ตอนที่ 3 เกิดแต่กับมิราห์
บรรยากาศภายในโบสถ์ใหญ่ที่ถูกจัดงานศพคลุ้งไปด้วยความเศร้าสลด แสงไฟสลัวจากเชิงเทียนส่องวูบไหวสะท้อนกับกระจกสีที่เรียงรายเหนือบานหน้าต่าง เสียงเพลงสวดศพดังก้องชวนให้หัวใจบีบรัด
ผู้คนในชุดดำทยอยกันเข้ามานั่งแถวหน้าด้วยสีหน้าโศกเศร้า งานศพถูกจัดขึ้นตามพิธีของศาสนาคริสต์ ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างสงบและศักดิ์สิทธิ์ แต่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการสูญเสียที่กดทับทุกลมหายใจ
แฟนคลับของมิราห์ต่างเดินทางมาร่วมไว้อาลัยไม่ขาดสาย บางคนถือดอกไม้ บางคนถือภาพถ่ายของเธอในวันที่ยังมีชีวิต เพื่อนในวงการบันเทิงหลายคนต่างขึ้นมากล่าวคำไว้อาลัย
เสียงสะอื้นดังแ่ประสานกับเสียงเพลงโศกชวนให้บรรยากาศยิ่งเศร้าหมอง ข่าวทุกช่องต่างรายงานถึงการจากไปอันกะทันหันของนางเอกสาวที่กำลังรุ่งโรจน์ในอาชีพ ราวกับโลกบันเทิงต้องสูญเสียแสงสว่างครั้งใหญ่
แม้ร่างที่ไร้ิญญาของมิราห์จะนอนสงบนิ่งอยู่ในโลงศพ แต่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าิญญาของเธอยังคงยืนอยู่ตรงนั้น มองดูทุกสิ่งทุกอย่างด้วยแววตาเปลี่ยวเหงา ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครััได้ มีเพียงเธอที่ตระหนักชัดว่าตัวเองได้จากโลกนี้ไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ
“นี่ฉันตายแล้วจริง ๆ เหรอ”
เธอบ่นกับตัวเอง พลางหันไปมองรูปถ่ายหน้าศพ
“ใครเลือกรูปวะเนี่ย เลือกสวย ๆ กว่านี้ก็ไม่ได้”
เธอหัวเราะหยันทั้งที่น้ำเสียงสั่นพร่า
แท้จริงแล้วมิราห์ไม่ได้รู้สึกเศร้ามากนักกับการจากไปของตัวเอง เพราะเธอรู้ดีว่ามันคงมาถึงสักวันอยู่แล้ว เธอเคยตรวจพบว่าเป็มะเร็งระยะสุดท้าย และเลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษา เธอเพียงอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างอิสระโดยไม่ต้องเ็ปจากการรักษาที่ทรมาน
ในเมื่อพ่อแม่ก็จากไปั้แ่เธอยังเด็ก เธอไม่มีครอบครัว ไม่มีใครให้ต้องกังวล เธอใช้ชีวิตตามใจอยากอย่างที่เป็มาโดยตลอด และไม่คิดว่าจะจากไปเร็วขนาดนี้
เธอยืนมองผู้คนมากมายที่ทยอยเข้ามาส่งเธอเป็ครั้งสุดท้าย แววตาเหลือบไปเห็น เอก ชายหนุ่มที่เธอยังไม่ได้ลิ้มลองเลยสักครั้ง เธอถึงกับส่ายหัว ถอนหายใจยาว
“เสียดายชิบหาย ของดีอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ จะได้กินแล้วเชียว”
ดวงตาของเธอจับจ้องเขาอย่างเสียดาย ใครจะคิดว่านางเอกสาวแถวหน้าต้องจบชีวิตลงเพราะลื่นล้มในห้องน้ำ หัวฟาดขอบชักโครกตายอย่างอนาถ เธอถึงกับหัวเราะฝืด ๆ ให้กับโชคชะตาอันน่าเวทนาของตัวเอง
พิธีศพยังคงดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่าย เสียงสวดภาวนาดังก้องกังวานจนกระทั่งถึง่สุดท้ายที่ต้องนำร่างเธอลงหลุมฝังศพ
มิราห์ยืนมองจากมุมหนึ่ง เห็นนิ เพื่อนสนิทของเธอกำลังร้องไห้จนตัวสั่น น้ำตาเปื้อนแก้มไม่หยุด เธออยากจะยื่นมือออกไปกอดเพื่อปลอบใจ แต่กลับทำไม่ได้ สุดท้ายได้แต่ยืนมองและพยายามปล่อยวาง ยอมรับสิ่งที่มันเป็ไปแล้ว
เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง ผู้คนทยอยกลับไป เหลือเพียงความเงียบสงัดคลุมหลุมฝังศพของเธอ แสงไฟจากโคมเล็กส่องริบหรี่เหนือพื้นดินใหม่ ๆ กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นดอกไม้ลอยคละคลุ้ง
มิราห์ยืนมองหลุมฝังศพตัวเอง พลางถอนหายใจ
“น่ากลัวเกินไปมั้ย วังเวงชิบหาย แล้วฉันล่ะ จะเป็ยังไงต่อไป”
เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงปนหวาดหวั่น
“จะไปเกิดใหม่หรือตกนรก ทำไมไม่มีใครมารับเลยวะ ไม่เห็นเหมือนในหนังผีเลยสักนิด”
เธอนั่งลงข้างหลุมฝังศพอย่างเหนื่อยล้า เอื้อมมือไปคว้าดอกไม้ที่วางอยู่ แต่กลับทะลุผ่านไปเหมือนไม่มีตัวตน ความจริงอันโหดร้ายทำให้หัวใจเธอยิ่งร้าวราน
แต่ทันใดนั้นเอง ร่างโปร่งแสงของมิราห์ก็สั่นสะท้าน สติของเธอพร่าเลือนเหมือนคนใกล้จะเป็ลม ทุกอย่างรอบตัวค่อย ๆ มืดลง จนในที่สุดสติและััทั้งหมดดับวูบไปอย่างกะทันหัน
อีกด้าน
กลิ่นสะอาดเฉพาะตัวของโรงพยาบาลลอยปะปนไปกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องพักผู้ป่วยวีไอพี เสียงเครื่องช่วยหายใจดังแ่เบาเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ร่างของปลายฟ้านอนนิ่งอยู่บนเตียง สีหน้าซีดขาวราวกระดาษ ผิวกายเย็นจนััได้ ทุกสายตาที่มองมายังเธอต่างเต็มไปด้วยความกังวลใจ
คุณหมอที่กำลังตรวจชีพจรเงยหน้าขึ้นพูดเสียงนิ่ง
“ตอนนี้ร่างกายของคุณปลายฟ้ายังไม่ตอบสนองนะครับ ชีพจรอ่อนมาก แต่ก็ยังคงมีอยู่”
เขาเช็กอาการพลางจดบันทึกลงแฟ้ม เสียงเขาเรียบแต่หนักแน่นก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป
ป้าแม่บ้านที่ยืนอยู่ปลายเตียงหันไปมองมาร์ตินด้วยสายตาลังเล ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น
“คุณมาร์ติน จะไม่บอกคุณพ่อคุณแม่ของคุณปลายฟ้าหรอคะ นี่ก็สองวันแล้วนะคะ”
มาร์ตินยืนกอดอกอยู่ข้างเตียง ใบหน้าคมเข้มของเขามีแววหงุดหงิด
“ไม่จำเป็ ยังไม่ตายก็ไม่จำเป็ต้องบอกใคร”
เสียงเย็นเฉียบตัดบททันที ป้าแม่บ้านอ้าปากเหมือนจะพูดต่อ แต่ก็ถูกเขาขัดอีกครั้ง
“อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ มีหน้าที่ดูแลก็ดูแลไป”
แววตาคมของมาร์ตินทำให้ป้าแม่บ้านต้องหลบสายตา เขาหยิบมือถือออกมากดเช็กข้อความแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“มีอะไรก็โทรหาเลขาฉัน ฉันจะกลับแล้ว แล้วอย่าให้เื่นี้หลุดออกไปให้ใครรู้”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้อง ทิ้งให้ความเงียบและกลิ่นยาฆ่าเชื้อเป็เพื่อนปลายฟ้าที่นอนอยู่บนเตียง
ป้าแม่บ้านถอนหายใจยาว เธอจัดแจงห่มผ้าให้ปลายฟ้าด้วยความสงสาร แววตาเต็มไปด้วยเวทนา เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าต้องเจอเื่เลวร้ายอะไรมา แต่เธอแน่ใจว่ามันเกี่ยวกับคุณมาร์ตินและผู้หญิงคนนั้นที่เธอเห็นเดินเข้าห้องทำงานไปด้วยกันก่อนปลายฟ้าจะหมดสติอยู่แน่ ๆ
ขณะที่มือเหี่ยวย่นกำลังจะเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปิดหน้า เสียงเครื่องช่วยหายใจก็ดังขึ้นถี่ผิดปกติ
“ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด”
ป้าแม่บ้านสะดุ้งเฮือก หันไปมองปลายฟ้าอีกครั้ง
ทันใดนั้นดวงตาของปลายฟ้าก็ลืมขึ้น หอบหายใจเฮือกใหญ่เหมือนคนที่เพิ่งถูกดึงขึ้นจากน้ำเพื่อหาอากาศ เธอกระตุกตัวเล็กน้อยก่อนจะพยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่ง ป้าแม่บ้านใทำท่าจะวิ่งไปเรียกหมอ แต่กลับถูกมืออ่อนแรงของปลายฟ้าคว้าข้อมือไว้แน่น
“คุณฟ้าเป็ยังไงบ้างคะ”
เสียงป้าแม่บ้านถามอย่างร้อนรน ปลายฟ้ามองเพดานขาวสะอาดราวกับไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
“นี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย”
เธอถามขึ้นทันทีด้วยเสียงแ่ ป้าแม่บ้านรีบตอบ
“คุณฟ้าหมดสติค่ะ คุณมาร์ตินเลยให้คนพามาโรงพยาบาล รู้มั้ยคะว่าคุณฟ้าหลับไปสองวันเต็มเลยนะคะ”
ปลายฟ้าหันหน้ามองป้าแม่บ้านด้วยแววตาสับสน
“นี่ฉันตายไปแล้วไม่ใช่หรอ แล้วฟื้นได้ยังไง”
เสียงแ่ของเธอทำให้ป้าแม่บ้านชะงักไป
“คุณฟ้ายังไม่ตายค่ะ”
“ฟ้า? ฟ้าไหน ใครฟ้า”
ปลายฟ้าขมวดคิ้วแน่น ป้าแม่บ้านหน้าเสีย
“ก็คุณฟ้าไงคะ คุณฟ้าเป็อะไรคะเนี่ย จำป้าได้มั้ย”
“เดี๋ยวนะ ฉันขอตั้งสติก่อน”
เธอพูดพลางยกมือกุมขมับ เธอลุกขึ้นนั่งมองซ้ายขวาอย่างงงงัน ก่อนหันไปยังผนังกระจกด้านข้าง ภาพสะท้อนตัวเองในชุดผู้ป่วยปรากฏขึ้นชัด
เธอพูดพึมพำ “ก็ฉันนี่นา นี่ฉันยังไม่ตายหรอ”
“คุณฟ้าคะ คุณฟ้าเป็อะไรคะเนี่ย ป้ากลัวนะคะ”
ป้าแม่บ้านยกมือขึ้นกุมอกด้วยความใ
“เมื่อกี๊เรียกฉันว่าอะไรนะ” เธอถามเสียงสั่น
“คุณฟ้า ป้าเรียกชื่อคุณไงคะ คุณปลายฟ้า”
“แต่ฉันไม่ได้ชื่อปลายฟ้า ฉันชื่อมิราห์ต่างหาก”
คำตอบนั้นทำให้ป้าแม่บ้านถึงกับถอยหลังหนึ่งก้าว
และใช่ ร่างกายนี้เป็ของปลายฟ้า แต่จิติญญาภายในกลับเป็มิราห์
เธอไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ภาพสุดท้ายในความทรงจำของเธอคือเธอนั่งอยู่ข้างหลุมศพตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป แล้วจู่ ๆ เธอก็ลืมตาขึ้นมาในร่างนี้ บนเตียงในโรงพยาบาล พร้อมกับเสียงคนเรียกชื่อแปลก ๆ ใส่เธอ
ป้าแม่บ้านหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบวิ่งออกไปเรียกหมอ หมอและพยาบาลกรูเข้ามาเช็กอาการอย่างรวดเร็ว
หลังจากตรวจทุกอย่างอย่างละเอียดก็ลงความเห็นว่าร่างกายของปลายฟ้าปกติทุกอย่าง แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือคำพูดและท่าทางที่แปลกไปจากเดิม
“ทุกคนออกไปจากห้องก่อนได้มั้ยคะ ฉันขออยู่คนเดียวซักพัก”
มิราห์ที่อยู่ในร่างปลายฟ้าพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น ทุกคนมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนทยอยเดินออกไป ทิ้งให้ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง เธอนั่งนิ่ง พยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้า หัวใจเต้นแรง มือเย็นเฉียบ
จู่ ๆ ศีรษะเธอก็ปวดจี๊ดขึ้นมาอย่างรุนแรงจนต้องนอนลงกับเตียง สายตาพร่ามัว ทุกอย่างรอบตัวเหมือนหมุนคว้าง เธอพยายามหายใจลึก ๆ ก่อนที่สติจะดับวูบไปอีกครั้ง
เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาอีกที รอบตัวขาวโพลนไปหมด ไม่มีเตียง ไม่มีเครื่องช่วยหายใจ มีเพียงความว่างเปล่าที่ทอดยาวออกไปสุดสายตา เธอหมุนตัวมองรอบ ๆ จนไปสะดุดกับร่างผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งกอดเข่าอยู่ด้านหน้า แผ่นหลังนั้นสั่นเล็กน้อยเหมือนกำลังร้องไห้
“อะไรอีกว่ะเนี่ย”
มิราห์พึมพำ พลางเดินเข้าไปใกล้
“ตอนนี้คุณอยู่ในร่างฉันแล้วใช่มั้ยคะ”
จู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาพูด ใบหน้าของเธอเหมือนมิราห์ทุกประการ ปลายฟ้าลุกขึ้นยืน สายตาสองคู่สบกันในความเงียบ
“หมายความว่ายังไง ร่างเธอ” มิราห์ถามเสียงแข็ง
“ใช่ค่ะ ร่างฉัน” ปลายฟ้าตอบด้วยเสียงเศร้า
“เธอช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจได้มั้ยเนี่ย นี่มันเื่อะไรกันแน่” มิราห์ขมวดคิ้ว
“ถึงคุณไม่ถาม ฉันก็จะอธิบายให้ฟัง เพราะฉันไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”
ปลายฟ้าพูดพลางก้มหน้า มือกำชายชุดแน่น เธอเล่าเื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งก่อนหน้าที่จะแต่งงานกับมาร์ติน และเหตุการณ์ที่ต้องเจอก่อนจะมาอยู่ในสภาพนี้
“นี่เธอแต่งงานกับเขาเพราะรักหรอ แต่ทำไมเขาทำกับเธอแบบนั้นล่ะ”
มิราห์ถามทันทีที่ได้ฟัง
“ไม่รู้สิ คงเพราะฉันรักเขาฝ่ายเดียว แต่เขาไม่ได้รักฉัน”
“แต่ที่เขาทำกับเธอมันก็เกินไปนะ”
มิราห์พูดเสียงเข้ม ความโกรธลุกโชนในอก
“จะไปเย็ดกันที่ไหนก็ไปสิ แต่ดันมาเย็ดกันที่บ้านเนี่ยนะ เลวจริง ๆ”
ปลายฟ้าหัวเราะเย้ยตัวเองเบา ๆ
“มันอาจเป็ที่ฉันที่ให้เขาไม่พอ ฉันมันอ่อนแอเกินไป”
“พอเถอะ ถ้าพูดแล้วมันทำให้ตัวเองเจ็บ” มิราห์พูดเสียงนุ่มลง
“อืม… ฉันคงจะพอแค่นี้แหละ ต่อไปเธอก็ใช้ชีวิตแทนฉันด้วยนะ”
ปลายฟ้าหันมามองด้วยสายตาอ้อนวอน
“หมายความว่ายังไง”
“ฉันไม่อยากกลับไปแล้ว ฝากเธอดูแลป๊าม๊าแทนฉันด้วย ฝากลาท่าน ฉันต้องออกเดินทางแล้ว”
ปลายฟ้าหันหลังทำท่าจะเดินออกไป มิราห์คว้ามือเธอไว้ก่อน แต่ปลายฟ้าเพียงหันมายิ้มให้เธอทั้งน้ำตา ก่อนร่างนั้นจะค่อย ๆ จางหายไปช้า ๆ จนลับหายไปในที่สุด
เวลาผ่านไปจนถึงตอนเช้า
ในที่สุดมิราห์ลืมตาตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของปลายฟ้าในตอนนี้ เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียงอีกครั้งก่อนที่จะพูดขึ้น
“อย่างน้อยก็ขอบคุณเธอแล้วกันที่ทำให้ฉันได้ใช้ชีวิตอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะอยู่ในร่างใครก็ไม่รู้”
เธอมองไปรอบ ๆ ห้องก่อนที่จะมองหน้าตัวเองที่สะท้อนในกระจก
“ต่อไปนี้ฉันคงต้องชื่อปลายฟ้าสินะ เอ้า ปลายฟ้าก็ปลายฟ้าวะ”
เธอค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะใบหน้าของตัวเองในกระจก ดวงตาเรียวคมที่ไม่ใช่ของเธอแต่กลับสะท้อนตัวตนของเธออยู่ในนั้น ความรู้สึกทั้งแปลกแยกและตื่นเต้นผสมกันเป็หนึ่ง
เธอสูดหายใจลึก กลิ่นยาฆ่าเชื้อในห้องยังคงแรง แต่ในอกของเธอกลับเต็มไปด้วยความหวังครั้งใหม่
“ฉันจะไม่ยอมให้ชีวิตนี้ต้องพังเหมือนเดิมแน่” เธอกระซิบกับตัวเองเบา ๆ
ภายนอกหน้าต่าง แสงแดดเช้าส่องเข้ามาอาบผิวของเธออย่างนุ่มนวล ราวกับต้อนรับการเริ่มต้นใหม่ของใครบางคน
แม้จะอยู่ในร่างที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่เธอกลับรู้สึกว่าลมหายใจนี้เป็ของเธอจริง ๆ เสียงนกข้างนอกดังแ่ ๆ ทำให้เธอได้สติว่าโลกยังคงหมุนไป เธอจึงตั้งใจจะก้าวเดินในเส้นทางใหม่นี้อย่างไม่หวาดกลัว
โปรดติดตามตอนต่อไป.