เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 73 ทองก้อนกระดาษที่แปลกประหลาด

    ถังโยวมองลวี่เยาพลางถาม “เจ้าพูดอะไร?”


    ลวี่เยาจ้องไปที่ประตูก่อนจะกล่าว “ชวีหนานอี เขาอยู่ที่นี่”


    ถังเหลาเหย่ขมวดคิ้วกล่าว “แต่เหล่าจ้าง บอกว่าใต้เท้าชวีหนานอีออกไปมิใช่หรือ? หรือว่าเขาโกหก? แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าใต้เท้าชวีอยู่ที่นี่?”


    ลวี่เยาไม่ตอบ เพียงเหลือบมองถังโยว


    ถังโยวมองลวี่เยา มองหลี่ถังซื่อ และถังเหลาเหย่ ท้ายที่สุดนางกัดฟันและเดินไปที่ประตูหลัง ก่อนออกแรงเคาะประตู ตะโกน “ท่านพี่ ท่านพี่! เปิดประตูให้ข้าหน่อย! ที่บ้านข้าเกิดเรื่องแล้ว! บุตรชายของท่านอาข้าหายตัวไป ท่านรีบเปิดประตูเร็ว! หากท่านไม่เปิดประตู วันนี้ข้าก็จะไม่ไปไหนทั้งสิ้น!”


        ก่อนที่ถังโยวจะพูดจบ ประตูก็เปิดออกเสียงดังเอี๊ยด


         ชวีหนานอีถือตะเกียงเดินออกมาผมเผ้ายุ่งเหยิง เขาสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินตัวใหญ่ รองเท้าเกี๊ยะ ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน 


    สภาพชวีหนานอีในตอนนี้เป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก ในความเกียจคร้านเผยให้เห็นเสน่ห์เย้ายวนชวนหลงใหล


    หลี่ถังซื่อคาดไม่ถึงว่าผู้ที่มาเปิดประตูจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ นางรู้สึกสับสนอยู่ครู่หนึ่ง 


    ชวีหนานอีกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม “เข้ามาคุยรายละเอียดกันด้านใน”


    ถังโยวแสดงความประหลาดใจอย่างไม่รู้กาลเทศะ “ท่านพี่ ท่านอยู่บ้านจริง ๆ ด้วย! ลวี่เยาของข้าช่างปราดเปรื่อง! ฮ่า ๆ...เอ๋ แล้วเหล่าจ้างผู้นั้นล่ะ? เดินไวเสียจริง” 


    ชวีหนานอีไม่ตอบ เขาเพียงใช้ตะเกียงส่องแสงนำทางทุกคน


    ขณะที่เดินเสื้อคลุมสีน้ำเงินดูราวกับเปลวเพลิงสีน้ำเงินที่เรืองแสงแปลกประหลาดและมีเสน่ห์ รองเท้าเกี๊ยะกระทบหินสีเขียวเกิดเป็นเสียงฝีเท้าดังชัดเจน แต่ละก้าวดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ดั่งว่ามันกระทบอยู่ในใจ และทิ้งร่องรอยเอาไว้ 


    ลมพัดโชยมา ทำให้เสื้อคลุมสีน้ำเงินพลิ้วไหว ทันใดนั้นจู่ ๆ ชวีหนานอีหันกลับมา กวาดสายตามองลวี่เยา ก่อนจะยกมุมปาก เผยรอยยิ้มในเวลาสั้น ๆ ที่มีความหมายลึกซึ้ง


    ลวี่เยาแสร้งมองไม่เห็น และเดินตามหลังถังโยวอย่างเหม่อลอย ราวกับเป็นสาวใช้ซื่อบื้อและโง่เขลา


    ชวีหนานอีนำทุกคนไปยังโต๊ะหินในลานบ้าน ก่อนจะแขวนตะเกียง แล้วบอกใบ้ให้ทุกคนนั่งลงและเริ่มพูดคุยได้


    ถังเหล่าเหย่รู้สึกตกใจกับความเมตตาที่คาดไม่ถึงของชวีหนานอี พลางรีบหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ และกล่าวอย่างสุภาพ “รบกวนใต้เท้ากลางดึกเช่นนี้ หวังว่าใต้เท้าจะไม่ถือโทษ...”


    ถังโยวดึงตัวหลี่ถังซื่อให้นั่งลงบนเก้าอี้ พลางตัดบทถ้อยคำสุภาพของถังเหลาเหย่ กล่าวด้วยความกังวล “ท่านพี่ หลินเอ๋อร์ของท่านอาหายตัวไป ท่านรีบส่งคนออกไปช่วยตามหาเถอะ”


         ชวีหนานอีมองไปทางหลี่ถังซื่อพลางถาม “เจ้าบอกมาซิ หลินเอ๋อร์อายุเท่าใด? หายไปที่ไหนเวลาใด? เล่ามาให้ละเอียด”


    หลี่ถังซื่อมิรู้ว่าควรลงไปคุกเข่าตอบดีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นถังโยวและคนอื่น ๆ ล้วนนั่ง หากจู่ ๆ ตนเองคุกเข่าก็เกรงจะไม่เหมาะสม จึงพยายามควบคุมสติ โค้งคำนับชวีหนานอี ก่อนตอบ “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยหลี่ถังซื่อ วันนี้ข้าน้อยคิดจะกลับมาพักที่บ้านพี่ชายสักสองสามวัน แต่หลินเอ๋อร์กลับหายตัวไปที่ถนนตะวันออกของอำเภอ ขณะนั้นเป็นยามโหย่ว”


         ชวีหนานอีถาม “ยามโหย่ว? ผ่านช่วงเวลาพลุกพล่านของตลาดฝั่งตะวันออกไปแล้ว ตามท้องถนนก็ไม่น่าจะมีผู้คนมาก เช่นนั้นแล้วหลิ๋นเอ๋อร์หายตัวไปได้อย่างไร?”


    หลี่ถังซื่อหลบสายตาเล็กน้อย ไม่ได้ตอบคำถาม


    ถังโยวกล่าวด้วยความร้อนใจ “ท่านอา ท่านยังมีสิ่งใดที่พูดไม่ได้อีกหรือ? หากท่านยังเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไม่สนใจเรื่องของท่านอีกต่อไป!”


    หลี่ถังซื่อรีบกล่าว “ข้าพูด ข้าพูดแล้ว” ไม่รู้เพราะคิดอะไร น้ำตาก็พลันไหลลงมาอีกครั้ง นางสูดจมูกพลางก้มหน้ากล่าว “ขณะนั้นผู้คนต่างแยกย้ายกันไปตั้งนานแล้ว ที่นั่นเหลือผู้คนไม่มากนัก เพื่อประหยัดก้วนเหรียญทองแดง ข้าน้อยไม่อยากนั่งรถ จึงอุ้มหลิ๋นเอ๋อร์เดินไป ไม่ทราบว่าเพราะข้าน้อยโชคดีหรือไม่ จึงบังเอิญเจอเหรียญทองแดงกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น ข้าน้อยก้มลงเก็บ เก็บไปเก็บมาก็เดินไปจนถึงที่เปลี่ยว และเจอเข้ากับแท่งเงินจำนวนหนึ่งกระจัดกระจายอยู่!” นางเงยหน้า รีบหันไปมองชวีหนานอี ก่อนจะรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง พลางกล่าวด้วยความละอายใจ “ข้าน้อยโลภมากอยากได้เงินนั่น เมื่อเห็นเงินมากมายเช่นนั้น หากไม่หยิบก็กลัวจะเสียเปล่า จึงได้...จึงได้วางหลิ๋นเอ๋อร์ลงกับพื้น ให้เขานั่งเล่นคนเดียว...” นางยกมือขึ้นบังหน้า พลางร้องไห้ยกใหญ่ “ข้าน้อยคิดไม่ถึงว่าหลิ๋นเอ๋อร์จะหายตัวไปเช่นนี้ ข้าหาไม่พบ ข้าน้อยหาตามถนนแล้ว ทว่ากลับไม่พบเลย หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ ข้าน้อย...ข้าน้อย...ต่อให้เป็นทองหนึ่งหีบ ข้าน้อยก็ไม่มีทางลงไปเก็บ!” 


    ชวีนานอีครุ่นคิดครู่หนึ่ง พลางถาม “แล้วเงินเหล่านั้นล่ะ? เอาออกมาดูซิ”


    หลี่ถังซื่อรู้ว่าจะต้องพบเจ้าหน้าที่ทางการ และเกรงว่าจะต้องให้สินน้ำใจ จึงได้นำเงินเหล่านั้นติดตัวมาด้วย เมื่อเห็นชวีหนานอีถามจึงรีบตอบ “ข้านำมาด้วย ข้านำมาด้วยเจ้าค่ะ” นางกล่าวพลางแกะห่อผ้าที่นำติดตัวมา


    ห่อผ้านั่นนอกจากเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนแล้ว ก็ล้วนเต็มไปด้วยเหรียญทองแดงและแท่งเงินที่นางเก็บได้ 


    ทุกคนมองดูห่อผ้าที่หลี่ถังซื่อเปิดออก ก่อนจะตกตะลึงเมื่อเห็นชัดว่าสิ่งของด้านในคือสิ่งใด


    ถังโยวตะโกน “นี่...นี่มันอะไรกัน?!”


    ถังเหลาเหย่หยิบก้อนเงินออกมา ก่อนใช้มือลูบคลำ และมันก็แตกออก


    หลี่ถังซื่อหยิบก้อนเงินนั้นขึ้นมา พลางกรีดร้อง “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เพราะเหตุใด? นี่...นี่มันอะไรกัน?”


         ถังโยวเบิกตากว้างพลางถาม “ท่านอา ตกลงแล้วที่ท่านเก็บมามันคือแท่งเงินหรือว่า...หรือว่าเป็นกระดาษเงินกระดาษทองที่เอาไว้เผาให้คนตายกันแน่?”


    หลี่ถังซื่อกรีดร้องเสียงแหลม “เงิน! ที่ข้าหยิบมามันคือเงิน! แท่งเงินของข้าล่ะ? แท่งเงินล่ะ?! ใครขโมยแท่งเงินของข้าไป?!”


         ชวีหนานอีกล่าวอย่างใจเย็น “อย่าเพิ่งร้อนใจไป”


         หลี่ถังซื่อรีบหุบปาก ทว่ายังคงมีท่าทีไม่อยากเชื่อ


    ชวีหนานอีหยิบแท่งเงินกระดาษขึ้นมาพินิจดู พลางถาม “เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าที่หยิบมาเป็นแท่งเงินจริง ๆ?”


    หลี่ถังซื่อรีบพยักหน้า “ใช่ ๆ ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยหยิบแท่งเงินมาจริง ๆ” ราวกับต้องการยืนยันคำพูดของตน นางรีบรื้อค้นช่องในแขนเสื้อของตนเอง “ใช่แล้ว ในนี้ยังมีเหรียญทองแดงที่ข้าน้อยเก็บมาได้เหลืออยู่ ใต้เท้าโปรดดู...”


    ไม่มีสิ่งใดในช่องแขนเสื้อ เว้นแต่...ขี้เถ้าหนึ่งกำมือ


    หลี่ถังซื่อตกตะลึงตาค้าง ก่อนพึมพำกับตนเอง “เป็นไปได้อย่างไร? เป็นไปได้อย่างไร? เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? แท่งเงินของข้า เหรียญทองแดงของข้า หลิน...หลินเอ๋อร์ของข้า...”


    ชวีหนานอีพลิกดูขี้เถ้าเหล่านั้น ก่อนจะขมวดคิ้ว


    ก้วนเหรียญทองแดงกลายเป็นขี้เถ้า แท่งเงินกลายเป็นทองก้อนกระดาษเผาให้คนตาย


    เป็นไปได้ไหม ว่าหลังจากที่หลี่ถังซื่อเก็บแท่งเงินได้ ก็มีคนมาขโมยและสับเปลี่ยนเหรียญทองแดงเป็นผงขี้เถ้า? เปลี่ยนแท่งเงินเป็นทองก้อนกระดาษ? 


    ไม่สิ หากมีใครบางคนต้องการขโมยเงินของหลี่ถังซื่อ ก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงสับเปลี่ยน แค่ขโมยเงินไปก็สิ้นเรื่อง เว้นเสียแต่ว่ามีใครบางคนจงใจสร้างแผนลวง ทำให้ทุกคนสับสนกับต้นสายปลายเหตุ 


    เมื่อคิดได้ดังนี้ ชวีหนานอีจึงถาม “หลี่ถังซื่อ หลังจากที่เจ้าหยิบเงินเหล่านั้นมา เจ้าเคยชั่งน้ำหนักของพวกมันหรือไม่?”


    หลี่ถังซื่อกลั้นน้ำตาพลางครุ่นคิด ทันใดนั้นนางก็คิดออก “เรียนใต้เท้า ตอนนั้นข้าน้อยมิได้รู้สึกอะไร สนใจแต่จะเก็บแท่งเงิน เก็บเสร็จแล้วจึงพบว่าหลินเอ๋อร์หายตัวไป ก็รีบร้อนตามหา ไม่ทันสังเกตว่าห่อผ้าหนักหรือไม่ แต่ในตอนนี้เมื่อลองนึกดู เงินเหล่านั้นมีประมาณร้อยกว่าตำลึงเงินเห็นจะได้ ข้าน้อยแบกมันมาได้อย่างสบาย ๆ โดยมิต้องออกแรง แม้แต่...” นางเอามือลูบไหล่เบา ๆ “แม้แต่ไหล่นี่ก็ยังไม่รู้สึกถึงความลำบากใด ๆ ราวกับ...ราวกับไม่ได้แบกเงินเหล่านี้ไว้บนหลัง”



    เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน