ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๔ มากรสรักไท่จื่อ สื่อเอาตัวไม่รอด {PART 1}

    บทที่๔มากรสรักไท่จื่อ สื่อเอาตัวไม่รอด

    ในครั้นถึงโมงยามคล้อยเคลื่อนถึงเวลาเลื่อนขบวน เกี้ยวสีแดงถูกยกขึ้นที่หน้าจวนตระกูลเยี่ย พร้อมด้วยบรรดาข้าทาสซึ่งยกหามสินสมรสต่างๆ ตามไปยาวตั้งแต่ถนนหน้าบ้านจนถึงตลาด ผู้คนในเมืองต่างออกมาลอบมองดูขบวนเจ้าสาวพระราชทานซึ่งประกอบด้วยสมบัตินานาประการ อันทั้งหมดจะถูกนำไปส่งที่ตำหนักบูรพาทั้งสิ้น
    เจ้าสาวในชุดแดงลอบมองผ่านม่านผ้าคลุมออกมายังถนนโดยรอบ มีคนให้ความสนใจการอภิเษกของรัชทายาทมากเหลือเกินจนนางประหม่า แม้ว่าจะถูกกั้นด้วยผ้าแพรโดยรอบเกี้ยว ก็ยังไม่รู้สึกผ่อนคลายหรือปลอดภัยเท่าใดนัก
    เยี่ยเค่อซูเดินประกบเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตัวเอง เขาสวมชุดพิธีการเต็มยศสีน้ำเงินปักลายเสือดำบนอก คาดเอวด้วยผ้าแถบสีแดง อากัปกิริยาห้าวหาญนั้นตรึงใจบรรดาสาวๆ ซึ่งแอบมองมาจากชั้นสองของโรงน้ำชาข้างทาง บ้างก็ซุบซิบกันออกหน้าออกตาว่าพี่ชายคนโตของเจ้าสาวนั้น ช่างเป็นเจ้าบ่าวในดวงใจของใครที่ยังโสดอยู่ทั้งสิ้น
    แม้จะมีพี่ชายอยู่เคียงข้าง เจ้าสาวตระกูลเยี่ยก็มิได้วางใจ ด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงรบกวนความคิด นางสับสนและระแวงไปหมด ทว่าคำกล่าวของบิดาถึงการรอบคอบทำให้นางพอจะประคองสติไว้ได้ อย่างน้อย...ร่างกายของนางก็มิได้แสดงอาการไหวสั่นแต่อย่างไร
    ภาพของขบวนเจ้าสาวทำให้บางคนในฝูงชนนั้นกัดฟันแน่น ขณะที่เมื่อมองเห็นผ่านช่องบังตาเล็กๆ ไปพบกับบุคคลซึ่งอยู่ในเกี้ยวลางๆ ก็ยิ่งทำให้จิตใจวุ่นวายมากขึ้น พอเห็นแน่ชัดว่ามีเจ้าสาวอยู่ในขบวนจริงแท้ ร่างนั้นจึงถอยตัวหลบเร้นเข้าสู่มุมมืด รอการไปรายงานแก่ผู้จ้างวานต่อไป
    ฝูงชนและเสียงโห่ร้องทำให้เยี่ยซูจิ้นในเกี้ยวรู้สึกตื่นเต้น นางไม่เคยต้องพบเจอคนจำนวนมากเช่นนี้ แม้จะพยายามกล่อมตนเองตั้งแต่เช้าตรู่แล้วว่าจะต้องพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ทว่าพอเอาเข้าจริงนางก็อดหวั่นใจมิได้
    ตอนนี้นางคือเยี่ยซูเจี้ยน...นางท่องเช่นนี้ในใจซ้ำๆ แต่เมื่อวาน

    ชุดสีแดงถูกนำมาที่ห้องของซูเจี้ยนแต่เช้ามืด ข้ารับใช้คนสนิทเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องชะงักงันเมื่อมองเห็นฮัวชุนยืนรอรับใช้อยู่ข้างๆ แม่นางเยี่ยซูเจี้ยนซึ่งตื่นเช้าเป็นปกติ นางมิได้เอะใจถึงสภาพเตียงนอนอันไม่ค่อยเรียบร้อยเหมือนก่อน ทว่านางเพียงคิดว่าคงเพราะความตื่นเต้นในงานแต่งทำให้นายหญิงไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองนัก
    “ให้บ่าวตามคุณหนูใหญ่ไหมเจ้าคะ?” นางถาม
    “ไม่ต้องหรอก ข้าให้ฮัวชุนไปตามแล้ว นางป่วยน่ะ” เยี่ยซูจิ้นในคราบของคุณหนูรองตอบโดยพยายามเน้นน้ำเสียงให้ดูนุ่มนวล
    “ไม่ดีเลยเจ้าค่ะ อย่างไรให้ใครตามหมอดูอาการโดยเร็วดีกว่า”
    “ไม่ต้อง!”
    เสียงหนักแน่นของสตรีสูงวัยดังขึ้น พร้อมการปรากฏตัวของซู่ฟูเหริน นางแต่งตัวเรียบร้อยแล้วโดยมีบ่าวสองคนเดินนำเครื่องประดับเข้ามาด้วยกัน พอเห็นนายหญิงใหญ่เข้ามา บ่าวคนที่พูดจึงรีบก้มหัวคำนับทันที
    “ซูจิ้นก็เหมือนอีกครึ่งของซูเจี้ยน การที่นางป่วยกะทันหันเช่นนี้คงเป็นการช่วยรับเคราะห์แทนคุณหนูรองชั่วคราว ข้าไปดูนางมาแล้วก็แค่เป็นไข้หวัดขึ้นมาเท่านั้น” ฟูเหรินกล่าว
    “หากคุณหญิงว่าเช่นนั้น บ่าวก็วางใจเจ้าค่ะ”
    “สบายใจแล้วก็รีบช่วยกันแต่งตัวให้คุณหนูรองเสีย”
    “เจ้าค่ะ”
    ทั้งหมดรับคำพร้อมกัน แล้วรีบกระวีกระวาดจับคุณหนูรองคนดีที่วันนี้ดูตัวจะแน่นกว่าปกติเสียหน่อยขัดสีฉวีวรรณ เยี่ยซูจิ้นออกอาการรำคาญแต่ก็ต้องแสร้งทำเป็นพึงพอใจ ขณะที่โดนจับอบเครื่องหอม นางก็พลันคิดถึงหมูอบน้ำผึ้งที่ชื่นชอบ พลางภาวนาให้คืนนี้นางได้รับประทานเสียสักโครง เพราะตั้งแต่ตื่นเช้ามา...นางก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ทานสิ่งใด ด้วยเพราะกลัวสวมชุดเจ้าสาวของเยี่ยซูเจี้ยนไม่ได้!
    ฝาแฝดของนางแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้พ่ายผอมเช่นนี้ เยี่ยซูจิ้นบ่นในใจ แม้ชุดจะคับแน่นไปหน่อย แต่ลวดลายหงส์อันประณีตฝีมือของเยี่ยซูเจี้ยนนั้นเรียกได้ว่างามตระการตา ดีกว่างานปักชุ่ยๆ ของนางเองมากจนอย่าเทียบให้เสียขวัญจะดีกว่า ฟ้าดินช่างลำเอียง...นางไม่รู้จะโทษใครก็โทษฟ้าเสียดีกว่าโทษตัวเอง
    มองดูในคันฉ่อง นางถูกปะแป้งขาวผ่อง ทาชาดปาดแดง คิ้วเขียนโค้งงอน มองดูโดยรวมกลมกลึงแป้นแล้นเหมือยดวงจันทร์ ซูจิ้นหวังว่าหลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายคราวนี้นางคงผอมลงบ้าง แต่อย่างไรเสีย...ก็ยังไม่มีใครอื่นรู้ว่านางคือใคร ยกเว้นแต่บิดามารดา พี่ชาย และฮัวชุนเท่านั้น อีกทั้งยามรักษาการณ์ในคืนนั้นถูกคาดคั้นมิให้ปริปากบอกใครเรื่องการลักพาตัว บรรดาสาวใช้ล้วนได้รับการบอกเล่าว่าทหารยามตกใจเสียงแมวเท่านั้น ทุกอย่างยังคงเรียบร้อยดี
    มงกุฎวิหคเพลิงถูกสวมขึ้นด้วยมือของมารดา นางเงยหน้าขึ้นสบดวงตาซึ่งรื้นไปด้วยน้ำตาของความปิติระคนความโศกเศร้าลึกๆ แล้วก็รู้สึกใจหาย นางออกเรือนแล้ว แต่เป็นการออกเรือนเพื่อขายผ้าเอาหน้ารอด โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องประสบพบเจอสิ่งใดต่อไป
    “แต่นี้เจ้าต้องพยายามทำตัวเรียบร้อย อย่าให้ขาดตกความเป็นกุลสตรี” ซู่ฟูเหรินพยายามกลั้นน้ำตาเพราะกลัวไม่เป็นมงคล “พวกเจ้าออกไปสักครู่ เว้นแต่ฮัวชุนช่วยอยู่รับใช้ตรงนี้ก่อน”
    เมื่อบรรดาสาวใช้คนอื่นออกไปแล้ว คุณหญิงจึงได้กล่าวต่อไปอีก “วันนี้ให้เจ้าทำหน้าที่เหมือนซูเจี้ยนสักครึ่งก็ยังดี อย่าให้ใครระแคะระคายได้”
    “นอกจากพวกท่านแล้วจะมีใครรู้จักเราฝาแฝดได้ดีเท่า ต่อให้ข้าทโมนโหนต้นไม้ ก็คงไม่มีใครติดใจสงสัยหรอก” ซูจิ้นตอบ
    “นั่นแหละที่แม่กังวล” ซู่ฟูเหรินกุมขมับ “เข้าเรือนแล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อกันนะ”
    “มันจะน่ากลัวดังเสือเลยหรือการแต่งงาน” นางทำเสียงแข็ง
    “ที่ข้ากังวลไม่ใช่แค่การแต่งงาน แต่เป็นการใช้ชีวิตในตำหนักบูรพานั่นต่างหาก เพียงแค่มีข่าวว่าซูเจี้ยนได้สมรสพระราชทานก็ดูเอาเถิดว่าเกิดอะไรขึ้น”
    “ข้าจะต้องสืบรู้ให้จงได้ว่าใครบงการเรื่องนี้ ยิ่งข้าเป็นถึงไท่จื่อเฟย ข้าคงมีอำนาจมากขึ้น” เยี่ยซูเจี้ยนพูดอย่างมั่นใจ “แล้วกับทางจวนแม่ทัพจาง ท่านพ่อจะให้การอย่างไร?”
    “ยังคงสรุปไม่ได้”
    “เช่นนั้นก็ให้เขารอเสียหน่อย บอกว่าข้าป่วย ช้าไม่เกินสัปดาห์ข้าจะเข้านั่งเกี้ยวแดงอีกครา”
    “นี่เจ้าเสียสติหรืออย่างไร!”
    “หรือพวกท่านมีความคิดที่ดีกว่า การทำเช่นนี้เท่ากับหลอกให้ศัตรูตายใจเสียว่างานไม่สำเร็จ ระหว่างนั้นก็ให้ท่านพี่เค่อซูติดตามสืบหาร่องรอยของซูเจี้ยนตัวจริง ส่วนข้า...ข้าจะใช้ชีวิตทั้งในแบบของข้าและซูเจี้ยนเอง”
    “เจ้าเสียสติไปแล้วจริงด้วย” คนเป็นแม่ตกตะลึงกับความคิดสุดโต่งเช่นนั้น
    “ก็ข้ากับซูเจี้ยนเหมือนดังคนคนเดียวกัน จะยากอะไรกับการที่ข้าเป็นชายาสองตำหนัก!”
    แผนการอันดูไร้สาระทำให้ซู่ฟูเหรินเกือบจะล้มลงทรงตัวไม่อยู่ ดีที่ได้ฮัวชุนช่วยประคอง พอเห็นว่ามีบ่าวซึ่งชำนาญการยุทธิ์เช่นนางอยู่ในห้องด้วย คุณหญิงจึงได้รีบฝากฝังทันที
    “ฮัวชุน เจ้าจงคอยเป็นหูเป็นตาให้ข้าด้วย แล้วน้องสาวของเจ้า...เอ้า! ข้างนอกไปตามฮุยเอ๋อมาสิ!” แผดเสียงได้ไม่ทันไร สาวใช้ข้างนอกก็ตามเอาฮุยเอ๋อซึ่งเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องของซูจิ้นมาอย่างรวดเร็ว เมื่อนางเข้ามาแล้วก็รีบปิดประตูเงียบสนิท
    “ฮุยเอ๋อยินดีรับใช้ค่ะ” สาวน้อยหน้ากลมเอ่ย
    “เจ้าพี่น้อง ข้าคงต้องพึ่งพาแล้ว นายหญิงของเจ้าตั้งใจจะปลอมตัวเป็นชายาทั้งสองตำหนัก การจะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัยน้ำพักน้ำแรงพวกเจ้าสองคน” ซู่ฟูเหรินอธิบาย
    “ดีเลวอย่างไร ข้าและน้องสาวยินดีช่วย ขอแค่ตระกูลเยี่ยขอมาเจ้าค่ะ” ฮัวชุนเป็นคนพูดและถามต่อไปอีก “แต่จะทำอย่างไรถึงจะปรากฏตัวในสองที่ได้พร้อมกันล่ะเจ้าคะ?”
    คราวนี้คุณหนูเยี่ยเป็นฝ่ายตอบไปว่า “ข้าจะอาศัยอยู่ที่ตำหนักบูรภาเสียอาทิตย์หนึ่ง แล้วก็ลอบไปอาศัยที่จวนใต้เท้าจางอีกอาทิตย์หนึ่ง หรือหากมีเหตุจำเป็นก็ให้พวกเจ้าทั้งสองส่งข่าวแจ้งหากันแล้วรายงานแก่ข้า จางไป๋หู...องครักษ์จางผู้นี้มักใช้เวลาส่วนมากอยู่ในตำหนักบูรพาและติดตามไท่จื่อ แทบไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง คงไม่มีใครคอยสังเกตว่านายหญิงอยู่ตึกหรือไม่หรอก ใครถามก็ให้บอกว่าข้าป่วยเสีย”
    “แล้วหากท่านไม่อยู่ตำหนักบูรพา...”
    “ตัวรัชทายาทมีสนมนางในอยู่พอควร ข้าป่วยเสียก็ให้คนอื่นรับใช้ไปก็ได้นิ”
    “จะไหวหรือ...ซูจิ้น” มารดายังคงแสดงอาการเป็นห่วง
    “คิดมากไปก็มากความ เดี๋ยวก็เลยเวลายกเกี้ยวหรอก เอาตามนี้แหละ เจ้าแป้งทอด อยู่ทางนี้ก็ดูแลแม่ข้าและส่งข่าวให้พี่สาวเจ้าด้วย ข้าว่าพวกเจ้าพี่น้องมีวิธีสื่อสารโดยไม่ให้ใครรู้ความ” เยี่ยซูจิ้นสั่งเป็นมั่นเหมาะ “เอ้า...เอารองเท้ามาเตรียมไว้ซะ เจ้าสาวสองตำหนักจะขึ้นเกี้ยวแล้ว จงดู!”


    เมื่อตอนวางแผนก่อนหน้านี้ก็ดูมั่นอกมั่นใจอยู่หรอก แต่พอใส่รองเท้าขึ้นเกี้ยวมาแล้วนางก็ปอดแหกขึ้นมาเสียได้ คิดว่าคืนนี้ต้องพบหน้าสวามี...นางจะเอาตัวรอดอย่างไร หรือต้องตกเป็นพระชายาโดยพฤตินัย...โจรราคะผู้มากเมียต้องไม่ยอมปล่อยนางไปเสียง่ายเป็นแน่ โอ๊ย! คิดแล้วก็ปวดสมองยิ่ง
    พับผ่าสิ! ตบบ้องหูสามีในคืนแรกเสียได้ไหม!
    ไม่ทันไร นางก็มาถึงทางเข้าตำหนักบูรพาแล้ว จิตใจยังไม่สงบดี นางก็เหมือนหมูถูกยกมาวางพาดเขียง รอพ่อครัวลงมีดสับเสียเท่านั้น เกี้ยวถูกวางลงพร้อมใจที่หล่นวูบลงของเยี่ยซูจิ้น
    “เจ้าสาวมาแล้ว!”
    เสียงโห่ร้องต้อนรับดังสนั่น คนรับใช้นำขั้นบันไดพร้อมรองเท้าแดงมาคอยแล้ว แม่นางเยี่ยกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ก่อนจะก้าวลงสวมรองเท้าโดยมีพี่ชายยกแขนประคอง ซูจิ้นเปรยตามองประตูเข้าวัง ก้าวต่อไปจะข้ามธรณีประตูไปในฐานะเยี่ยซูเจี้ยน ผู้กลายมาเป็นไท่จื่อเฟยอย่างเป็นทางการ
    สามี...หรือควรเรียกว่าพระสวามีด้วยบรรดาศักดิ์ รัชทายาทแห่งต้าหมิงมิได้มายืนรับพระชายาหน้าประตู นางเห็นเพียงชายผู้หนึ่งสวมชุดพิธีการสีแดงประดับด้วยลวดลายงูใหญ่ มองเผินๆ ดูคล้ายสัญลักษณ์มังกรของจักรพรรดิ ทับอีกชั้นด้วยเสื้อคลุมสีดำ ตัวของเขาสูงใหญ่ ขนาดที่เยี่ยซูจิ้นเคยคิดว่าพี่ชายของตนนั้นใหญ่แล้ว เขากลับดูเหมือนจะใหญ่กว่าด้วยซ้ำ หน้าตาของเขาดูคุ้นเหลือเกิน แต่นางก็คิดไม่ออกว่าคุ้นเคยกันได้อย่างไร พอลองคิดดูแล้วว่าใครกันซึ่งจะสามารถมายืนอยู่หน้าประตูตำหนักบูรพาด้วยท่าทีองอาจเช่นนี้ได้ ก็คงจะมีอยู่ผู้หนึ่ง
    “องครักษ์จาง ว่าที่สามีตัวจริงของเจ้าเป็นผู้มารับตัวเจ้าสาว” เยี่ยเค่อซูกระซิบบอก
    “ใช่หรือ...เหตุใดรัชทายาทถึงไม่ยอมมารับตัวข้าล่ะ คนเช่นนี้ไม่ได้เรื่องเสียจริง” นางบ่นแก้เขิน แน่สิที่นางจะต้องเขิน ก็พี่ชายดันกระเซ้าว่าเขาคือว่าที่สามีของนาง แถมตอนนี้ก็สวมชุดแดงด้วยกันทั้งคู่เสียด้วย
    “คงรออยู่ด้านใน”
    “หรือไม่ก็อาจจะหนีการอภิเษกไปไกลแล้ว สบายข้าล่ะ” เจ้าสาวยังมีหน้ามาแกล้งล้อเล่น คงเพราะหากนางไม่ตลก ก็คงจะเผลอคิดมากเป็นแน่
    “ยินดีต้อนรับตระกูลเยี่ย เชิญข้างในเถิด” จางไป๋หูกล่าว
    “เอ้า เร็วเข้า”
    เยี่ยเค่อซูรบเร้านาง เจ้าสาวจำยอมจึงต้องก้าวอาดๆ ไม่สิ...เรียกว่านางพยายามจะก้าวอย่างช้าแบบเดียวกับซูเจี้ยน ทว่าก็ออกมาดูเก้กัง นางจึงเลือกเดินตามนางสะดวก เพราะว่าหากไม่แล้วนางอาจได้ล้มหัวคะมำเพราะสะดุดชายกระโปรงตนเอง
    ช่วงเวลาต่อจากนั้นดูวุ่นวายไปหมด เมื่อนางก้าวข้ามธรณีประตู เดินไปตามทางเดินคดเคี้ยวเพื่อออกไปยังลานประกอบพิธีซึ่งมีบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ ประกอบด้วยข้ารับใช้อีกจำนวนมากรอคอยอยู่ ณ ซ้ายสุดด้านหน้าของลานนั้นคือที่ประทับขององค์จักรพรรดิ ไทเฮา และซู่เต๋อฮองเฮา ตรงกลางลานจัดเป็นแท่นประกอบพิธีคำนับฟ้าดิน นางก้าวเดินไปตามพรมสีแดงซึ่งปูลาดพื้นอยู่ด้วยขาสั่นเทา ราวกับว่าทุกย่างก้าวคือการเดินสู่แท่นประหาร และตรงนั้น...ตรงสุดทางเดิน เพชฌฆาตสวมชุดแดงรอบั่นคอนางอยู่!
    จูหยางเหยี่ยน รัชทายาทของจงหยวนอยู่ตรงนั้นแล้ว เขายืนอยู่อย่างสงบ รูปร่างของเขาดูประเปรียวเหลือเกิน หากมองด้านข้างก็ดูบอบบางเหมือนรูปสตรี แต่เมื่อนางขยับไปยืนประจันหน้ากับเขา เยี่ยซูจิ้นจึงพบว่าเขาคือบุรุษรูปงามคนหนึ่ง
    สามีของฝาแฝดนางช่างสวยล่มเมืองเสียจริง!
    พิศดูดวงหน้าอันโดดเด่นด้วยเรียวคิ้วหนาเป็นสัน รับคมตัดกับแนวเส้นจมูกสวย ดวงตายาวโค้งดั่งวงเดือนหรุบลงต่ำมิยอมมองหน้านาง ริมฝีปากกระจับนั้นเล่า...ยังเหยียดเม้มอย่างแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างชัดแจ้ง นอกจากจะสวยเลือกได้แล้วยังหยิ่งอีก...เยี่ยซูจิ้นสบถในใจ
    “คำนับฟ้าดิน”
    โค้งแรกแก่การกราบไหว้ฟ้าดินเทพยดา บ่าวสาวก้มลงพร้อมกัน
    “คำนับบิดามารดา”
    พวกเขาหันไปยังที่ประทับ คำนับลงอีกครั้ง
    “คำนับบ่าว-สาว”
    เจ้าบ่าวจำเป็นกับเจ้าสาวจำทนคำนับเข้าหากัน และด้วยความที่ไม่ยอมมองหน้ากันและกัน ทำให้ทั้งเครื่องประดับเจ้าบ่าวชนโปกเข้ากับมงกุฏหงส์เพลิงของเจ้าสาวทันที เดชะบุญยังไม่ส่ง นรกยังมาเกิด เมื่อปลายจงอยผมข้างหูของจูหยางเหยี่ยนเข้าไปพันติดกับเกลียวก้านดอกไม้บนหัวของเยี่ยซูจิ้น
    “โอ๊ย!”
    ทั้งคู่ร้องขึ้นพร้อมกัน แต่ยังไม่มีใครยกมือขึ้นแกะปมนั้นได้ สองคนต้องโค้งหัวติดกันอยู่นาน ลมหายใจอุ่นของชายหนุ่มปะทะยังผ้าไหมเนื้อบางบนดวงหน้าของหญิงสาว รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นที่แก้มตามมา ไม่รู้ว่าเพราะลมหายใจ อากาศ หรือยางอายอันมีน้อยนิดของนางกันแน่
    ขันทีซึ่งอยู่แถวใกล้ขยับเข้ามาช่วยแกะผมของรัชทายาทออกจากมงกุฎ โดยมีเสียงบ่นพึมพำสาปแช่งไปทั่วของจูหยางเหยี่ยนประกอบ เขาดูไม่พอใจ...ไม่พอใจอย่างมากกับการแต่งงาน นางเข้าใจเขาดี เพราะนางกับซูเจี้ยนก็ไม่ได้อยากร่วมหอลงโลงกับเขาหรอก นอกจากจะต้องจำทนเพราะกลัวพระอาญา ยังต้องห่วงความปลอดภัยอีก มีแต่เสียกับเสีย
    เมื่อถูกแยกออกจากกันแล้ว เจ้าสาวก็ถูกพาตัวไปส่งยังห้องหอ ท่ามกลางการเฉลิมฉลองยินดีโดยทั่วกัน ทั้งภายในวังหลวง ตลอดไปจนถึงปากซอยร้อยตลาดกลางเมืองหลวง