บทที่ 36: เดินทางสู่ดินแดนใต้
สายลมเอื่อยเฉื่อยพัดโชยกลิ่นไอความชุ่มชื้นของผืนป่าดงดิบทางใต้เข้ามาทางหน้าต่างรถม้า ล้อไม้ขนาดใหญ่บดเบียดไปตามเส้นทางลูกรังขรุขระอย่างมั่นคง เสียงฝีเท้าม้าศึกองครักษ์เกราะขาวที่ควบเคียงข้างขบวนเคลื่อนคล้อยห่างจากประตูเมืองหลวงสวรรค์มาไกลหลายร้อยลี้แล้ว มุ่งหน้าลงทิศใต้เข้าสู่เขตมณฑลใต้ซึ่งเป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องเทือกเขาสลับซับซ้อน ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญคือเต็มไปด้วยเหล่ายอดฝีมือสำนักยุทธ์นอกรีตที่ขึ้นชื่อเรื่องความป่าเถื่อนดุดัน
ทว่าในเวลานี้ ภายในตู้รถม้าขนาดยักษ์คันพิเศษที่ผมสั่งการให้หอการค้าร้อยทรัพย์แอบต่อขึ้นมานั้น กลับตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงด้วยแผ่นไม้สองชั้นที่บุผนังเก็บเสียงสะกดเสียงสวาทไว้อย่างดีเยี่ยม ข้างในหรูหราอลังการปานห้องบรรทมเคลื่อนที่ก็ไม่ปาน พื้นที่กว้างขวางปูลาดด้วยฟูกหนานุ่มขนสัตว์แกะหนากว่าสามชั้นที่นุ่มนิ่มจนแทบจมตัวลงไป มีตู้ไม้แกะสลักติดตั้งขวดเหล้าองุ่นเลิศรส ชาสมุนไพร และโคมไฟหยกทิพย์ส่องแสงสลัวโทนอุ่นชวนให้รู้สึกง่วงนอนและเคลิบเคลิ้มไปกับความโรแมนติก
"สามีจ๋า... ดื่มน้ำชาสมุนไพรวิเศษผสมโสมโบราณอุ่น ๆ หน่อยนะจ๊ะ เมียเป่าให้จนอุ่นพอดีแล้วจ้ะ" ซูเหยียน เจ้าสำนักน้อยหอโอสถผู้แสนจะเรียบร้อยน่ารักอ่อนหวานนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายผม นางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอ่อนขับผิวขาวอมชมพูเนียนละเอียดดั่งไข่มุก มือเรียวงามถือถ้วยชาส่งกลิ่นหอมกรุ่นป้อนถึงปากผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่เสน่หาลึกซึ้ง
ผมเอนกายนอนหนุนตักนุ่มนิ่มของไป๋หลิง จอมยุทธ์สาวสุดเท่สะคราญโฉมที่ปกติจะถือกระบี่หน้าตาบูดบึ้งน่าเกรงขาม ทว่าตอนนี้ใบหน้าหวานของนางกลับแดงระเรื่อ คลอเคลียลูบผมของผมแผ่วเบาอย่างรักใคร่ชื่นชม ยินยอมเป็นหมอนหนุนส่วนตัวให้ผมนอนทอดอารมณ์สบายใจเฉิบ
"อ่า... ชาของซูเหยียนเมียรักช่างชื่นใจจริง ๆ โว้ยจ้ะปู่!" ผมจิบน้ำชารสเลิศพลางหลับตาพริ้มเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะอ้าปากรับผลองุ่นปอกเปลือกที่ไป๋หลิงป้อนให้ต่อทันทีอย่างขี้เกียจสุดชีวิต *'ฮ่าฮ่าฮ่า! นี่แหละชีวิตแมงดาเทพสวรรค์ที่แท้จริงโว้ยพี่น้อง! ปล่อยให้ฮ่องเต้จีเฟิงและเสนาบดีแก่นั่งปวดหัวเซ็นเอกสารในวังไปเถอะ ข้าขอลาพักร้อนหนีงานราชการมานอนหนุนตักสาวงาม แช่น้ำชา บำรุงกำลังเพื่อเตรียมลุยศึกเตียงรักต่อไปยาว ๆ ดีกว่าจ้ะ! ขืนนั่งบริหารเมืองหลวงนาน ๆ ปิกาจูคู่ใจของข้าคงเหี่ยวเฉาหมดชีวิตชีวาแน่โว้ย'* ผมบ่นในใจพลางแอบลูบไล้หน้าขาเนียนละเอียดของไป๋หลิงผ่านเนื้อผ้าไหมบางเบาจนนางค้อนควับหน้าแดงด้วยความเขินอาย
[ ติ๊ง! ]
[ โฮสต์เดินทางเข้าสู่ขอบเขตมณฑลดินแดนใต้สำเร็จ! ]
[ ปลดล็อกภารกิจใหม่: "พิชิตค่ายกลโบราณและสยบหัวใจธิดาเทพแห่งนิกายบุปผาสวรรค์" ]
[ รายละเอียด: สืบเนื่องจากดินแดนโบราณสถาน "สุสานกระบี่โบราณ" กำลังจะเปิดออก โฮสต์ต้องนำทางและช่วยเหลือสตรีวาสนาสูงให้บรรลุการสกัดกั้นค่ายกลและบำบัดปราณกบฏ ]
[ รางวัลความสำเร็จ: 60,000 แต้มระบบ และปลดล็อกวิชาเคล็ดกระบี่สวรรค์ขั้นสูงสุด ]
*'โอ้โฮ! ระบบรักดีมอบภารกิจใหม่มาให้อีกแล้วโว้ยจ้ะ! แถมยังมีเป้าหมายเป็นธิดาเทพนิกายบุปผาสวรรค์แสนงามอีกต่างหาก ข่าวลือเรื่องสาวงามแดนใต้นี่ไม่เกินจริงเลยจ้ะพี่น้อง งานนี้ข้าต้องใช้พละกำลังเอวสะโพกเหล็กไหลช่วยสยบความเย็นชาของนางเซียนให้หลอมละลายรักคาอกข้าให้ได้เลยโว้ย!'* ผมคิดกะล่อนในใจพลางยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
ขณะที่ขบวนรถม้าเคลื่อนมาถึงจุดพักริมน้ำตกสายใหญ่ที่มีสะพานไม้ทอดข้าม ลมป่าเย็นสบายพัดละอองน้ำกระเซ็นชวนให้สดชื่น ทหารเกราะขาวส่งสัญญาณหยุดพักเหนื่อยเพื่อล้างหน้าล้างตาและให้ม้าศึกได้ดื่มน้ำดื่มท่า ผมจึงก้าวเท้าเดินนวยนาดลงจากรถม้าขนาดยักษ์โดยมีไป๋หลิงและซูเหยียนเดินขนาบข้างประคองแขนและโบกพัดให้ประหนึ่งองค์ชายเสด็จประพาสต้น สาวงามทั้งสองดึงดูดสายตาของเหล่ายอดฝีมือชาวยุทธ์ป่าเถื่อนแถบนั้นทันที
โรงเตี๊ยมริมน้ำพุใต้สะพานมีขนาดค่อนข้างใหญ่ปูด้วยไม้กระดานหยาบ ๆ มีโต๊ะเก้าอี้ไม้ตั้งเรียงรายสำหรับนักเดินทาง กลิ่นอายสุราต้มและปลาเผาส่งกลิ่นโชยข้ามมา ผมเดินนำสาวงามทั้งสองไปจับจองโต๊ะริมน้ำที่ทำเลดีที่สุด ลมโชยสบาย ลมปราณรอบตัวผมแผ่ขยายออกช้า ๆ ในฐานะผู้มีพลังระดับแกนทองคำขั้นที่ 5 (ที่ได้รับแอบแฝงผสานพลังมาจากสามประสานในยอดหอเมืองหลวง) ทำให้ประสาทสัมผัสคมชัดเฉียบไวยิ่ง
ทว่าชื่นชมบรรยากาศได้ไม่ทันไร เสียงฝีเท้าเหยียบพื้นไม้ดังปัง ๆ พร้อมเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขัดจังหวะความสุนทรี ชายหนุ่มอายุราวรุ่งราวใบยี่สิบห้าปีในชุดเสื้อคลุมไหมปักลวดลายหมาป่าสีเงินท่าทางหยิ่งยโสโอหังเดินกร่างเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามร่างใหญ่เกราะหนาห้าหกคน บนใบหน้าขาวของเขาเต็มไปด้วยแววตาดูถูกเหยียดหยามคนรอบตัว แววตาของมันกวาดมองไปทั่วโรงเตี๊ยมก่อนจะมาหยุดกึกที่ร่างสะคราญโฉมของไป๋หลิงและซูเหยียน ดวงตาของมันฉายประกายราคะหยาบโลนโลภมากอย่างเด่นชัดทันที
"เห้ย! เด็กรับใช้ในร้าน! ไปบอกไอ้หน้าขาวโต๊ะริมน้ำนั่นให้ไสหัวไปซะ! ข้าคือคุณชายไป่หลี่เฟิง บุตรชายคนเดียวของเจ้าสำนักผู้พิชิตดินแดนใต้ โต๊ะที่ดีที่สุดตัวนั้นข้าจะใช้นั่งดื่มสุรากับสตรีงามสองนางนั่น!" คุณชายปากดีประกาศเสียงดังลั่นพลางชี้นิ้วมาที่โต๊ะของผมอย่างอวดอ้างบารมี
ชาวยุทธ์ในโรงเตี๊ยมต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกหนาวเหน็บ กระซิบกระซาบกันด้วยความหวาดกลัว: "สำนักผู้พิชิตแดนใต้! นั่นมันมหาอำนาจที่มีอิทธิพลล้นพ้นฟ้าสะท้านแผ่นดินใต้เชียวนะ! ใครกล้าขัดใจคุณชายไป่หลี่เฟิงมีหวังถูกโยนให้ปลาสกินเนื้อในแม่น้ำแน่!"
ผมได้ยินคำข่มขู่อันแสนจะน้ำเน่าไร้คลาสนี้แล้วก็แทบจะถอนหายใจยาวเหยียดกลอกตาสามตลบ *'โธ่... คุณชายขยะตระกูลใหญ่มาแนวนี้อีกแล้วโว้ยจ้ะพี่น้อง! มีสมองไว้คั่นหูรึไงวะเนี่ย? เห็นสตรีงามหน่อยก็อยากจะโชว์พาวแย่งโต๊ะชิงนาง เล่นพล็อตเดิม ๆ ซ้ำซากจนข้าขี้เกียจจะลุกขึ้นไปตบสั่งสอนแล้วโว้ยจ้ะปู่!'* ผมคิดเหนื่อยหน่ายพลางโบกพัดกระดาษในมือเอื่อยเฉื่อย ขี้เกียจเนื้อตัวสุดขีดจนไม่อยากจะลุกขยับตัวออกจากตั่งนั่งด้วยซั้น
"สามีจ๋า... ให้ข้าไปสะบั้นคอหอยมันเลยดีไหมเจ้าคะ? บังอาจมาชี้หน้าด่าสามีอันเป็นที่รักยิ่งของข้า!" ไป๋หลิงทำตาขึงขังมือเรียวจับกุมด้ามกระบี่คู่กายแน่น ไอพลังลมปราณกระบี่เย็นยะเยือกแผ่ซ่านรอบตัวจนน้ำในแก้วเริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
"ใจเย็น ๆ จ้ะไป๋หลิงเมียรัก สุภาพสตรีผู้อ่อนช้อยงดงามไม่ควรลงไม้ลงมือให้เปื้อนคราบเลือดเปื้อนเหงื่อจนเหนื่อยล้าหรอกจ้ะ นอนพักผ่อนนวดขาให้สามีต่อเถอะโว้ย... ขยะเปียกพวกนี้ให้สามีหน้าระรื่นคนนี้จัดการเถอะจ้ะ" ผมกล่าวเสียงเบาใบหน้าระรื่นดึงมือไป๋หลิงมากุมบีบเบา ๆ อย่างรักใคร่จนนางยอมอ่อนลง
ขณะเดียวกัน คุณชายไป่หลี่เฟิงเห็นผมยังคงนั่งเฉยโบกพัดชิลล์ ๆ ไม่ยอมขยับลุก แถมยังจู๋จี๋กับโฉมงามเยาะเย้ยหน้าด้าน ๆ ก็เกิดบันดาลโทสะจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนตวาดลั่น: "ไอ้ขยะหน้าขาวหน้าระรื่นเอ๋ย! กล้าดีอย่างไรมาเมินเฉยต่อคำสั่งของคุณชายไป่หลี่เฟิงผู้นี้! ข้าจะหักขามึงแล้วชิงตัวผู้หญิงสองคนนี้ไปเป็นของเล่นบนเตียงข้าสะใจเลยโว้ย!"
มันพุ่งตัวกระโจนเข้าหาโต๊ะของผมพร้อมแผ่ลมปราณสีเงินคลุมฝ่ามือกรงเล็บหมาป่าตะปบลงมาที่ไหล่ของผมด้วยหมายจะบดขยี้กระดูกข้อต่ออย่างเหี้ยมเกรียมสะใจ
ผมไม่ได้แม้แต่จะหันไปมองหรือขยับตัวลุกขึ้นยืนจากตั่งไม้ไผ่ที่นั่งเอนกายอยู่ เพียงแค่ขยับข้อมือขวาเบา ๆ สะบัดโบกพัดกระดาษคู่ชีพที่ซ่อนปราณทองคำบริสุทธิ์หนาแน่นฟาดสวนออกไปหนึ่งจังหวะอย่างรวดเร็วปานประกายไฟ
[ ปัง! ]
[ กร๊อบ! ]
เสียงเนื้อกระทบกระดูกหักสะท้านดังกังวานก้องทั่วโรงเตี๊ยม พัดกระดาษธรรมดา ๆ ในมือผมบัดนี้เปรียบดั่งเหล็กไหลพันปีฟาดกระแทกเข้าใส่กึ่งกลางฝ่ามือกรงเล็บหมาป่าของคุณชายไป่หลี่เฟิงอย่างแม่นยำเต็มแรงพลัง ปราณแกนทองคำอัดกระแทกทะลวงบดขยี้กระดูกข้อมือและกระดูกข้อนิ้วทั้งห้าของมันแหลกละเอียดในพริบตา!
"อ๊ากกกกกกกกก! มือข้า! กระดูกข้าแหลกหมดแล้ว! ช่วยด้วย!"
ร่างของคุณชายไป่หลี่เฟิงปลิวละลิ่วถอยหลังกระแทกพังโต๊ะเก้าอี้ไม้ข้างหลังล้มระเนระนาด มันลงไปนอนชักดิ้นชักงอหน้าเขียวคล้ำน้ำตาไหลอาบแก้ม กุมมือขวาที่บิดเบี้ยวผิดรูปจนกระดูกโผล่รุ่งริ่งด้วยความเจ็บปวดทรมานสาหัสแผดเสียงร้องโหยหวนประดุจหมูโดนเชือดในโรงฆ่าสัตว์
ผู้ติดตามร่างใหญ่เกราะหนาทั้งห้าคนต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้างตะลึงลานจนขากรรไกรแทบค้างร่วงลงพื้น พวกมันแทบไม่เห็นด้วยซ้ำว่าชายหนุ่มหน้าระรื่นคนนี้ขยับพัดอย่างไร แต่กลับบดขยี้พลังฝ่ามือกรงเล็บระดับก่อตั้งรากฐานขั้นที่ 9 ของคุณชายพวกมันจนแหลกละเอียดพ่ายแพ้ยับเยินเพียงแค่ขยับพัดครั้งเดียวโดยไม่ต้องลุกขึ้นยืนเสียด้วยซ้ำ!
"สารเลว! มึงกล้าทำร้ายคุณชายไป่หลี่เฟิง! พวกเราลุย ฆ่ามัน!" สมุนร่างยักษ์แผดเสียงสั่ง ทว่ายังไม่ทันขยับตัว ไป๋หลิงและซูเหยียนก็ส่งกระแสไอพลังแกนทองคำเข้มข้นจนทำให้แผ่นกระดานไม้รอบโต๊ะพังทลายเป็นผง ทหารองครักษ์เกราะขาวนับสิบนายข้างนอกชักกระบี่บุกเข้ามาล้อมกรอบประชิดตัวพวกมันทันควันจนพวกสมุนหน้าถอดสีทรุดเข่าสั่นระริก
"หิ้วคุณชายขยะเปียกของพวกแกไสหัวออกไปซะ ก่อนที่ข้าจะอารมณ์เสียสอยลูกตาพวกแกมาทำลูกแก้วเล่นโว้ยจ้ะพี่น้อง!" ผมเอ่ยปากเตือนด้วยรอยยิ้มสดใสเป็นมิตรกวนประสาทขี้เล่นสุดชิลล์พลางจิบชาต่ออย่างไม่เดือดร้อนเดือดเนื้อร้อนใจ
พวกผู้ติดตามไม่รอช้ารีบอุ้มร่างที่สลบไสลเพราะความเจ็บปวดของคุณชายไป่หลี่เฟิงควบม้าหนีเตลิดไปอย่างโกลาหลไร้กระบวนท่ารบ ทิ้งไว้เพียงเสียงซุบซิบชื่นชมเลื่อมใสของชาวยุทธ์รอบร้านที่มองผมประดุจสัตว์ประหลาดซ่อนคม
หลังความวุ่นวายสงบลง ลมเย็นระลอกใหม่พัดโชยเข้ามาจากแม่น้ำ ทว่าคราวนี้กลิ่นลมป่าธรรมชาติกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายทิพย์ดอกท้ออันหอมละมุนบริสุทธิ์โชยโชยฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ กลิ่นนั้นส่งผลให้จิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์รู้สึกผ่อนคลายและสั่นสะท้านในคราวเดียวกัน
ผมหันสายตาไปมองที่เส้นทางถนนใหญ่สะพานไม้ พบรถม้าเกี้ยวประดับประดาด้วยม่านผ้าไหมหรูหราสีชมพูกลีบบุปผาละมุนละไมเคลื่อนผ่านหน้าโรงเตี๊ยมไปช้า ๆ ปราณบริสุทธิ์เย็นชืดทว่าทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจากเกี้ยวคันนั้นชวนให้ขนลุกชัน
[ ติ๊ง! ]
[ ตรวจพบเป้าหมายวาสนาสูง: "ฮวาเชียนเสวี่ย" ธิดาเทพแห่งนิกายบุปผาสวรรค์ (ปลอมตัวเดินทางมุ่งสู่สุสานกระบี่โบราณ) ]
[ สถานะปัจจุบัน: กำลังเผชิญหน้าชีพจรกบฏจากคัมภีร์บุปผาไร้ใจย้อนกลับ พลังถดถอยและมีอันตรายถึงชีวิตภายในสามวัน ]
*'อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด! กลิ่นหอมทิพย์และปราณสะอาดบริสุทธิ์ปานนี้ แถมระบบยังแจ้งเตือนเป้าหมายแม่นางเซียนจอมยุทธ์สาวสุดเอ็กซ์คนใหม่นอนรอให้ข้าไปขยี้บำบัดพิษรักอีกต่างหาก! ชะตากรรมช่างชักนำให้แมงดาเทพอย่างข้าต้องเหนื่อยล้าเอวสะโพกอีกแล้วโว้ยจ้ะพี่น้อง! สุสานกระบี่โบราณข้างหน้านี้ ท่าทางจะมีความสุขสมใจรอข้าอยู่เพียบแน่นอนเลยโว้ยจ้ะพี่น้อง! รีบเดินทางต่อไปปราบพยศแม่นางเซียนไร้ใจกันเถอะโว้ย!'* ผมแอบเลียริมฝีปากนึกสนุกกะล่อนรักในใจ พลางหันไปพยักหน้าให้ขบวนรถม้ายักษ์เริ่มออกเดินทางตามเกี้ยวกลีบบุปผานั้นไปทันทีในแสงบ่ายคล้อย