พรกรัณย์ยืนมองดูท้องทะเลสีฟ้าครามตัดกับท้องฟ้าสีขาว ในตึกสูง ที่เป็นชั้นสำนักงานของโรงแรม ซึ่งห้องที่เธอยืนอยู่นี้ เป็นห้องทำงานของพลกฤตนั้นเอง ห้องทำงานนี้วิวดีมาก เพียงแค่เปิดม่านบังแสงออกก็เห็นวิวทะเลอันสวยงามแล้ว
‘ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ คิดไม่ว่าจะได้มีวันนี้ วันที่เราต้องมาทำงานกับพี่กฤตและน้ำชา แถมยังมานั่งทำงานในห้องเดียวกันกับพี่กฤตด้วยอะนะ’
ถึงดวงตากลมโตคู่สวยจะมองดูท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่ไม่ได้สนใจที่จะมองท้องทะเล เพราะความคิดของเธอกำลังคิดถึงเรื่องราวของตัวเอง ที่อะไรๆ ก็รวดเร็วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก แล้วมาเรื่องหมั้น จากนั้นเรื่องลาออกจากงานมาอยู่กับพลกฤต แล้วจบลงที่เรื่องการได้ทำงานร่วมกับสองพี่น้อง ที่เป็นเจ้าของโรงแรม และแถมเป็นคนสำคัญของเธอด้วย
“ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรอยู่ตรงนี้ ฮึ!?”
พรกรัณย์ยืนคิดเพลินจนไม่ได้ยินเสียงประตูห้องเปิด และไม่ได้ยินเสียงเดินเข้ามาของพลกฤต เขากลับเข้ามาหลังจากไปเข้าร่วมประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอรู้สึกตัวเอาตอนที่ มือใหญ่ยื่นมาสวมกอด และเขายื่นจมูกมาหอมแก้มนวลเนียนใสนั่นแหละ
“พี่กฤต!... ทำอะไรคะเนี้ย นี่มันห้องทำงานนะคะ เดี๋ยวใครก็เข้ามาเห็นหรอก”
พรกรัณย์หันไปมองหน้าหล่อเหลาคมเข้ม ก่อนจะต่อว่าเขาอย่างไม่จริงจังนัก เขายักไหล่กว้าง อย่างไม่สนใจที่ใครจะเข้ามาเห็น เพราะเขากับเธอไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน เป็นคู่หมั้นคู่หมายที่กำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้ว
“มาเห็นก็ช่างเขาสิ เราเป็นคู่หมั้นกันพนักงานก็รู้กันอยู่”
พลกฤตไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ เขาถือว่าเขาทำคลอเคลียเฉพาะกับพรกรัณย์ ที่ซึ่งเป็นคู่หมั้นของเขา ไม่ได้พาผู้หญิงคนโน้นคนนี้ หรือพนักงานสาวๆ สวยๆ มาทำสักหน่อย หากเป็นเช่นนั้นน่ะสิจะน่าอาย และจะทำให้ไม่เป็นที่น่าเคารพของพนักงาน
“แต่มันก็ไม่เหมาะที่จะมาทำอย่างนี้นะคะ ที่นี่ห้องทำงาน เดี๋ยวใครเขาจะเอาพี่ไปนินทาได้ แค่ที่ให้นกฮูกทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาก็มากพออยู่แล้ว และไหนจะให้มานั่งทำงานในห้องนี้อีก มีที่ไหนที่ผู้ช่วยเลขามานั่งทำงานในห้องท่านประธานอย่างนี้ ผู้ช่วยเลขาก็ต้องไปนั่งช่วยงานเลขาสิถึงจะถูก”
แต่พรกรัณย์ก็ยังคิดว่าไม่สมควรอยู่ดี เธอน่ะไม่ได้เป็นห่วงตัวเองหรอก เพราะเธอเป็นเพียงแค่คนธรรมดาทั่วๆ ไป แต่เขานี่สิเป็นถึงเจ้าของโรงแรมห้าดาว ที่มีตั้งหลายสาขา ก็ต้องทำให้ดูน่านับถือเข้าไว้ ไม่ใช่พออยู่ใกล้ๆ เธอ แล้วมากอดมาหอมไม่เลือกที่อย่างนี้ ซึ่งเธอก็แปลกใจเขาเหมือนกัน ที่ทำไมจะต้องชอบคลอเคลียเธออยู่เรื่อยเลย
‘กับแฟนเก่าของเขา เขาเป็นอย่างนี้ไหมนะ’
พรกัณย์หันมามองหน้าหล่อเหลาคมเข้มของพลกฤตเอาตรง เธอไม่เข้าใจตัวเธอ จะต้องไปอยากรู้อะไรกับเรื่องที่เขาทำอย่างโน้นอย่างนี้กับแฟนเก่าด้วย แค่ตอนนี้เขาใส่ใจเธอ ดูแลเธอ และรักเธอก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ
“ทำไมมองหน้าพี่อย่างนั้น มีอะไรจะถามพี่อย่างงั้นหรือ?”
พลกฤตเห็นพรกรัณย์หยุดนิ่งและมอง คิ้วเข้มหนาเลิกขึ้นมาฉงนสงสัย พอเห็นเธอเหมือนอยากจะพูดอยากจะถาม แต่ไม่พูดออกมาสักที เขาก็เลยเป็นฝ่ายถามเธอซะเลย
“เปล่าค่ะนกฮูกไม่มีอะไรจะถามหรอก”
พรกรัณย์ยิ้มบางๆ ให้เขา เธอคิดว่าเธอควรยุติข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องแฟนเก่าของพลกฤตสักที มาสนใจในเรื่องของเธอกับเขาดีกว่า ทุกสิ่งที่เขาเคยทำกับแฟนเก่าอะไร ยังไง มันคืออดีต ไม่ควรเอามาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน เธอจงทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีและมีความสุขกับเขาก็พอแล้ว คิดได้อย่างนี้เธอเลยสลัดความคิดนั้นออกไป
“เดี๋ยวสิ... พี่ไม่อยากให้นกฮุกคิดมาก เรื่องที่พี่ให้นกฮูกมานั่งทำงานในห้องทำงานนี้ ถึงนกฮูกจะมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขา แต่พี่ไม่ยอมให้ใครมาใช้งานนกฮูกหรอกนะ เพราะนกฮูกเป็นคู่หมั้นของพี่ และคู่หมั้นจะสวิตกันบ้างอะไรบ้างก็ไม่แปลกหรอก พี่ไม่แคร์คำคนนินทาด้วย เพราะพี่ทำแต่กับนกฮูกคนเดียว ไม่ได้ทำกับคนอื่น”
พลกฤตเห็นร่างบางจะเดินเลี่ยงหนีไป เขาจึงรั้งสวมกอดเธอเอาไว้ แล้วอธิบายความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้เธอได้รับฟัง ซึ่งคำพูดนั้น ก็ทำให้พรกรัณย์รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง และก็ไม่มีคำพูดใดๆ จะมาคัดค้านการกระทำของเขาได้อีก
พรกรัณย์มองใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม ด้วยสายตาเปล่งประกายหวานเยิ้ม พลกฤตที่มองอยู่แล้ว ไม่คิดจะหักห้ามใจอะไรทั้งนั้น โน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าสวยหวาน เพื่อต้องการจูบให้หนำใจ
ก๊อก...... ก๊อก...... ก๊อก......
“มัวแต่สวิตกันอยู่นั่นแหละค่ะ เที่ยงแล้ว น้องหิวข้าวแล้วเนี้ย”
ยังไม่ทันที่ปากจะได้ประกบปาก เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น และเพียงไม่ถึงนาทีประตูก็เปิดออก และตามมาด้วยเสียงของชาลิสา ที่ดังมาขัดจังหวะ นั้นจึงทำให้พลกฤตชะงักค้าง แต่จะต่อว่าอะไรก็ไม่ได้ เพราะนั้นคือน้องสาวสุดที่รักของตัวเอง
๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙