เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน
ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีหลักฐานการโต้เถียงกันไปมาก็เป็นเพียงการพยายามโยนความรับผิดชอบให้พ้นตัวเท่านั้น
สำหรับหวังเหมิ่งแล้วหากเขาสามารถทำให้เจียงจืออวี๋หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่กลายเป็นแพะรับบาปในเรื่องนี้ได้แรงกดดันมหาศาลที่แบกไว้ก็จะมลายหายไปในพริบตา
ทว่าทุกอย่างกลับถูกขีดเส้นใต้ปิดฉากลงทันทีที่ท่านเหลียงเอ่ยปากว่าให้เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้
ความหมายที่แฝงอยู่คือต่างคนต่างไปจัดการปัญหาของตัวเอง และเลิกแล้วต่อกันเสีย
ด้วยความแข็งแกร่งและสถานะของท่านเหลียงเมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ออกมา ย่อมไม่มีใครกล้าเอ่ยคำคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่สร้างความฉงนให้หวังเหมิ่งอย่างยิ่ง
เขาแทบจะมั่นใจว่าความตายของลูกศิษย์ตนต้องเกี่ยวข้องกับเจียงจืออวี๋อย่างแน่นอนแต่ท่านเหลียงกลับระบุว่าเด็กพวกนั้นถูกหักคอปลิดชีพในพริบตา
สองประเด็นนี้ดูจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรคงต้องรอให้เจ้าหน้าที่จากทางการนำศพเหล่านั้นออกมาเสียก่อน
ถึงตอนนั้นเขาจะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศพมาตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เขาก็จะมีคำอธิบายที่เพียงพอต่อเบื้องบน
หวังเหมิ่งจึงเลือกที่จะรออยู่ต่อเพื่อให้เห็นศพกับตาในขณะที่คณบดีเฉียนพานักศึกษาของสุ่ยมู่เดินทางกลับ
การเดินทางในครั้งนี้หากมองข้ามเรื่องที่เจียงจืออวี๋ออกมาล่าช้าไปบ้าง โดยรวมก็นับว่าราบรื่นอย่างยิ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือผลเก็บเกี่ยวในครั้งนี้มหาศาลนัก!
มูลค่ารวมของสมุนไพรวิญญาณที่นักศึกษาทุกคนเก็บรวบรวมได้นั้นสูงกว่าแปดร้อยล้านเหรียญ!
ลำพังแค่จำนวนสมุนไพรวิญญาณระดับสูงก็เพียงพอจะทำให้การเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจนเกินบรรยาย
แม้จะต้องแบ่งหนึ่งส่วนให้กับนักศึกษาแต่นั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาควรได้รับคณบดีเฉียนไม่ใช่คนที่จะมาตุกติกกับเงินเพียงแค่นี้
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นหลักประเด็นสำคัญคือเขาได้สิ่งที่ต้องการมาครอบครองแล้ว นั่นคือ หญ้าหลอมวิญญาณสิบต้น!
ห้าต้นมาจากทีมของเจียงจืออวี๋และอีกห้าต้นมาจากอีกสองทีมที่เหลือรวมกัน
ด้วยหญ้าหลอมวิญญาณเหล่านี้เขาก็จะสามารถเริ่มขั้นตอนการยกระดับสายเลือดให้กับซวนหนีหยกทมิฬได้เสียที!
พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าคณบดีเฉียนผู้ติดแหง็กอยู่ที่ระดับนี้มาหลายสิบปีจะถวิลหาช่วงเวลานี้มากเพียงใด
เจียงจืออวี๋นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะหยิบหญ้าหลอมวิญญาณอีกสามต้นที่ได้มาจากพวกของต้วนหงเทาออกมา
“หญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้ฉันหวังว่าจะช่วยให้อาจารย์มีโอกาสสำเร็จเพิ่มขึ้นอีกสักนิดนะคะ”
ในตอนนี้รอบข้างไร้ผู้คนในโบกี้รถไฟมีเพียงเจียงจืออวี๋และคณบดีเฉียนอยู่กันตามลำพัง
เมื่อคณบดีเฉียนเห็นหญ้าหลอมวิญญาณทั้งสามต้นเขาก็ดูเหมือนจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้เขาเหลือบมองเจียงจืออวี๋แวบหนึ่งก่อนจะรับมันไปโดยไม่คิดจะปฏิเสธตามมารยาท
“หญ้าหลอมวิญญาณสิบต้นนั้นเพียงพอสำหรับปรุงยาประสานพลังกำเนิดเพื่อยกระดับสายเลือดซวนหนีหยกทมิฬขึ้นหนึ่งระดับแล้วการใส่เพิ่มไปอีกสามต้นไม่ได้ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในระดับรากฐานหรอก”
“แต่ฉันสามารถช่วยปรุงหญ้าสามต้นนี้ให้เธอไปด้วยเลยแล้วกัน”
“เมื่อกลั่นเป็นยาแล้วแม้ตัวยาจะไม่อาจยกระดับสายเลือดให้สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอสูรได้แต่มันจะมีประโยชน์กับเจ้างูเกล็ดขาวของเธอมากทีเดียว”
เจียงจืออวี๋ได้ยินดังนั้นก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย
ความจริงแล้วหญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้คือ ‘เหยื่อล่อ’ ที่เธอโยนออกไป
คณบดีเฉียนช่วยปกป้องเธอไว้ก่อนหน้านี้เธอย่อมต้องตอบแทนบุญคุณและหญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้ก็เป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกทั้งยังเป็นการหยั่งเชิงท่าทีของคณบดีเฉียนไปในตัวด้วย
หากคณบดีเฉียนรับไว้ต่อไปหากหวังเหมิ่งคิดจะหาเรื่องเธออีกเธอก็จะสามารถรบกวนให้คณบดีเฉียนออกหน้าขวางอีกฝ่ายได้อย่างสนิทใจ
และด้วยเล่ห์เหลี่ยมระดับคณบดีเฉียนเขาคงเดาได้ไม่ยากว่าต้องเกิดอะไรขึ้นในแดนเร้นลับอย่างแน่นอน
เธอสามารถเก็บสมุนไพรวิญญาณมูลค่าหนึ่งร้อยล้านเหรียญนี้ไว้กับตัวได้ก็จริงแต่ปัญหาใหญ่คือจะเปลี่ยนมันเป็นเงินได้อย่างไร
เงินหนึ่งร้อยล้านไม่ใช่จำนวนน้อยๆหากคณบดีเฉียนใช้อิทธิพลที่มีสืบหา ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้ที่มาที่ไป
ดังนั้นหญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้หากจะบอกว่าเป็นการขอบคุณที่ช่วยปกป้อง สู้บอกว่าเป็น‘ค่าปิดปาก’ เสียยังจะถูกกว่า
เพียงแต่เจียงจืออวี๋นึกไม่ถึงจริงๆว่าคณบดีเฉียนจะปฏิเสธ ผลประโยชน์ส่วนตนได้อย่างเด็ดขาดขนาดนี้แถมยังจะย้อนกลับมาช่วยปรุงยาให้เธออีกต่างหาก
เมื่อเจียงจืออวี๋นิ่งเงียบคณบดีเฉียนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเช่นกัน ภายในรถไฟพลันตกสู่ความเงียบสงัดมีเพียงเสียงสายลมหวีดหวิวเบาๆ จากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเท่านั้น
ผ่านไปครู่ใหญ่เจียงจืออวี๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น“อาจารย์คะความจริงแล้วในแหวนมิติของหนูยังมีสมุนไพรวิญญาณอยู่อีกไม่น้อยเลยค่ะ”
“หากรวมกับหญ้าหลอมวิญญาณสามต้นนี้มูลค่ารวมน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยล้านเหรียญค่ะ”
“ส่วนที่มานั้น...”
เจียงจืออวี๋กำลังจะอธิบายที่มาของสมุนไพรเหล่านี้แต่กลับถูกคณบดีเฉียนขัดจังหวะเสียก่อน
“ทุกคนย่อมมีวาสนาเป็นของตัวเอง เธอไม่จำเป็นต้องรายงานฉันไปทุกเรื่องหรอก”
“สมุนไพรส่วนที่เธอเก็บเกี่ยวในแดนเร้นลับ ทางฉันได้รับยอดเรียบร้อยแล้วส่วนที่เหลือนั่น...”
คณบดีเฉียนเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้นประโยคหนึ่ง “ไม่ใช่ของที่เธอลงมือเก็บเกี่ยวเองใช่ไหม?”
เก็บเกี่ยวเอง?เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการลงมือเก็บเองด้วยงั้นเหรอ?
หลังจากนิ่งคิดเจียงจืออวี๋ก็ส่ายหน้าช้าๆ
สมุนไพรพวกนั้นต้วนหงเทาและพวกเป็นคนเก็บส่วนแหวนมิติเจ้าทึ่มจู้เป็นคนไปรูดมา หากจะพูดให้ถูกตามหลักการเธอเพียงแค่รับแหวนมิติที่เต็มไปด้วยสมุนไพรมาจากมือเจ้าทึ่มจู้เท่านั้นเอง
“ในเมื่อไม่ใช่ของที่เธอลงมือเก็บเกี่ยวเองแต่มันคือวาสนาที่ได้มาจากการสัประยุทธ์ชิงชัยของเธอ ก็จงเก็บไว้อย่างสบายใจเถอะเรื่องอื่นไม่ต้องคิดมาก”
“หรือถ้าเธอไม่มีช่องทางปล่อยของฉันสามารถช่วยติดต่อหาคนมารับซื้อสมุนไพรเหล่านี้ให้ได้ด้วยนะ”
เรื่องแบบนี้ก็แก้ปัญหาได้ด้วยงั้นเหรอ?
ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักวิญญาณถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
คำพูดนี้ถ้าอธิการบดีสุ่ยมู่มาได้ยินเข้าคงได้เปิดศึกถกเถียงกับตาแก่เฉียนยกใหญ่แน่ๆ
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันคณบดีเฉียนไม่ใช่คนพูดจาเรื่อยเปื่อย ในเมื่อเขาบอกว่าเจียงจืออวี๋เก็บไว้ได้ก็แสดงว่าไม่มีปัญหาแน่นอน
และด้วยเหตุนี้ผลเก็บเกี่ยวจากการชิงสมุนไพรมูลค่าหนึ่งร้อยล้านบวกกับที่เก็บร่วมกับซินซวงและพวกอีกสองคนทำให้รายได้จากการเดินทางครั้งนี้ของเจียงจืออวี๋พุ่งทะยานไปถึงหนึ่งร้อยยี่สิบล้านเหรียญโดยประมาณ
นอกจากนี้ยังมีผู้พิทักษ์เงินมายาระดับโหวแห่งยุทธ์อีกสองตนที่มีมูลค่ามหาศาลจนไม่อาจประเมินได้ซึ่งนี่แหละคือหัวใจสำคัญที่มีค่าเหนือกว่าเงินร้อยล้านพวกนั้นหลายเท่าตัวนัก
คำว่า‘อู้ฟู่’ ดูจะน้อยเกินไปสำหรับผลเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ของเจียงจืออวี๋เสียแล้ว
นี่มันเข้าตำราที่ว่า:จิ๋นซีฮ่องเต้จับสายไฟ... ชนะขาดลอย(1)!
เจียงจืออวี๋ปฏิเสธความช่วยเหลืออื่นจากคณบดีเฉียนอย่างสุภาพซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
ทว่าในตอนที่เจียงจืออวี๋กำลังจะหมุนตัวเดินจากไปเขาก็เอ่ยรั้งเธอไว้เพื่อกำชับอีกครั้ง
“จืออวี๋ ฉันรู้ว่าเธอมีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่และรอบคอบมากแต่อาจารย์ยังมีบางอย่างอยากจะบอกกับเธอ”
“อาจารย์ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เธอผ่านอะไรมาบ้างหรือทำไมถึงได้มีความระแวดระวังและกำแพงในใจสูงส่งขนาดนี้”
“แต่ต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์คนนี้เธอไม่ต้องคอยระแวดระวังไปเสียทุกอย่างหรอกนะ”
เจียงจืออวี๋ชะงักไปเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าคณบดีเฉียนมองทะลุปรุโปร่งถึงสิ่งที่เธอคิดอยู่ก่อนหน้านี้
ทว่าเธอไม่ได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆเพียงแต่ก้มศีรษะคำนับคณบดีเฉียนอย่างนอบน้อม แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อขบวนรถไฟถึงสถานีทุกคนก็แยกย้ายกันกลับเข้ามหาวิทยาลัย
สำหรับการเดินทางครั้งนี้แม้มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ออกคำสั่งห้ามแพร่งพรายอย่างเป็นทางการแต่ทุกคนต่างก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ
เพราะพวกเขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า‘รวยเงียบๆ ย่อมดีที่สุด’
และเงินรางวัลจากการส่งมอบสมุนไพรวิญญาณก็ถูกโอนเข้าบัญชีในวันที่สองหลังจากกลับมา
เมื่อหักลบรายได้จากชิ้นส่วนสัตว์อสูรออกไปยอดรวมทั้งหมดอยู่ที่สิบหกล้านหกแสนห้าหมื่นเหรียญซึ่งมากกว่าที่ไป๋ฉางเซิงคาดการณ์ไว้เสียอีก
เห็นได้ชัดว่าซินซวงและจางสิงไม่ได้ต้องการส่วนแบ่งจากหญ้าหลอมวิญญาณทั้งห้าต้นนั้นเลยและยกยอดส่วนนี้ให้เจียงจืออวี๋ทั้งหมด
“ช่างเป็นคนดีจริงๆ เสียดายแค่พรสวรรค์ด้อยไปนิด”
ไป๋ฉางเซิงบดเคี้ยวยาเลือดพยัคฆ์พลางดูดซับค่าพลังเลือดและแต้มวิวัฒนาการอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับรำพึงรำพันออกมา
หลังจากร่ำรวยขึ้นมาทรัพยากรของไป๋ฉางเซิงก็ไม่เคยขาดมือ เขาได้รับยาเลือดพยัคฆ์วันละเม็ดและบางครั้งก็แวะไปหา ‘พี่ใหญ่’ ของตนเพื่อขอส่วนแบ่งแต้มวิวัฒนาการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ วัน
ตอนนี้เขาเพียงแค่รอให้แต้มถึงหนึ่งพันเพื่อที่จะอัปเกรดทักษะเสริมพลังการย่อยให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่งเท่านั้น