ก่อนอื่นคัมภีร์เล่มนี้เป็นคัมภีร์ยุทธเวทด้านการหลอมยา ซึ่งอธิบายวิธีการต่างๆ ไว้อย่างละเอียดและสามารถนำมาประยุกต์เข้ากับการฝึกตนได้ หากขัดเกลาองค์ความรู้เข้ากับคัมภีร์ยุทธเวทจนแตกฉานก็สามารถกลายเป็นมหาปรมาจารย์มือหนึ่งด้านการหลอมยาได้เลย!
ยาที่ได้จากการหลอมเป็นลักษณะยาลูกกลอน ไม่ใช่ยาเหลวที่ฉีดเข้าร่างกาย
หากเขาหลอมยาวิเศษได้สักเม็ดก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินที่นำมาใช้ซื้อเชื้อเพลิงอีกต่อไป!
และนี่จะเป็นยาวิเศษเม็ดแรกในยุคสมัยใหม่!
เป็นยาที่มีเขาเพียงผู้เดียวที่หลอมมันขึ้นมาได้!
นับวันพืชสมุนไพรวิเศษที่ใช้สกัดยาก็ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันก็ไม่สามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชสมุนไพรวิเศษได้อีกทั้งยังไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติกับสิ่งปลูกสร้างได้อีกทำให้พืชสมุนไพรเหล่านั้นเติบโตไม่ทันใช้ ยิ่งใช้ยิ่งขาดแคลน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัญหาต่อวงการผลิตยาเหลวหรือยาแคปซูลอยู่เรื่อยมา
ถ้าพวกผู้ฝึกตนได้เห็นยาวิเศษของจริง....พวกเขาจะต้องบ้าคลั่งอย่างแน่นอน แต่เขาก็ต้องระวังตัวมากกว่าเดิมเพราะในโลกที่มีจินตันเจินเหรินเป็นใหญ่แบบนี้ พวกเขาคงไม่อยากให้มีปีศาจนักหลอมยาปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเป็นแน่เพราะขืนปล่อยให้เป็นอย่างนั้น พืชสมุนไพรสกัดยาก็ยิ่งร่อยหรอลงไปยิ่งกว่าเดิม
แต่กรณีแบบนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อต้องหลอมยาขึ้นมาให้สำเสร็จเสียก่อน
ถึงต่อให้เป็นแบบนั้นเบื้องลึกของหัวใจสวีหยางอี้ก็ไม่อาจปฏิเสธความยั่วยวนเรื่องพลังป้องกันทางกายภาพและเวทมนตร์ที่ได้จากการฝึกฝนจากคัมภีร์เล่มนี้
นี่น่าจะเป็นคัมภีร์ยุทธเวทเพียงเล่มเดียวบนโลกที่สามารถฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งจนหลุดโลกได้เลย
เขาเข้าใจถึงสาเหตุที่ทะเลลมปราณของเขาขยายใหญ่ขึ้นก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันทีเพราะเมื่อเริ่มฝึกวิชายุทธจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ เขาจำเป็นต้องเตรียมร่างกายและกักเก็บพลังปราณให้พร้อม!
เขาจ้องมองมวนบุหรี่ที่ค่อยๆถูกเผาไหม้จนกลายเป็นท่อนขี้บุหรี่อยู่อย่างนิ่งเงียบ
การเริ่มฝึกวิชาในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์นี้ก็ไม่ยากนักสิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การกำหนดจิตดูดซับพลังปราณ แต่เป็นหลอมยาต่างหาก!
การหลอมยาขึ้นมาสักชนิดเปรียบเหมือนการอุ่นเครื่อง หรือปลดล็อกการใช้งานพลังยุทธเวทประเภทนี้
เขาต้องการวัตถุดิบคุณภาพต่ำจำนวนมากซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินสดและหินวิญญาณเพื่อกว้านซื้อวัตถุดิบเหล่านั้นมา!
ศาสตร์การหลอมยาวิเศษมีวิธีการหลอมในแบบฉบับของตัวเอง การปฏิบัติตามวิธีเหล่านั้นก็คือขั้นตอนการเตรียมร่างกายตัวเองให้เป็น“เตาหลอม” อย่างแท้จริง
เมื่อหลอมยาครั้งแรกได้สำเร็จก็ถือเป็นอันปลดล็อกได้อย่างสมบูรณ์ สามารถใช้ร่างกายตัวเองเป็นเตาหลอมได้หลังจากนั้นก็สามารถใส่เพลิงวิญญาณกับ “เชื้อเพลิง” ลงไปเพื่อเริ่มการฝึกฝนขัดเกลาพลังได้
จากนั้น... ร่างกายจะรับรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งทักษิณทิศได้เอง!
ถึงแม้จะเป็นพิกัดคร่าวๆในรัศมีเพียงแค่หนึ่งพันตารางกิโลเมตรก็เถอะ แค่นี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว!
“ช่างโหดจริงๆ...” เขาถอนหายใจพลางเอนหลังลงนอนบนพื้น
ผู้ฝึกตนที่ได้ฝึกวิชายุทธเวทจากคัมภีร์เล่มนี้หากรู้ตำแหน่งของเพลิงศักดิ์สิทธิ์ มีหรือจะไม่ไปตามหา?
หากท้อแท้กับเรื่องแค่นี้แล้วจะมาเป็นผู้ฝึกตนทำไม?
เขานอนคิดพลางจ้องมองเพดานอยู่เงียบๆหลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงจึงลุกขึ้น ดวงตาเปี่ยมด้วยความแน่วแน่อย่างอธิบายไม่ถูก
“ถ้างั้น...ก่อนอื่นก็ต้องหาพื้นวิเศษก่อน” เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกมวน คลำลูกกระเดือกตัวเองพร้อมกระแอมเสียงในลำคอ “และก่อนจะใช้โหมดงานเตาหลอมในร่างกายตัวเองคงต้องใช้เตาหลอมของจริงก่อน”
“ต้องใช้เงินสินะ...”หลังจากไม่กี่วินาที เขาก็เขี่ยขี้บุหรี่ทิ้ง “ดูเหมือนต้องรีบไปขึ้นทะเบียนผู้ฝึกตนให้เร็วที่สุด”
“ในเมื่อตัดสินใจจะฝึกวิชายุทธเวทจากคัมภีร์เล่มนี้แล้วก็ต้องหลอมยาขึ้นมาให้ได้ก่อนสักเม็ด ไม่งั้นคงไม่ได้ฝึก และที่สำคัญคงไม่มีสิทธิ์เข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่มีวัตถุดิบที่ต้องใช้”
เขาเปิดประตูห้องใต้ดินออกมาด้วยแววตาเป็นประกาย“ถ้าหลอมยาเม็ดแรกได้สำเร็จ ฉันก็จะได้เข้าถึงทรัพยากรได้...หลังจากนั้นก็จะเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบหลอมยาได้มากขึ้น!”
เพราะทั่วทั้งประเทศหวาซย่ามีเขาคนเดียวที่หลอมยาได้!
และการที่เขาเป็นผู้หลอมยาเพียงคนเดียวเขาจึงกล้ารับประกันได้เลยว่าตัวเองจะต้องร่ำรวยขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน!
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการลงมือหลอมยาเม็ดแรกนี้!
แทบจะในเวลาเดียวกันณ ห้องทำงานขององค์กรอวี้หลินเว่ยสาขาย่อย พนักงานทุกคนต่างพากันก้มหน้าเงียบกริบอยู่ด้านหน้าผู้เฒ่า
ไม่มีใครกล้าสบดวงตาอันเยือกเย็นของเขาแม้แต่คนเดียว
“สามสิบวันสามสิบวันเต็มๆ ...” มือขวาของเขาลูบแก้วชาเบาๆ “แล้วคนที่ฉันต้องการอยู่ไหน?”
“ท่านผู้อำนวยการ...”ผู้ชายคนหนึ่งฝืนยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น “มีกลุ่มผู้ฝึกตนแทรกแซงระบบสัญญาณการระบุตำแหน่งของพวกเราและแอคเคาท์ของคนที่ท่านต้องการตัวก็ไม่ปรากฏขึ้นมาอีก...แล้วก็การแทรกแซงนั้นก็มาจากทีมมังกรเร้น แต่แต่ว่าพวกเราอาจจะตรวจสอบผิดก็เป็นได้...”
“ไหนลองอธิบายข้อสันนิษฐานของนายมาซิ”ผู้เฒ่าคลี่ยิ้ม
“คือว่า...”ผู้ชายคนนั้นเม้มปาก ก่อนตอบกลับไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ผมสงสัยว่า...การแทรกแซงนั้นมาจากทีมของหัวหน้าฉู่...”
“ยังต้องสงสัยอีกเหรอเป็นเขาแน่นอน” ผู้เฒ่ายังคงลูบแก้วชาอยู่ เปลือกตาหลุบต่ำลง แล้วทันใดนั้นแก้วชาก็แตกคามือเขาในทันที! เศษแก้วกระเด็น น้ำชาในแก้วกระเซ็นขึ้นกลางอากาศ
“ไม่ไว้หน้ากันเลย”ดวงตาของเขาเจือแววอำมหิต “ไม่นึกว่าแกจะกล้าขัดคำสั่งสำคัญแบบนี้...”
“ริอาจใช้อำนาจของรองผู้ว่าการฉู่ขัดขวางงานของฉันอย่างซึ่งๆหน้างั้นเหรอ?” เขาปัดมือขึ้นเบาๆ เศษแก้วและน้ำชาที่กระจายอยู่ในอากาศก็พุ่งไปที่กำแพงด้านหลังทุกคนจนกลายเป็นรูคล้ายถูกกระสุนระดมยิงเต็มไปหมด!
“อึก...”เสียงกลืนน้ำลายแห้งๆ ดังขึ้น ทุกคนตรงนั้นต่างพากันคอพับเหงื่อตก
“ไสหัวออกไป”เขาหลับตาลง “หลังจากวันนี้ อย่าโผล่หน้ามาที่สาขาย่อยให้ฉันเห็นอีก”
“เดือนนี้ถือว่าเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของพวกแกแล้วฉันไม่ได้รับ ‘ความเชื่อมั่น’ จากตัวพวกแกเลย”
“ฉันขอยกเลิกสัญญาจ้างนับตั้งแต่นี้”
ทุกคนอ้าปากเหวอแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรขึ้น หลังจากโค้งคำนับเป็นครั้งสุดท้ายก็พากันเดินออกไปอย่างห่อเหี่ยว
“สั่งให้กองกำลังโสตทิพย์คราบวายุและราชาพยัคฆ์เข้ามาพบฉันด้วย”
ไม่ถึงหนึ่งนาทีผู้ชายสองคนกับผู้หญิงอีกคนก็เข้ามายืนอยู่ด้านหน้าผู้เฒ่า
ถึงแม้พวกเขาจะอยู่แค่ขั้นจู้จีระดับต้นแต่รังสีที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวพวกเขาก่อตัวขึ้นชัดเจนจนเห็นเป็นกลุ่มก้อนนั่นเป็นจิตสังหารที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ฆ่าปีศาจมาอย่างโชกโชน
พวกเขาใส่ชุดเครื่องแบบสีดำผู้ชายหนึ่งคนในนั้น แม้เรือนร่างจะถูกห่อหุ้มด้วยชุดเครื่องแบบแต่ก็สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อกำยำล่ำสันอยู่ภายใต้ร่มผ้า ส่วนท่าทางของผู้หญิงอีกคนก็ดูทะมัดทะแมงเหมือนเสือสาวนักล่า
ผู้ชายคนหนึ่งหัวล้านเงาแผล็บใบหน้าทาด้วยสีฝุ่นพราง ส่วนอีกคนตัดผมสกินเฮด รูปร่างผอมบางสีหน้านิ่งเฉยราวกับไม้กระดานส่วนผู้หญิงคนเดียวในนั้นก็ดูเคร่งขรึมเจือแววนักล่ามืออาชีพ
“สวัสดีครับ/ค่ะท่านอาวุโส!”หลังจากประตูปิดลงทั้งสามคนก็นั่งคุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกันราวกับถูกฝึกมาอย่างเคยชิน
“ลุกขึ้น”ผู้เฒ่าผายมือเล็กน้อย “นั่งสิ”
ไม่มีใครกล้านั่ง
ผู้เฒ่ายกแก้วชาขึ้นมาจิบอย่างไม่สนใจ“ฉันอยากให้พวกนายตามหาคนๆ หนึ่ง”
“ของที่เขาเคยใช้ฉันเบิกมาให้จากเทียนเต้าแล้ว” ผู้เฒ่าโบกมือขึ้นบนอากาศเบาๆสิ่งของที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกก็ปรากฏขึ้นมาบนโต๊ะทันที
มันคือปืน
“พวกนายจงจำเอาไว้...”สายตาของเขาจ้องมองเจาะลึกลงไปในกระดูกของพวกเขาทั้งสาม “เมื่อหาตัวพบต้องแจ้งฉันทันที และห้ามให้เรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนอื่น นอกจากฉันแค่คนเดียวถ้ามีใครรู้เห็นเรื่องนี้ก็ฆ่าทิ้งทันที”
“ครับ/ค่ะ”
“พวกนายเป็นผู้สะกดรอยที่ฝีมือโดดเด่นที่สุดในมณฑลหมิงสุ่ย”เมื่อพูดจบ ใบหน้าของผู้เฒ่าก็เผยความอ่อนโยนขึ้นมาอีกครั้ง “และมีทักษะฝีมือไม่เหมือนพวกสวะเหล่านั้นฉันหวังว่าจะได้ยินข่าวดีจากพวกนาย”
“รับทราบครับ/ค่ะ!”หลังจากโค้งคำนับ ผู้หญิงในนั้นก็ก้มหน้าค้างไว้พลางพูดขึ้น “หากเป็นไปได้ดิฉันจะจับตัวคนๆ นั้นมายืนต่อหน้าท่านอาวุโสตัวเป็นๆ เองค่ะ!”
จับมาตัวเป็นๆงั้นเหรอ?
หึ ตลกสิ้นดี
ผู้เฒ่าจิบชาไปหนึ่งคำเขาอยากพูดออกไปเหลือเกินว่า พวกนายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาสักคนพวกนายทำได้แค่ตามหาตัวเขาให้เจอเท่านั้น ทำแค่นั้นก็เกินพอแล้ว
คนที่หนีรอดจากน้ำมือของจูหงเสวี่ยออกมาได้คนที่ทำให้ท่านผู้นั้นสนใจได้คนที่หายตัวไปจากประเทศหวาซย่าอย่างไร้ร่องรอยตลอดสามปีเต็ม อย่างพวกนายเนี่ยนะจะจับตัวเขาได้?
“ลงมือเมื่อเล็งเห็นโอกาส”ผู้เฒ่าได้แต่คลี่ยิ้ม “เรื่องนี้... ฉันไม่สามารถออกโรงจัดการเองได้ หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพวกนายก็คือสืบข้อมูลของเขากลับมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว”
“รับทราบครับ!”ผู้ชายคนหนึ่งพลันเอ่ยถาม “แล้วไม่ต้องจับตัวเขามาเป็นๆ เหรอครับ?”
ผู้เฒ่าหรี่ตาลง“หากเล็งเห็นโอกาส จับตายได้ก็ดี”
หลังจากทั้งสามคนออกไปผู้เฒ่าก็ได้แต่ยืนถือแก้วชานิ่งๆ ผ่านไปสักพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ขมวดคิ้วขึ้น “แอบสังเกตการณ์อยู่ตั้งนานนายไม่คิดจะโผล่หน้าออกมาหน่อยเหรอ?”
ไม่มีเสียงผู้ใดเอ่ยตอบไปหลายนาทีและแล้วก็มีเสียงผู้เสียงคนหนึ่งดังขึ้น “พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของรหัส TD-01”
ผู้เฒ่าหลุดหัวเราะพลางวางแก้วชาลงก่อนเอ่ยปากพูดเสียงเรียบ “ตอนนั้น พวกเราต่างก็ออกมาจากมณฑลหมิงสุ่ยด้วยกันพวกเราเป็นเหมือนพี่น้องกันเลยก็ว่าได้ ตอนนี้ฉันเจอปัญหาอยู่ต่อหน้านายยังพูดแบบนี้กับฉันอีกเหรอ?”
“เชียนเริ่นคือฉัน...”
“ฉันเข้าใจนายดี...”ผู้เฒ่ายกมือขึ้นปรามพลางยืดตัวลุกขึ้น และเดินไปที่หน้าต่าง มือลูบกระจกปากบ่นพึมพำ “ไม่มีไรต้องขอโทษ สังคมมนุษย์และสังคมผู้ฝึกตนไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องผลประโยชน์...และการที่นายมาหาฉัน ก็คงจะเล็งเห็นผลประโยชน์บางอย่างเข้าแล้วล่ะสิ”
“ว่าแต่นายเถอะไม่เจอกันหลายสิบปี ไม่คิดว่านายจะบรรลุขั้นจู้จีระดับกลางแล้วสงสัยอีกสี่สิบห้าสิบปีหลังจากนี้ฉันคงต้องคุกเข่าเรียกนายว่าเจินเหรินแล้วกระมัง?”
ผู้ชายคนนั้นไม่เอ่ยปากพูดผ่านไปพักหนึ่งจึงถอนหายใจออกมา
“ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นให้มันมากความ”ผู้เฒ่าเดินกลับไปนั่งเหมือนเดิม ก่อนพูดขึ้นด้วยแววตาเคร่งขรึม “ฉันเอาด้วยถ้าฉันจับเจ้าคนแซ่สวีมาให้พวกนายได้ ท่านฝู่หยุนเจินเหรินจะรับฉันเข้าเป็นศิษย์เอกใช่ไหม?”
บรรยากาศเงียบลงไปสักใหญ่แล้วอยู่ๆ ผู้เฒ่าก็ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือแววหงุดหงิด
“หรือนายจะผิดสัญญา?”
“ฉันไม่กล้ามีปัญหากับท่านฝู่หยุนเจินเหรินแต่กับนาย...” ผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่ผิดสัญญาหรอก”น้ำเสียงเขายังไม่ทันสิ้นสุด เสียงผู้ชายอีกคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากกลางห้อง “จินตันเจินเหรินพูดคำไหนคำนั้น”
ผู้เฒ่าไม่ตอบกลับได้แต่มองไปยังมุมๆ หนึ่งอย่างไร้อารมณ์
“แต่ว่ามีเงื่อนไขเล็กๆบางอย่างเพิ่มขึ้น...”
“ฟุบ!”การ์ดสีดำหนึ่งใบร่อนผ่ากระแสอากาศปักลงบนโต๊ะไม้ทันที
“คำสั่งสังหารงั้นเหรอ?!” เมื่อผู้เฒ่าเห็นสิ่งนั้นชัดเจนแล้ว ก็รู้สึกหนาววูบวาบขึ้นมาทันที “ไม่มีเวลาจำกัดใช่ไหม?”
ผู้เฒ่ามองไปตรงที่การ์ดสีดำใบนั้นลอยมาเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ธรรมดาๆแต่กลับได้รับความสนใจจากท่านฝู่หยุนเจินเหริน! หนึ่งในสิบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศหวาซย่า!แถมยังออกคำสั่งสังหารที่ได้เคยใช้มาในรอบยี่สิบกว่าปีนี้อีก? !”
การ์ดใบนี้เปรียบเหมือนตั๋วเดินทางไปสู่นรกด้านหนึ่งเป็นหยดเลือด อีกด้านเป็นข้อมูลของผู้ฝึกตนอย่างละเอียด มีแต่ขั้นจู้จีขึ้นไปเท่านั้นจึงจะมีข้อมูลอยู่บนการ์ดนี้
ส่วน... ผู้ฝึกตนที่ระดับต่ำกว่าขั้นจู้จีก็ไม่มีเหตุผลที่จะนำข้อมูลมาใส่ลงไปบนการ์ด!