เวลาล่วงเข้าสู่ปีที่สามแล้วที่นางได้มาใช้ชีวิตบนโลกนี้ ตอนนี้เด็กน้อยซานหลิงอายุได้ห้าปีแล้ว กลายเป็นเด็กที่เป็นที่กล่าวกันในหมู่บ้านว่าเป็นเด็กฟ้าประทาน สามวันก็อ่านหนังสือแตกฉาน ห้าวันก็เขียนหนังสือได้งดงาม เจ็ดวันก็เริ่มฝึกลมปราณขั้นแรกได้ ซานหลิงฝึกเดินพลังตามหนังสือ ‘วิธีเดินลมปราณสู่เส้นทางเซียน’มากว่าสามปี ตอนนี้สามารถเดินพลังในร่างกายก่อลมอ่อนๆได้ห่างจากมือประมาณสามสิบเซนติเมตรเท่านั้น สามปีมานี้นางมุ่งเน้นไปที่ด้านการอ่านหนังสือที่บ้านลุงเจ้าเท่านั้น เพราะเห็นว่าร่างกายยังเด็กเกินกว่าที่จะเน้นด้านกำลังกาย แขนขาก็ยังไม่มีกำลังได้แต่ยังฝึกความยืดหยุ่นทุกวัน เมื่อชาติก่อนนางเคยเรียนเต้นบัลเล่ต์ ซึ่งสามารถฝึกตั้งแต่เด็กได้ ตอนนี้นางเลยฝึกยืดตัวร่วมกับเดินลมปราณไปด้วย แต่การที่เด็กห้าขวบสามารถเขียนอ่านได้ก็นับว่าแปลกแล้ว ในสังคมที่การทำงานไร่ไม่จำเป็นต้องเขียนอ่านเป็น แม้ชนชั้นขุนนางจะรวยกว่าพ่อค้า ผู้คนจึงอยากเข้ารับราชการมากกว่าแต่สมัยนี้ยังไม่ให้ผู้หญิงสามารถรับราชการได้ อย่างไรนางก็ไม่สามารถทำงานเป็นข้าหลวงได้ พ่อแม่ของนางแม้จะยินดีที่นางเขียนอ่านตำราได้ดีแต่ก็ไม่ได้สนับสนุนนัก อย่างไรจอมยุทธหญิงก็ยังมีเกียรติมากกว่าบัณฑิตหญิง
“ซานหลิง วันนี้เจ้าเอาตำรามาคืนท่านพ่อหรือ” เฝิงยี่เด็กชายวัยเก้าขวบ เป็นบุตรชายคนเดียวของลุงเจ้าและป้าหลี เดินมาเปิดประตูให้นาง เฝิงยี่เรียกตนเอง ‘ประมุขรุ่นเยาว์’ ตั้งตนปกครองเด็กในหมู่บ้านวัย 4-10 ปี เนื่องจากตนเองเป็นลูกของลุงเจ้าทำให้มีคนเกรงใจไม่น้อย รวมทั้งฝึกยุทธมาตั้งแต่เริ่มเดินได้ พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วกว่าคนรุ่นเดียวกัน รวมทั้งเจ้าตัวมุ่งในการฝึกวิชาด้านกำลังกาย ทำให้ตอนนี้ใช้วิชาตัวเบาได้เหมือนกับผู้ใหญ่ในหมู่บ้านแล้ว ซึ่งมีเพียงเฝิงยี่ที่ทำได้ในเด็กวันต่ำกว่าสิบสาม จึงทะนงตนว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มเด็กในหมู่บ้าน ตั้งแต่ซานหลิงมาเรียนหนังสือกับลุงเจ้า แม้ลุงเจ้าจะไม่ให้นางกราบเป็นอาจารย์แต่การปฎิบัติก็ไม่ต่างกับศิษย์อาจารย์เลย เฝิงยี่จึงดูแลนางราวกับศิษย์น้องทีเดียว เฝิงยี่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กรุ่นราวเดียวกัน ตาสีนิลจมูกเป็นสันชัดเจน คิ้วหนาได้รูป ผิวขาวราวหยวกกล้วย แตกต่างจากนางและเด็กคนอื่นในหมู่บ้านที่ผิวกร้านแดด หรืออย่างน้อยก็ยังเป็นสีขาวเหลืองอยู่ไม่ขาวผ่องเช่นเฝิงยี่ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเฝิงยี่คงเป็นหนุ่มหล่อ กระชากใจสาวทั้งหมู่บ้าน หรือในยุทธภพที่ใฝ่ฝันจะออกเดินทางเป็นแน่
“ซานหลิง เจ้าอยากให้ข้าช่วยฝึกยุทธให้เจ้าด้วยหรือไม่ ข้ารับรองอีกไม่กี่ปีเจ้าล้ำหน้าเซี่ยงจู่ได้แน่” เซี่ยงจู่คือเด็กโตในหมู่บ้านอายุสิบสองปี “ตอนนั้นข้าจะตั้งเจ้าให้เป็นมือขวาของข้า เป็นรองประมุขรุ่นเยาว์ดีหรือไม่”เฟิงยี่เสนออย่างอารมณ์ดี‘ป๊อก’“โอ้ยท่านพ่อ เคาะหัวข้าทำไม”ลุงเจ้าใช้สันหนังสือในมือเคาะหัวเฝิงยี่จากด้านหลัง
“เจ้าเด็กมีแต่กล้ามเนื้อไร้สมองเช่นเจ้าน่าตีนัก วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นฝึกกาย ไม่รู้จักฝึกลมปราณ หรืออ่านตำราบ้าง”
“ท่านก็ตีไปแล้วนิ”เฝิงยี่ลูบหัวป้อยๆ แล้วบ่อยขมุบขมิบอย่างน้อยใจ
“ข้าจะบอกไว้นะตอนนี้ซานหลิงมีพื้นฐานลมปราณดีที่สุดในหมู่บ้านแล้ว อีกไม่กี่ปีนางจะพัฒนาได้เร็วกว่าเจ้านัก ได้ยินแล้วอยากไปฝึกลมปราณเพิ่มกับนางหรือไม่”
“ข้าเดินลมปราณไปแล้วเมื่อเช้า ตอนนี้ข้านัดพี่จิวจะขึ้นไปล่าสัตว์บนเขา บุรุษที่ดีไม่ผิดนัดนะท่านพ่อ แม้ข้าอยากจะฝึกด้วยแต่จนปัญญาจริงๆ ไว้วันหน้าแล้วกันนะ วันนี้ข้าไปก่อน ข้าไปแล้วนะซานหลิง ถ้าอยากฝึกกำลังกายมาหาข้านะ”ประโยคหลังเฝิงยี่แอบกระซิบกับนาง ก่อนจะวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ หนีไปอีกแล้วให้นั่งฝึกเดินลมปราณนานๆไม่ได้เลย ยิ่งเรื่องตำรายิ่งแล้วใหญ่กลัวตำรามากกว่าปีสาจ หากโตไปเจ้าช่วยดูแลพี่เฟิงด้วยแล้วกัน”
“ข้ารู้แล้วลุงเจ้า” นางยิ้มตอบรับอย่างอารมณ์ดี ‘เด็กสายกีฬา ที่ไม่ชอบเรียนสินะ’ พ่อที่อยากให้ลูกเน้นอ่านหนังสือสอบมีตั้งแต่สมัยนี้แล้วหรือ ดีนะที่เฟิงยี่รักเส้นทางของตนเองและลุงเจ้าก็ไม่ได้บังคับมากจนลูกเครียด นางคิดแล้วก็เดินตามลุงเจ้าเข้าไปในบ้าน
สามชั่วยามต่อมา
“ท่านต่อ แย่แล้วๆๆ” เสียงเฝิงยี่ลอยมาแต่ไกล เฝิงยี่ใช้วิชาตัวเบาลอยเข้ามาในบ้านพร้อมตะโกนไม่หยุด เมื่อมาถึงหน้าลุงเจ้าและนางสภาพของเฝิงยี่บ่งบอกว่ามีเรื่องด่วนจนวิ่งมาไม่พักเลย เหงื่อออกเป็นสายหน้าแดงและหอบไม่หยุด
“มีอะไร รีบแจ้งมา”
“ข้ากับพี่จิวไปล่าสัตว์ในป่า แล้วพวกข้าไปเจอกลุ่มทหารกำลังเดินสำรวจที่ใต้น้ำตก ห่างจากเราประมาณหนึ่งร้อยลี้ได้”
“พวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่าเป็นทหารของแคว้นใด”
“พวกข้าไม่ทราบแต่พวกมันผูกผ้าสีเขียวสีเขียว ท่านพ่อพี่จิวบอกว่าทิศทางของหมู่บ้านหลัวมีกลุ่มควันใหญ่ น่ากลัวจะเป็นจุดไฟแล้ว ท่านพ่อเราจะทำอย่างไรกันดี” เฝิงยี่หน้าซีดเผือก หากกลุ่มควันนั้นคือการจุดไฟเผาทำลายจริงมิใช่หมู่บ้านหลัวที่มันรู้จักทำให้หายสาบสูญไปแล้วหรือ
“กลุ่มทหารนั้นน่าจะเป็นชนกลุ่มน้อยที่กำลังรบกับแคว้นหวัง หากเกิดสงครามอาจจะมีคนขึ้นมาสำรวจเจอหมู่บ้านเราได้ แล้วจิวมู่ละ”
“พี่จิวยังดูต้นทางอยู่ หากพวกมันขึ้นมาเหนือน้ำตกแล้วจะกลับมาแจ้งอีกที”
“ดีแล้ว เราต้องเรียกประชุมผู้ใหญ่ในหมู่บ้านก่อน แต่เราเคาะระฆังเรียกประชุมไม่ได้ เพราะเสียงอาจกังวาลไปจนมีทหารได้ยินว่ามีคนในเขาได้ พวกเจ้าวิ่งไปบอกคนในหมู่บ้านให้มาหาข้านะ”
“ท่านพ่อกลุ่มวัยเยาว์ของข้ามีกระดิ่งไม้เป็นสัญญาณเรียกตัวของทุกคน ข้าจะเรียกเด็กในหมู่บ้านออกมาช่วยด้วย ทุกคนคือคนในหมู่บ้านต้องช่วยกันทั้งหมด” ลุงเจ้ามองเฝิงยี่อย่างประหลาดใจที่มีการทำสัญญาณของกลุ่มเด็กๆ รวมถึงความกล้าหาญของบุตรชายผู้นี้
ไม่กี่นาทีเด็กในกลุ่มก็วิ่งมา เมื่อรับคำสั่งก็วิ่งกลับบ้านไปพาพ่อแม่กลับมาอีกครั้ง ยังไม่หนึ่งเค่อดีคนในหมู่บ้านก็มาครบที่บ้านของลุงเจ้า“หากเป็นที่ลุงเจ้ากล่าวอาจจะมีทหารมาถึงหมู่บ้านของเราก็ได้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะมาเจอเมื่อไร หมู่บ้านของเราตัดขาดจากแคว้นต่างๆพวกเราตกสำรวจมานานแล้ว ไม่เคยมีทางการเข้ามาไม่มีใครรู้จักหมู่บ้านเรา บางทีหากโชคดีอาจแค่เดินทัพต่อไปไม่ขึ้นมาบนนี้ ไม่มีใครมาเจอก็ได้” คนในหมู่บ้านผู้หนึ่งกล่าว โชคดีที่หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนที่ราบ ด้านล่างด้านที่ทหารอยู่มีน้ำตกคั่นไว้อยู่ หากทหารไม่สนใจขึ้นมาเหนือน้ำตกก็ไม่อาจมาเจอหมู่บ้านนี้ได้
“หากไม่เจอเราก็ดี แต่ข้าเกรงว่าภูเขานี้จะกลายเป็นสนามรบ หากเป็นเช่นนั้นย่อมมีทหารสำรวจภูเขารวมถึงตาน้ำ ไม่นานต้องตามลำธารมาจนเจอพวกเราแน่”
“เราควรต้องทำอย่างไรต่อกันดี”
“ข้ามีข้อเสนอคือหลบออกจากหมู่บ้านกันไปก่อน หรือไปหลบในถ้ำด้านหลัง เพียงแต่ถ้ำมันสะดุดตาเกินไปทหารอาจได้ง่าย บ้านข้ามีหลุมหลบภัยขนาดนั่งได้เพียงสิบคนเท่านั้นหากใครอยากจะอยู่ก็ได้”
“ข้าว่าหลบออกจากหมู่บ้าน”
“ข้าว่าหลบในถ้ำ” คนในหมู่บ้านเสนอความคิดเห็น
“หากข้าจะสู่ละ คนในหมู่บ้านเรามีคนแก่ที่อยากอยู่บ้าน และเด็กไม่มากนัก ผู้ชายในหมู่บ้านเราพอมีวิชาต่อสู้บ้าง หากต้องสู้จริงทหารหนึ่งกองร้อยเราก็จัดการได้”
“ใช่ๆ เราจะสู่เพื่อหมู่บ้าน เพื่อชีวิตเรา” เมื่อได้ยินข้อเสนอให้สู้ ผู้ชายในหมู่บ้านก็เห็นดีด้วย
“ทหารกองสำรวจอาจมาเป็นกองร้อย แต่ทั้งกองทัพมีเท่าไรคิดบ้างหรือไม่ เรามีกำลังไม่เพียงพอหรอก สู้ไปก็เหมือนเอาไข่กระเทาะหิน”
“ถ้าอย่างนั้นเราเอาผู้หญิงกับเด็กไปซ้อนในถ้ำก่อน ผู้ชายที่อยากปกป้องหมู่บ้านก็รับหน้าไปก่อนดีหรือไม่ หากทหารได้อาหารแล้วอาจพอใจจบเรื่องไปได้ แต่หากต้องสู้ข้าว่าเราสู้ที่นี่ดีกว่าเราหนีไปในป่าแล้วทหารไปเจอนะ”มีคนเสนอ
“ใช่ๆข้าเห็นดีด้วย หากพวกมันมาเจอหมู่บ้านร้างต้องตามไล่เราแน่ แล้วเราคงหนีไม่พ้นทหารหรอก”
“ลุงเจ้าแย่แล้ว ทหารเจอทางขึ้นเหนือน้ำตกแล้ว” ทันใดนั้นจิวมู่ก็วิ่งเข้ามาในที่ประชุมพอดี
“เหตุการณ์แย่แล้ว อีกไม่นานคงเจอเราแน่ ข้าจะให้ทุกคนยกมือตามความสมัครใจว่าจะเอาข้อไหนนะ”ลุงเจ้ากล่าว
และข้อสรุปในวันนี้คือข้อสาม ผู้ชายที่แข็งแรงและหญิงบางคนต้องอยู่ปกป้องหมู่บ้าน ข้าท่านพี่และท่านแม่จึงรีบมาเก็บของ ส่วนท่านพ่อต้องเข้าร่วมเป็นแนวหน้าอยู่ที่หมู่บ้าน
“นั่วนั่ว หากเราไม่ได้เจอกันอีก ฝากดูแลลูกทั้งสองให้เติบโตขึ้นมาเป็นสาวที่สวยงามเช่นเจ้าด้วยนะ”
“ฮือๆ ไม่เอาท่านพี่ ท่านเก่งกาจเพียงนี้ต้องกลับมาหาข้ากับลูกๆได้แน่”
“ข้าจะพยายามกลับไปกอดเจ้าให้เร็วที่สุด หากไม่มีโอกาสในชาตินี้ ชาติหน้าข้าก็ขอให้มีโอกาสได้กอดเจ้าอีกครั้งนะ”
“ท่านต้องรีบมาๆ”แล้วท่านพ่อก็เข้ามาท่านแม่ พี่สาวและข้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากบ้านจากไป นางรู้สึกถึงความกล้าหาญและเสียสละของคนในหมู่บ้าน ทุกคนเป็นชาวบ้านธรรมดาที่เคยยิ้มให้นางอย่างใสซื่อ วันนี้กลายเป็นคนที่มุ่งมั่น ลุกขึ้นมาจับอาวุธ บางชิ้นเป็นมีดหั่นหมูด้วยซ้ำขอเพียงแต่มีคมเท่านั้นแต่ต้องจับขึ้นมาเพื่อต่อสู้ ไม่ใช่เพราะอำนาจอยากได้อำนาจ แต่สู้เพื่อชีวิตตนเองและครอบครัวเท่านั้น พ่อกับแม่นางที่มีความสุขด้วยกันวันนี้และหวังจะจับมือกันจนแก่เฒ่ากลับต้องจากกันเพราะคำว่าสงคราม สงครามที่คนยิ่งใหญ่ต้องการกลับต้องแลกด้วยชีวิตของบุคคลมากมาย