ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    หุบเหวอเวจี ๓ (จบ)

     

            ฝูอวี้ฉยงหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้ครู่ใหญ่

            ประตูตรงหน้าแม้เป็นประตูแต่ไม่ใช่ประตู 

            ไร้กลอนหรือสลักกั้นขวาง บนแผ่นไม้สลักอักษรและลวดลายสองบุปผาฝูหรงฉยงฮวานางทดลองยกมือข้างหนึ่งดันมันไปด้านหลังแต่บานประตูก็ยังคงอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว

            นางจึงจะทดลองดูใหม่ด้วยการวางฝ่ามือลงกลางอักษรอวี้แม้ความสูงของนางจะไม่สูงเท่ากับระดับของอักษรแต่เพราะนางเป็นนายของแหวน จึงสามารถเคลื่อนไหวได้อิสระตามใจปรารถนาเมื่อสิ้นความคิดร่างของนางก็ลอยขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกัน มือขวาอันอ่อนนุ่มประทับลงบนอักษรใจกลางประตู

            ความเย็นสายหนึ่งเคลื่อนผ่านราวเกล็ดหิมะฤดูเหมันต์

            เหน็บหนาวหากบางเบา

            เจือจางดุจหมอกขาว

            ความเย็นสลาย ความเจ็บเล็กน้อยแล่นผ่านปลายนิ้วของนางรู้สึกแปลบ ๆ ดวงตากลมดุจอัญมณีจ้องเพ่งมองอย่างสงสัยหมายหาคำตอบว่าเกิดสิ่งใดขึ้นสิ่งที่เห็นคือปลายนิ้วของนางถูกบางอย่างบาดเป็นรอยแผลเล็ก ๆ เมื่อนิ้วโดนบาดโลหิตก็ซึมออกมาและไหลลงเป็นสายชโลมรดลงบนอักษรอวี้กลางประตู


                ยามเมื่ออักษรสลักได้ซึบซับโลหิตของเด็กหญิงตัวน้อยเข้าไปกลไกที่เก็บซ่อนเอาไว้ก็เริ่มทำงาน ฝูอวี้ฉยงดึงมือของตนออก ดวงตาจับจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างรอคอย

                อักษรอวี้ใจกลางเคลื่อนไหวราวเส้นทรายที่ลู่ร่วงตามแรงโน้มถ่วงของโลกค่อย ๆ สลายกลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับแผ่นไม้ ดอกฉยงฮวาสลักเบื้องล่างปรากฏสีสันเป็นสีขาวพร่างพรายประกายจับตา

                ฉยงฮวาที่มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กกลมนับร้อยนับพันราวกับลูกแก้วค่อยๆ ผลิบานออกจนกลายเป็นดอกไม้ดอกสีขาวกระจิริด เรียงรายกันแน่นขนัดราวลูกแก้วบุปผา

                ไม่เพียงรูปงดงามแต่กลิ่นหอมกลับพัดพาโชยเข้ามาถึงจมูก

                เพียงสูดกลิ่นสุคนธ์เข้าไปก็ราวกับฟ้าดินเปิดออกฝูอวี้ฉยงสัมผัสได้ถึงปราณพลังกลุ่มหนึ่งที่ถ่ายเทจากดอกฉยงฮวาตรงหน้าเข้าสู่ร่างกายของนาง

                แม้ปรมาจารย์เจิ้งจะเคยบอกว่าร่างกายของนางมีความผิดปกติชีพจรที่เคยตีบตันกลับฟื้นคืน ตันเถียนที่ไม่เคยปรากฏก็ควบตัวเป็นกลุ่มก้อน หากร่างกายของนางไม่ถูกพิษกระจายจนครอบคลุมทุกส่วนนางคงสามารถเริ่มต้นฝึกฝนปราณระดับต้นได้

                แต่นางก็ไม่เคยสัมผัสถึงการมีอยู่ของปราณในกายได้เท่าครั้งนี้

                ยามเมื่อนางรับปราณพลังเข้ามาจนหมดนางจึงกลายเป็นนายที่แท้จริงของแหวนวงนี้ประตูไม้บานใหญ่สลายหายไปราวล่องหน สิ่งที่อยู่ตรงหน้านางคือผืนผ้าม่านสีขาวโปร่งพลิ้ว  ร่างเคลื่อนผ่านผ้าม่านเข้าไปภายในห้องซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่กว้างยาวด้านละประมาณ ๓ จั้ง

                กลางห้องเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ผนังซ้ายขวามีชั้นวางของทำจากไม้หงมู่แต่ไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมายนัก ฝั่งซ้ายเป็นชั้นวางหีบและกล่องไม้ รวมถึงเครื่องเคลือบเขียวที่มีอยู่เพียงสามสี่ชิ้นเท่านั้น ล้วนแต่เป็นโถ แจกัน และอ่างล้างหน้าขนาดย่อมนอกจากนี้ยังมีตะเกียงเวทวางไว้อยู่ดวงหนึ่งซึ่งมันน่าจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อนางยามนี้ที่สุดแล้ว



            ส่วนฝั่งขวาเป็นชั้นวางขวดโอสถหลายสิบขวดถัดมาเป็นตำราอีกหลายสิบเล่ม

            หากนางไม่มีโอสถที่เจิ้งเถียนเหมียวมอบไว้ให้ก่อนออกเดินทางไปแดนยุทธภัณฑ์โอสถหลายสิบขวดเหล่านี้คงมีคุณต่อนางไม่มากก็น้อย

            สำรวจดูทั้งซ้ายทั้งขวาเสร็จสรรพก็หันไปยังผนังด้านสุดท้ายซึ่งเป็นด้านในสุดฝั่งผนังด้านนี้ดูเรียบง่ายไม่ได้มีชั้นวางของแต่กลับสะดุดตาทันทีที่เห็นเพราะที่พื้นด้านล่างมีหีบขนาดใหญ่สามใบวางชิดติดกันฝูอวี้ฉยงเพียงคิดสงสัยว่าภายในมีสิ่งใดอยู่ ฝาหีบก็เปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์

                ประกายแสงสีครามส่องออกมาเจิดจ้าจนนางต้องหรี่ตาไม่นานมันก็เลือนหาย

                ร่างของฝูอวี้ฉยงไปหยุดอยู่ด้านหน้าหีบทั้งสามนางพบว่าภายในหีบบรรจุผลึกปราณระดับต้นไว้จนเต็ม กะประมาณด้วยตาก็คงมีรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นก้อน

                อันหินปราณระดับต้น ๑ ก้อนมีราคา ๑๐๐ร้อยเหรียญทอง ขณะที่หินปราณระดับกลาง ๑ ก้อนมีราคา ๑ พันเหรียญทองส่วนหินปราณระดับสูง ๑ ก้อนราคา ๑ หมื่นเหรียญทอง

                ผลึกปราณนี้เป็นของเหนือชั้นกว่าหินปราณหนึ่งชั้นใหญ่

                หากหินปราณสังกัดชั้นหวง ผลึกปราณย่อมสังกัดชั้นเสวียนเหตุนี้มันจึงไอวิเศษเป็นสีครามแผ่ผาดออกมายามที่เปิดหีบออก  

              ผลึกปราณเพียง ๑ ก้อนมีราคาสูงถึง ๑แสนเหรียญทอง

                นี่มิเท่ากับว่านางมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมา๑ พันล้านเหรียญทองในคราวเดียวหรอกหรือ

                ของเดิมที่สะสมมาตลอดอายุ๑๐ ขวบรวมกันทั้งหมดยังมีค่าเพียง ๑๐ ล้านเหรียญทอง อยู่ ๆ นางก็เลื่อนระดับจากคุณหนูอาภัพมาเป็นคุณหนูเศรษฐีอาภัพ 

                ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ให้กับโชคที่มาผิดเวลาดี

                ทรัพย์สินตรงหน้าแม้มีค่ามากมายแต่หากนางยังติดอยู่ใต้หุบเหวอเวจี จะใช้เงินทองเหล่านี้ให้ภูตผีตนใดช่วยโม่แป้งกันเล่าเงินทองมากมายมหาศาลแต่กลับเทียบกับบะหมี่น้ำหนึ่งชามยังไม่ได้ ช่างเปล่าดายโดยแท้

                เด็กน้อยหัวเราะให้กับความคิดที่ผุดในหัวตนเองเบาๆ นางเลิกสนใจหีบทั้งสาม ทันใดฝาหีบก็ปิดลงเองโดยไม่ต้องสั่งการ



                ยามเมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเหนือหีบทั้งสามมีกระบี่ดำเล่มหนึ่งแขวนอยู่ ด้านหน้ากระบี่ราว ๑ ฝ่ามือมีอักขระสีขาวฟ้าลอยขวางกลางอากาศนางหรี่ตาเล็กน้อยก็สามารถอ่านคำที่ลอยอยู่ด้านหน้าได้ชัดเจน มันคืออักษร “โซ่ว”ซึ่งมีความหมายว่าอายุยืน

                “โซ่ว”อักษรเพียง ๑ ตัว แต่กลับแฝงความหมายและความห่วงใยอันลึกล้ำ

                ไม่ต้องมีผู้ใดบอกกล่าวนางก็รับรู้ได้ด้วยตนเองว่าอักขระอักษรโซ่วนี้มารดาของนางเป็นผู้ประทับไว้ มันเป็นความมุ่งมาดปรารถนาที่มารดามีต่อนาง

                แค่คิดถึงสตรีผู้ที่จากไปก่อนนางจะจำความได้รอยยิ้มปนน้ำตาก็ผลิขึ้นบนใบหน้า

                “ท่านแม่” สุ้มเสียงเล็กรำพึงกับตนเองเบาๆ มือข้างหนึ่งยื่นขึ้นแตะสัมผัสอักษรสีขาวฟ้าอย่างเบามือ เพียงปลายนิ้วแตะประสานก็เกิดความเย็นแผ่ซ่านเข้ามาอักษรโซ่วสั่นไหวและแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดหิมะบางเบา กระบี่ด้ามยาว ๔ฉื่อลอยออกมาจากผนังแล้วหยุดอยู่ด้านหน้าของเด็กน้อย

                ระหว่างคนกับกระบี่มีเส้นพลังสีขาวฟ้าเชื่อมต่อกันเมื่อแสงพลังกลืนหาย

                คนและกระบี่จึงผูกประสานมือบอบบางข้างขวายกขึ้นประทับกลางอกในท่าดรรชนีกระบี่ ศัสตราวุธสีดำเล่มหนามิคล้ายกระบี่สตรีก็ลอยเคลื่อนตามความคิดของนายคนใหม่

                มันเคลื่อนไหวคล่องแคล่วรวดเร็วผิดจากความเทอะทะภายนอกยามเมื่อเด็กหญิงยื่นมือขวาไปจับด้ามกระบี่ ไอเย็นก็โจมตีใส่นางอย่างรวดเร็วหากนางก็ไม่ถอยหนีจับกระบี่แล้วตวัดอย่างทดลองกำลัง แม้มือบอบบางจะขึ้นสีเลือดเพราะความเย็นจัดแต่ใจของนางแข็งแกร่งและแน่วแน่ไม่หวั่นหวาด

                ๑ถ้วยชาต่อมาไอเย็นจึงจางหายคล้ายว่ามันยอมจำนนให้กับจิตใจอันมุ่งมั่นของนายหญิงคนใหม่

                ไอวิเศษสีเหลืองกว้าง ๓ ชุ่นมั่นคงดุจเมฆา มีสนามพลังแล่นล่องอยู่ภายนอกยามเคลื่อนไหวทำให้เจ้าของคนใหม่แทบปล่อยกระบี่ออกราวถูกลวกมือ

                เพราะระดับของมันสูงส่งเทียบเท่า พัดและผ้าคลุมบรรพตมหานทีของจิ้งหวางและน้าชาย

                ระดับหวงขั้นสูงสุด

     

                ความตื่นเต้นดีใจที่มีถูกระงับลงทันควันมันถูกแทนที่ด้วยความสงสัยขนานใหญ่มารดาของนางแม้เป็นศิษย์รักของภูตเมามายผู้เลื่องชื่อ แต่ภูตเมามายผู้นี้ใช้ชีวิตนอกกรอบมิสรรหาลาภยศ แม้โอสถหนึ่งเม็ดที่ปรุงจะสามารถขายได้ถึง ๑ แสนเหรียญทอง หากทว่าสิ่งประดามีที่นางพบเจอในแหวนวงนี้กลับมีมากเกินกว่าที่ภูตเมามายผู้เป็นอาจารย์ของมารดาจะสามารถหามาได้

                อาวุธวิเศษระดับหวงขั้นสูงสุด ได้มาง่ายที่สุดคือการประมูลจากหอประมูลใหญ่ในแดนยุทธภัณฑ์แต่ต้องแลกด้วยเงินทองจำนวนหลายสิบล้านเหรียญทอง

                หากภูตเมามายเป็นผู้มอบของวิเศษชิ้นนี้ให้แก่มารดาเหตุใดเรื่องสำคัญเช่นนี้ท่านตาผู้เฒ่าจึงไม่เคยเอ่ยถึงเลยแม้แต่ครั้งเดียวแม้แต่แม่นมซูซึ่งติดตามรับใช้มารดามานานนับสิบปี มีหรือจะไม่รู้เกี่ยวกับอาวุธวิเศษชิ้นนี้

    ยิ่งคิดนางก็ยิ่งสงสัยทั้งอาวุธระดับหวงขั้นสูงสุด ทั้งผลึกปราณมูลค่านับพันล้านเหรียญทอง

                 มิใช่สิ่งที่จอมแพทย์โอสถระดับสูงผู้หนึ่งอย่างมารดาของนางจะครอบครองได้


                ฝูอวี้ฉยงตวัดปลายนิ้วในท่าดรรชนีกระบี่จึงลอยกลับไปอยู่ที่เก่า นางหมุนกายเดินกลับพลางเหลือบมองตะเกียงเวทบนชั้นเพียงครู่มันก็ลอยเข้ามาอยู่ในมือของนางโดยไม่ต้องออกแรง

                 ขณะก้าวผ่านประตูระหว่างส่วนในและส่วนหน้า นางก็ได้ยินเสียงร้องของเจ้านกยักษ์ผ่านเข้ามาดังลั่นประหนึ่งเสียงพสุธาสั่นไหว

                ร่างน้อยเคลื่อนออกมาพลางรวบมีดบินที่ยังเหลืออยู่หลายสิบเล่มใส่อกเสื้อแล้วออกจากแหวนพร้อมตะเกียงเวทในมือ เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกคราก็รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิถ้ำที่ลดต่ำลงจนน่าตกใจดวงตาคู่กลมหันมองไปทางเสียงร้องของเจ้านกยักษ์ มือข้างขวาก็ยกตะเกียงเวทขึ้นพลางตบฐานมันเบาๆ แสงสว่างบังเกิดภายในถ้ำจนถ้วนทั่วขณะที่ต้นกำเนิดแสงลอยขึ้นกลางอากาศไม่ติงไหว

                “เกิดอะไรขึ้น”นางรีบเอ่ยถามเจ้าขนเทาอย่างร้อนใจ

                คว๊าก ๆ มันร้องเสียงแหลม พลางตีปีกกระพือจนเกิดลมแรงดวงตาสีเหลืองดุจอำพันของมันจับจ้องไปยังทิศทางด้านในถ้ำ เป็นจุดที่อยู่ลึกเข้าไปหลังแท่นยกพื้นตรงกลางเมื่อเด็กน้อยเหลียวหลังมองตามทิศทางที่มันสื่อสาร

               หัวใจดวงน้อยราวถูกแช่แข็งในกาลเวลาฉับพลันเพราะภาพที่เห็นปลายทางห่างออกไปราวสิบจั้ง คือพญางูดำตัวใหญ่ยักษ์มีนัยน์ตาสีแดงดุจทับทิมโลหิต

               เกล็ดของมันแพรวพรายด้วยประกายสีดำเหลือบรุ้งยามต้องแสงจากตะเกียงเวทก็ดูงดงามเจิดจ้า หากน่าสะพรึงและน่าสยองพองขนสำหรับเด็กหญิงวัย๑๐ ขวบ

                ต่อให้จิตใจของนางผ่านการเคี่ยวกรำมามากมายแต่การต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ตัวใหญ่ยักษ์ท่าทีดุร้ายหมายเอาชีวิตมีหรือที่แวบแรกนางจะไม่ตกใจ แต่ไม่นานก็สามารถเรียกสติกลับคืนมาได้ มือขาวสอดเข้าไปในปกเสื้อเตรียมพร้อมรับมือ

               

                ดวงตาสีโลหิตจับจ้องตรงมาที่นางอย่างมุ่งหมายเพียงพริบตาเดียวฝูอวี้ฉยงก็รู้สึกว่าขนในกายของนางตั้งขึ้น  สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดบอกนางให้รู้ว่านางคือเป้าหมายของงูยักษ์

                ร่างใหญ่เลื้อยกายเข้ามาอย่างดุดัน ลมแรงวูบผ่านจนเด็กน้อยหวั่นใจนางรีบพลิกกายหลบอย่างทันควันหัวใหญ่ยักษ์ขนาดพอ ๆ กับกระถางธูปเซ่นไหว้บรรพชนจึงชนเข้ากับเสาหินกลางแท่นยก นางใช้วิธีหมุนตัวไปด้านข้างและคลานสองแขนลงบันไดขณะที่เจ้านกยักษ์รีบพุ่งกายเข้าใส่สองกรงเล็กขย้ำเข้าที่หลังคอของงูใหญ่แต่ขนาดตัวของพวกมันดูต่างกันพอควร

                แม้นกขนเทาจะตัวใหญ่ถึง ๑ จั้ง แต่นั่นก็หมายถึงขนาดตอนที่มันกางปีกบินส่วนเจ้างูดำมีความยาวเกือบ ๑๐ จั้ง ลำตัวของมันใหญ่พอ ๆ กับต้นไม้ขนาด ๑ คนโอบยามสองสัตว์เวทอยู่ใกล้กันจึงเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของร่างกาย กรงเล็บนกยักษ์แม้แหลมคมแต่ทำได้เพียงสะกิดผิวมันเลื่อมของงูใหญ่ให้เป็นแผลบางเบาเท่านั้น

                เมื่อมันถูกทำร้ายเจ้างูดำก็ตวัดหางยาวหนาหนักใส่นกยักษ์จนร่างนั้นถูกฟาดไปชนผนังด้านหนึ่งของถ้ำ ฝูอวี้ฉยงมองดูภาพนั้นอย่างตกใจระคนเป็นห่วงมีดบินในมือของนางเตรียมซัดออกนางรู้ดีว่าหนังของมันคงหนามากไม่เช่นนั้นกรงเล็บของขนเทาคงกินเนื้อมันได้มากกว่านี้นางจึงตั้งใจโจมตีจุดอ่อนของมัน

                เจ็ดชุ่นจุดตาย คือหลักการหนึ่งของการตีงูแต่เจ้ายักษ์ดำตัวนี้ยาวถึง ๑๐ จั้งนางจะไปหาตำแหน่งเจ็ดชุ่นของมันได้อย่างไรหนังมันก็หนาถึงเพียงนั้น

                ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้คือโจมตีดวงตาหรือไม่ก็โจมตีตอนมันอ้าปาก

                นางขยับมีดสองเล่มในมือดวงตาคมกริบมองอย่างมุ่งมั่นก่อนที่มีดบินสองเล่มจะหลุดออกไปด้วยความเร็วสูง  หากนางคงไม่คาดคิดว่าเจ้ายักษ์ใหญ่ที่กำลังอ้าปากอยู่นั้นกลับพ่นไอปราณเย็นยะเยือกออกมาจนมีดบินสองเล่มถูกแช่แข็งกลางอากาศแล้วตกลงที่พื้นอย่างพลาดเป้า

     

                พึ่บพั่บ ๆ

                ขนเทากลับมายืนได้อีกครั้งแล้วบินมาหยุดอยู่ข้างนางมันอ้าปากกว้างพลางส่งปราณธาตุลมเข้าจู่โจม บังเกิดเป็นหลาววายุแหลมคมสามแท่งพุ่งโจมตีอย่างหักโหมอสรพิษดำจับจ้องอย่างไม่กลัวเกรงมันยกหางยาวของตนปัดแท่งหลาววายุเหล่านั้นทิ้งเสียหากทันทีที่หางของมันสัมผัสกับปราณวายุ มันก็พบว่าหลาวที่ดูไร้พิษสงกลับคมกริบดุจศัสตราและบาดหางของมันจนเป็นแผลยาวมีโลหิตโชกไหล

                ดวงตาสีแดงวาวโรจน์ ความโกรธปะทุ  ร่างสีดำยืดขึ้นจนสูงแทบติดเพดานถ้ำ

                “แย่แล้ว” เด็กน้อยที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดร่ำร้องในใจด้วยความตื่นตระหนกต่อให้นางผ่านความเป็นความตายมามาก แต่กลับไม่มีครั้งใดที่นางหวั่นใจได้มากถึงเพียงนี้เพราะทันทีที่เจ้างูยักษ์ตาแดงยืดกายออกมันก็ได้เผยระดับที่แท้จริงของมันออกมาข่มขวัญ

                ไอวิเศษสีครามเจือจางดุจหมอกยามเช้า

                เผยฐานะที่ซ่อนเร้นว่างูดำตัวนี้คือสัตว์เวทระดับ

                 “เสวียนขั้นต้น”  

                 มันคือศัตรูที่มีระดับสูงสุดตั้งแต่ฝูอวี้ฉยงเคยพบเจอมา

     

     

    ***********************************

    ** ขอบคุณทุกเสียงตอบรับและกำลังใจนะขอบคุณมาก ๆ เลย ดีใจที่ชอบกัน

    **บทนี้ก็เข้าสู่อีเว้นท์ใหม่ของเสี่ยวฉยงอีกรอบ ฉากที่เขียนยากที่สุดคือฉากต่อสู้เลยต้องอาศัยดูคลิปประกอบเยอะ ๆ บางทีเขียนเพลินจนดูขาดความหยั่งคิดไปบ้างเลยต้องพยายามตบ ๆ ให้มันเข้าที่อยู่นาน

     

    ZHMX

    คล้ายกับเรื่องย่ำภพสยบแดน (จบ) ที่คุณอ่าน