ทั้งดาดฟ้าพลันตกลงสู่ความเงียบงันทันที
เสียงแรกที่ระเบิดดังขึ้นนั้นดันเป็นเสียงพูดของหั่วเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจสุดขีด
“ไอ้บ้าเอ๊ย!! เจ้าหลินอี้น้อย เจ้าต้องตั้งใจทำแน่ๆ! เจ้าอยากให้ข้าโดนฟ้าผ่าตายมานานแล้วใช่ไหม!!”
แต่คนอื่นๆ บนดาดฟ้ายังคงตกอยู่ในความประหลาดใจ
ทะ... ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ?
แค่นี้ ทำแค่นี้ก็หยุดสายฟ้าได้แล้วหรือ?
จากนั้นผู้คนทั้งหมดก็เข้าไปรุมล้อมจ้องมองไปที่หั่วเอ๋อร์ทองคำสุดพิสดารที่กำลังนอนอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“เถ้าแก่หลาน...น....น...นี่...”เซวี่ยเทียนเกิดมาไม่เคยเห็นอุปกรณ์ที่สุดยอดขนาดนี้มาก่อนในชีวิตทำเอาเขาพูดติดอ่างขึ้นมาทันที
ถ้าหากสามารถใช้เจ้าหั่วเอ๋อร์ทองคำนี่ข้ามผ่านทะเลอัสนีไปได้อย่างปลอดภัยตลอดทางละก็มันจะช่วยได้มากทีเดียว นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สุดยอดสุดๆ เลย
มันจะสามารถประหยัดพลังไปได้มากโขเลยทีเดียว!
“หรือว่าสิ่งนี้คือผลงานชิ้นเอกของท่านเถ้าแก่หลานอย่างนั้นหรือ?นี่มันประสิทธิภาพยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อเลยนะ!!”
ผู้คนกล่าวชื่นชมกันอย่างไม่ขาดปาก
แต่ในขณะที่ผู้คนกำลังยืนมุงดูหั่วเอ๋อร์ทองคำอยู่นั่นเองด้านข้างก็มีเสียงถอนหายใจอย่างเย็นชาซึ่งไม่เข้ากับบรรยากาศโดยรอบเลยดังขึ้น
“ของเล่นกิ๊กก๊อกพรรค์นี้มันจะสามารถทนได้สักแค่ไหนกันเชียว...ก็แค่ของหลอกเด็กเพียงเท่านั้น...”
มู่หยงไป๋ยืนมองด้วยสายตาอันเย็นชาจากวงนอก
ขยะพรรค์นี้นี่นะจะมาแทนที่เพลงดาบระดับเทพของมู่หยงไป๋คนนี้ได้?
แต่ในวินาทีต่อมานั่นเองความจริงอันไร้ความเมตตาก็ปรากฏขึ้น
หั่วเอ๋อร์ทองคำที่นอนนิ่งไปพักหนึ่งแล้วอยู่ๆ ก็ดีดตัวขึ้นมายืนอีกครั้ง อีกทั้งยังทำท่าจัดขนตัวเองเหมือนกับที่หั่วเอ๋อร์ตัวจริงชอบทำแบบไม่มีผิดเพี๊ยนพร้อมกับส่งเสียงร้องออกมาทีหนึ่ง
เสียงร้องนั่นราวกับกำลังตอกกลับคำพูดของมู่หยงไป๋เมื่อครู่นี้อย่างไรอย่างนั้น....
พวกบ้านนอก... ไม่เคยเห็นของดีแล้วยังกล้ามาวิจารณ์โง่ๆอีก!
แกว๊กแกว๊ก
หั่วเอ๋อร์ทองคำที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วก็ขยับปีกของมันเพื่อบินกลับขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้งมันพร้อมที่จะรับสายฟ้าลูกต่อไปอยู่ตลอดเวลา
“ฮ่าฮ่าฮ่า วิหคล่อฟ้าตัวนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีลับจาก ‘ผลึกเมฆาอัสนี’ นอกจากจะสามารถต้านทานสายฟ้าได้แล้วยังสามารถกักเก็บพลังไฟฟ้าเอาไว้เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานของตัวเองได้อีกด้วยเรียกได้ว่า ยิ่งโดนไฟฟ้าช็อตมากเท่าไร นอกจากจะไม่พังแล้วมันกลับยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
หลานไห่อธิบายให้ฟังพร้อมกับเสียงหัวเราะร่า
วิหคล่อฟ้าตัวนี้ถึงแม้จะดูไม่ค่อยมีรสนิยมสักเท่าไรแต่สำหรับเขาแล้วมันคืออุปกรณ์ชนิดใหม่สุดพิสดารที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตการที่มีโอกาสได้สร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำมือตัวเองแบบนี้ ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจขั้นสูงสุดของนักการช่างทุกคนเลยทีเดียว
“โคตรสุดยอด!”
“ท่านอาจารย์หลานสุดยอด!”
“ยอมเลย ตั้งแต่เกิดมาข้าก็เพิ่งเคยเห็นอุปกรณ์สุดวิเศษขนาดนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน!”
ในฝูงชนตอนนี้เต็มไปด้วยคำพูดชื่นชมต่างๆมากมาย
แต่ว่า น้ำเสียงไม่พอใจก็ดังขึ้นอีกครั้ง
มู่หยงไป๋มองขึ้นไปบนฟ้าด้วยสีหน้าเย็นชาพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า“ต่อให้มันทนสายฟ้าได้แต่อีกสักพักหนึ่งจำนวนของสายฟ้าจะแน่นหนามากขึ้นกว่านี้หลายเท่าลำพังแค่นกตัวเดียวมันจะพอให้เราทั้งหมดกลับไปพักผ่อนได้อย่างไรกัน เถ้าแก่หลานท่าน... อะไรน่ะ?”
คราวนี้มู่หยงไป๋พูดไปได้แค่ครึ่งประโยคเท่านั้น
ก็ถูกความจริงอันไร้เมตตาตบหน้าซ้ำเข้าให้เป็นรอบที่สอง
หลานไห่โบกมืออีกครั้งก็มีหั่วเอ๋อร์ทองคำแบบเดียวกันบินออกมาจากแหวนของเขาจำนวนหลายสิบตัวดูคล้ายกับภูตน้อยกำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองโบยบินวนรอบเป็นวงกลมอยู่บนฟ้าเหนือเรือฉลามทมิฬ
“ว้าว สวยจังเลย!”
ถึงแม้ในฝูงชนส่วนใหญ่จะเป็นชายสูงวัยเสียมากกว่าแต่ตอนนี้กลับมีเสียงชมเชยออกมาไม่ขาด
เหล่าวิหคล่อฟ้าที่กำลังโบยบินอยู่พวกนั้นได้เปลี่ยนให้การล่องเรือในทะเลอัสนีที่แต่เดิมเต็มเปี่ยมไปด้วยภยันตรายมากมายกลายเป็นการล่องเรืออย่างสบายใจไร้ซึ่งความกังวลใดๆ แทน
และตอนนั้นเองก็มีสายฟ้าลูกใหม่ฟาดผ่าลงมาจากบนท้องฟ้าอีกครั้งแต่ก็ถูกวิหคล่อฟ้าตัวหนึ่งต้านรับเอาไว้ได้อย่างง่ายดายเรือฉลามทมิฬตอนนี้แข็งแกร่งทนทานยิ่งภูเขาไท่ซานเสียอีก
ฮ่าฮ่าฮ่า!
โคตรสุดยอดเลย!!
เสียงตะโกนชื่นชมพลันดังลั่นไปทั่วบริเวณดังยิ่งกว่าตอนชมมู่หยงไป๋หลายเท่า
สาเหตุก็เพราะว่าตอนพวกเขาชมมู่หยงไป๋นั้นพวกเขาก็แค่ทำพอเป็นพิธีไปอย่างนั้น แต่ครั้งนี้พวกเขารู้สึกชื่นชมหลานไห่จากใจจริง
แต่ในตอนที่ผู้คนกำลังสรรเสริญหลานไห่อยู่นั้นผู้อาวุโสท่านนี้ก็หัวเราะฮ่าฮ่าขึ้นพร้อมกับเฉลยความจริงให้ผู้คนได้รับรู้ว่า
“ทุกท่านไม่ต้องกล่าวชมข้าหรอกเจ้าวิหคล่อฟ้านี่ ไม่ว่าจะการออกแบบหรือการเสริมความสามารถให้มัน ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของคุณชายหลินหยางเพียงคนเดียวตัวข้ามีหน้าที่แค่ผลิตออกมาในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น ถ้าจะขอบคุณพวกเราต้องไปขอบคุณคุณชายหลินด้วยกันสิถึงจะถูก!”
ผู้คนต่างก็ตกตะลึงอีกครั้ง
จากนั้นพวกเขาก็หันไปมองที่หลินหยางด้วยสายตาชื่นชมและนับถือเสียงสรรเสริญเยินยอและเสียงปรบมือดังขึ้นอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ
เซวี่ยเทียนเองก็เดินไปหาหลินหยางพร้อมกับเสียงหัวเราะดังลั่นจากนั้นตบเข้าที่ไหล่ของหลินหยางอย่างแรง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ที่แท้เจ้านกน้อยนั่นก็เป็นผลงานของพี่น้องหลินเองหรือนี่! ทำไมเจ้าไม่รีบบอกเล่า ทำเอาข้าตกอกตกใจหมดเลย! ฮ่าฮ่า!”
พอเซวี่ยเทียนเปิดขึ้นมาอย่างนี้คนอื่นๆ ที่เหลือก็ออกปากชมหลินหยางกันไม่หยุด
“แค่ของเล็กๆ น่ะ ไม่ใช่ของที่ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นข้าไม่กล้าเอาออกมาอวดหรอก” หลินหยางแย้มยิ้มอ่อนๆ พร้อมกับหันไปผงกหัวให้ฝูงชน
วิหคล่อฟ้าของหลินหยางนั้นมีศักยภาพมากพอที่จะสามารถเอาชนะยอดฝีมือทุกคนในการฝ่าด้านทะเลอัสนีแห่งนี้และแน่นอนว่ารวมถึงมู่หยงไป๋ด้วย
แต่ดูกิริยาวาจาของเขาสิ
มารยาทดี ทั้งยังนอบน้อมถ่อมตน
พอเทียบกับท่าทางอวดดีและจองหองสุดขีดของมู่หยงไป๋หลังจากตัดสายฟ้าไปทีเดียวแล้วหลินหยางนั้นดูเป็นหนุ่มน้อยนิสัยดีสุดๆ ขึ้นมาเลย ความแตกต่างกันนั้นราวฟ้ากับเหวก็ไม่ปาน
บนดาดฟ้าเรือตอนนี้แบ่งออกเป็นสองฝั่งทันที
มู่หยงไป๋ที่ก่อนนี้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนทั้งหมดนั้นตอนนี้พลันกลายเป็นหมาหัวเน่าที่แทบไม่เหลือใครเหลียวแลทันทีเหลือแต่เพียงพรรคพวกสิบกว่าคนที่มาจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันกับเขาเท่านั้นที่ยังยืนอยู่ข้างเขา
มีหลายคนที่มองหน้ากันเองไปมาจากนั้นก็หันไปมองหลินหยางที่เป็นที่นิยมสุดๆ ในตอนนี้ในใจก็รู้สึกอึดอัดอย่างกับกำลังฝืนรับประทานอุจจาระอยู่ก็ไม่ปาน
น่าอึดอัดเกินไปแล้ว...
ถึงแม้ว่ามู่หยงไป๋จะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่บนใบหน้าของเขาเริ่มบูดบึ้งขึ้นมาแล้ว
เขาจ้องเขม็งไปที่หลินหยางที่ยืนอยู่กลางฝูงชนอย่างไม่ละสายตา
ซึ่งในจังหวะแบบนี้ ตามปกติแล้วหลินหยางควรจะหันกลับมามองเขาด้วยแววตาของผู้ชนะเพื่อซ้ำเติมอีกฝ่ายให้เจ็บใจยิ่งกว่าเดิม
แต่หลินหยางกลับไม่ทำอย่างนั้น
อีกฝ่ายกลับทำเหมือนมู่หยงไป๋ไม่มีตัวตนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อยซึ่งการเมินเฉยแบบนั้นต่างหากที่เป็นการตอบโต้ที่เจ็บปวดที่สุด
หลินหยางกำลังใช้ความจริงที่ชัดเจนมากที่สุดมาบอกกับมู่หยงไป๋ว่า
เอาละ ดูซะสิ
ใครกันแน่ที่เป็นมังกร?
แล้วใครกันแน่ที่เป็น... มดปลวก??
..................................
เรือฉลามทมิฬแล่นไปบนทะเลอัสนีได้อย่างราบรื่นโดยที่ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลยเป็นเวลากว่าสองชั่วโมง
ผู้คนทั้งหลายต่างก็พูดคุยเฮฮากันอย่างครื้นเครงนับว่าเป็นการเดินทางผ่านทะเลอัสนีในแบบที่สบายที่สุดในประวัติการเลยก็ว่าได้
ซึ่งหัวข้อที่ผู้คนพูดถึงกันย่อมต้องเป็นเรื่องของหลินหยางและ“วิหคอัสนี” สุดมหัศจรรย์นั่นอยู่แล้ว พวกเขาแทบจะยกยอคุณชายหลินผู้ลึกลับนั่นไปอยู่บนฟ้าแล้ว
เพียงแต่ว่าในตอนที่ทัศนียภาพด้านหน้าของเรือฉลามทมิฬเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นพร้อมกับที่มวลหมู่เมฆสายฟ้าสี่ดำทั้งหลายค่อยๆหายไปแล้วนั้น เสียงพูดคุยของผู้คนก็ค่อยๆ เงียบลงมา
นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาได้มาถึงอุปสรรคด่านที่สองแล้วซึ่งก็คือทะเลอสูร
เหล่ายอดฝีมือต่างก็พากันเดินออกมาจากห้องโดยสารบนเรือแล้ว
และเพราะผลงานของหลินหยางทำให้พวกเขาเหล่านี้มีเวลาในการพักผ่อนและสะสมพลังนานถึงสองชั่วโมงแต่คนที่เคยมาทะเลสาบเมฆาอัสนีตั้งแต่ครั้งก่อนๆ แล้วจะรู้กันว่า ทะเลสาบอัสนีเป็นแค่น้ำจิ้มไปเลยเมื่อเอามาเทียบกับทะเลอสูรตรงหน้านี้
ตรงนี้ต่างหาก...ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสีย บาดเจ็บและล้มตายจากการเดินทางเข้าสู่ทะเลสาบเมฆาอัสนี
ตอนที่หลินหยางเดินออกมานั้นสามารถมองเห็นผืนฟ้าตรงหน้าที่ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเป็นกลุ่มเมฆสีดำและอีกฝั่งเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงินโดยทะเลอัสนีนั้นเป็นเหมือนเปลือกนอกของทะเลสาบฟ้าสมุทรที่โอบล้อมทัศนียภาพอันงดงามทั้งหมดเอาไว้ด้านใน
แต่หลินหยางกลับสามารถสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้กำลังแอบซ่อนอยู่ภายใต้ผืนฟ้าสีครามแห่งนี้
และทันทีที่เรือฉลามทมิฬข้ามผ่านอาณาเขตทะเลสาบอัสนีมาแล้วกลับจอดนิ่งรออยู่กับที่ ไม่ได้รีบเร่งเดินหน้าต่อแต่อย่างใด
“เราจอดตรงนี้ทำไม?”หลินหยางเดินเข้าไปถามหลานไห่ที่อยู่ใกล้ๆ
“พวกเราต้องรอให้เรือของขุมอำนาจอื่นๆมาถึงก่อน พอมากันครบหมดแล้วค่อยออกเดินทางต่อถึงจะสามารถผ่านทะเลอสูรแห่งนี้ไปได้ง่ายขึ้น...”สีหน้าของหลานไห่ตอนนี้กลับมาดูเคร่งขรึมอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าหลายวันมานี้เถ้าแก่ผู้มากด้วยวัยวุฒิท่านนี้จะร่าเริงมากแค่ไหนก็ตามแต่เมื่อต้องมาเผชิญกับทะเลสาบอสูรตรงหน้านี้แล้วก็ยังต้องรู้สึกตึงเครียดจนยิ้มไม่ออก
“สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในทะเลอสูรแห่งนี้มันน่าหวาดกลัวขนาดนั้นเลยจริงๆหรือ?” หลินหยางเคยได้ยินเรื่องของทะเลอสูรนี้มาจากหลานไห่แล้วอีกฝ่ายเล่าว่าทุกครั้งที่ต้องผ่านทะเลอสูรนั้นต้องเกิดการต่อสู้นองเลือดทุกครั้งไป
“มันน่ากลัวมากจริงๆไม่ต่างอะไรกับภัยพิบัติเลยด้วยซ้ำ...”
หลานไห่ที่นึกย้อนถึงภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ผ่านมาก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “จำนวนสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในมหาทะเลสาบแห่งดินแดนภาคใต้นี้เกรงว่าจะมีจำนวนที่ไม่น้อยไปกว่ามนุษย์ทั้งหมดในทวีปชี่อู่เลยและในพื้นที่บริเวณทะเลสาบเมฆาอัสนีแห่งนี้ยังเป็นจุดที่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดมารวมตัวกันอีกด้วย...ครั้งก่อนที่บุกฝ่าตรงนี้ไป พวกเราสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับราชันขั้นสูงไปมากถึงสิบกว่าตัวแต่จำนวนยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่สูญเสียไปกลับมีจำนวนสูงกว่านั้นถึงสองเท่า...”
สัตว์อสูรระดับราชันขั้นสูง เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งระดับเดียวกับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นท้าย
ซึ่งนั่นแทบจะเป็นระดับพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์บนทวีปชี่อู่แล้วและนั่นคือศัตรูกลุ่มแรกที่พวกของหลินหยางจะต้องปะทะด้วย
แค่คิดก็น่าขนลุกแล้ว
“คุณชายหลินของที่ท่านเคยพูดถึงเมื่อก่อนหน้านี้มันจะได้ผลจริงหรือ?” อยู่ๆหลานไห่ก็ถามคำถามขึ้น
“ก็หวังว่าจะได้นะ...”
น้ำเสียงของหลินหยางเองก็ดูตึงเครียดอยู่ไม่น้อย
อันที่จริงเขาเองก็มีเตรียมของที่จะใช้ต่อกรกับอสูรทะเลอยู่เหมือนกันแต่นั้นก็เป็นของที่เตรียมจากการคาดเดาเท่านั้น ไม่สามารถรับประกันได้ว่ามันจะใช้ได้ผลจริง
แต่ถ้าของนั้นมันใช้ได้ผลขึ้นมาจริงๆ ละก็มันจะช่วยให้กลุ่มของพวกเขาสบายขึ้นยิ่งกว่าตอนวิหคอัสนีอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
แต่ถึงอย่างไรสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ยังน่ากลัวกว่าสายฟ้าเมื่อครู่นี้หลายสิบเท่าอยู่ดี
และในขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันอยู่นั่นเองบนผืนน้ำบริเวณใกล้เคียงก็เกิดจุดดำขึ้นมาจุดหนึ่ง
”มาแล้ว! นั่นมันเรือของราชอาณาจักรเทียนฉาง!”
บนเสาสังเกตการณ์มีเสียงตะโกนของโจรสลัดคนหนึ่งดังขึ้นทุกคนจึงหันไปมองดูตรงจุดดำที่อยู่ห่างออกไปนั่นซึ่งจุดดำนั่นค่อยเปลี่ยนเป็นเรือเดินสมุทรขนาดมหึมาที่เปล่งประกายแสงสีทองอร่ามจนแสบตา
“บ้าเอ๊ยทำไมทุกครั้งที่ได้เห็นเรือของพวกราชอาณาจักรเทียนฉางแล้วต้องรู้สึกว่าตัวเองโคตรจนเลยวะนี่...”
เหล่าโจรสลัดสายลมทมิฬทั้งหลายพากันส่งเสียงบ่นออกมาอย่างหัวเสีย
หลินหยางเองก็ถูกแสงสีทองอร่ามนั่นดึงดูดสายตาเอาไว้เหมือนกันเขาเห็น เรือทองคำ ที่ใช้ทองคำจริงๆ ในการสร้างลำหนึ่งกำลังลอยอยู่!
ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกราชอาณาจักรเทียนฉางนั่นใช้วิธีอะไรถึงสามารถสร้างเรือขนาดมหึมาขึ้นมาจากทองคำที่ทั้งหนักอึ้งทั้งอ่อนนุ่มได้แถมดูท่าทางเรือลำนั้นเองก็สามารถเดินทางผ่านทะเลอัสนีมาได้โดยไร้ซึ่งบาดแผลเลยเหมือนกันถึงแม้ว่าจะมาช้ากว่าพวกหลินหยาง แต่ก็ช้ากว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่นานเรือทองคำลำนั้นก็แล่นมาอยู่ข้างเรือฉลามทมิฬตรงจุดนี้น่าจะเป็นจุดรวมพลของขุมอำนาจทั้งห้าฝ่าย
เรือฉลามทมิฬของเซวี่ยเทียนนั้นพอเอาไปเปรียบเทียบกับเรือทองคำอันหรูหราอลังการนั่นแล้วมันไม่ต่างอะไรจากพวกขอทานตามถนนเลยสักนิด แค่อีกฝ่ายมาจอดอยู่ข้างๆ ก็ทำให้ทุกคนบนเรือต่างก็รู้สึกอับอายขึ้นมาได้แล้ว