ขณะพูดคุยกัน คานจึงถามลูกชายขึ้นอย่างสนใจ
“จริงสิ.. ลูกเตรียมตัวลงแข่งขันในมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์แล้วใช่ไหม?”
ซึ่งอนาเธอร์พยักหน้าอย่างมั่นใจและตอบกลับ แววตาของเขาดูมั่นใจเป็นอย่างมาก
“ถูกแล้วท่านพ่อ.. ที่ผมกลับมาครานี้ก็เพิ่มเตรียมพร้อมไอเทมและอุปกรณ์สวมใส่ หลังจากนั้นผมก็ว่าจะไปลงดันเจี้ยนเพื่อเพิ่มระดับเลเวลของตนให้ได้ 200 ก่อนจะถึงวันการแข่งขัน!”
คำพูดของอนาเธอร์ทำให้ชายวัยกลางคนต้องครุ่นคิด จากนั้นก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“ถ้าเช่นนั้น ข้าอยากให้ไปหาพี่ชายของเจ้า ไมเยอร์ กิลด์เซฟิรอสของเขาครอบครองดันเจี้ยนมากมายที่สามารถช่วยเร่งเลเวลให้เจ้าได้ทันเวลา”
“มันเองก็อยากเจอหน้าเจ้าไม่น้อย คงดีหากเจ้าไปเยี่ยมเยียนกิลด์ที่มันภาคภูมิใจสักหน่อย”
เขาลังเลเพียงครู่เดียว ก่อนพยักหน้ารับคำแนะนำนี้ ตนเข้าใจดีว่าการเดินทางไปหาพี่ชาย
ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มเลเวลได้เร็วขึ้น ทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ตัวเขาจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของกิลด์เซฟีรอส หนึ่งในกิลด์ที่ได้ขึ้นชื่อว่ารวบรวมผู้เล่นระดับสูงเอาไว้มากที่สุด
“อนาเธอร์ ที่แม่อยากบอกคือ.. การพัฒนาตนเองช่วงแรกนั้นเป็นโอกาสที่ง่ายที่สุด!”
“แม่จะบอกว่า ผู้เล่นใหม่ทุกคนจะได้รับค่าประสบการณ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งมันจะทำให้เลเวลของพวกเขานั้นพุ่งทะยานได้ไกล ทว่าเมื่อตัวเจ้าเติบโตไปจนถึงระดับพันขึ้นไป ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันต่างไปจากการเก็บเกี่ยวค่าประสบการณ์ในตอนแรกอย่างลิบลับ”
“แม่ยังต้องใช้เวลาและค้นหาดันเจี้ยนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ค่าประสบการณ์ที่ต้องการ”
ในตอนนั้นอนาเธอเลียก็ยิ้มออกมา พลางเสริมข้อมูลให้กับลูกชายของเธอ
“หมายความว่าว่ายังไงท่านแม่?”
“หรือว่าดันเจี้ยนที่มีเลเวลสูงๆมันจะไม่เหมือนกับดันเจี้ยนระดับต่ำทั่วไป?”
อนาเธอร์ฟังมารดาอย่างตั้งใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสัยต่อคำพูดของมารดาตน
“ใช่ แม้ในฐานะผู้ที่มีพลังระดับกึ่งเทพแล้ว ก็ยังต้องคอยหาดันเจี้ยนที่เหมาะสมและปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อเก็บเกี่ยวค่าประสบการณ์ในการพัฒนาตนเอง ที่สำคัญ ดันเจี้ยนระดับสูงสุดนั้นถือเป็นอาณาเขตพิเศษ มันลงได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตผู้เล่นเท่านั้น”
“ดันเจี้ยนเหล่านี้ไม่เหมือนกับดันเจี้ยนปกติที่สามารถลงซ้ำได้ เมื่อถูกเคลียร์แล้ว พวกมันจะหายไปอย่างสมบูรณ์”
คานที่นังฟังก็พยักหน้ารับ และกล่าวเสริมเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงอันเคร่งขรึม
“ดันเจี้ยนพิเศษระดับสูงนั้นนับว่าหายากมาก มันมักปรากฏขึ้นในสถานที่สุ่ม และความยากก็เกินกว่าที่ผู้เล่นทั่วไปจะรับมือได้”
“เมื่อผู้เล่นก้าวข้ามระดับสองพันขึ้นไป พวกเขาจะต้องเผชิญกับดันเจี้ยนที่เปรียบเสมือนเป็นบททดสอบของพระเจ้า ใครที่ผ่านไปได้ก็จะก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดที่เป็นตำนานได้ แต่หากพ่ายแพ้…”
คานเว้นระยะเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ความตายก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
อนาเธอร์ฟังด้วยความเคารพ และรู้ถึงความแตกต่างระหว่างดันเจี้ยนแต่ละประเภทอย่างดี
“ผมเคยได้ยินมาบ้าง.. ดันเจี้ยนพิเศษเหล่านี้มันต่างไปจากดันเจี้ยนปกติอย่างสิ้นเชิง”
ขณะที่พูด ในหัวของชายหนุ่มก็เริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง ดันเจี้ยนในโลกแห่งนี้นั้นแบ่งออกเป็นสองแบบหลักๆ คือดันเจี้ยนปกติที่ผู้เล่นสามารถลงได้ซ้ำและพวกมันจะคงอยู่ตลอดไป
และอีกแบบนึงคือ ดันเจี้ยนพิเศษที่หากเคลียร์สำเร็จแล้วจะหายไปตลอดกาล
แต่ดันเจี้ยนพิเศษนั้นไม่ใช่เพียงโอกาสสำหรับการเพิ่มเลเวลหรือเพื่อพิสูจน์ฝีมือเท่านั้น มันยังเป็นเหมือนดาบสองคมที่สร้างความเสี่ยงมหาศาลให้กับผู้เล่นและผู้คนในโลกใบนี้ด้วย
ดันเจี้ยนพิเศษจะมาพร้อมกับเวลาจำกัด หากไม่มีใครสามารถพิชิตดันเจี้ยนเหล่านั้นได้ทันเวลา จะเกิด “ช่องว่างของรอยแตก” ซึ่งเป็นเหตุให้เหล่ามอนสเตอร์และปีศาจร้ายที่ถูกขังอยู่ภายในดันเจี้ยนหลุดออกมาในโลกมนุษย์ เกิดเป็นหายนะที่ไม่มีใครอาจควบคุมได้
เรื่องนี้ทำให้อนาเธอร์หวนนึกถึงหายนะครั้งหนึ่งที่ได้ยินมาจากเรื่องเล่าของผู้เล่นระดับสูง เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก
ครั้งนั้น มีดันเจี้ยนพิเศษระดับเลเวล 1,000 เกิดขึ้นใกล้กับเมืองหนึ่ง มันเป็นดันเจี้ยนที่มีการคาดการณ์ถึงอันตรายไว้แล้ว
แต่เนื่องจากขนาดความยากของมัน มีเพียงผู้เล่นไม่กี่คนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติและความกล้าในการเข้าร่วม ทว่าพวกเขาก็ยังคงล้มเหลวในการพิชิตดันเจี้ยนในเวลาที่กำหนด และเมื่อเวลาหมดลง ดันเจี้ยนก็แตกออก ทำให้ปีศาจระดับสูงจำนวนมากบุกเข้ามายังเมืองนั้น
ในชั่วข้ามคืน เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในกองเพลิง ประชาชนและผู้เล่นจำนวนมากต้องสละชีวิตเพื่อต้านทานภัยจากมอนสเตอร์นรก
พลังของผู้เล่นธรรมดาไม่อาจต้านทานได้ เหล่าผู้เล่นระดับสูงในโลกจึงต้องลงมือต่อสู้ด้วยตนเองเพื่อปกป้องเมืองจากภัยพิบัติร้าย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อดันเจี้ยนพิเศษปรากฏขึ้น ทุกคนต่างรู้ถึงความสำคัญที่จะต้องรีบเข้าไปเคลียร์ให้สำเร็จ
ผู้เล่นที่อยู่ใกล้เคียงมักจะเร่งรีบเข้าไปเผชิญหน้ากับความท้าทายภายในดันเจี้ยนเหล่านั้นโดยไม่รีรอ โดยเฉพาะกิลด์ใหญ่ที่มีผู้เล่นระดับสูงหลายคน เพราะการปล่อยให้ดันเจี้ยนแตกไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้คนได้รับความสูญเสีย แต่ยังเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอของผู้เล่นและโลกใบนี้ที่ยังไม่อาจควบคุมภัยคุกคามจากดันเจี้ยนได้
“งั้นก็ไปเถอะ.. ”
“พ่อทำให้เจ้าเสียเวลามากแล้ว”
“เอาแบบนี้เป็นไง? พ่อจะให้มังกรเพลิงจักรพรรดิไปส่งเจ้าที่เมืองหยางหมิง”
เมื่อสนทนาจบลง คานเอ่ยข้อเสนอที่คาดไม่ถึงออกมา เขาตัดสินใจจะให้อนาเธอร์ใช้มังกรเพลิงจักรพรรดิเป็นพาหนะเพื่อเดินทางไปยังเมืองหยางหมิง เนื่องจากเมืองนั้นตั้งอยู่ไกลจากอาณาเขตของตระกูลซิกฟรีดอย่างมาก การเดินทางโดยปกติจะใช้เวลานานนับวัน
คานรู้ดีว่าการส่งลูกชายไปในฐานะทายาทของตระกูลซิกฟรีด ย่อมต้องให้สมกับเกียรติและศักดิ์ศรี มังกรเพลิงจักรพรรดิที่มีพลังระดับกึ่งเทพนั้นเหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการแสดงถึงความแข็งแกร่งของตระกูลและช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทาง
“อะ..อะไรนะ ท่านพ่อจะให้ท่านผู้นั้น..”
อนาเธอร์อึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น มังกรเพลิงจักรพรรดิเป็นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่น่าเกรงขามและร้ายกาจที่สุดบนผืนดิน ปกติแล้วแม้แต่พี่ชายหรือพี่สาวของเขาก็ยังไม่เคยได้รับโอกาสในการใช้มันเลย
“ขอบคุณท่านพ่อ ผมจะใช้การเดินทางครั้งนี้เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันให้ดีที่สุด และจะไม่ทำให้ตระกูลต้องเสียชื่อแน่นอน”
คานพยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นเขาเอ่ยสั่งให้คนของตระกูลจัดเตรียมมังกรเพลิงจักรพรรดิพร้อมสำหรับการเดินทางในทันที
ขณะที่พวกคนรับใช้และแม่บ้านต่างพากันตื่นเต้นและตระหนกไปพร้อมกัน เพราะการเรียกมังกรเพลิงจักรพรรดินั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เปลวเพลิงสีส้มแดงที่มังกรนี้ปลดปล่อยออกมานั้นมีความร้อนแรงมหาศาล แม้แต่หินและเหล็กก็อาจหลอมละลายได้หากอยู่ใกล้เกินไป
“โฮกกกกกกกกกกกก!”
ไม่นานนัก มังกรเพลิงจักรพรรดิปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุของเปลวเพลิง มันแผ่พลังอำนาจออกมาจนทำให้ทุกคนรอบๆ ต้องถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
มังกรตัวนี้มีร่างขนาดใหญ่เท่าภูเขาลูกหนึ่ง เกล็ดสีแดงเข้มสะท้อนแสงอาทิตย์ราวกับเพลิงอันลุกโชติช่วง สองปีกขนาดมหึมาและเขี้ยวคมที่ยาวเป็นประกายเย้ายวนใจ มันส่งเสียงคำรามต่ำๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองคานและอนาเธอร์
“ข้าเคยบอกไปแล้วไงว่าอย่าตามใจเจ้าเด็กคนนี้มากเกินไป!”
คานได้ยินก็หัวเราะร่าและเดินเข้าไปใกล้มังกรเพลิงจักรพรรดิ พลางยกมือขึ้นเชิงทักทาย
“เอาน่าเฟนเรียร์ พาเจ้าเด็กตัวเหม็นนี้ไปส่งที่เมืองหยางหมิงให้หน่อยนะ”
มังกรเพลิงจักรพรรดิที่ชื่อ เฟนเรียร์ โค้งหัวเล็กน้อยราวกับรับคำสั่ง ก่อนที่จะหันมามองอนาเธอร์ด้วยแววตาคมกริบ
“ว่ายังไงเจ้าเด็กน้อย.. ตอนนั้นพวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางกันเลยนะ”
“ข้าคือมังกรเพลิงจักรพรรดิ เป็นคู่หูของพ่อเจ้า มีนามว่าเฟนเรียร์ แต่ยังไงก็ตาม..”
“ให้เรียกข้าว่าท่านลุงก็พอ”
อนาเธอร์ยืนตรงและจ้องมองมังกรที่อยู่เบื้องหน้าด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“สวัสดีครับท่านลุง!”
เขาเดินเข้าไปหาเฟนเรียร์ ก่อนที่จะโค้งคำนับตามธรรมเนียมของทายาทในตระกูลซิกฟรีด เพื่อแสดงถึงความเคารพต่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่ของมังกรเพลิงจักรพรรดิตัวนี้ เมื่อเฟนเรียร์เห็นความกล้าหาญของอนาเธอร์ มันจึงค่อยๆโน้มปีกลงต่ำเพื่อให้เขาสามารถปีนขึ้นไปได้
“สะ..สุดยอดชะมัด!”
อนาเธอร์ไม่รอช้า เขาปีนขึ้นไปบนหลังเฟนเรียร์อย่างคล่องแคล่ว พลางจับแน่นที่เกล็ดร้อนระอุที่ยังคงแผ่ไอร้อนออกมาอย่างชัดเจน
“ไปกันเถอะอนาเธอร์ ลุงจะไปส่งเจ้าที่เมืองหยางหมิงด้วยตนเองเลย”
เมื่อเขาพร้อมแล้ว เฟนเรียร์ก็ยืดร่างขึ้นและกางปีกกว้างออกเหนือพื้นดิน ส่งผลให้ลมแรงพัดกระหน่ำไปทั่วบริเวณ
ผู้คนในอาณาเขตต่างมองขึ้นฟ้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและเคารพ
ขณะที่เฟนเรียร์เริ่มกระพือปีกอันมหึมาเปลวเพลิงรอบตัวมันลุกโชติช่วง สายลมร้อนกระจายไปทั่วพร้อมเสียงคำรามดังกึกก้อง ก่อนที่ร่างของมังกรเพลิงจักรพรรดิและทายาทแห่งตระกูลซิกฟรีดจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
...
แม่งมีทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ ใครก็ได้มาจัดการกับเจ้าชายน้อยหน่อยดิ 5555+