู้ว่าพลังวัตรที่เจ้ามี...ไม่ได้แข็งแกร่งมากนักถึงแม้แคว้นเยี่ยนจะเล็กมาก แต่ก็มีผู้ฝึกพลังวัตรขั้นสูงอยู่ไม่น้อยจากที่ข้าดูแล้วเจ้าคงอยากเข้าไปทำงานในราชสำนัก แต่ด้วยพลังที่มี...ต่อให้เจ้าจะตบตาคนอื่นให้ตัวเองดูเหมือนแข็งแกร่งมากแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องถูกจับได้แน่นอน ของชิ้นนี้จะสามารถปกป้องความปลอดภัยให้เจ้าถึงแม้มันจะใช้ได้เพียงครั้งเดียว แต่สำหรับคนในแคว้นเยี่ยนคงไม่มีใครรับมือพลังมันได้แน่”

     

            อันเจิงมองของสิ่งนั้น นั่นเป็นดาบเล่มเล็กมันเล็กมากจริง ๆ ดาบนั้นมีความยาวแค่หนึ่งนิ้ว อันเจิงรู้จักเสวี่ยเหมยไต้ดีและแน่นอนว่าต้องรู้จักของชิ้นนี้...นี่เป็นดาบวิเศษที่ล้ำค่าของตำหนักเทียนห่าวกงเล่ากันว่าในดาบมีพลังมหาศาลของหญิงสาวผู้หนึ่งอยู่ด้วย หญิงสาวประหลาดผู้นั้นมีพลังไร้เทียมทานแม้กระทั่งเหล่ายอดฝีมือก็ไม่สามารถต้านทานพลังของนางได้ พลังการโจมตีของนางไม่อาจประเมินได้เลยทีเดียว

     

            เดิมทีหญิงประหลาดเก็บของชิ้นนี้ไว้ให้คนในตำหนักเทียนห่าวกงใช้แต่เสวี่ยเหมยไต้กลับมอบให้อันเจิงอย่างง่ายดาย เห็นได้ชัดว่านางต้องการแสดงความขอบคุณด้วยใจจริง

     

            “เก็บไว้เถอะ”

     

            เมื่อเห็นว่าอันเจิงลังเล เสวี่ยเหมยไต้จึงนำดาบวางไว้ในมืออันเจิง“ข้าอยากขอบคุณเจ้าแทนเขา”

     

            หลังจากพูดจบ เสวี่ยเหมยไต้ก็เก็บปิ่นแมลงปอทับทิมเอาไว้อย่างดี“ข้าจะไปแล้ว ขอบคุณที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟัง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่เจ้าทำเพื่อเขาเจ้าไม่รู้จักเขาแต่ก็ยินดีทำสิ่งที่เขาร้องขออย่างเต็มที่ข้าขอบคุณเจ้าแทนเขาจริง ๆ หากต่อไปเจ้าต้องการให้ข้าช่วยขอเพียงไปหาตำหนักเทียนห่าวกงที่เมืองพุทธ หากข้ายังมีชีวิตอยู่ข้าต้องช่วยเจ้าอย่างแน่นอน”

     

            ร่างนางกะพริบแสงสว่างวาบครั้งหนึ่ง จากนั้นก็หายไปทันทีราวกับไม่เคยมีการปรากฏตัวของใครมาก่อนเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความฝันเท่านั้น

     

            อันเจิงมองออกไปไกลสุดขอบฟ้าและนั่งเหม่อลอยเป็นเวลานาน

     

            “นี่!”

     

            กู่เชียนเยว่ตบหลังเขาเบา ๆ“วิญญาณเจ้าออกจากร่างแล้วหรือ? บอกมาเดี๋ยวนี้นะเจ้ารู้จักหญิงสาวที่งดงามดั่งเทพธิดาแบบนั้นได้อย่างไร!”

     

            อันเจิงหันกลับมาจากนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย“ไม่รู้จัก เพียงแค่ช่วยคนอื่นทำอะไรนิดหน่อยเลยต้องมาเกี่ยวข้องกันเท่านั้นข้าคิดว่าต่อไปก็คงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วล่ะ”

     

            “ดูเหมือนเจ้าจะพ่ายแพ้นะรีบบอกข้าว่านางเป็นใคร”

     

            “เจ้าจะอยากรู้ไปทำไม?”

     

            กู่เชียนเยว่เชิดหน้าขึ้น“เจ้าบอกว่าข้าจีบสาวเก่งกว่าบุรุษอีกไม่ใช่หรือ ข้าจะไปจีบนาง!”

     

            นางซัดฝ่ามือออกไปด้านหน้าราวกับกำลังฝึกกระบวนท่าอะไรบางอย่างอยู่

     

            อันเจิงส่ายหน้าขบขัน “เจ้า...ความสามารถเจ้ายังไม่พอความสามารถแค่นี้จีบหญิงไม่ได้หรอก”

     

            กู่เชียนเยว่ไม่สนใจ “สาวงามในใต้หล้านี้เป็นของข้าทั้งหมด!”

     

            อันเจิง “...”

     

            เมื่อทั้งสองพูดถึงตรงนี้ด้านนอกก็มีคนสวมชุดขุนนางเดินเข้ามา หลังจากที่พวกเขาคุยกับผู้เฒ่าฮั่วเสร็จก็เดินมาทางอันเจิงอันเจิงมองไปจึงเห็นว่าคนพวกนั้นคือผู้ตรวจการสำนักวรยุทธ์ชาง

     

            “คุณชายอัน”

     

            หัวหน้าผู้ตรวจการยกมือขึ้นคารวะ“พวกเรามาเพื่อบอกข่าว วันมะรืนสำนักวรยุทธ์ชางจะกลับมาทำการทดสอบต่อจากครั้งก่อนท่านอย่ามาสายล่ะ”

     

            อันเจิงให้ตู้โซ่วโซ่วมอบเงินกับพวกเขา“ขอบคุณที่อุตส่าห์มาบอกข่าวถึงที่นี่ ลำบากพวกท่านแล้ว”

     

            ผู้ตรวจการส่ายหน้า“เงินพวกนี้เรารับไว้ไม่ได้ หากพวกเรารับไว้ เราก็ไม่ต่างจากคนที่เราเกลียด” หลังจากพูดจบพวกเขาก็ก้าวยาว ๆ จากไป

     

            อันเจิงรู้สึกได้ทันทีว่า สำนักวรยุทธ์ชางเป็นที่ที่เขาจะต้องเข้าไปให้ได้

     

            ขณะเดียวกันทางด้านเจ้ากรมพิธีการ

     

            ติงวู่มองคนที่อยู่ตรงหน้า“วันมะรืนสำนักวรยุทธ์ชางจะเริ่มทำการทดสอบอีกครั้งแล้ว พวกเจ้าต้องทำให้เหมือนมันถูกฆ่าโดยไม่เจตนาและให้เรื่องจบลงแค่นั้นอย่าให้เกิดเรื่องวุ่นวายอะไรตามมาอีก พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?”

     

            คนพวกนั้นพยักหน้า “ท่านใต้เท้าวางใจได้ผู้คนที่เข้าทดสอบในสำนักวรยุทธ์ชางต่างก็อยากเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตัวเองพวกเราเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เพียงแค่ให้สัญญากับเขานิดหน่อยเท่านั้นเองให้พวกเขาฆ่าคนแล้วไม่เกิดเรื่อง”

     

            “ใคร?”ติงวู่ถาม

     

            “หลางจิ้ง...คนที่อยากขึ้นมาเป็นที่รู้จักแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีพลังที่ใช้ได้เลยทีเดียว เราแค่เปิดประตูชี้แนะให้ เขาก็เดินเข้าไปโดยที่ไม่รู้ว่านั่นคือประตูนรก”

     

            ติงวู่ตอบกลับ “ข้ารู้จักคนคนนี้มันเป็นไอ้เด็กยากจนที่ไปท้าประลองกับสำนักต้าติงแต่กลับไม่มีใครสนใจไม่ใช่หรือคนคนนี้อยากเป็นที่ยอมรับของผู้คน หลอกใช้คนแบบนี้ดีที่สุด พวกเจ้าทำได้ไม่เลว ไปจัดการตามนี้เลยละกัน”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377