ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 65 คำสั่งสังหาร

            ก่อนอื่นคัมภีร์เล่มนี้เป็นคัมภีร์ยุทธเวทด้านการหลอมยา ซึ่งอธิบายวิธีการต่างๆ ไว้อย่างละเอียดและสามารถนำมาประยุกต์เข้ากับการฝึกตนได้ หากขัดเกลาองค์ความรู้เข้ากับคัมภีร์ยุทธเวทจนแตกฉานก็สามารถกลายเป็นมหาปรมาจารย์มือหนึ่งด้านการหลอมยาได้เลย!

            ยาที่ได้จากการหลอมเป็นลักษณะยาลูกกลอน ไม่ใช่ยาเหลวที่ฉีดเข้าร่างกาย

            หากเขาหลอมยาวิเศษได้สักเม็ดก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินที่นำมาใช้ซื้อเชื้อเพลิงอีกต่อไป!

            และนี่จะเป็นยาวิเศษเม็ดแรกในยุคสมัยใหม่!

            เป็นยาที่มีเขาเพียงผู้เดียวที่หลอมมันขึ้นมาได้!

            นับวันพืชสมุนไพรวิเศษที่ใช้สกัดยาก็ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันก็ไม่สามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชสมุนไพรวิเศษได้อีกทั้งยังไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติกับสิ่งปลูกสร้างได้อีกทำให้พืชสมุนไพรเหล่านั้นเติบโตไม่ทันใช้ ยิ่งใช้ยิ่งขาดแคลน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัญหาต่อวงการผลิตยาเหลวหรือยาแคปซูลอยู่เรื่อยมา

            ถ้าพวกผู้ฝึกตนได้เห็นยาวิเศษของจริง....พวกเขาจะต้องบ้าคลั่งอย่างแน่นอน แต่เขาก็ต้องระวังตัวมากกว่าเดิมเพราะในโลกที่มีจินตันเจินเหรินเป็นใหญ่แบบนี้ พวกเขาคงไม่อยากให้มีปีศาจนักหลอมยาปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเป็นแน่เพราะขืนปล่อยให้เป็นอย่างนั้น พืชสมุนไพรสกัดยาก็ยิ่งร่อยหรอลงไปยิ่งกว่าเดิม

            แต่กรณีแบบนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อต้องหลอมยาขึ้นมาให้สำเสร็จเสียก่อน

            ถึงต่อให้เป็นแบบนั้นเบื้องลึกของหัวใจสวีหยางอี้ก็ไม่อาจปฏิเสธความยั่วยวนเรื่องพลังป้องกันทางกายภาพและเวทมนตร์ที่ได้จากการฝึกฝนจากคัมภีร์เล่มนี้

            นี่น่าจะเป็นคัมภีร์ยุทธเวทเพียงเล่มเดียวบนโลกที่สามารถฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งจนหลุดโลกได้เลย

            เขาเข้าใจถึงสาเหตุที่ทะเลลมปราณของเขาขยายใหญ่ขึ้นก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันทีเพราะเมื่อเริ่มฝึกวิชายุทธจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ เขาจำเป็นต้องเตรียมร่างกายและกักเก็บพลังปราณให้พร้อม!

            เขาจ้องมองมวนบุหรี่ที่ค่อยๆถูกเผาไหม้จนกลายเป็นท่อนขี้บุหรี่อยู่อย่างนิ่งเงียบ

            การเริ่มฝึกวิชาในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์นี้ก็ไม่ยากนักสิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การกำหนดจิตดูดซับพลังปราณ แต่เป็นหลอมยาต่างหาก!

            การหลอมยาขึ้นมาสักชนิดเปรียบเหมือนการอุ่นเครื่อง หรือปลดล็อกการใช้งานพลังยุทธเวทประเภทนี้

            เขาต้องการวัตถุดิบคุณภาพต่ำจำนวนมากซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินสดและหินวิญญาณเพื่อกว้านซื้อวัตถุดิบเหล่านั้นมา!

            ศาสตร์การหลอมยาวิเศษมีวิธีการหลอมในแบบฉบับของตัวเอง การปฏิบัติตามวิธีเหล่านั้นก็คือขั้นตอนการเตรียมร่างกายตัวเองให้เป็น“เตาหลอม” อย่างแท้จริง

            เมื่อหลอมยาครั้งแรกได้สำเร็จก็ถือเป็นอันปลดล็อกได้อย่างสมบูรณ์ สามารถใช้ร่างกายตัวเองเป็นเตาหลอมได้หลังจากนั้นก็สามารถใส่เพลิงวิญญาณกับ “เชื้อเพลิง” ลงไปเพื่อเริ่มการฝึกฝนขัดเกลาพลังได้

            จากนั้น... ร่างกายจะรับรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งทักษิณทิศได้เอง!

            ถึงแม้จะเป็นพิกัดคร่าวๆในรัศมีเพียงแค่หนึ่งพันตารางกิโลเมตรก็เถอะ แค่นี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว!

            “ช่างโหดจริงๆ...” เขาถอนหายใจพลางเอนหลังลงนอนบนพื้น

            ผู้ฝึกตนที่ได้ฝึกวิชายุทธเวทจากคัมภีร์เล่มนี้หากรู้ตำแหน่งของเพลิงศักดิ์สิทธิ์ มีหรือจะไม่ไปตามหา?

            หากท้อแท้กับเรื่องแค่นี้แล้วจะมาเป็นผู้ฝึกตนทำไม?

            เขานอนคิดพลางจ้องมองเพดานอยู่เงียบๆหลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงจึงลุกขึ้น ดวงตาเปี่ยมด้วยความแน่วแน่อย่างอธิบายไม่ถูก

            “ถ้างั้น...ก่อนอื่นก็ต้องหาพื้นวิเศษก่อน” เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกมวน คลำลูกกระเดือกตัวเองพร้อมกระแอมเสียงในลำคอ “และก่อนจะใช้โหมดงานเตาหลอมในร่างกายตัวเองคงต้องใช้เตาหลอมของจริงก่อน”

            “ต้องใช้เงินสินะ...”หลังจากไม่กี่วินาที เขาก็เขี่ยขี้บุหรี่ทิ้ง “ดูเหมือนต้องรีบไปขึ้นทะเบียนผู้ฝึกตนให้เร็วที่สุด”

            “ในเมื่อตัดสินใจจะฝึกวิชายุทธเวทจากคัมภีร์เล่มนี้แล้วก็ต้องหลอมยาขึ้นมาให้ได้ก่อนสักเม็ด ไม่งั้นคงไม่ได้ฝึก และที่สำคัญคงไม่มีสิทธิ์เข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่มีวัตถุดิบที่ต้องใช้”

            เขาเปิดประตูห้องใต้ดินออกมาด้วยแววตาเป็นประกาย“ถ้าหลอมยาเม็ดแรกได้สำเร็จ ฉันก็จะได้เข้าถึงทรัพยากรได้...หลังจากนั้นก็จะเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบหลอมยาได้มากขึ้น!”

            เพราะทั่วทั้งประเทศหวาซย่ามีเขาคนเดียวที่หลอมยาได้!

            และการที่เขาเป็นผู้หลอมยาเพียงคนเดียวเขาจึงกล้ารับประกันได้เลยว่าตัวเองจะต้องร่ำรวยขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน!

            ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการลงมือหลอมยาเม็ดแรกนี้!

            แทบจะในเวลาเดียวกันณ ห้องทำงานขององค์กรอวี้หลินเว่ยสาขาย่อย พนักงานทุกคนต่างพากันก้มหน้าเงียบกริบอยู่ด้านหน้าผู้เฒ่า

            ไม่มีใครกล้าสบดวงตาอันเยือกเย็นของเขาแม้แต่คนเดียว

            “สามสิบวันสามสิบวันเต็มๆ ...” มือขวาของเขาลูบแก้วชาเบาๆ “แล้วคนที่ฉันต้องการอยู่ไหน?”

            “ท่านผู้อำนวยการ...”ผู้ชายคนหนึ่งฝืนยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น “มีกลุ่มผู้ฝึกตนแทรกแซงระบบสัญญาณการระบุตำแหน่งของพวกเราและแอคเคาท์ของคนที่ท่านต้องการตัวก็ไม่ปรากฏขึ้นมาอีก...แล้วก็การแทรกแซงนั้นก็มาจากทีมมังกรเร้น แต่แต่ว่าพวกเราอาจจะตรวจสอบผิดก็เป็นได้...”

            “ไหนลองอธิบายข้อสันนิษฐานของนายมาซิ”ผู้เฒ่าคลี่ยิ้ม

            “คือว่า...”ผู้ชายคนนั้นเม้มปาก ก่อนตอบกลับไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ผมสงสัยว่า...การแทรกแซงนั้นมาจากทีมของหัวหน้าฉู่...”

            “ยังต้องสงสัยอีกเหรอเป็นเขาแน่นอน” ผู้เฒ่ายังคงลูบแก้วชาอยู่ เปลือกตาหลุบต่ำลง แล้วทันใดนั้นแก้วชาก็แตกคามือเขาในทันที! เศษแก้วกระเด็น น้ำชาในแก้วกระเซ็นขึ้นกลางอากาศ

            “ไม่ไว้หน้ากันเลย”ดวงตาของเขาเจือแววอำมหิต “ไม่นึกว่าแกจะกล้าขัดคำสั่งสำคัญแบบนี้...”

            “ริอาจใช้อำนาจของรองผู้ว่าการฉู่ขัดขวางงานของฉันอย่างซึ่งๆหน้างั้นเหรอ?” เขาปัดมือขึ้นเบาๆ เศษแก้วและน้ำชาที่กระจายอยู่ในอากาศก็พุ่งไปที่กำแพงด้านหลังทุกคนจนกลายเป็นรูคล้ายถูกกระสุนระดมยิงเต็มไปหมด!

            “อึก...”เสียงกลืนน้ำลายแห้งๆ ดังขึ้น ทุกคนตรงนั้นต่างพากันคอพับเหงื่อตก

            “ไสหัวออกไป”เขาหลับตาลง “หลังจากวันนี้ อย่าโผล่หน้ามาที่สาขาย่อยให้ฉันเห็นอีก”

            “เดือนนี้ถือว่าเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของพวกแกแล้วฉันไม่ได้รับ ‘ความเชื่อมั่น’ จากตัวพวกแกเลย”

            “ฉันขอยกเลิกสัญญาจ้างนับตั้งแต่นี้”

            ทุกคนอ้าปากเหวอแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรขึ้น หลังจากโค้งคำนับเป็นครั้งสุดท้ายก็พากันเดินออกไปอย่างห่อเหี่ยว

            “สั่งให้กองกำลังโสตทิพย์คราบวายุและราชาพยัคฆ์เข้ามาพบฉันด้วย”

            ไม่ถึงหนึ่งนาทีผู้ชายสองคนกับผู้หญิงอีกคนก็เข้ามายืนอยู่ด้านหน้าผู้เฒ่า

            ถึงแม้พวกเขาจะอยู่แค่ขั้นจู้จีระดับต้นแต่รังสีที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวพวกเขาก่อตัวขึ้นชัดเจนจนเห็นเป็นกลุ่มก้อนนั่นเป็นจิตสังหารที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ฆ่าปีศาจมาอย่างโชกโชน

            พวกเขาใส่ชุดเครื่องแบบสีดำผู้ชายหนึ่งคนในนั้น แม้เรือนร่างจะถูกห่อหุ้มด้วยชุดเครื่องแบบแต่ก็สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อกำยำล่ำสันอยู่ภายใต้ร่มผ้า ส่วนท่าทางของผู้หญิงอีกคนก็ดูทะมัดทะแมงเหมือนเสือสาวนักล่า

            ผู้ชายคนหนึ่งหัวล้านเงาแผล็บใบหน้าทาด้วยสีฝุ่นพราง ส่วนอีกคนตัดผมสกินเฮด รูปร่างผอมบางสีหน้านิ่งเฉยราวกับไม้กระดานส่วนผู้หญิงคนเดียวในนั้นก็ดูเคร่งขรึมเจือแววนักล่ามืออาชีพ

            “สวัสดีครับ/ค่ะท่านอาวุโส!”หลังจากประตูปิดลงทั้งสามคนก็นั่งคุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกันราวกับถูกฝึกมาอย่างเคยชิน

            “ลุกขึ้น”ผู้เฒ่าผายมือเล็กน้อย “นั่งสิ”

            ไม่มีใครกล้านั่ง

            ผู้เฒ่ายกแก้วชาขึ้นมาจิบอย่างไม่สนใจ“ฉันอยากให้พวกนายตามหาคนๆ หนึ่ง”

            “ของที่เขาเคยใช้ฉันเบิกมาให้จากเทียนเต้าแล้ว” ผู้เฒ่าโบกมือขึ้นบนอากาศเบาๆสิ่งของที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกก็ปรากฏขึ้นมาบนโต๊ะทันที

            มันคือปืน

            “พวกนายจงจำเอาไว้...”สายตาของเขาจ้องมองเจาะลึกลงไปในกระดูกของพวกเขาทั้งสาม “เมื่อหาตัวพบต้องแจ้งฉันทันที และห้ามให้เรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนอื่น นอกจากฉันแค่คนเดียวถ้ามีใครรู้เห็นเรื่องนี้ก็ฆ่าทิ้งทันที”

            “ครับ/ค่ะ”

            “พวกนายเป็นผู้สะกดรอยที่ฝีมือโดดเด่นที่สุดในมณฑลหมิงสุ่ย”เมื่อพูดจบ ใบหน้าของผู้เฒ่าก็เผยความอ่อนโยนขึ้นมาอีกครั้ง “และมีทักษะฝีมือไม่เหมือนพวกสวะเหล่านั้นฉันหวังว่าจะได้ยินข่าวดีจากพวกนาย”

            “รับทราบครับ/ค่ะ!”หลังจากโค้งคำนับ ผู้หญิงในนั้นก็ก้มหน้าค้างไว้พลางพูดขึ้น “หากเป็นไปได้ดิฉันจะจับตัวคนๆ นั้นมายืนต่อหน้าท่านอาวุโสตัวเป็นๆ เองค่ะ!”

            จับมาตัวเป็นๆงั้นเหรอ?

            หึ ตลกสิ้นดี

            ผู้เฒ่าจิบชาไปหนึ่งคำเขาอยากพูดออกไปเหลือเกินว่า พวกนายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาสักคนพวกนายทำได้แค่ตามหาตัวเขาให้เจอเท่านั้น ทำแค่นั้นก็เกินพอแล้ว

            คนที่หนีรอดจากน้ำมือของจูหงเสวี่ยออกมาได้คนที่ทำให้ท่านผู้นั้นสนใจได้คนที่หายตัวไปจากประเทศหวาซย่าอย่างไร้ร่องรอยตลอดสามปีเต็ม อย่างพวกนายเนี่ยนะจะจับตัวเขาได้?

            “ลงมือเมื่อเล็งเห็นโอกาส”ผู้เฒ่าได้แต่คลี่ยิ้ม “เรื่องนี้... ฉันไม่สามารถออกโรงจัดการเองได้ หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพวกนายก็คือสืบข้อมูลของเขากลับมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว”

            “รับทราบครับ!”ผู้ชายคนหนึ่งพลันเอ่ยถาม “แล้วไม่ต้องจับตัวเขามาเป็นๆ เหรอครับ?”

            ผู้เฒ่าหรี่ตาลง“หากเล็งเห็นโอกาส จับตายได้ก็ดี”

            หลังจากทั้งสามคนออกไปผู้เฒ่าก็ได้แต่ยืนถือแก้วชานิ่งๆ ผ่านไปสักพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ขมวดคิ้วขึ้น “แอบสังเกตการณ์อยู่ตั้งนานนายไม่คิดจะโผล่หน้าออกมาหน่อยเหรอ?”

            ไม่มีเสียงผู้ใดเอ่ยตอบไปหลายนาทีและแล้วก็มีเสียงผู้เสียงคนหนึ่งดังขึ้น “พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของรหัส TD-01”

            ผู้เฒ่าหลุดหัวเราะพลางวางแก้วชาลงก่อนเอ่ยปากพูดเสียงเรียบ “ตอนนั้น พวกเราต่างก็ออกมาจากมณฑลหมิงสุ่ยด้วยกันพวกเราเป็นเหมือนพี่น้องกันเลยก็ว่าได้ ตอนนี้ฉันเจอปัญหาอยู่ต่อหน้านายยังพูดแบบนี้กับฉันอีกเหรอ?”

            “เชียนเริ่นคือฉัน...”

            “ฉันเข้าใจนายดี...”ผู้เฒ่ายกมือขึ้นปรามพลางยืดตัวลุกขึ้น และเดินไปที่หน้าต่าง มือลูบกระจกปากบ่นพึมพำ “ไม่มีไรต้องขอโทษ สังคมมนุษย์และสังคมผู้ฝึกตนไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องผลประโยชน์...และการที่นายมาหาฉัน ก็คงจะเล็งเห็นผลประโยชน์บางอย่างเข้าแล้วล่ะสิ”

            “ว่าแต่นายเถอะไม่เจอกันหลายสิบปี ไม่คิดว่านายจะบรรลุขั้นจู้จีระดับกลางแล้วสงสัยอีกสี่สิบห้าสิบปีหลังจากนี้ฉันคงต้องคุกเข่าเรียกนายว่าเจินเหรินแล้วกระมัง?”

            ผู้ชายคนนั้นไม่เอ่ยปากพูดผ่านไปพักหนึ่งจึงถอนหายใจออกมา

            “ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นให้มันมากความ”ผู้เฒ่าเดินกลับไปนั่งเหมือนเดิม ก่อนพูดขึ้นด้วยแววตาเคร่งขรึม “ฉันเอาด้วยถ้าฉันจับเจ้าคนแซ่สวีมาให้พวกนายได้ ท่านฝู่หยุนเจินเหรินจะรับฉันเข้าเป็นศิษย์เอกใช่ไหม?”

            บรรยากาศเงียบลงไปสักใหญ่แล้วอยู่ๆ ผู้เฒ่าก็ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือแววหงุดหงิด

            “หรือนายจะผิดสัญญา?”

            “ฉันไม่กล้ามีปัญหากับท่านฝู่หยุนเจินเหรินแต่กับนาย...” ผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ

            “ไม่ผิดสัญญาหรอก”น้ำเสียงเขายังไม่ทันสิ้นสุด เสียงผู้ชายอีกคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากกลางห้อง “จินตันเจินเหรินพูดคำไหนคำนั้น”

            ผู้เฒ่าไม่ตอบกลับได้แต่มองไปยังมุมๆ หนึ่งอย่างไร้อารมณ์

            “แต่ว่ามีเงื่อนไขเล็กๆบางอย่างเพิ่มขึ้น...”

            “ฟุบ!”การ์ดสีดำหนึ่งใบร่อนผ่ากระแสอากาศปักลงบนโต๊ะไม้ทันที

            “คำสั่งสังหารงั้นเหรอ?!” เมื่อผู้เฒ่าเห็นสิ่งนั้นชัดเจนแล้ว ก็รู้สึกหนาววูบวาบขึ้นมาทันที “ไม่มีเวลาจำกัดใช่ไหม?”

            ผู้เฒ่ามองไปตรงที่การ์ดสีดำใบนั้นลอยมาเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ธรรมดาๆแต่กลับได้รับความสนใจจากท่านฝู่หยุนเจินเหริน! หนึ่งในสิบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศหวาซย่า!แถมยังออกคำสั่งสังหารที่ได้เคยใช้มาในรอบยี่สิบกว่าปีนี้อีก? !”

            การ์ดใบนี้เปรียบเหมือนตั๋วเดินทางไปสู่นรกด้านหนึ่งเป็นหยดเลือด อีกด้านเป็นข้อมูลของผู้ฝึกตนอย่างละเอียด มีแต่ขั้นจู้จีขึ้นไปเท่านั้นจึงจะมีข้อมูลอยู่บนการ์ดนี้

            ส่วน... ผู้ฝึกตนที่ระดับต่ำกว่าขั้นจู้จีก็ไม่มีเหตุผลที่จะนำข้อมูลมาใส่ลงไปบนการ์ด!

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    เทพยุทธ์ดาวตก

    เทพยุทธ์ดาวตก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    506K 928
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    218K 196
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696