มันมาอีกแล้วเหรอ
ผมคิดในใจจำเสียงชายผู้นี้ก่อนที่จะเหลียวไปมองด้วยซ้ำภาพที่ปรากฏตรงหน้าซ้อนทับกับความทรงจำเดิมไม่ผิดเพี้ยนหนก่อนที่งานพบปะสังสรรค์กลุ่มปฏิรูปไทยใหม่มันก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างผมกับธรณีทั้งที่มีที่ว่างตั้งมากมาย
“อ้าวสหายมาได้ไง” ธรณีทักเมื่อหันไปดูข้าง ๆ มันสวมเสื้อสูทตัวเก่งไม่เข้ากับบรรยากาศสบาย ๆ โดยรอบแม้แต่น้อย
“ต้องถามท่านต่างหากสำหรับเราที่นี่ก็เหมือนห้องรับแขกหลังบ้าน...ใช่มั้ยจ๊ะสาว ๆ”
“แน่นอนค่ะ”หญิงทั้งสองคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงแววตาดูเปล่งประกายเมื่อเห็นหน้าตาอันหล่อเหลาของชายผู้นี้แถมมันยังแกล้งถอดเสื้อนอกโชว์เสื้อเชิ้ตที่รัดติ้วเผยให้เห็นกล้ามอกและหน้าท้องอันบึกบึน น่าหมั่นไส้ชะมัด
“อ้าวสวัสดีประชา” สหายหันมายิ้มให้ผม ทั้งที่อุตส่าห์ปิดปากเงียบ ผมเลิกคิ้วส่ง ๆเป็นคำทักทาย
“อ้าวท่านสามคนรู้จักกันมาก่อนเหรอค่ะ” หญิงผมทองที่ชื่อม่านหมอกจ้องพวกเราสลับกันไปมา
“พวกเราทำงานอยู่ที่เดียวกันครับลองเดาดูซิว่าที่ไหน บอกใบ้ให้ว่าเป็นสำนักข่าวที่เจ๋งที่สุดในประเทศเพราะเขาคัดทั้งหน้าตา แล้วก็ความสามารถ”
“ซัมนิวส์ค่ะ” สองสาวตอบเสียงดังอย่างพร้อมเพรียงเล่นด้วยเฉย พวกเธอเองก็รู้คำตอบอยู่แล้วจากข้อมูลในเครื่องเอวีเอสอีที่สวมอยู่สถานที่ทำงานเป็นข้อมูลพื้นฐานในโพรไฟล์ของทุกคนม่านหมอกแม้ไม่ได้สวมหูตาวิเศษก็รู้จากการคุยกับพวกเราเมื่อครู่นี้
“เก่งจังเลยครับ”สหายยิ้มอย่างร่าเริง แล้วยกแก้วเครื่องดื่มของตนขึ้นมาชนกับคนอื่นทั้งโต๊ะผมจำใจต้องร่วมวงเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
“ท่านมางานคนโสดด้วยเหรอปกติเห็นไม่ชอบใคร ทำแต่งาน” ชายหน้าหล่อแอบกระซิบถามธรณีระหว่างที่หญิงสาวสองคนกำลังง่วนกับการเติมเครื่องดื่มของตนเอง
“ก็หาข้อมูลนโยบายกระทรวงทรัพยากรมนุษย์เหมือนที่เราบอกในที่ประชุมเมื่อวันก่อนไง” เพื่อนตอบเสียงเบาพอที่จะไม่ทำให้คนอีกฝั่งของโต๊ะได้ยิน
จู่ ๆก็มีหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายตราชั่งน้ำหนักโบราณติดล้อเลื่อนเข้ามาหาโต๊ะพวกเรามีถาดอาหารที่มีขนมหวาน กับผลไม้สามสี่อย่างวางด้านบนสุดตัวนี้รูปร่างต่างจากหุ่นยนต์เสิร์ฟของร้านสตรีทฟู้ดไดโรม่อน ผมเดาว่าการที่มันไม่มีรยางค์แขนก็เพื่อลดความเทอะทะจะได้เคลื่อนไหวแทรกตัวผ่านฝูงชนได้คล่องแคล่ว และอาจประหยัดพลังงานได้มากกว่าเมื่อมันเข้ามาประชิดพวกเราฝาครอบพลาสติกใสด้านบนที่มีไว้ป้องกันก็เปิดออก
“ของที่ท่านสหายสั่งได้แล้วจ้ะ”หุ่นยนต์บอก เป็นเสียงผู้หญิงที่ฟังดูไพเราะ
“ขอบใจมาก”ชายหน้าหล่อปลดตัวล็อกกันหก แล้วยกอาหารในถาดมาวางทีละอัน“เราเห็นว่าพวกท่านยังไม่ได้สั่งของหวานกัน เลยจัดมาสักหน่อยเต็มที่เลยนะทุกคนไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณมากค่ะน่ากินมากเลย” ไลล่าปรบมือเบา ๆแล้วใช้ส้อมจิ้มขนมที่มีลักษณะคล้ายกล้วยทอดราดซอสสีเหลือง ไปกัดคำหนึ่งแล้วยิ้มระรื่น เหมือนดีใจได้ขึ้นสวรรค์ “อร่อยสุด ๆ ไปเลยค่ะ”
ม่านหมอกชิมตามแล้วก็มีสีหน้าสุดยอดไม่ต่างกัน เห็นได้ชัดว่าโอเวอร์แอคติงเพื่อเรียกความสนใจจากหนุ่มหล่อ สุ้มเสียงที่เขาดัดให้นุ่มลื่นนั้นชวนให้เลี่ยนหูพิลึก ผมได้แต่มองบนทักษะจีบหญิงของสหายนี้แพรวพราวสมคำร่ำลือ ทั้งลีลาการพูด และความใจป้ำผมขอเป็นคนเดียวในโต๊ะอาหารที่ไม่แตะต้องอะไรก็ตามที่เกี่ยวโยงกับชายผู้นี้
“ท่านเคยรีวิวสินค้าอะไรบ้างแอบบอกเราได้ไหม หรือว่าเป็นความลับ”สหายโพล่งถามหญิงสาวผมน้ำตาล
“หลายอย่างค่ะเสื้อผ้า เครื่องสำอาง กระเป๋า รองเท้า ขาตั้งกล้อง สมาร์ตโฟน”ไลล่าไล่ชื่อต่อเป็นสิบกว่าอย่าง ก็ยังไม่จบ
“เดี๋ยวๆ” สหายยกมือเบรก “บอกว่าไม่เคย รีวิวอะไรน่าจะง่ายกว่านะ”
ไลล่าหัวเราะชอบใจผมเห็นแล้วหงุดหงิด ไม่มั่นใจว่าเพราะอิจฉาตาร้อนหรือไม่รู้ซึ้งเลยว่าข้อมูลจากเครื่องเอวีเอสอีทำให้เขาได้เปรียบสุด ๆเหมือนเป็นผู้เล่นที่ขี้โกงในเกมเอาชนะใจคนในขณะที่ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมการรีวิวสินค้าถึงเป็นความลับ
ระหว่างที่สหายพูดกับสองสาวสลับไปมาผมแอบก้มหน้าหาข้อมูลอาชีพของเธอโดยใช้สมาร์ตโฟน ไอรินช่วยสรุปมาให้สั้น ๆ
{ “อาชีพรีวิวเวอร์ (Reviewer) เกิดขึ้นจากการที่ตัวเลือกสินค้าในตลาดมีมาก แต่ผู้คนมีเงินจำกัดไม่สามารถซื้อมาทดลองใช้เองได้ทั้งหมดเนื่องจากหลักเกณฑ์สำคัญที่อาชีพนี้ยึดถือคือความโปร่งใสและความเป็นกลาง ปัจจุบันจึงใช้วิธีสุ่มเลือกผู้รีวิวจากในคลังของคนที่สมัครมาทำอาชีพนี้ ภายใต้การกำกับดูแลของตัวกลางซึ่งก็คือหน่วยงานหนึ่งของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค”ไอรินตอบเป็นข้อความ ยังไม่ค่อยเข้าใจแจ่มแจ้ง ผมจึงพิมพ์ถามต่อไปเอไอยกห้าเหตุผลมาขยายความคำว่าโปร่งใสของนักรีวิว
1. ใครมาสมัครก็ได้ แต่ต้องแฝงตัวในร่างอวาตารตลอดเวลา แม้ในคลิปวิดีโอที่รีวิว จากนั้นก็เลือกสินค้าหมวดที่จะรีวิว หรือเลือกว่าเคยใช้อะไรบ้าง
2. จะมีการสุ่มอวตารให้ไปรีวิวสิ่งนั้น ระบบทำงานอัตโนมัติโดยไม่มีมนุษย์คนใดรับรู้ รายได้เป็นตามค่าตอบแทนที่ควรได้รับจะถูกโอนให้อวตารโดยอัตโนมัติ สินค้าแต่ละอย่างเอกชนสามารถจ้างนักรีวิวกี่คนก็ได้
3. องค์กรโปร่งใสเพราะเป็นองค์กรรัฐ จะควบคุมระบบโดยรวมแต่ต้องมีการประเมินความน่าเชื่อถือ โดยการให้คะแนนนักรีวิว ว่าตรงกับใจของลูกค้าแค่ไหนใน4 ระดับ ทำให้เกิดการทำเป็นอาชีพได้ และนักรีวิวจะได้รับสินค้านั้นไปเลยหรือร่วมจ่ายได้สูงสุด 50% (การขนส่งสินค้าเป็นความลับ)
4. ลำดับชั้นหรือแรงก์ของนักรีวิวจะกำหนดโอกาสอัตราการสุ่มได้ แต่อัตราการสุ่มได้ต่ำสุดต้องไม่น้อยกว่า 0.1% }
“ท่านเก่งจริงๆ เรานับถือเลย” สหายยกนิ้วให้ไลล่าผมมัวแต่ดูจอมือถือทำความเข้าใจรายละเอียดอันซับซ้อนของอาชีพนักรีวิวเลยไม่รู้ว่าชมชื่นเรื่องอะไร
“ท่านเองก็เก่งเหมือนกันรอบรู้หลายเรื่องเลย” ม่านหมอกชื่นชม แววตาสุกใสอย่างปลื้มปีติ ผมได้แต่นิ่วหน้าแปลกใจที่ทั้งสองสาวเหมือนถูกชายผู้นี้สะกดอย่างอยู่หมัดมันก็แค่คนหล่อจอมโอ้อวดผู้มีคารมเป็นต่อเท่านั้นแหละ
“โอ๊ยไม่ขนาดนั้นหรอก” สหายสั่นศีรษะ เดาไว้แล้วว่ามันต้องปฏิเสธตามสไตล์สุภาพบุรุษ “ต้องเพื่อนเราคนนี้เก่งทุกเรื่องของจริง”
ชายหน้าหล่อหันไปยักคิ้วให้ธรณีเป็นเชิงส่งไม้ต่อ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ ทำราวกับว่าผมเป็นส่วนเกินเหมือนก้อนหินตั้งนิ่ง ๆ บนเก้าอี้ ไร้คนเหลียวแล จากนั้นเพื่อนผมก็เก็บข้อมูลประชาพิจารณ์ด้วยตนเองต่อ
“ท่านคิดว่าถ้าเสริมการเปิดเผยประวัติครอบครัวจะลดปัญหาการหย่าร้างได้ไหม? แบบว่า...รู้ล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายมีนิสัยใจคอยังไงตั้งแต่ก่อนที่จะคบกันไม่ต้องรอให้เกิดขึ้นจริงแล้วค่อยปรับตัว”
“ก็น่าจะได้มั้งค่ะ”ไลล่าท่าทางไม่มั่นใจ
“ได้ข่าวว่าพรรคนกเงือกจะเอากฎหมายครอบครัวเป็นหนึ่งกลับมาเสนออีก กฎหมายโคตรโบราณเลย”สหายแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย อาจจะเตี๊ยมกันมาแล้ว ผมรู้แค่คร่าว ๆ ว่ากฎหมายนี้ทำให้การหย่าร้างยากขึ้น มีหลายขั้นตอน ทั้งผ่านการประเมินของจิตแพทย์ผ่านการพูดกับนักกฎหมาย และยังต้องรอระยะเวลาอย่างน้อยสามเดือนแม้ว่าก่อนหน้านี้คู่ครองจะทะเลาะรุนแรงถึงขั้นตบตีกันก็ตามผมไม่กล้าฟันธงว่าดีหรือไม่ คงต้องพิจารณารายละเอียดเป็นข้อ ๆ
“ถ้านกเงือกไม่รักเดียวใจเดียวก็ต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนสัญลักษณ์แล้วล่ะค่ะ” หญิงสาวผมบลอนด์พูดแล้วขำมุขตนเอง
ผมไม่อยากทนฟังต่อผ่านมาแค่สิบนาทียังอึดอัดเพียงนี้ ผมถอยเก้าอี้ขยับตัวเตรียมตัวลุก
“เราขอตัวไปจิบไวน์รับลมชมวิวก่อนนะ”ผมบอกคนในวง ส่วนหนึ่งก็เบื่อหน่ายบทสนทนาที่วนเวียนซ้ำซากอยู่กับเรื่องการเมืองแต่อีกส่วนที่สำคัญกว่าคือ ผมเหม็นขี้หน้าชายหน้าหล่อ ขืนอยู่ต่อไปจะยิ่งหงุดหงิดแถมมันยังขโมยแสงสปอตไลต์ไปจนหมด จะหาว่าแพ้แล้วพาลผมก็ไม่แยแส
“ตามสะดวกเลยจะกลับเมื่อไหร่ก็บอกมาแล้วกัน”ธรณีกล่าวแล้วเบือนหน้าหนีจากผมไปหาหญิงสาวที่ถูกสัมภาษณ์ส่วนสหายไม่แม้แต่จะชายตามอง
ในที่สุดก็หลุดพ้นจากวงสนทนาที่น่ารำคาญมาได้ผมเดินทอดน่องไปชมวิวบนระเบียงแคบ ๆ ซึ่งยื่นพ้นจากตัวอาคาร เงยหน้ามองแสงดาวจาง ๆบนท้องฟ้าที่ถูกกลบด้วยแสงไฟในเมือง ผิวหนังผมปะทะลมพัดโกรกเย็นสบายนำพากลิ่นหอมหวนของดอกไม้สังเคราะห์ที่ประดับบนหญ้าเทียมลอยขึ้นมาแตะจมูกรู้ทีหลังว่าเขาไม่ปลูกดอกไม้จริงเพราะดูแลรักษาง่ายกว่าและปรับกลิ่นให้แรงขึ้นได้ตามใจกลิ่นดอกลำดวนที่ปรับความเข้มมาอย่างพอเหมาะทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง
{ ผมลองตระเวนไปรอบ ๆ งานเข้าไปดูบริเวณภายในตัวอาคารที่ผู้คนหนาแน่นจนเกือบเบียดเสียดกันทดลองนั่งเก้าอี้อาร์มแชร์ในโซนเลานจ์มันยกลอยตัวเหนือพื้นดินได้เล็กน้อยด้วยแรงแม่เหล็ก ไม่รู้จะทำมาทำไมแทนที่จะผ่อนคลายขึ้น กลับเสียวเกร็งกลัวตกมากกว่าคล้ายกับความรู้สึกตอนยืนบนกระดานโฮเวอร์บอร์ด ม่านโปร่งแสงที่ปลิวพลิ้วไหวตามลมถูกออกแบบให้รู้สึกเหมือนลอยล่องในอวกาศผมมองลอดม่านไปเห็นธรณีกับสหายยังคุยกับหญิงสาวทั้งสองอย่างมีชีวิตชีวาดูสนุกสนานจนเริ่มไม่แน่ใจว่าแค่หาข้อมูลหรือเกินเลยไปถึงสานสัมพันธ์ส่วนตัวกันแน่
เครื่องดื่มแปลกตาแต่หรูหราวางอยู่เต็มบาร์ไม่มีบาร์เทนเดอร์ที่เป็นมนุษย์หรือแอนดรอยด์ยืนคุม ผู้คนเยื้องย่างเข้ามาสั่งด้วยการแตะบนจอสัมผัสเบื้องหน้าผมทดลองสุ่มแตะเลือกค็อกเทลสักอัน ชื่ออ่านยากจนผมไม่ใส่ใจ ชั่วอึดใจต่อมาเครื่องดื่มสีฟ้าเขียวที่ดูราวเปล่งประกายเรืองแสงก็ถูกรินใส่แก้วทรงสูงแล้วเลื่อนออกมาอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ผมเลือกเก้าอี้ตัวเปล่าที่ปลีกวิเวกอยู่มุมห้องขี้เกียจเข้าไปพูดคุยกับใคร นั่งฟังดนตรีจังหวะสนุกสนานของดีเจ ผสานกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่คลอเคล้าในบรรยากาศ
ผมสะดุดตาหนุ่มใหญ่ที่กำลังสนทนากับหญิงชราซึ่งนั่งห่างจากผมไปสามเมตรเอะใจว่าทำไมหลานจึงพาคนรุ่นปู่ย่ามาเที่ยวในสถานที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้พอคิดได้ยิ่งประหลาดใจขึ้นไปอีก พวกเขาสองคนกำลังเดทกันนี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าคนทุกวัยมีความต้องการทางเพศได้ ถึงจะเสื่อมถอยตามกาลเวลาแต่มันก็ไม่หายไปอีกทั้งยังฟื้นฟูกลับมาด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยียุคนี้ผมไม่อยากจินตนาการว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไปลงเอยที่ไหนจะถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ไม่อาจก้าวล่วงรสนิยมส่วนตัวของทั้งคู่ได้ถ้ามันช่วยให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกเหงาก็เพียงพอ }
ผมจิบเครื่องดื่มสีฟ้าขณะคิดล่องลอยเรื่อยเปื่อยรสชาติที่พิสดารกึ่งหวานกึ่งขมช่วยทำให้ตื่นตัว และฟื้นฟูพลังใจระดับหนึ่ง
“ประชารึเปล่าค่ะ” เสียงอ่อนหวานสดใสดังขึ้นด้านหลัง
ผมหันไปมองหญิงสาวผมสั้นสีแดงวัยยี่สิบต้น ๆ แม้ว่าจะแต่งหน้าจัดดูสวยขึ้นเป็นคนละคนแต่ก็จำเอวคอดที่บอบบางของอีกฝ่ายได้ ผมสัมภาษณ์เธอที่เวทีการปราศรัยของพรรคอัตตาในตอนนั้นเธอกำลังค้นหาตัวเอง และอยากเป็นนักข่าวรอบนี้เธอสวมเสื้อสายเดี่ยวเอวลอยเปิดแผ่นหลังคู่กับกางเกงยีนขายาวเอวต่ำที่มีลายแถบสีสะท้อนแสงพาดเป็นทางยาวจนถึงข้อเท้า
“คุณคือเอ่อ...” สมองผมทำงานอย่างรวดเร็ว แต่ชื่อก็ติดอยู่ที่ปลายลิ้น
“เกรซี่ค่ะ”
“ขอโทษครับที่จำท่านไม่ได้” ผมยิ้มแหยแบบรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรค่ะ”เกรซี่ยิ้มกลับมาอย่างเป็นมิตร “ขอนั่งด้วยได้ไหม”
ผมพยักหน้าจากนั้นหญิงสาวก็หย่อนตัวลงบนเก้าอี้ตรงข้ามความทรงจำช่วงที่ผมไปเวทีปราศรัยพรรคอัตตาเริ่มปะติดปะต่อภาพปรากฏชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“ตอนนี้ท่านยังสนใจงานข่าวอยู่ไหม”ผมถามเธอเป็นประโยคแรก จำได้ว่าเธออยากเป็นนักข่าว
“แน่นอนสิ”หญิงสาวฉีกยิ้ม “นี่ เราได้นักข่าวการเมืองแล้วนะ”
“จริงเหรอดีใจด้วยนะ” ผมกล่าวมีแวบหนึ่งที่นึกเปรียบเทียบกับตัวเองที่ทำงานมาสี่เดือนยังไม่ก้าวหน้า
พวกเราพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบเกี่ยวกับหน้าที่การงานต่อสักพักหนึ่งเธอยังพูดคุยสนุก และเป็นกันเองเช่นเคย ผมเคยได้ยินชื่อบริษัทพฤฒธานิวส์ (PhruthaNews) ของเธออยู่บ้าง เป็นสำนักข่าวเล็ก ๆอันหนึ่งที่เน้นทำข่าวในจังหวัด พวกเราคุยกันอย่างถูกคอนานเป็นสิบนาทีผิดกับวงสนทนาก่อนหน้าลิบลับอาจเพราะเกรซี่เองก็ไม่สวมเครื่องเอวีเอสอีทำให้การโต้ตอบไหลลื่นเป็นธรรมชาติ
“แล้วคู่หูของท่านล่ะเป็นยังไงบ้าง” เกรซี่น่าจะหมายถึงอิสรา
“ก็สบายดี”ผมแสยะยิ้ม แน่นอนว่าโกหก
“พวกท่านสองคนไม่ได้เป็นแฟนกันใช่ไหม”สายตาเธอประสานกับผม ใบหน้าแดงระเรื่อ ไวน์แดงที่เธอพกมาด้วยคงสำแดงฤทธิ์
คำถามนี้ทำเอาผมจุก