ครั้นส่งกู้ชิงเสร็จแล้ว ฉู่เหินก็หันมามองข้าวของบนโต๊ะหัวใจเกิดหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย
หลังพบเหตุการณ์พลิกผันหลายต่อหลายหน ผลลัพธ์กลับเหนือความคาดคิดยิ่งกว่าสิ่งใด
เดิมนึกว่าจะได้เข้าสำนักวายุจักรพรรดิจริงแท้แน่นอนสุดท้ายกลับต้องมายังสำนักดาราสวรรค์ที่อยู่ระดับต่ำสุดหากหลงจ้านรู้เรื่องนี้เข้ามีหวังได้กังวลใจแน่
“ช่างมัน ในเมื่อมาแล้ว ก็อยู่ต่อไป...ไม่ว่าสำนักจะดีหรือร้ายตัวข้าเองต้องแข็งแกร่งขึ้น นั่นต่างหากคือมรรคาแห่งราชัน!”
ดวงตาฉู่เหินฉายแววเด็ดเดี่ยวและทรหด
พลันนั้น ฉู่เหินนั่งลงข้างโต๊ะ เปิดสมุดศิษย์เบื้องหน้าอ่านดู
คู่มือแนะนำข้อมูลทุกด้านของสำนักดาราสวรรค์ หลังพลิกอ่านเสร็จฉู่เหินก็ค้นพบว่า ‘คะแนนดาว’ นั้นหาได้ง่ายดายแค่เป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ของศิษย์ใหม่ไม่
ประโยชน์สำคัญที่สุดของมันก็คือการได้รับทรัพยากรจากสำนัก
หากค่าคะแนนดาวถึงสองพันคะแนน จะได้หินผลึกหยวนขั้นกลางสามก้อนต่อเดือน
หากถึงสามพัน จะได้ฝึกวิชากระบวนยุทธระดับเชื่อมหยวน
...
ยิ่งคะแนนมากเท่าไร ทรัพยากรที่สำนักให้ก็จะยิ่งล้ำค่ามากขึ้นเท่านั้นหากสะสมคะแนนดาวถึงหมื่นคะแนนขึ้นไปไม่เพียงแต่จะได้ฝึกวิชากระบวนยุทธที่ดีขึ้นเท่านั้นยังจะได้ยาอันเลอค่าที่จะช่วยยกระดับพลังให้เพิ่มพูนได้ในเวลาอันสั้น
ฉู่เหินพยักหน้า นี่เองคือเสน่ห์ของสำนักยุทธขั้นสูง
ครั้นอ่านเนื้อหาในคู่มือจนจบ ฉู่เหินก็บิดขี้เกียจ
จากนั้นจึงกินเสบียงอาหารแห้งที่ติดตัวมา แล้วจึงนอนหลับพักผ่อนบนเตียงเขาไม่ได้นอนมาทั้งคืน มิหนำซ้ำยังผ่านศึกนองเลือดมาย่อมจะเหนื่อยล้าบ้างไม่มากก็น้อย
ไม่ทันไร ฉู่เหินก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
...
ในอาคารอันประดับประดาหรูหรา
บุรุษหนุ่มรังสีเจ้าสำราญบุคลิกสง่างามและเสรีเอนกายนั่งบนเก้าอี้ตัวกว้าง เท้าคางด้วยนิ้วมือซ้ายพึมพำกับตนเองว่า “ระดับเชื่อมหยวนหนึ่งคน ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าสองคนรวมทั้งหมดยี่สิบคนยังไม่อาจสังหารไอ้ระยำต่ำช้านั่นได้ น่าแปลกยิ่งนัก...”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาบกพร่องในหน้าที่ นายน้อยโปรดลงทัณฑ์ด้วย”เสียงหนักหน่วงดุจฟ้าร้องของชายวัยกลางคน เขาโค้งกายสีหน้าสับสนหลายส่วน
“เหวยหาน ไอ้ระยำต่ำช้านั่นมันพลังระดับใดกันแน่?” ชายหนุ่มถามขึ้น
ชายกลางคนตริตรองแล้วจึงตอบ “เท่าที่สังเกตการณ์มาหนึ่งเดือนเขาเพิ่งระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าเท่านั้นขอรับ”
“ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าฆ่าคนตายได้ตั้งมากมายปานนั้นเชียว?”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาสงสัยว่าจะมีผู้ช่วยเหลือเขาอยู่อย่างลับๆ ”
“ก็เป็นไปได้ แต่หลงชิงหยางไปเทือกเขาสระสวรรค์แล้วหลงเสวียนซวงก็ยังเก็บตัวฝึกตนอยู่ ใครที่ไหนจะไปช่วยมันเล่า?”
“ขอนายน้อยโปรดให้เวลาข้าอีกสักนิด ผู้ใต้บังคับบัญชาจะสืบสอบให้ชัดเจน”
“ไม่ต้องแล้ว มันเข้าสำนักดาราสวรรค์ไปแล้ว ปล่อยมันไปก่อนสักระยะ! แม้สำนักดาราสวรรค์จะตกต่ำขึ้นทุกปีๆแต่ก็อย่าได้ประมาทตาเฒ่าพวกนั้นเป็นอันขาด อีกอย่างพวกเราก็บรรลุแก่เป้าหมายแล้วเย่โยวนางต้องพอใจกับสภาพของเจ้านั่นแน่ สำนักยุทธขั้นสูงที่แย่ที่สุด ฮะๆนี่ก็ดีมากมิใช่หรือไร”
คนหนุ่มหัวเราะเยียบเย็น หว่างคิ้วเรืองรองแสงอันเยือกแข็งแห่งความได้ใจ
...
เมื่อฉู่เหินตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว
“ใครอยู่ข้างนอกนั่น?” ฉู่เหินขมวดคิ้วในใจหวาดระแวง
“ข้าเอง เสี่ยวเฟิงเฟิงผู้หล่อเหลาและใจดี!”เสียงเหมือนคนประสาทหลอนของมู่เฟิงดังมาจากปากประตู“ข้าเห็นเจ้าไม่ได้ออกข้างนอกมาทั้งวันก็เลยหยิบเอาหมั่นโถวกับเนื้อต้มสุกมาให้เจ้าหน่อยหนึ่งแน่ะ”
“หืม?” ฉู่เหินชะงักไม่อาจห้าม ใบหน้าฉายแววพิศวง
“ข้าวางไว้ที่หน้าประตูแล้วกัน”
เสียงฝีเท้านอกประตูแว่วไกลออกไป ในที่สุดก็เป็นเสียงเปิดประตูแล้วปิดลง
ฉู่เหินลุกขึ้นเปิดประตูห้อง เห็นห่อกระดาษสองห่อวางอยู่บนพื้นห่อหนึ่งห่อหมั่นโถวสองลูก อีกห่อหนึ่งห่อเนื้อไว้หลายชิ้น
เห็นเช่นนั้นแล้ว ความหวาดระแวงในใจของฉู่เหินก็ค่อยๆ ลบเลือนหายไป
หลังลังเลครู่หนึ่งก็ยอมรับน้ำใจของอีกฝ่ายไว้
...
รัตติกาลเงียบสงัด!
ฉู่เหินจมจ่อมอยู่ในสภาวะฝึกวิชาเหมือนเช่นเคย
บุกเบิกชีพจรยุทธเก้าสายครบแล้วพลังหยวนแท้อันมีชีวิตชีวาหลั่งไหลเป็นวงจรในเส้นปราณใหญ่ทั้งหลายอย่างลื่นไหลไร้อุปสรรควิชาที่ฉู่เหินฝึกฝนอยู่ในยามนี้คือเคล็ดวิชาประทับมังกรเก้าวิญญาณวิชายุทธแกร่งที่สุดของจวนแม่ทัพที่หลงจ้านให้เขามาเมื่อสองเดือนก่อนที่เมืองหลินเหยียน
เคล็ดวิชาประทับมังกรเก้าวิญญาณเป็นวิชายุทธระดับสร้างเมล็ดพันธุ์ระดับพลังเปิดชีพจรขั้นเก้าอย่างฉู่เหินย่อมไม่อาจใช้ได้แม้แต่ประทับมังกรท่าแรก
แต่หากเป็นเรื่องฝึกฝนก็ยังมีข้อดีที่ไม่อาจมองข้ามคือยกระดับพลังให้เพิ่มเร็วขึ้นนั่นเอง
ด้วยเหตุนั้น ในวิถีทางแห่งวรยุทธ ความได้เปรียบเสียเปรียบความแข็งแกร่งและอ่อนแอของวิชากระบวนยุทธจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่งเป็นข้อต่อที่ไม่อาจขาดไปได้
ตึงๆ
ฉับพลัน พลังในกายของฉู่เหินสับสนอลหม่านขึ้นทันตากระแสปราณเบาและเล็กสั่นไหว พลังหยวนแท้ที่อบอวลอยู่ภายนอกกลับแตกซ่านหายไป
ฉู่เหินลืมตาขึ้น พึมพำเสียงเบา “ยังไม่ไหวจริงด้วยเห็นทีหากอยากควบแน่นประทับมังกรท่าแรกให้ได้ก็จำต้องเข้าระดับเชื่อมหยวนเสียก่อน”
เมื่อครู่ฉู่เหินลองใช้ประทับมังกรท่าแรกดู
ผลกลับเห็นได้ง่ายดายนักว่าพลังหยวนแท้ยังมีไม่มากพอจึงไม่อาจกระตุ้นมันขึ้นมาได้
บางครั้งบางครา ช่องว่างของความแตกต่างในระดับพลังก็ไม่อาจทดแทนได้โดยง่าย
“ประเดี๋ยวก่อน...”
ฉู่เหินเกิดนึกอะไรได้ สมองพลันบังเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมา เขาสงบอารมณ์ละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านแล้วเข้าสู่สภาวะฝึกตน
พลังหยวนแท้เคลื่อนไหวในกายความเร็วคงที่
ผ่าง!
ฉู่เหินเคลื่อนจิตติดต่อกับพลังขีดจำกัดสายเลือดกายโกลาหล
โลกโกลากลอันหม่นมัว ฟ้าดินมืดมิด ดวงดาวเคลื่อนคล้อย
ในจักรวาลอันไพศาลไร้ขอบเขตนั้นร่างสีดำใหญ่ยักษ์หมื่นจ้างหยัดยืนอยู่ระหว่างทะเลดาวรังสีพลานุภาพท่วมฟ้าน่าพรั่นพรึงดูราวกับเทพมารครองภพดลใจให้หวั่นกลัว
คราวนี้ฉู่เหินติดต่อเพียงกายโกลาหลอย่างเดียวเท่านั้นจึงไม่ได้ปรากฏพลังขีดจำกัดสายเลือดกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจขึ้นมาแต่อย่างใด
ฉู่เหินคอยควบคุม พลังกายโกลาหลปลดปล่อยออกมาไม่ขาดสายรวมกันกับพลังหยวนแท้ พริบตาเดียว พลังภายในของฉู่เหินก็เปลี่ยนเป็นคึกคะนองและรุนแรงแหล่งพลังงานโหมกระหน่ำดุจเกลียวคลื่นไหลบ่าไปยังเส้นปราณทุกเส้นในร่าง
ตึงๆ
กลางห้อง กายของฉู่เหินปกคลุมด้วยวังวนปราณสีดำเป็นชั้นวังวนปราณมายาดูราวกับมารร่ายระบำ
อากาศธาตุปั่นป่วนยิ่งยวด เตียง โต๊ะเก้าอี้ ลิ้นชัก หรือแม้แต่ผนังห้องยังสั่นไหวเล็กน้อยฉู่เหินขมวดคิ้วคู่งาม เส้นเลือดที่หน้าผากและลำคอขึ้นรูป พลังภายในรุนแรงเหมือนลาวาระเบิดจากภูเขาไฟ
ฉู่เหินกัดฟันกรอด ขณะเดียวกันกับที่ควบคุมพลังงานคะนองในร่างกายสองมือก็แสดงท่าหัตถ์อันซับซ้อนออกมา
ผ่าง!
ทันใดนั้น ฉู่เหินประสานมือเข้าหากัน แล้วจึงแยกออกแช่มช้า
พลังหยวนแท้สีทองสาดซัดหลั่งไหลตามใจอยากภายในนั้นยังเจือแสงสีดำเป็นเส้นสาย รังสีทรงพลังถ่ายเทปลดปล่อยออกจากกายเขาไม่ขาด
“ประทับมังกรเก้าวิญญาณ!”
สิ้นเสียงตะโกนของฉู่เหิน ดวงตาที่หลับลงก็เบิกกว้างรวดเร็วพลังหยวนแท้ที่สองฝ่ามือระเบิดพลานุภาพถาโถมไร้ใดเทียบออกมา
กร๊าซ
เสียงมังกรคำรามทุ้มต่ำแว่วตามมา ภาพมังกรมายาปรากฏบนฝ่ามือของฉู่เหิน
………………………..