ภายในห้องพักที่ถูกจัดสรรให้ศิษย์รับใช้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ พื้นห้องที่เย็นเฉียบเต็มไปด้วยเลือดและกลิ่นอับ เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง มันเป็นเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งที่นอนอยู่บนเสื่อผืนบาง สายตาเหม่อลอยจ้องไปยังไปยังกำแพงไม้อย่างว่างเปล่า
“เมื่อข้าได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ข้าสาบานว่าข้าจะไม่ใช้ชีวิตเพื่อใครอีกแล้ว...” นางพึมพำทั้งที่ริมฝีปากยังคงยิ้มราวกับเยาะเย้ยตัวเอง
“ไม่ว่าจะเป็นนางจิ้งจอกพิษ มู่หนานซือ... หรือท่านอาจารย์ผู้ไร้หัวใจของข้า หรือใครก็ตาม”
ดวงตาของนางเปล่งประกายไปด้วยแสงแห่งความแน่วแน่ แม้ใบหน้าของนางจะยังมีร่องรอยของบาดแผล แต่ภายในแววตานั้นกลับไม่มีแม้แต่ความกลัวหรือความอ่อนแอใดๆ อีกต่อไป
“ข้าคือข้า... มู่ ซือซ่าน ในชีวิตนี้ ข้าจะไม่เป็นเบี้ยของใครอีกต่อไป”
ยังไม่ทันที่เสียงสุดท้ายของนางจะจางหาย ประตูไม้ก็ถูกถีบกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง แผ่นไม้สั่นสะเทือนพร้อมเสียงฝีเท้าเร่งเร้าเดินเข้ามา
ปัง!!
“มู่ ซือซ่าน! เจ้าทำบ้าอะไรอยู่!” เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นทันทีพร้อมในน้ำเสียงของนางนั้นเต็มไปด้วยความดูถูกและหยิ่งยโส
“วันนี้เป็นวันที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะเปิดรับศิษย์ใหม่ รีบไปทำความสะอาดทางเข้าซะ อย่าให้ข้าต้องเตือนซ้ำ!”
เสียงนั้นแทงทะลุความคิดของมู่ซือซ่าน นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไปสักพักพร้อมถอนหายใจแล้วหลุดหัวเราะเบาๆ ราวกับตนเองเพิ่งตื่นจากความฝัน
ใช่...ตอนนี้นางเป็นแค่ศิษย์รับใช้อันต่ำต้อย ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้จักนาง ไม่มีใครจดจำนางได้ แต่สิ่งหนึ่งที่นางจำได้คือวันนี้...เป็นวันที่นางจะได้พบกับอาจารย์ของนาง หานหมิง
มู่ซือซ่านกำหมัดแน่น ความรู้สึกย้อนแย้งพลุ่งพล่านอยู่ภายในใจ แม้นางจะยังเคารพและชื่นชมหานหมิงจากใจจริง ซึ่งมันก็ยังไม่ลดลงเลยแม้ในชีวิตก่อนเขาจะเป็นคนที่สังหารนางด้วยตัวเองก็ตาม แต่นางกลับไม่รู้สึกติดใจใดๆ เพราะนางเข้าใจในเหตุผลของเขา
ทว่า...การที่เขาเลือกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อจัดการปัญหาให้สิ้นซาก นั่นคือสิ่งที่นางไม่เห็นด้วย นางคิดว่านางมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และในชาตินี้...นางตัดสินใจแล้วว่าจะเดินไปในอีกเส้นทางที่ต่างออกไปในชีวิตนี้นางจะไม่เป็นศิษย์ของหานหมิงอีก
“ในชาตินี้ ข้าจะตอบแทนทุกสิ่งที่ท่านมอบให้ข้า... แต่ข้าจะตอบแทนในแบบของข้าเอง” นางคิดในใจ เสียงในหัวของนางดังก้องราวกับคำสาบาน
ทว่าในขณะที่มู่ซือซ่านยังจมอยู่ในความคิด เสียงของหญิงสาวคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“แม่สาวน้อย ตื่นจากความฝันได้แล้ว ถึงแม้เจ้าจะเป็นคนจากตระกูลมู่ก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นแค่สายเลือดของคนชั้นต่ำเท่านั้น! เลิกละเมอเพ้อฝันว่าเจ้าเป็นเจ้าหญิงแห่งตระกูลมู่ได้แล้ว!”
คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงตรงหัวใจของมู่ซือซ่าน แต่ใบหน้าของมู่ซือซ่านกลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา นางเลือกจะไม่ตอบโต้ ไม่แม้แต่จะลุกขึ้นทันที เพราะนางรู้ดี...ตอนนี้นางไม่มีพลัง ไม่มีใครหนุนหลัง และไม่มีสิทธิ์จะโต้เถียง
ถึงแม้ในอดีตนางจะเคยเป็นถึงเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่...แต่นั่นก็คือชีวิตก่อนเท่านั้น
“ข้าติดนิสัยไม่ดีมาจากท่านอาจารย์จนได้” มู่ ซือซ่านคิดในใจเบาๆ
นางหลับตามองต่ำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบแต่ชัดเจน “เข้าใจแล้ว”
หญิงสาวคนนั้นยิ้มเยาะอย่างมีชัย “งั้นรออะไรอยู่ละ ไปสิ!”
มู่ซือซ่านลุกขึ้นอย่างมั่นคง แม้ร่างกายจะยังเจ็บปวดจากการโดนศิษย์รับใช้ด้วยกันเองทำร้าย แต่จิตใจของนางในตอนนี้กลับแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า
นางเปิดแหวนมิติตรวจดูสิ่งของข้างในอย่างรวดเร็ว ภายในมีทั้งสมุนไพร ยารักษา และทรัพยากรสำหรับฝึกตนมากมาย
แม้นางจะเป็นเพียงศิษย์รับใช้ แต่สถานะของศิษย์รับใช้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะนั้นไม่ได้ต่ำเมื่อเทียบกับกองกำลังอื่นๆ ทรัพยากรที่นางได้รับนั้นมากกว่าศิษย์ที่แท้จริงของกองกำลังระดับกลางเสียอีก
ในโลกเบื้องบนนี้ เรื่องทรัพยากรไม่เคยเป็นปัญหา สิ่งที่หายาก...คือคนที่คู่ควรจะใช้มันมากกว่า
นางยิ้มอย่างเย็นชาพร้อมหยิบยารักษาจากขวดยามากิน ก่อนจะเดินผ่านหญิงสาวผู้นั้นออกจากห้องไปทันที
ที่ลานทางเข้าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ เสียงลมพัดเอื่อยเฉื่อยพาเศษใบไม้ปลิวว่อน มวลพลังวิญญาณบางเบาแทรกซึมอยู่ในอากาศ แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีพลังมากพอ มันก็ไม่ต่างอะไรจากลมหายใจธรรมดา
มู่ ซือซ่านก้มหน้ากวาดพื้นหินสีขาวอย่างเงียบเชียบ ไม้กวาดในมือของนางลากผ่านเศษฝุ่นอย่างไม่เร่งรีบ หากแต่นัยน์ตาของนางกลับเหม่อมองไปไกลกว่าพื้นหินใต้อุ้งมือ...ไกลออกไปจนถึงอดีต
แม้จะเรียกมันว่าเป็นวันเปิดรับศิษย์ แต่มู่ ซือซ่านรู้ดีว่าทุกคนที่นี่ต่างก็ไม่สามารถกลายเป็นศิษย์ภายในได้ในการสอบครั้งนี้ สิ่งที่พวกเขาแข่งขันกันก็เพื่อให้ได้มา...คือฐานะ ศิษย์ภายนอก หรือศิษย์รับใช้เท่านั้น ส่วนตำแหน่งศิษย์ภายในหรือศิษย์ที่แท้จริง ได้ถูกผู้อาวุโสหลักคัดเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว มันไม่ได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแต่ มู่ ซือซ่านรู้ดี เพราะนางเคยอยู่ในตำแหน่งที่สูงพอที่จะเห็นเบื้องหลังของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ
ในชาติก่อน...พลังของนางไม่ใช่แค่แข็งแกร่ง นางเคยมีพลังเพียงพอจะเบียดตำแหน่งธิดาศักดิ์สิทธิ์จากมู่หนานซือด้วยซ้ำ
แต่คนที่ห้ามเอาไว้ก็คือท่านอาจารย์ของนางเอง...หานหมิง เขาไม่ได้พูดอะไรมาก แค่ทิ้งคำไว้เพียงประโยคเดียว
“น้ำในที่แห่งนี้มันลึกเกินกว่าปลาเล็กอย่างเจ้าจะว่ายได้ เจ้าไม่จำเป็นต้องกระโดดลงไปเป็นอาหารของนักล่าเหล่านั้นหรอก”
ในตอนนั้นนางไม่เข้าใจ แต่ด้วยความเคารพจึงยอมถอยโดยไม่ถามอะไรให้มากความ จนกระทั่งนางมารู้ความจริงในภายหลัง...ว่าภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะนี้มีทั้งเทพเจ้าและตระกูลเทพเจ้ามากมายที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังมัน ที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ใครก็ไต่เต้าขึ้นไปได้ด้วยพลังเพียงอย่างเดียว ยกเว้นแต่คนที่มีร่างกายแห่งพระเจ้าที่แข็งแกร่งพอ
มู่ ซือซ่านหัวเราะเบาๆ ขณะปัดฝุ่นริมขอบหิน พลางเงยหน้ามองเหล่าศิษย์ใหม่ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในลาน บางคนแต่งกายหรูหรา สวมเครื่องประดับวิญญาณ บางคนก็มีเพียงชุดฝึกตนเก่าๆ แต่แววตามีความหวังเต็มเปี่ยม
พวกเขาต่างฝันว่าจะกลายเป็นศิษย์ภายในของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ...แต่สำหรับมู่ ซือซ่าน มันคือฝันลมๆ แล้งๆ
ไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะแม้แต่คนที่ผ่านการทดสอบทั้งหมด ก็ยังเป็นได้เพียง ศิษย์ภายนอก เท่านั้น และหากใครไม่ผ่าน...แต่มีเส้นสายมากพอ ก็ยังสามารถซื้อสถานะ ศิษย์รับใช้ เข้ามาได้อยู่ดี
แท้จริงแล้วสิ่งที่แบ่งแยกพวกเขาออกจากกัน...คือ กำแพง ระหว่างศิษย์ภายในและศิษย์ภายนอก และมันไม่ใช่กำแพงที่สามารถข้ามได้ง่ายๆ และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถข้ามกำแพงนั้นไปได้
เพราะการเลื่อนขั้นจากศิษย์ภายนอกเป็นศิษย์ภายในนั้น...ต้องผ่านการคัดเลือกที่ไม่ได้พิจารณาแค่พลังการบ่มเพาะเท่านั้น แต่ยังต้องมีบางสิ่ง...บางอย่างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นหลายอย่าง
“ถึงแม้เทพเจ้าองค์ใดจะมาทดสอบด้วยตัวเอง ถ้าไม่ผ่าน ก็เป็นได้แค่ศิษย์ภายนอกเท่านั้น…”
มู่ ซือซ่านยกแปรงกวาดขึ้นมาหยุดชั่วครู่ แต่ที่นี่ก็มีกฎที่โหดร้ายเช่นกันนั้นก็คือ ศิษย์ภายนอกทุกคนมีสิทธิ์เข้าทดสอบได้หนึ่งร้อยครั้ง ภายในระยะเวลาหนึ่งพันปี หากครบกำหนดแล้วยังไม่ผ่าน หรือใช้สิทธิ์ครบแล้วแต่ยังไม่เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ภายใน ก็จะถูกขับไล่ออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทันที ไม่มีข้อยกเว้น นั่นคือกฎ
ขณะที่ มู่ ซือซ่านกำลังตกอยู่ในห้วงความทรงจำเก่า เสียงกระบี่วิญญาณกระทบพื้นหินก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงประกาศจากยอดเขาด้านบนที่กระจายไปทั่วทั้งลาน
เสียงของผู้อาวุโสภายนอกดังกังวานผ่านค่ายกลสื่อสารวิญญาณ
“พิธีเปิดรับศิษย์ใหม่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ...จะเริ่มต้น ณ บัดนี้!”
เสียงนั้นดังกระหึ่มราวกับฟ้าร้องสะท้อนลงมา ทำให้ศิษย์ใหม่หลายคนที่กำลังคุยกันหยุดชะงักในทันที บางคนหน้าซีด บางคนตื่นเต้น บางคนสั่นกลัว
ส่วนมู่ ซือซ่าน...ยังคงก้มหน้ากวาดพื้นต่อไป ราวกับเสียงนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับนางอีกแล้ว
แม้จะดูเหมือนว่านางจะไม่สนใจสิ่งรอบตัว แต่ภายในใจของนางกลับไม่ได้สงบนิ่งตามการเคลื่อนไหวของมือ
เดิมทีนางไม่คิดจะสนใจพิธีรับศิษย์ในวันนี้เลยสักนิด เพราะรู้ดีว่านี่ไม่ใช่โอกาสสำหรับคนอย่างนาง...แต่แล้วนางก็นึกขึ้นได้ ตามความทรงจำของนาง
“ท่านอาจารย์...เขาน่าจะขึ้นมาจากโลกเบื้องล่างเมื่อห้าวันก่อนสินะ” เสียงในใจของนางพึมพำเบาๆ
ใช่...นางจำได้ชัดเจน ในข่าวลือในชีวิตก่อนที่ได้ยินมาคือหานหมิงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อาวุโสภายในของ ยอดเขาเทพเจ้าแห่งโอสถ ผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของยอดเขาเทพเจ้าแห่งโอสถ
แม้ในใจของนางจะตั้งมั่นว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีก แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองไปยังแท่นสูงด้านบน ที่ซึ่งผู้อาวุโสของแต่ละยอดเขานั่งเรียงรายอยู่ แต่...
“ไม่มี...” ดวงตาของนางกวาดมองผ่านทุกใบหน้าอย่างละเอียด
ไม่มีหานหมิงอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น มู่ ซือซ่านขมวดคิ้วเล็กน้อย นางแน่ใจว่าไม่ได้จำผิด เพราะข่าวลือในอดีตที่นางได้ยินมันไม่น่าผิดพลาดได้และนางยังได้เห็นตราสัญลักษณ์ของผู้อาวุโสภายในของหานหมิงเองด้วย
“หรือว่า...เขาไม่ได้มาเป็นตัวแทน? ไม่สิ…ถ้าข้าเห็นหน้าท่านอาจารย์ในสถานการณ์อย่างนี้ก็คงแปลกแล้ว”
นางรู้ดีว่าอาจารย์ของนางเป็นคนเช่นไร หานหมิงไม่เคยชอบออกหน้า เว้นแต่จะถูกบีบบังคับจริงๆ ในหลายครั้งที่มีงานสำคัญ เขาก็มักจะหายตัวไปเงียบๆ หรือไม่ก็อยู่เงียบๆ และพูดคุยกับคนที่สนิทด้วย
“เขาอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้...เขาชอบซ่อนตัวอยู่แล้วตามนิสัยของเขานั่นแหละ” มู่ ซือซ่านคิดในใจ พลางถอนหายใจเบาๆ
แม้จะพยายามทำใจว่านั่นไม่ใช่เรื่องของตนอีกต่อไปแล้ว แต่นางก็ยังอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองไปยังมุมต่างๆ ของลานอย่างเงียบๆ หวังว่าจะได้เห็นเงาที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ หรือศิษย์พี่คนอื่นๆ ของนาง แต่...ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีวี่แววของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
มู่ ซือซ่านหลับตาลง กวาดเศษฝุ่นสุดท้ายออกจากพื้นตรงหน้าอย่างตั้งใจ ก่อนจะปัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับมามองแท่นผู้อาวุโสอีก
แววตาของนางเย็นชา ราบเรียบ...แต่ลึกๆ ภายในใจกลับเหมือนมีประกายบางอย่างที่ยังไม่ถูกดับไป
“ไม่ว่าท่านจะอยู่ตรงไหน มันก็ไม่สำคัญ ข้าจะไม่เป็นเงาของท่านอีกต่อไป ได้เวลาที่แสงและเงาต้องแยกออกจากกันแล้ว”
เงาร่างของ มู่ ซือซ่านค่อยๆ หายลับไปในกลุ่มฝูงชนที่กำลังทยอยเข้าสู่ลานสอบ ทิ้งไว้เพียงพื้นสะอาดเรียบเนียน