ค่ำคืนแห่งความรื่นเริงกำลังเริ่มต้นขึ้น ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมเพื่อถวายความสำราญให้ฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์พอพระทัย ขันทีนางกำนัลวิ่งวุ่นจัดการตรงโน้นตรงนี้ให้เป็นระเบียบ ในขณะที่ขุนนางพูดคุยกันเรื่องผู้ชนะในงานล่าสัตว์ครั้งนี้กับเทศกาลเฉลิมฉลองอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
หยางเสวี่ยเฟยนึกถึงคำพูดของมู่หรงเซียวที่บอกว่าระหว่างฮ่องเต้ออกล่าสัตว์กับเชื้อพระวงศ์มีคนร้ายลอบโจมตี พลันคิดว่าบางทีครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ย่อมนับได้ว่าเป็นเรื่องดีแล้วที่ทุกคนปลอดภัย
ดวงตาสีดำขลับมองไปข้างหน้าเห็นหลี่หมิงฮ่าวที่ไม่อาจหลุดพ้นจากองค์หญิง ได้แต่ส่ายหน้าพลางคิดในใจว่าคงต้องช่วยเหลือด้วยวิธีอื่นแล้วกระมัง
“เซียวเหยา” หยางเสวี่ยเฟยถามมือขวาที่ตรวจตราอยู่ข้างกาย “เหตุใดองครักษ์ฝ่าบาทจึงอยู่ที่นี่ ถึงเวลาเปลี่ยนผลัดกันแล้วหรือ” เจ้าตัวชี้ไปที่มุมหนึ่งของงานพาลรู้สึกว่าคนผู้นั้นทำตัวน่าสงสัย
“แปลกยิ่งนัก” เดิมทีองครักษ์อารักขาในช่วงเวลากลางคืนมักจะเป็นคนกลุ่มเดิมและหากมีการเปลี่ยนแปลงอันใด หัวหน้าองครักษ์มีหน้าที่แจ้งความคืบหน้าแก่หน่วยซิงอวี่เพื่อเตรียมแผนรับมือเหตุไม่คาดคิด
หยางเสวี่ยเฟยมองไปรอบตัวเพื่อหาร่องรอย แม้ทุกอย่างเบื้องหน้าดูปกติดีแต่สัญชาตญาณของเขากลับบอกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจึงส่งสัญญาณให้หลี่หมิงฮ่าวได้รู้ตัวและรับผิดชอบพื้นที่ตรงนี้ ก่อนจะสั่งให้เซียวเหยาจับตามององครักษ์ผู้นั้นแล้วรีบไปยังตำหนักรับรองของฮ่องเต้ทันที
ระหว่างทางพบว่าหน่วยอารักขายังคงทำหน้าที่เช่นเดิม กระนั้นไม่อาจวางใจได้เพราะเลยเวลาที่ฮ่องเต้และเหอกุ้ยเฟยต้องมาถึงท้องพระโรงแล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใดแจ้งความล่าช้าจึงเร่งฝีเท้าไปยังจุดหมาย
ใครเล่าจะรู้ว่ากองกำลังฝ่ายกบฏแฝงตัวเข้ามาในเมืองชางตั้งแต่หนึ่งปีก่อน สลับสับเปลี่ยนคนของเจ้าเมืองชางเป็นฝ่ายของตนเองแล้วแฝงตัวอยู่ในนั้น แยกย้ายกันทำงานตามตำแหน่งหน้าที่ของตนโดยไม่มีผู้ใดสงสัย
กองรบที่สิบเป็นทัพทหารเพียงหน่วยเดียวที่ประจำการทางพื้นที่ตอนใต้อันกว้างใหญ่ของแคว้นฉินหมิง ต่างจากกองทัพในส่วนอื่น ๆ ของแคว้นที่แยกเป็นกองรบที่หนึ่งถึงเก้า
แม่ทัพหลี่เป็นผู้นำกองทัพและรองแม่ทัพอีกสี่คนควบคุมทหารในปกครองให้อยู่ในระบบระเบียบ และเพราะเป็นกองกำลังของฮ่องเต้ เขาจึงวางใจให้หลี่หมิงฮ่าวและหยางเสวี่ยเฟยประจำการอยู่ที่เมืองหลวงเยว่จวน ส่วนรองแม่ทัพสามคนที่เหลือปักหลักที่ชายแดนทางใต้ระหว่างฉินหมิงกับคุนหลัน
ดังนั้นงานคุ้มกันเชื้อพระวงศ์ที่เดินทางมายังตอนใต้จึงเป็นหน้าที่ของรองแม่ทัพสามคนนั้น แต่เพราะสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีของแคว้นคุนหลันที่มีการรบราภายใน รองแม่ทัพทั้งสามจึงไม่อาจละเว้นหน้าที่เดิมได้
ฝ่ายแม่ทัพหลี่และรองแม่ทัพหยางจึงจำเป็นต้องเดินทางร่วมขบวนเสด็จครั้งนี้ ทำให้ฮ่องเต้คลายความกังวลไปมากเพราะเชื่อในฝีมือและความซื่อสัตย์ที่จะปกป้องตัวเขาและเชื้อพระวงศ์อย่างสุดความสามารถ
แผนที่กบฏวางไว้จึงล่มไม่เป็นท่าเพราะหนึ่งในองครักษ์ที่แฝงตัวมาส่งข่าวเตือน จำต้องยกเลิกไปหลายสิ่งหลายอย่างเพราะหากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว ตัวตนของทุกคนคงถูกกระชากออกมาตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองชาง
หยางเสวี่ยเฟยมาถึงหน้าพระตำหนักรับรองแล้วแต่ยังไม่บุ่มบ่ามเข้าไป คอยสังเกตรอบข้างเพื่อความแน่ใจเสียก่อนพลันได้เห็นว่าหัวหน้าองครักษ์ยังประจำการอยู่อีกทาง
ขันทีจำนวนหนึ่งถือโคมไฟส่องทางเดินมาพร้อมนางกำนัลที่เจ้าเมืองชางส่งมาอำนวยความสะดวกเหมือนที่ทำทุกวัน
ฮ่องเต้และเหอกุ้ยเฟยออกมาจากพระตำหนักรับรองพร้อมองครักษ์มือขวาสองคน สายตาคมกริบของหยางเสวี่ยเฟยเห็นได้ว่าแสงวูบไหวในโคมไฟที่ขันทีกำลังถือมีเงาของบางสิ่งซ่อนอยู่ภายใน
ครั้นเสียงผิวปากของชายหนุ่มดังขึ้น องครักษ์ประจำพระองค์รีบเข้าประชิดกันฮ่องเต้และกุ้ยเฟยไปทางด้านหลังทันที ปลายดาบจ่อไปทางข้างหน้ากันไม่ให้พวกขันทีนางกำนัลเข้าใกล้ก่อนที่ใครบางคนในหมู่ขันทีจะเปิดเผยตัวเอง แล้วส่งสัญญาณให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ว่าแผนการถล่มให้ราบได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
คืนนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แต่พวกเขามั่นใจเต็มสิบส่วนว่าต่อให้กองรบที่สิบเก่งกาจมากเพียงใด องครักษ์วังหลวงจะมีฝีมือมากแค่ไหน ก็ไม่อาจสู้กับคนของตัวเองที่แฝงเข้ามาเป็นทหาร ขันทีและนางกำนัลกว่าครึ่งค่อนเมืองได้
“ผู้ใด!” ฮ่องเต้ตะโกนลั่น เหลือบมองคนที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังขันทีคนสุดท้าย
“กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ เสด็จลุง” โจวหลี่เจี๋ย บุตรชายของอ๋องหลวนซานที่ถูกเนรเทศออกนอกเมือง ผ่านไปสิบกว่าปีเติบโตขึ้นมากนักจนเขาจำไม่ได้ หากแต่ใบหน้าคลับคล้ายคลับคลาผู้เป็นบิดาจึงพอเดาได้ว่าเป็นใคร
“หลี่เจี๋ย สายเลือดกบฏเช่นนั้นเองหรือ” เขาไม่แยแสคนที่เคยคิดฆ่าล้างเชื้อพระวงศ์ เวลานั้นไว้ชีวิตเพราะเห็นว่ายังเป็นเพียงเด็กน้อยอายุไม่ถึงห้าขวบ ด้วยไม่อยากให้วังหลวงเปื้อนเลือดคนบริสุทธิ์ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอสุดท้ายวกกลับมาฉก
“เฮอะ…” ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบสามแสยะยิ้มจดจำได้ทุกความลำบาก เขาเชื่อว่าบิดาของตนถูกใส่ร้าย ได้รับโทษประหารอย่างไม่ยุติธรรม คนอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ต้องระหกระเหินไปที่ทุรกันดารเพราะคำสั่งเนรเทศ “ป่านนี้แล้วเสด็จลุงยังไม่ทรงยอมรับอีกหรือว่าทรงกระทำสิ่งใดผิดพลาดไป”
“สิ่งที่ข้าทำล้วนคือความถูกต้อง” ฮ่องเต้ประกาศกร้าวพลางจับมือเหอกุ้ยเฟยเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงว่าคนรักจะถูกลูกหลง “บิดาเจ้าคิดการใหญ่ร่วมมือกับขุนนางทรราช คิดล้มล้างราชวงศ์ หลักฐานเหล่านั้นมีมากมายนักแต่เจ้ากลับไม่เชื่อ นับว่าโง่เง่าเสียชาติเกิดยิ่งนัก”
โจวหลี่เจี๋ยส่ายหน้ารู้อยู่แล้วว่าไม่มีวันได้ยินสิ่งที่ต้องการจึงไม่รอช้าสั่งให้คนของตนเองเข้าปะทะทันทีแต่ถูกองครักษ์อีกฝ่ายกันเอาไว้เขาจึงหยิบพลุไฟออกมาพลางทำทีข่มขู่ให้คนตรงหน้านึกกลัวขึ้นมาบ้างว่ากำลังเล่นกับผู้ใดอยู่
“น้องสาวของข้า องค์หญิงเยว่หลิงงดงามยิ่งนัก” ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่แววตาน่ากลัวจนทำให้เหอกุ้ยเฟยสั่นระริก “เสด็จพี่ ลูกของเรา…”
“แม่ทัพหลี่คอยคุ้มกันลูกของเราอยู่ เจ้าอย่าได้กังวล” ฮ่องเต้เชื่อใจว่าแม่ทัพกองรบที่สิบปกป้องนางได้
“เสด็จลุงทรงเชื่อมั่นในฝีมือของทหารเกินไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ไม่ทรงรู้ใช่หรือไม่ว่าคืนนี้ทหารเมืองชางครึ่งหนึ่งเป็นคนของกระหม่อม” โจวหลี่เจี๋ยเลิกคิ้วให้คนที่เหลือดาหน้ากดดันพวกเขา “อย่าทรงกังวลพระทัยไปเลย กระหม่อมจะจัดงานฝังพระศพอย่างสมพระเกียรติแน่นอน” พลันยิงพลุไฟขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณโจมตีอย่าให้เหลือซากแล้วพุ่งเข้าใส่โดยไม่รีรอ
ฉึก ฉึก ฉึก
ลูกศรธนูถูกยิงออกมาจากความมืดปักลงตรงจุดตายของขันทีปลอมในทันทีทำให้โจวหลี่เจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่งเพราะมั่นใจว่าตรวจสอบกองกำลังทั้งหมดของกองรบที่สิบและหน่วยองครักษ์เรียบร้อยแล้ว
ฉึก ฉึก ฉึก
แม้คราวนี้พวกเขาหลบได้อย่างหวุดหวิดแต่เริ่มระแวงแล้วว่าพลาดอะไรไปบางอย่างก่อนจะรู้ตัวว่าเวลานี้เหยื่อที่ตะครุบไว้ในมือหลบหนีไปเพียงเสี้ยวพริบตา
“มารดามันเถอะ!” เขาสบถดังลั่นแล้วสั่งให้ลูกน้องจัดการกับกองกำลังที่อยู่ในความมืด
แม้ซิงอวี่มีจำนวนน้อยกว่าแต่ถือว่าได้เปรียบเพราะทักษะที่เหนือกว่าคนพวกนั้น หยางเสวี่ยเฟยคิดถูกแล้วที่ให้ลูกน้องแฝงตัวแยกออกมาจากกองทัพหลวงทำให้องครักษ์ที่เป็นหนอนผู้นั้นไม่รู้ว่ายังมีอีกหนึ่งอสรพิษที่ไม่ควรละสายตา
หัวหน้าองครักษ์ปะทะกับโจวหลี่เจี๋ย ขณะที่เขาไล่ตามฮ่องเต้และเหอกุ้ยเฟยไปอีกทางหนึ่งอย่างเงียบ ๆ เพราะยังไม่รู้ว่าทหารเมืองชางที่ปรากฏตัวอยู่ในค่ำคืนนี้อยู่ฝ่ายใดกันแน่
เสียงผิวปากดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งทำให้องครักษ์ที่ประชิดตัวเปลี่ยนทิศทางหนีไปยังจวนสกุลหม่าที่อยู่รอบนอก สถานที่แห่งนั้นวางกับดักไว้ซับซ้อนยากที่คนอื่นจะบุกทะลวงเข้าไปได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ
หยางเสวี่ยเฟยและลูกน้องคอยเปิดทางให้พวกเขาพาคนสำคัญหนี ก่อนจะได้ยินเสียงความโกลาหลที่ดังมาจากท้องพระโรงพร้อมไฟร้อนระอุที่โหมกระหน่ำ
“เสด็จพี่ เยว่หลิงเพคะ ลูกของเราเล่า…” นางเอ่ยถามคนข้างกาย สีหน้ากังวลห่วงใยองค์หญิงจนไม่ยอมหนีตามเส้นทางที่วางไว้
“หลิงเอ๋อร์ต้องไม่เป็นอันใด” ฮ่องเต้เอ่ยพลางจับมือแน่น
ทันใดนั้น ทหารเมืองชางฝั่งตรงข้ามโผล่เข้ามาจากทุกทิศปิดทางหนีทำเอาหยางเสวี่ยเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่
ชายหนุ่มพรางใบหน้าด้วยผ้าสีดำแล้วกระโดดเข้าร่วมวงในทันทีเพราะประเมินแล้วว่าองครักษ์ที่อยู่ตรงนั้นน่าจะรับมือไม่ไหวเพราะจำนวนคนที่น้อยกว่าอีกทั้งยังไว้ใจคนของเมืองชางไม่ได้เลย
ฟากหนึ่งของห้องโถง หลี่หมิงฮ่าวคุ้มกันองค์หญิงหนีออกจากความวุ่นวายโดยมีเซียวเหยาและลูกน้องกันองครักษ์แปรพักตร์ไว้ให้
แม้ระหว่างทางหนีเจอนักฆ่าที่แฝงตัวเข้ามาโจมตีก็ไม่หวั่นพร้อมปกป้องนางให้พ้นจากเงื้อมมือ
ฉัวะ
กระบี่ยาวตวัดแขนของเขาจนเป็นแผลกว้างเพราะต้องคอยปกป้ององค์หญิงไว้ไม่ให้คลาดสายตา เลือดสีแดงฉานกระเด็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของนาง
“หลี่หมิงฮ่าว!!!” นางร้องเสียงหลง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ทั้งสั่นกลัวและโกรธคนที่ทำร้ายเขา
หากแต่ชายหนุ่มไม่คิดมากความ บาดแผลพวกนี้เล็กน้อยนักจึงไม่ห่วงตัวเองสักเท่าใด คอยเอาตัวรับการโจมตีไม่ให้เข้าถึงตัวองค์หญิงเหมือนอย่างเคย
เสียงดาบกระทบกันดังสลับกับเสียงกรีดร้องของบรรดาแขกที่มาร่วมงาน พวกเขาไม่คิดว่าค่ำคืนแห่งความหรรษาจะมีเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว
ต่างคนต่างรีบหาทางหนี เป็นลมบ้าง ชนกันล้มบ้างหรือเหยียบกันตอนวิ่งหนีบ้าง นับว่าโกหาหลเป็นที่สุด
“องค์หญิง ทางนี้พ่ะย่ะค่ะ” หลี่หมิงฮ่าวจับมือนางเอาไว้แล้วพาอ้อมไปทางที่เซียวเหยาคอยคุ้มกันให้เพื่อสมทบกับบิดามารดาของนางแต่ถูกมือดีขวางเอาไว้เพราะรู้ว่าองค์หญิงคือจุดอ่อนที่สามารถต่อรองผลประโยชน์ได้
ชายหนุ่มดันนางไปทางข้างหลัง สีหน้าเรียบเฉยไม่เกรงกลัวที่ถูกรุมล้อมด้วยจำนวนคนที่มากกว่าหลายเท่าตัว ท่าทางการเคลื่อนไหวทะมัดทะแมงของศัตรู ดูผิวเผินรับรู้ได้ว่าฝึกมาเพื่อชิงชัยค่ำคืนนี้โดยเฉพาะ
พลันกำด้ามดาบในมือข้างขวากระชับมั่น กวาดสายตามองไปรอบตัวประเมินหาลูกน้องที่พอผละจากคู่ต่อสู้ได้มาคุ้มกันองค์หญิงเพื่อจัดการกับทหารที่รุมล้อม
ทว่า ไม่เห็นผู้ใดจึงไม่อาจปล่อยให้องค์หญิงอยู่ห่างไกลจากตัวเองเกรงเป็นอันตรายและถูกจับไปเป็นตัวประกัน
แม่ทัพหลี่ต่อสู้โดยที่มือข้างหนึ่งยังจับหญิงสาวเอาไว้ ทั้งยังคอยกันคมดาบที่ฟาดฟันลงมานับไม่ถ้วนทำให้ไม่อาจหลบหลีกได้ตามใจ เมื่อบาดแผลเล็กน้อยตามร่างกายปรากฏมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงคิดว่าควรรีบล้มคนตรงหน้าให้เร็วที่สุด
“วิ่ง!!!” เขาโพล่งออกมาบอกให้องค์หญิงที่กำลังสติแตกได้รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องหนีอีกครั้งจึงสาวเท้าไม่คิดชีวิต วิ่งจนลืมหายใจก่อนจะหยุดชะงักเพราะเห็นชายชุดดำปิดบังใบหน้ายืนถือกระบี่เงินรออยู่
หลี่หมิงฮ่าวหรี่ตาเพราะมองเห็นคนตรงหน้าไม่ชัดพลันได้ยินเสียงผิวปากจึงพอโล่งใจขึ้นมาบ้าง
“องค์หญิงทรงรีบหนีไปกับเขา…”
“ใครกัน... ข้าไม่ไว้ใจผู้ใดนอกจากเจ้า” เยว่หลิงส่ายหน้า มือสองข้างเกาะแขนชายหนุ่ม ดึงดันจะอยู่ด้วยจนศัตรูตามทัน
“เขาคือคนของกระหม่อม หากเขาแตะต้ององค์หญิงแม้แต่ปลายนิ้ว กระหม่อมจะบั่นคอเขาไม่ยั้งมือ” เสียงตวาดดังขึ้น สีหน้าจริงจังทำให้องค์หญิงไม่กล้าคัดค้าน สายตามองดูบาดแผลคนตรงหน้าก็เข้าใจได้ว่าหากนางยังอยู่กับเขามีแต่จะเป็นตัวถ่วง
ระหว่างหลี่หมิงฮ่าวและหยางเสวี่ยเฟยนั้นมีข้อตกลงกันอยู่หนึ่งอย่างและทั้งคู่ได้เห็นพ้องกันว่าจังหวะนี้คือโอกาสที่จะพลิกผันชะตาของตัวเอง
แทนที่แม่ทัพหลี่จะเป็นฝ่ายพาองค์หญิงไปยังจุดนัดพบกลายเป็นว่าเขาคิดจัดการกับทหารที่ไล่หลังมาเป็นขบวนรวมถึงช่วยหัวหน้าองครักษ์จัดการต้นเหตุแห่งความวุ่นวายอย่างโจวหลี่เจี๋ยจะดีกว่า
“อย่าตายก่อนเล่า” หยางเสวี่ยเฟยกระซิบบอกผู้เป็นแม่ทัพกองรบที่สิบ
“อืม” เขาพยักหน้ารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นห่วงแต่ย้ำเตือนว่าเขามีคนที่รอให้กลับไปหา
หลี่หมิงฮ่าวแสยะยิ้มเล็กน้อยแล้วกระชับดาบในมือก่อนพุ่งเข้าหาฝ่ายตรงข้ามคิดปิดบัญชีให้เร็วที่สุด เวลานี้อยากกลับบ้านเต็มทีเพราะคิดถึงดวงตาสีอำพัน เสียงหัวเราะ รอยยิ้มและสัมผัสของหญิงสาวที่รัก