นักพรตหญิงผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า

    ภาค 2 : บทที่ 9: วิถีแห่งสายกลาง

    หลังจากศึกปราบปีศาจราคะสิ้นสุดลง แสงอรุณยามเช้าได้สาดส่องลงมายังหุบเขาเมฆาขาวอีกครั้ง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดจากพลังราคะได้ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความสงบเงียบและพลังปราณบริสุทธิ์ของสำนักที่หวนคืนมา ฉินหลิวซีและจ้าวอี้หมิงยืนอยู่หน้าเรือนพักของอาจารย์ ด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความโล่งใจ ความเหนื่อยล้า และความผูกพันที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายได้

     

    อาจารย์ของฉินหลิวซีฟื้นคืนพลังปราณหยางอย่างสมบูรณ์แล้ว ใบหน้าของท่านกลับมามีเลือดฝาด ดวงตาเปี่ยมด้วยประกายแห่งปัญญาและเมตตา ท่านนั่งอยู่บนเสื่อกกในห้องโถงที่เรียบง่าย มีเพียงจ้าวอี้หมิงที่ยืนอยู่ด้านข้างฉินหลิวซีเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในพิธีการทบทวนชีวิตครั้งสำคัญนี้

     

    “หลิวซี” อาจารย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่หนักแน่น “เจ้าได้ผ่านบททดสอบที่รุนแรงที่สุดในชีวิตมาแล้ว ทั้งการถูกดูดพลัง การถูกล่อลวงด้วยราคะ และการใช้กายหยินสวรรค์ของเจ้าเพื่อช่วยชีวิตข้า” ท่านหยุดเล็กน้อย พลางมองไปยังจ้าวอี้หมิงด้วยรอยยิ้มที่รู้แจ้ง “และที่สำคัญที่สุด เจ้าได้ค้นพบ คู่บำเพ็ญ ที่แท้จริงของเจ้าแล้ว”

     

    ฉินหลิวซีหน้าแดงก่ำเล็กน้อย นางก้มหน้าลงด้วยความเคารพ “ศิษย์รู้สึกขอบคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาชี้แนะ และขอบคุณจ้าวอี้หมิงที่คอยปกป้องศิษย์มาโดยตลอด”

     

    “ความสัมพันธ์ของเจ้ากับจ้าวอี้หมิงนั้นมิใช่เพียงความรักฉันท์หนุ่มสาว” อาจารย์กล่าวต่อ “แต่เป็นการ หลอมรวมแห่งเต๋า ที่สมบูรณ์แบบ พลังหยินสวรรค์ของเจ้าต้องการพลังหยางบริสุทธิ์ของเขาเพื่อความสมดุล และพลังหยางของเขาก็ต้องการหยินของเจ้าเพื่อความสมบูรณ์ การต่อสู้กับปีศาจราคะได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อเจ้าทั้งสองรวมเป็นหนึ่ง พลังของเจ้าก็ไร้เทียมทาน”

     

    จ้าวอี้หมิงโค้งคำนับด้วยความนอบน้อม “ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้องขอรับ พลังปราณของข้ากับหลิวซีผสานกันได้อย่างลงตัว และข้าพร้อมที่จะเป็น โล่ และ ดาบ ให้กับนางตลอดไป”

     

    อาจารย์พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะหันกลับมามองฉินหลิวซีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “บัดนี้ พลังหยินสวรรค์ของเจ้าได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว เจ้าได้บรรลุถึง แก่นแท้แห่งเต๋า ที่ข้าเคยสอน เจ้าได้เห็นแล้วว่า ราคะ และ ความบริสุทธิ์ นั้นเป็นเพียงเหรียญสองด้านของพลังเดียวกัน”

     

    “เจ้าได้ใช้ วิถีแห่งราคะ เพื่อช่วยชีวิตข้า และใช้ วิถีแห่งเต๋า เพื่อปราบปีศาจ” อาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เน้นย้ำ “บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องตัดสินใจเลือก วิถี ที่เจ้าจะใช้ดำเนินชีวิตต่อไป”

     

    ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ศิษย์ได้ไตร่ตรองเรื่องนี้มาตลอดการเดินทางและตลอดสามวันที่ดูแลท่านอาจารย์” นางกล่าว “ศิษย์เคยคิดว่าการ ไม่ก้าวหน้า คือการหลีกหนีจากโลกภายนอก เพื่อรักษาความบริสุทธิ์และพลังปราณของตนเองไว้ แต่บัดนี้ศิษย์เข้าใจแล้วว่า ความบริสุทธิ์ ที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การหลีกหนี แต่อยู่ที่การ เผชิญหน้า และ ใช้ พลังของตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น”

     

    “การที่ศิษย์มี กายหยินสวรรค์ และ พลังหยินยมโลก ที่หลอมรวมกันแล้ว ทำให้ศิษย์สามารถรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของผู้คนได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม” ฉินหลิวซีกล่าวต่อ “ศิษย์เห็นว่าโลกภายนอกเต็มไปด้วยผู้คนที่ถูก ราคะ และ กิเลส ครอบงำ ถูกปีศาจร้ายและผู้บำเพ็ญที่ชั่วร้ายใช้พลังของตนเองเพื่อทำลายผู้อื่น”

     

    “ศิษย์ตัดสินใจแล้ว” นางกล่าวอย่างหนักแน่น “ศิษย์จะเลือก วิถีแห่งสายกลาง”

     

    อาจารย์ยิ้มอย่างยินดี “วิถีแห่งสายกลางเช่นไรหรือ?”

     

    “ศิษย์จะไม่เลือกที่จะ หลีกหนี เข้าสู่ป่าเขาเพื่อบำเพ็ญเพียรเพียงลำพัง และศิษย์ก็จะไม่เลือกที่จะ จมดิ่ง ลงสู่โลกีย์เพื่อแสวงหาความสุขส่วนตัว” ฉินหลิวซีอธิบาย “ศิษย์จะ ลงจากเขา ไปพร้อมกับจ้าวอี้หมิง ใช้ พลังหยินสวรรค์หยางล้อม ของเราทั้งสองในการ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และ ปราบปรามความชั่วร้าย”

     

    “ศิษย์จะใช้ ความรู้ ที่ได้จากการหลอมรวมพลังปราณและ ตำรากามสูตร ในการ ชี้แนะ ผู้คนที่หลงผิด ให้พวกเขาเข้าใจว่า ราคะ นั้นสามารถเป็น พลัง ในการบำเพ็ญเพียรได้ หากใช้มันอย่างถูกต้องและมีสติ” นางกล่าวด้วยความเชื่อมั่น “ศิษย์จะใช้ เสน่ห์ และ พลัง ของศิษย์ในการ ล่อลวง และ กำจัด ผู้ที่ใช้พลังของตนเองเพื่อทำลายผู้อื่น”

     

    “ศิษย์จะ ไม่ก้าวหน้า ในทางโลก แต่ศิษย์จะ ก้าวหน้า ใน วิถีแห่งเต๋า ที่แท้จริง” ฉินหลิวซีสรุป “การบำเพ็ญเพียรของศิษย์จะเกิดขึ้นใน โลกมนุษย์ ท่ามกลาง กิเลส และ ความปรารถนา เพื่อให้ศิษย์สามารถรักษา ความบริสุทธิ์ ของตนเองไว้ได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางความสกปรก”

     

    อาจารย์ลุกขึ้นยืนและเดินเข้ามาหาฉินหลิวซี ท่านวางมือบนไหล่ของนางด้วยความรักใคร่ “เจ้าเติบโตขึ้นมากแล้ว หลิวซี” ท่านกล่าว “เจ้าได้ค้นพบ เต๋า ของเจ้าเองแล้ว วิถีแห่งสายกลาง ของเจ้าคือการ ผสมผสาน ระหว่าง โลกีย์ และ ธรรมะ ระหว่าง หยิน และ หยาง”

     

    “จงจำไว้ว่า พลังหยินสวรรค์ ของเจ้าคือ ของขวัญ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จงใช้มันอย่างชาญฉลาด และจงเชื่อมั่นใน คู่บำเพ็ญ ของเจ้า” อาจารย์กล่าว พลางหันไปมองจ้าวอี้หมิง “จ้าวอี้หมิง เจ้าคือ ผู้พิทักษ์ ของนาง จงอย่าให้ ความรัก ของเจ้ากลายเป็น พันธนาการ แต่จงให้มันเป็น พลัง ที่ขับเคลื่อนนางไปข้างหน้า”

     

    จ้าวอี้หมิงคุกเข่าลง “ข้าขอรับคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ ข้าจะเคารพการตัดสินใจของหลิวซี และจะคอยอยู่เคียงข้างนางในทุกย่างก้าว”

     

    ฉินหลิวซีเดินเข้าไปสวมกอดอาจารย์อย่างแน่นแฟ้น “ขอบคุณท่านอาจารย์ ศิษย์จะไม่มีวันลืมคำสั่งสอนของท่าน”

     

    หลังจากนั้น ฉินหลิวซีและจ้าวอี้หมิงใช้เวลาอีกหลายวันในการเตรียมตัวสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ ฉินหลิวซีได้รวบรวมตำราและสมุนไพรที่จำเป็น ส่วนจ้าวอี้หมิงก็เตรียมอาวุธและเสบียง

     

    ในคืนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง ฉินหลิวซีและจ้าวอี้หมิงได้บำเพ็ญเพียรร่วมกันอีกครั้งในห้องพักที่เรียบง่ายของนาง การหลอมรวมพลังปราณในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ มันเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเคารพ และความรักที่ลึกซึ้ง

     

    “หลิวซี” จ้าวอี้หมิงกระซิบข้างหูของนาง ขณะที่พลังปราณหยางของเขากำลังหลั่งไหลเข้าสู่กายหยินสวรรค์ของนาง “เจ้าแน่ใจหรือที่จะเลือกเส้นทางนี้ มันจะเต็มไปด้วยอันตรายและความยากลำบาก”

     

    ฉินหลิวซีตอบด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ข้าแน่ใจ จ้าวอี้หมิง การที่เราได้ต่อสู้กับปีศาจราคะ ทำให้ข้าเข้าใจว่า ความสุข ที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การหลีกหนี แต่เป็นการ เผชิญหน้า กับความมืดมิด และใช้ แสงสว่าง ของเราทั้งสองในการส่องนำทาง”

     

    “และที่สำคัญที่สุด” นางกล่าว พลางใช้มือลูบไล้แผงอกที่แข็งแกร่งของเขา “ข้ามีเจ้าอยู่เคียงข้าง ข้าไม่กลัวสิ่งใดอีกแล้ว”

     

    การหลอมรวมพลังปราณในคืนนั้นเป็นไปอย่างเนิบนาบและลึกซึ้ง พวกเขาไม่ได้เร่งรีบเพื่อแสวงหา จุดสุดยอด แต่เป็นการ แลกเปลี่ยน พลังปราณและ ความรู้สึก อย่างช้าๆ เพื่อให้พลังหยินหยางในร่างกายของทั้งสองเข้าสู่ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบที่สุด

     

    เมื่อแสงอรุณยามเช้ามาเยือนอีกครั้ง ฉินหลิวซีและจ้าวอี้หมิงก็พร้อมที่จะออกเดินทาง พวกเขาโค้งคำนับอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังให้กับหุบเขาเมฆาขาวและมุ่งหน้าลงสู่โลกมนุษย์

     

    ฉินหลิวซีในชุดนักพรตที่เรียบง่ายแต่สง่างาม เดินเคียงข้างจ้าวอี้หมิงที่ดูองอาจและมั่นคง นางไม่ได้เป็นเพียงคุณหนูใหญ่ที่ ไม่ต้องการก้าวหน้า อีกต่อไปแล้ว แต่นางคือ ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งสายกลาง ที่พร้อมจะใช้ พลังหยินสวรรค์ ของตนเองในการ เปลี่ยนแปลง โลก

     

    วิถีแห่งสายกลาง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และการผจญภัยครั้งใหม่ของ คู่บำเพ็ญ คู่นี้กำลังจะเปิดฉากขึ้นในโลกที่เต็มไปด้วย กิเลส และ ความปรารถนา

     

     

    คล้ายกับเรื่องนักพรตหญิงผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า ที่คุณอ่าน