เว่ยเมิ่งเงยหน้าขึ้นดวงตาของเขาจ้องมองไปยังชายชราผู้คุมกฎ “ตำหนักเทวะตั้งอยู่ที่ใด?”
ชายชราเหลือบมองหลินปาและหยางหาน“เจ้าจะรู้ไปทำไม?”
“ข้าก็แค่คิดว่านางอาจจะเหนื่อย.....ขากลับข้าก็เลยคิดว่าจะไปรับนาง”
ชายชราลูบหนวดเคราอีกครั้งก่อนจะชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง“มุ่งหน้าไปยังทิศทางนี้ราวๆสองวันสองคืน......แต่ด้วยความเร็วของเจ้าคงใช้เวลไม่ถึงวันหรอกกระมั้ง?”
“มองหาภูเขาที่สูงตระหง่านเฉียดฟ้าราวกับอยู่เทียบเคียงกับสวรรค์...........ไม่เอาๆเอาเป็นมองหาภูเขาสูงๆที่มองดูแล้วน่าหมั่นไสแปลกๆนั้นแหละถ้าไม่มั่นใจเจ้าก็ปล่อยพลังสุมๆไป ถ้าลูกไหนใช่มันก็โผล่หน้าออกมาหาเรื่องเองนั้นแหละ”ชายชราผู้คุมกฎเอ่ยอย่างไร้ความรับผิดชอบ
เว่ยเมิ่งหรี่ตามองชายชราที่มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเว่ยเมิ่งประสานมือให้กับชายชรา “ขอบคุณผู้อาวุโส”
“หืม?” ชายชราแปลกใจที่เว่ยเมิ่งมีมารยาทแปลกๆ เพราะตั้งแต่ตนไปรังแกเจ้าเด็กนี่ตอนเด็กๆหลังเจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งขึ้นก็มักจะหาเรื่องแกล้งตนอยู่เสมอ
“เอ๊ะ!?” เว่ยเมิ่งเบิกตากว้างมองยังข้างหลังของชายชราชายชราผู้คุมกฎงุนงงหันตามไปมองตามเว่ยเมิ่ง เว่ยเมิ่งดวงตาสว่างวาบร่างกายขยับไปข้างๆชายชราอย่างรวดเร็ว ชายชราคล้ายรู้สึกหนาววาบ ในขณะที่จะขยับตัวหนีไปมือของเว่ยเมิ่งพลันจับเสื้อของชายชราไว้ก่อน
“เว่ยเมิ่งข้าเป็นสหายของปู่ของปู่เจ้าน่ะ!” ชายชราร้องเสียงหลง
เว่ยเมิ่งยิ้มอย่างอ่อนโยนแต่เป็นรอยยิ้มอันน่าหวาดเสียวในใจของชายชรา“เขาว่ากันว่าท้องฟ้าเหนือเมฆชั่งงดงามยิ่งนัก....ข้าก็เลยคิดจะตอบแทนคำแนะนำของท่านอย่างไงเล่า”
ชายชรากรีดร้องเสียงหลงชายชราสะบัดตัวหนีอย่างรุนแรงเพื่อหลบหนีการจับกุมครั้งนี้
“ฮาๆๆๆ”เว่ยเมิ่งขำท้องแข็งเมื่อเห็นชายชราหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อครู่เขาก็แค่หยอกชายชราเล่นเท่านั้นไม่ได้คิดที่จะลงมือโยนชายชราขึ้นฟ้าจริงๆแต่เมื่อเห็นว่าชายชราหายวับไปไกลแล้ว ดวงตาขี้เล่นเมื่อพลันเปลี่ยนไปสีหน้าเย็นชาราวกับจะแช่แข็งโลกทั้งโลกร่างของเว่ยเมิ่งแผ่บรรยากาศที่แม้แต่คนในระดับชนชั้นปรมาจารย์อย่างหลินปาและหยางหานยังไม่กล้าหายใจแรง
หลินปาและหยางหานคล้ายรู้สึกเหมือนอากาศหนักอึ่งขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดพวกมันแม้จะหายยังรู้สึกชั่งยากเย็นหลินปากัดฟันกรอดในขณะที่มันจะเอ่ยปากนั้นเองบรรยากาศหนักอึ่งทั้งหมดพลันหายไปในพริบตาพร้อมกับเสียงที่ดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อยของเว่ยเมิ่ง
“ไม่ไหวแฮะ.....ฝืนทำหน้าจริงจังแบบนี้ได้ไม่กี่วิจริงๆ”เว่ยเมิ่งเบ้ปากทำหน้าทะเล้นก่อนร่างของเขาจะหายไปในพริบตา
หยางหานและหลินปามองหน้ากันนี่เป็นครั้งแรกจริงๆที่พวกมันมีความคิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย.....
‘นี่ข้ามาทำอะไรที่นี่กันวะเนี่ย!!’
กลับมาที่ด้านของเสวี่ยฟางตอนนี้เธอกำลังนั่งกระดิกเท้าอย่างสบายใจเฉิบอยู่ในห้องรับรองของตำหนักเทวะย้อนกลับไปตอนที่ต้วนหมิงร้องมีสีหน้าตกใจเมื่อรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางปรมาจารย์หนุ่มมีสีหน้าลังเลแต่ก็กัดฟันเอ่ยเชิญนางขึ้นไปที่ยอดเขาเทวะ
เสวี่ยฟางฮัมเพลงในลำคอต่างกลับนกอ้วนสีฟ้าที่มีสีหน้ากระวนกระวายอันที่จริงเสวี่ยฟางไม่ได้มีความคิดที่จะเข้ามาในตำหนักเทวะแม้แต่น้อยความต้องใจแรกของนางคือตั้งใจมายั่วโมโหพวกลูกกระจ๊อกโง่ๆแล้วหนีไปและรอให้ตำหนักเทวะส่งลูกกระจ๊อกตัวโตกว่ามาจัดการนางและนางก็จะได้ไล่ทุบตีพวกมันอย่างพอใจ
และเมื่อลูกกระจ๊อกตัวโตโดนทุบตีแล้วตัวลูกกระจ๊อกตัวใหม่ที่เก่งกว่าเดิมก็จะโผล่มาอีกวนลูปไปเรื่อยๆ....น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าตำหนักเทวะไม่ได้หยิ่งและโง่พอที่จะลงมืออวดเบ่งอำนาจกลับนางตามสูตรนิยายที่มีตัวเอกข้ามมิติ....
ในขณะที่นางกำลังจินตนาการไปเรื่อยเปื้อยนกอ้วนสีฟ้าคล้ายเหมือนสัมผัสอะไรได้บางอย่าง มันรีบบินไปเกาะไหล่ของเสวี่ยฟางตอนนั้นเองสาวใช้นางหนึ่งเปิดประตูเข้ามา
“คารวะแม่นางตงฟาง.....นายท่านมีคำสั่งให้บ่าวมาเรียนเชิญท่านไปพบ”
เสวี่ยฟางเครงหัวไปมานางดันตัวขึ้นและเดินตามสาวใช้ไปด้วยรอยยิ้ม เสวี่ยฟางเดินตามสาวใช้มาถึงทะเลสาบแห่งหนึ่งทิวทัศน์ของทะเลสาบอย่างน่าเหลือเชื่อน้ำของทะเลสาบใส่สะอาดจนเห็นปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างเด่นชัดและหากเสวี่ยฟางดูไม่พลาดทะเลสาบเบื้องหน้าจะต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาอยู่แน่นอน
ข้างทะเลสาบยืนไว้ด้วยบุรุษวัยกลางคนที่สวมใส่ชุดสีขาวคนหนึ่งบุรุษคนนี้ไม่ได้ดูองอาจเช่นตงฟางหรงหรือดูยิ่งใหญ่เช่นจักรพรรดิชิงหากแต่บุรุษวัยกลางคนกลับบัณฑิตที่มากด้วยความรู้คนหนึ่งรอบกายของเขาแผ่ความรู้สึกแห่งปัญญา
“ทะเลสาบแห่งนี้คือหนึ่งในสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของตำหนักเทวะ”ชายวัยกลางคนเอ่ยลอยๆก่อนจะหันหน้ามามองเสวี่ยฟาง“มารดาของเจ้ามักจะชอบมาที่นี่บ่อยๆนางมักจะกล่าวว่านางรู้สึกผ่อนคลายที่สุดเวลาที่อยู่ที่นี่”
เสวี่ยฟางฟังคำพูดของบุรุษวัยกลางคนอย่างนิ่งเฉยนางพิจารณาบุรุษวัยกลางคนตรงหน้าและก็ได้ข้อสรุปมาข้อหนึ่ง ‘ไอ้บ้านี่คิดว่ากำลังเล่นหนังอยู่หรือไง?ทำเป็นพูดลอยๆและหันมามองแบบนี้คิดว่ามันเท่หรือไงหะ?’
จ้าวตำหนักเทวะเองก็กำลังพิจารณาเสวี่ยฟางอยู่ด้วยเช่นกันดวงตาของจ้าวตำหนักมองใบหน้างดงามของเสวี่ยฟางอดีตมาบางส่วนคล้ายแวบขึ้นมาในความคิดแต่ก็หายไปในพริบตา สาวใช้โค้งคำนับก่อนจากไปบรรยากาศตอนนี้ระหว่างทั้งสองคนเงียบเชียบอย่างขนลุกหากมีคนอยู่ที่มีพวกมันคงอึดอัดแทบตายกับความเงียบระหว่างบิดาและบุตรีคู่นี้
เสวี่ยฟางยิ้มอย่างเฉยชาในขณะที่จ้าวตำหนักเทวะมีสีหน้าที่เรียบเฉยความเงียบระหว่างทั้งสองกินเวลาไประยะหนึ่งและในที่สุดจ้าวตำหนักเทวะก็เอ่ยปาก “กลับไปซะ........ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของเจ้า”
“งั้นท่านก็ควรจะไปบอกพวกคนในตระกูลของข้ามากกว่ากระมั้ง?หากไม่ใช่เพราะพวกมันส่งเจ้านกอ้วนน่าตายนี่มากรอกหูของข้าทุกวันข้าคงไม่เสียเวลาเจียดตัวมาเหยียบสถานที่บ้านนอกแบบนี้หรอก”เสวี่ยฟางกล่าวยิ้มและชี้ไปทางนกอ้วนสีฟ้าที่กำลังตัวสั่นดิกๆอยู่บนไหล่ของนาง
“ตระกูลฝานล่มสลายไปแล้วต่อให้เจ้าที่มีสัตว์วิเศษระดับแก่นแท้ปรากฏตัวขึ้นมาก็ไม่สามารถสร้างรากฐานของตระกูลขึ้นมาใหม่ได้แน่นอน.....ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการแก้แค้นอำนาจของตระกูลต้วนในขณะนี้ทรงพลังมากกว่าแต่ก่อนนัก”
“นี่ๆข้าจำได้ว่าข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าที่ข้ามาแค่มาทักทายเท่านั้น? ส่วนเรื่องกอบกู้ตระกูลฝานอะไรนั้น...โทษทีเหอะข้าไม่ได้คิดจะทำเลยซักนิด” เสวี่ยฟางยักไหล่นางยอมรับฟังคำขอร้องของตระกูลฝานก็จริงแต่นางไม่ได้รับปากเลยซักนิดว่าจะรับบทนางเอกประจำนิยายมากอบกู้วงศ์ตระกูลอะไรประมาณนั้น
จ้าวตำหนักเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจในคำตอบเดิมที่มันคิดว่าบุตรสาวตรงหน้าคงมีปณิธานแรงกล้าไม่แพ้มารดาที่จะต้องนำตระกูลกลับไปสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้งหรือไม่ก็คงหวังที่จะกลับมาอาศัยฐานะของบุตรสาวจ้าวตำหนักตำหนักเทวะเพื่อผลประโยชน์บางอย่างแต่ดูจากท่าทางของนางตอนนี้แล้ว ท่าทางนางจะไม่ได้ใส่ใจตำหนักเทวะเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นก็จงไสหัวไปตำหนักเทวะไม่ใช่สถานที่ๆคนอย่างเจ้าคู่ควรแม้กระทั้งจะหายใจ” เสียงสตรีที่ฟังดูทรงอำนาจดังขึ้นอย่างกะทันหันเสวี่ยฟางหันไปมองก็เห็นสตรีวัยกลางคนกำลังเดินมาข้างหลังของนางเดินตามมาด้วยชายหนุ่มที่มีสีหน้าเย็นชาและหยิ่งผยองอย่างน่าเหลือเชื่อ
นี่คือต้วนฮูหยินสตรีที่ทรงอำนาจทึ่สุดในตำหนักเทวะแห่งนี้ส่วนชายหนุ่มที่เดินตามหลังมาก็คือบุตรชายคนโตต้วนหลงฉี
เสวี่ยฟางยังมีสีหน้าเรียบเฉยแม้กระทั้งในตอนที่ต้วนฮูหยินเดินเข้ามาใกล้ทว่าเมื่อต้วนหลงฉีเดินเข้ามานางกลับขมวดคิ้วเช่นเดียวต้วนหลงฉีที่มีสีหน้าชะงักค้าง
พริบตานั้นเองท้องฟ้าที่โปร่งใส่พลันดำมืดด้วยเมฆสีดำเสียงคำรามขออัสนีบาตดังไปทั่วทุกหนแห่ง ร่างของต้วนหลงฉีคล้ายถูกห่อหุ้มด้วยหมอกสีดำหมอกสีดำนั้นเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตพวกมันไหลเวียนมาร่วมกันจนกลายเป็นศีรษะของมังกรสีดำตนหนึ่งมังกรทมิฬคำราวอย่างดุร้ายไปทางเสวี่ยฟาง แรงคำรามของรุนแรงเสียจนกำเนิดเป็นรูปร่างพุ่งไปยังเสวียฟาง