ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 108 จิ๋นซีฮ่องเต้จับสายไฟ ชนะขาดลอย!

            เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน

            ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีหลักฐานการโต้เถียงกันไปมาก็เป็นเพียงการพยายามโยนความรับผิดชอบให้พ้นตัวเท่านั้น

            สำหรับหวังเหมิ่งแล้วหากเขาสามารถทำให้เจียงจืออวี๋หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่กลายเป็นแพะรับบาปในเรื่องนี้ได้แรงกดดันมหาศาลที่แบกไว้ก็จะมลายหายไปในพริบตา

            ทว่าทุกอย่างกลับถูกขีดเส้นใต้ปิดฉากลงทันทีที่ท่านเหลียงเอ่ยปากว่าให้เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้

            ความหมายที่แฝงอยู่คือต่างคนต่างไปจัดการปัญหาของตัวเอง และเลิกแล้วต่อกันเสีย

            ด้วยความแข็งแกร่งและสถานะของท่านเหลียงเมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ออกมา ย่อมไม่มีใครกล้าเอ่ยคำคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ

            แต่มีสิ่งหนึ่งที่สร้างความฉงนให้หวังเหมิ่งอย่างยิ่ง

            เขาแทบจะมั่นใจว่าความตายของลูกศิษย์ตนต้องเกี่ยวข้องกับเจียงจืออวี๋อย่างแน่นอนแต่ท่านเหลียงกลับระบุว่าเด็กพวกนั้นถูกหักคอปลิดชีพในพริบตา

            สองประเด็นนี้ดูจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรคงต้องรอให้เจ้าหน้าที่จากทางการนำศพเหล่านั้นออกมาเสียก่อน

            ถึงตอนนั้นเขาจะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศพมาตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เขาก็จะมีคำอธิบายที่เพียงพอต่อเบื้องบน

            หวังเหมิ่งจึงเลือกที่จะรออยู่ต่อเพื่อให้เห็นศพกับตาในขณะที่คณบดีเฉียนพานักศึกษาของสุ่ยมู่เดินทางกลับ

            การเดินทางในครั้งนี้หากมองข้ามเรื่องที่เจียงจืออวี๋ออกมาล่าช้าไปบ้าง โดยรวมก็นับว่าราบรื่นอย่างยิ่ง

            ที่สำคัญที่สุดคือผลเก็บเกี่ยวในครั้งนี้มหาศาลนัก!

            มูลค่ารวมของสมุนไพรวิญญาณที่นักศึกษาทุกคนเก็บรวบรวมได้นั้นสูงกว่าแปดร้อยล้านเหรียญ!

            ลำพังแค่จำนวนสมุนไพรวิญญาณระดับสูงก็เพียงพอจะทำให้การเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจนเกินบรรยาย

            แม้จะต้องแบ่งหนึ่งส่วนให้กับนักศึกษาแต่นั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาควรได้รับคณบดีเฉียนไม่ใช่คนที่จะมาตุกติกกับเงินเพียงแค่นี้

            แน่นอนว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นหลักประเด็นสำคัญคือเขาได้สิ่งที่ต้องการมาครอบครองแล้ว นั่นคือ หญ้าหลอมวิญญาณสิบต้น!

            ห้าต้นมาจากทีมของเจียงจืออวี๋และอีกห้าต้นมาจากอีกสองทีมที่เหลือรวมกัน

            ด้วยหญ้าหลอมวิญญาณเหล่านี้เขาก็จะสามารถเริ่มขั้นตอนการยกระดับสายเลือดให้กับซวนหนีหยกทมิฬได้เสียที!

            พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าคณบดีเฉียนผู้ติดแหง็กอยู่ที่ระดับนี้มาหลายสิบปีจะถวิลหาช่วงเวลานี้มากเพียงใด

            เจียงจืออวี๋นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะหยิบหญ้าหลอมวิญญาณอีกสามต้นที่ได้มาจากพวกของต้วนหงเทาออกมา

            “หญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้ฉันหวังว่าจะช่วยให้อาจารย์มีโอกาสสำเร็จเพิ่มขึ้นอีกสักนิดนะคะ”

            ในตอนนี้รอบข้างไร้ผู้คนในโบกี้รถไฟมีเพียงเจียงจืออวี๋และคณบดีเฉียนอยู่กันตามลำพัง

            เมื่อคณบดีเฉียนเห็นหญ้าหลอมวิญญาณทั้งสามต้นเขาก็ดูเหมือนจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้เขาเหลือบมองเจียงจืออวี๋แวบหนึ่งก่อนจะรับมันไปโดยไม่คิดจะปฏิเสธตามมารยาท

            “หญ้าหลอมวิญญาณสิบต้นนั้นเพียงพอสำหรับปรุงยาประสานพลังกำเนิดเพื่อยกระดับสายเลือดซวนหนีหยกทมิฬขึ้นหนึ่งระดับแล้วการใส่เพิ่มไปอีกสามต้นไม่ได้ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในระดับรากฐานหรอก”

            “แต่ฉันสามารถช่วยปรุงหญ้าสามต้นนี้ให้เธอไปด้วยเลยแล้วกัน”

            “เมื่อกลั่นเป็นยาแล้วแม้ตัวยาจะไม่อาจยกระดับสายเลือดให้สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอสูรได้แต่มันจะมีประโยชน์กับเจ้างูเกล็ดขาวของเธอมากทีเดียว”

            เจียงจืออวี๋ได้ยินดังนั้นก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย

            ความจริงแล้วหญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้คือ ‘เหยื่อล่อ’ ที่เธอโยนออกไป

            คณบดีเฉียนช่วยปกป้องเธอไว้ก่อนหน้านี้เธอย่อมต้องตอบแทนบุญคุณและหญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้ก็เป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกทั้งยังเป็นการหยั่งเชิงท่าทีของคณบดีเฉียนไปในตัวด้วย

            หากคณบดีเฉียนรับไว้ต่อไปหากหวังเหมิ่งคิดจะหาเรื่องเธออีกเธอก็จะสามารถรบกวนให้คณบดีเฉียนออกหน้าขวางอีกฝ่ายได้อย่างสนิทใจ

            และด้วยเล่ห์เหลี่ยมระดับคณบดีเฉียนเขาคงเดาได้ไม่ยากว่าต้องเกิดอะไรขึ้นในแดนเร้นลับอย่างแน่นอน

            เธอสามารถเก็บสมุนไพรวิญญาณมูลค่าหนึ่งร้อยล้านเหรียญนี้ไว้กับตัวได้ก็จริงแต่ปัญหาใหญ่คือจะเปลี่ยนมันเป็นเงินได้อย่างไร

            เงินหนึ่งร้อยล้านไม่ใช่จำนวนน้อยๆหากคณบดีเฉียนใช้อิทธิพลที่มีสืบหา ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้ที่มาที่ไป

            ดังนั้นหญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้หากจะบอกว่าเป็นการขอบคุณที่ช่วยปกป้อง สู้บอกว่าเป็น‘ค่าปิดปาก’ เสียยังจะถูกกว่า

            เพียงแต่เจียงจืออวี๋นึกไม่ถึงจริงๆว่าคณบดีเฉียนจะปฏิเสธ ผลประโยชน์ส่วนตนได้อย่างเด็ดขาดขนาดนี้แถมยังจะย้อนกลับมาช่วยปรุงยาให้เธออีกต่างหาก

            เมื่อเจียงจืออวี๋นิ่งเงียบคณบดีเฉียนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเช่นกัน ภายในรถไฟพลันตกสู่ความเงียบสงัดมีเพียงเสียงสายลมหวีดหวิวเบาๆ จากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเท่านั้น

            ผ่านไปครู่ใหญ่เจียงจืออวี๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น“อาจารย์คะความจริงแล้วในแหวนมิติของหนูยังมีสมุนไพรวิญญาณอยู่อีกไม่น้อยเลยค่ะ”

            “หากรวมกับหญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้มูลค่ารวมน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยล้านเหรียญค่ะ”

            “ส่วนที่มานั้น...”

            เจียงจืออวี๋กำลังจะอธิบายที่มาของสมุนไพรเหล่านี้แต่กลับถูกคณบดีเฉียนขัดจังหวะเสียก่อน

            “ทุกคนย่อมมีวาสนาเป็นของตัวเอง เธอไม่จำเป็นต้องรายงานฉันไปทุกเรื่องหรอก”

            “สมุนไพรส่วนที่เธอเก็บเกี่ยวในแดนเร้นลับ ทางฉันได้รับยอดเรียบร้อยแล้วส่วนที่เหลือนั่น...”

            คณบดีเฉียนเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้นประโยคหนึ่ง “ไม่ใช่ของที่เธอลงมือเก็บเกี่ยวเองใช่ไหม?”

            เก็บเกี่ยวเอง?เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการลงมือเก็บเองด้วยงั้นเหรอ?

            หลังจากนิ่งคิดเจียงจืออวี๋ก็ส่ายหน้าช้าๆ

            สมุนไพรพวกนั้นต้วนหงเทาและพวกเป็นคนเก็บส่วนแหวนมิติเจ้าทึ่มจู้เป็นคนไปรูดมา หากจะพูดให้ถูกตามหลักการเธอเพียงแค่รับแหวนมิติที่เต็มไปด้วยสมุนไพรมาจากมือเจ้าทึ่มจู้เท่านั้นเอง

            “ในเมื่อไม่ใช่ของที่เธอลงมือเก็บเกี่ยวเองแต่มันคือวาสนาที่ได้มาจากการสัประยุทธ์ชิงชัยของเธอ ก็จงเก็บไว้อย่างสบายใจเถอะเรื่องอื่นไม่ต้องคิดมาก”

            “หรือถ้าเธอไม่มีช่องทางปล่อยของฉันสามารถช่วยติดต่อหาคนมารับซื้อสมุนไพรเหล่านี้ให้ได้ด้วยนะ”

            เรื่องแบบนี้ก็แก้ปัญหาได้ด้วยงั้นเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักวิญญาณถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

            คำพูดนี้ถ้าอธิการบดีสุ่ยมู่มาได้ยินเข้าคงได้เปิดศึกถกเถียงกับตาแก่เฉียนยกใหญ่แน่ๆ

            แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันคณบดีเฉียนไม่ใช่คนพูดจาเรื่อยเปื่อย ในเมื่อเขาบอกว่าเจียงจืออวี๋เก็บไว้ได้ก็แสดงว่าไม่มีปัญหาแน่นอน

            และด้วยเหตุนี้ผลเก็บเกี่ยวจากการชิงสมุนไพรมูลค่าหนึ่งร้อยล้านบวกกับที่เก็บร่วมกับซินซวงและพวกอีกสองคนทำให้รายได้จากการเดินทางครั้งนี้ของเจียงจืออวี๋พุ่งทะยานไปถึงหนึ่งร้อยยี่สิบล้านเหรียญโดยประมาณ

            นอกจากนี้ยังมีผู้พิทักษ์เงินมายาระดับโหวแห่งยุทธ์อีกสองตนที่มีมูลค่ามหาศาลจนไม่อาจประเมินได้ซึ่งนี่แหละคือหัวใจสำคัญที่มีค่าเหนือกว่าเงินร้อยล้านพวกนั้นหลายเท่าตัวนัก

            คำว่า‘อู้ฟู่’ ดูจะน้อยเกินไปสำหรับผลเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ของเจียงจืออวี๋เสียแล้ว

            นี่มันเข้าตำราที่ว่า:จิ๋นซีฮ่องเต้จับสายไฟ... ชนะขาดลอย(1)!

            เจียงจืออวี๋ปฏิเสธความช่วยเหลืออื่นจากคณบดีเฉียนอย่างสุภาพซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร

            ทว่าในตอนที่เจียงจืออวี๋กำลังจะหมุนตัวเดินจากไปเขาก็เอ่ยรั้งเธอไว้เพื่อกำชับอีกครั้ง

            “จืออวี๋ ฉันรู้ว่าเธอมีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่และรอบคอบมากแต่อาจารย์ยังมีบางอย่างอยากจะบอกกับเธอ”

            “อาจารย์ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เธอผ่านอะไรมาบ้างหรือทำไมถึงได้มีความระแวดระวังและกำแพงในใจสูงส่งขนาดนี้”

            “แต่ต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์คนนี้เธอไม่ต้องคอยระแวดระวังไปเสียทุกอย่างหรอกนะ”

            เจียงจืออวี๋ชะงักไปเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าคณบดีเฉียนมองทะลุปรุโปร่งถึงสิ่งที่เธอคิดอยู่ก่อนหน้านี้

            ทว่าเธอไม่ได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆเพียงแต่ก้มศีรษะคำนับคณบดีเฉียนอย่างนอบน้อม แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป

            เมื่อขบวนรถไฟถึงสถานีทุกคนก็แยกย้ายกันกลับเข้ามหาวิทยาลัย

            สำหรับการเดินทางครั้งนี้แม้มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ออกคำสั่งห้ามแพร่งพรายอย่างเป็นทางการแต่ทุกคนต่างก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ

            เพราะพวกเขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า‘รวยเงียบๆ ย่อมดีที่สุด’

            และเงินรางวัลจากการส่งมอบสมุนไพรวิญญาณก็ถูกโอนเข้าบัญชีในวันที่สองหลังจากกลับมา

            เมื่อหักลบรายได้จากชิ้นส่วนสัตว์อสูรออกไปยอดรวมทั้งหมดอยู่ที่สิบหกล้านหกแสนห้าหมื่นเหรียญซึ่งมากกว่าที่ไป๋ฉางเซิงคาดการณ์ไว้เสียอีก

            เห็นได้ชัดว่าซินซวงและจางสิงไม่ได้ต้องการส่วนแบ่งจากหญ้าหลอมวิญญาณทั้งห้าต้นนั้นเลยและยกยอดส่วนนี้ให้เจียงจืออวี๋ทั้งหมด

            “ช่างเป็นคนดีจริงๆ เสียดายแค่พรสวรรค์ด้อยไปนิด”

            ไป๋ฉางเซิงบดเคี้ยวยาเลือดพยัคฆ์พลางดูดซับค่าพลังเลือดและแต้มวิวัฒนาการอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับรำพึงรำพันออกมา

            หลังจากร่ำรวยขึ้นมาทรัพยากรของไป๋ฉางเซิงก็ไม่เคยขาดมือ เขาได้รับยาเลือดพยัคฆ์วันละเม็ดและบางครั้งก็แวะไปหา ‘พี่ใหญ่’ ของตนเพื่อขอส่วนแบ่งแต้มวิวัฒนาการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ วัน

            ตอนนี้เขาเพียงแค่รอให้แต้มถึงหนึ่งพันเพื่อที่จะอัปเกรดทักษะเสริมพลังการย่อยให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่งเท่านั้น

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน