เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยแปด เล่นด้วยได้

     

    บทที่ หนึ่งร้อยแปด

     

    เวลาผ่านไปจากวันเป็นสัปดาห์และเป็นเดือนตำหนักฟู่ตงที่เคยเงียบงันเยี่ยงกระเบื้องร้างกลับแปรเปลี่ยนเป็นสถานที่มีชีวิตชีวายิ่งนัก

    เสี่ยวเฟินในยามนี้เริ่มคุ้นชินกับการอยู่ในวังหลวงแม้จะยังคงไม่สามารถออกไปไหนได้โดยเสรีนัก ทว่านางหาได้เดียวดายไม่เพราะเหล่าสหายปีกบางขนนุ่มจำนวนมากมายต่างพากันมาอยู่เป็นเพื่อนให้ความอบอุ่นจนมิอาจรู้สึกเหงาอีกต่อไป

    ในยามเช้าเหล่านกน้อยจะร้องระงมคล้ายเป็นการปลุกให้นางลุกขึ้นส่วนยามเย็นก็พร้อมใจกันบินมาเกาะตามกิ่งไม้ที่ปักไว้รอบลานนกเหล่านี้คือเพื่อนที่เข้าใจนางดีกว่าผู้ใด

    “เอาล่ะวันนี้มีลูกพลับจากห้องเครื่องหลวงเชียวนะ หวานแน่นอน” เสียงใสราวระฆังเงินของเสี่ยวเฟินเอ่ยอย่างเริงร่าในยามสาย

    นางนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายใต้ร่มเงาต้นหลิวกำลังหั่นผลไม้กับนางกำนัลสองนางที่บัดนี้กลายเป็นผู้ร่วมดูแลสหายน้อยของนางไปโดยปริยาย

    “อย่าให้ข้าเรียกซ้ำพวกเจ้ารีบมากินเสียเถอะ”นางยิ้มอ่อนพลางยื่นจานผลไม้ให้พวกนกบางตัวบินมารับจากมือนาง บางตัวกระโดดลงมาจิกเบาๆ อย่างรู้ความ

    นางกำนัลทั้งสองที่ดูแลรับใช้ประจำคนหนึ่งชื่อโหย่วฉิงอีกคนชื่อเซวียนซิน ที่นับวันก็ยิ่งผูกพันกับเหอผินและนกพวกนี้เช่นกัน

    โหย่วฉิงหัวเราะเบาๆขณะปอกแตงชิ้นเล็กใส่ถาดไม้ “นกพวกนี้ฉลาดนักเจ้าค่ะคล้ายฟังภาษามนุษย์ออกเลยทีเดียว”

    เซวียนซินพยักหน้าเสริม“ใช่เพคะ บางครั้งหม่อมฉันยังรู้สึกว่าพวกมันรู้จักมารยาทดีกว่าคนเสียอีก”

    ทั้งสามหัวเราะคลอเคลียท่ามกลางกลิ่นของดอกชวนชมที่กำลังเบ่งบานในสวนยามต้นฤดูร้อน

    เวลาเดียวกันที่ตำหนักเฉียนชิงขณะที่สายลมพัดโบกม่านผืนบางในท้องพระโรงขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ก็เอ่ยขึ้นอย่างลังเล “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะพวกข้าน้อยได้ยินข่าวลือในวังหลังกันหนาหูว่า..เหอผินสามารถพูดคุยกับนกได้พ่ะย่ะค่ะ”

    ชายหนุ่มที่กำลังพลิกฎีกาอยู่เงยพระเนตรขึ้นเล็กน้อยทอดเสียงแผ่ว “พูดคุยกับนกหรือ?”

    ขันทีพยักหน้าเร็วๆ“พ่ะย่ะค่ะ หลังจากพระองค์ทรงมีพระกรุณาอนุญาตให้เหอผินออกไปเดินในอุทยานได้พระสนมนางกำนัลหลายตำหนักต่างก็เห็นนางเดินพร้อมนกที่บินตามและยังเอ่ยสนทนาเสมือนเข้าใจกัน”

    พระองค์เลิกคิ้วเล็กน้อยริมพระโอษฐ์คลี่ยิ้มอย่างฝืดเฝื่อนหากแต่ไม่ได้แปลกใจแต่คล้ายว่าทุกคนก็เริ่มสงสัยเหมือนกันกับเขาเสียแล้วแม้ใจจะคิดติดใจเช่นกันแต่กลับกล่าวอีกอย่าง “นางเป็นหญิงชาวบ้านอาจจะเคยอยู่กับสัตว์จนรู้วิธีเข้าหา อย่าได้ตื่นตระหนกไป”

    “แต่..” ขันทีลดเสียงลง “ข้าน้อยเห็นมากับตานกพวกนั้นฟังคำของเหอผินคล้ายทหารฟังคำแม่ทัพ บินเรียง บินหยุดบินกลับตามคำสั่งไม่มีผิดเพี้ยน จนมีบางคนกล่าวว่าเหอผินรู้วิชาอมนุษย์”

    โม่หยงเฉิงทอดพระเนตรไปยังขันทีครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเบาๆ “ไร้สาระ เพียงคุยกับนกก็ทำให้กลัวได้หรือ? แล้วเจ้าคิดหรือว่านางมิใช่มนุษย์?”

    “กระหม่อมไม่กล้าคิดพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีรีบก้มหน้าคำนับ

    พระองค์ลุกขึ้นช้าๆ“เราไปตำหนักฟู่ตง”

    ยามบ่ายที่ตำหนักฟู่ตงเมื่อเสียงขันทีประกาศดังขึ้นว่า “ฮ่องเต้เสด็จ” เสี่ยวเฟินที่กำลังยืนอยู่กลางลานสวนห้อมล้อมด้วยนกหลากสีที่กำลังบินวนไปรอบๆ ก็เงยหน้าขึ้นทันที“หยงเฉิง! ท่านมาแล้ว!” นางโบกมือยิ้มกว้าง “หายไปไหนมาตั้งนานดีนะข้ามีเพื่อนเพิ่ม ไม่เช่นนั้นคงเหงาน่าดู”

    โม่หยงเฉิงเดินก้าวเข้ามาในลานพลางสังเกตเหล่านกที่เคยหวาดกลัวตนกลับไม่สะทกสะท้านอีกแล้ว “ก่อนหน้านี้เจ้าเคยเลี้ยงนกหรือ?”

    ยังไม่ทันได้คำตอบนกสีขาวขนาดเท่ากำปั้นเด็กก็บินลงมาเกาะที่ไหล่ของเสี่ยวเฟิน “ข้าไม่ได้เลี้ยง แต่ข้าเป็นนกต่างหาก” จากนั้นนางก็หันไปหาเจ้าตัวน้อยสีขาวที่ไหล่นางกระซิบบางอย่าง แล้วเจ้าตัวจ้อยก็โผบินมาหาไหล่ของฮ่องเต้แทน

    พระองค์เลิกคิ้วอีกครั้ง“เจ้าตามเรามา”

    ภายในห้องพักด้านในเมื่อเหลือเพียงสองคนไม่มีใครอื่นและไม่มีนกตัวอื่นเช่นกันเสี่ยวเฟินก็ถามขึ้นทันที “หรือท่านไม่ชอบนก?” น้ำเสียงนั้นแฝงความกังวลคล้ายจะจับสังเกตว่าเขาดูไม่พอใจนัก

    “เปล่าแต่จากนี้ห้ามเจ้าพูดกับนกนอกตำหนักฟู่ตงอีก” ฮ่องเต้เอ่ยเรียบๆ “จะทำอะไรก็ให้อยู่ที่ในตำหนักเท่านั้น”

    “ทำไมเล่า?” นางถามสวนด้วยน้ำเสียงขัดใจ “ที่นี่ออกจะน่าเบื่อ ถ้าไม่มีเพื่อนๆแล้วข้าจะทำอะไร ข้าอยู่ที่นี่ก็เพราะท่าน แต่ท่านก็ไม่มาหาข้า”

    เขาสะดุดกับคำพูดตรงไปตรงมาของนางก่อนหันไปมองนางอย่างจับจ้องก่อนจะเอ่ยอย่างแผ่วเบา “เจ้าอยู่ที่นี่เพราะเรา..แล้วเจ้าหวังอะไรถึงต้องอยู่?”

    “ข้าหรือ? อืม..ข้าก็หวังทุกอย่าง” เสี่ยวเฟินตอบพร้อมรอยยิ้มสดใสไม่สงวนท่าทีขณะที่ผู้เป็นฮ่องเต้ได้ยินก็ชะงักไปก่อนจะได้เอ่ยอะไรนางก็กล่าวต่อ “ข้าอยากโยนห่วง เล่นลูกข่าง เล่นพลุเล่นต่อตัว ตอนนั้นข้าเห็นคุณชายใหญ่อยู่กับเพื่อนน่าสนุกมากแต่ข้าเล่นด้วยก็ทำไม่ได้..เวลานี้ทำได้แล้วแต่ท่านกลับไม่เล่นอีกแล้ว..เพราะท่านเป็นฮ่องเต้” เสียงนางเอ่ยทั้งตื่นเต้นสลับเศร้าโศกสุดท้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เสียดายจนสะเทือนใจ

    หากแต่ในหัวใจของบุรุษผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดกลับรู้สึกเหมือนถูกร้อยด้ายเล็กบางดึงกระตุก“ก็พอมีได้บางอย่าง” พระองค์เอ่ยเสียงอ่อน “นี้ก็ฤดูร้อนแล้วเราจะให้คนส่งว่าวให้เจ้าเล่น”

    ทันใดนั้นดวงตาของหญิงสาวก็สว่างวาบราวแสงดาวแรกยามค่ำคืน

    วันถัดมาว่าวสามตัวถูกส่งมายังตำหนักฟู่ตงโหย่วฉิงและเซวียนซินก็สอนนางว่าว่าวเล่นอย่างไร แต่ยังไม่ทันได้เล่นเต็มที่บรรดานกของเสี่ยวเฟินก็บินขนาบข้างราวป้องกันภัย แน่นอน..ว่าวก็ชนกันพัลวันจนสุดท้ายขาดร่วงตกลงมา

    “คืนนี้จะไม่มีตัวไหนได้นอนในห้องข้าเลย!” นางโวยลั่น หิ้วว่าวขาดกลับเข้าเรือนปิดประตูเสียงสนั่น

    เรื่องนี้แพร่ไปจนถึงหูของฮ่องเต้เมื่อได้ยินว่าว่าวที่เพิ่งพระราชทานไปขาดเพราะนกที่เหอผินเลี้ยงฮ่องเต้ที่ไม่ค่อยทรงยิ้มถึงกับหลุดหัวเราะ “หึๆไปเรียกขันทีที่ชำนาญงานช่างมาพบเรา”

    ยามเย็นวันนั้นขันทีหัวหน้างานช่าง ‘หลี่กงกง’ ผู้มีฝีมือในการงานประดิษฐ์ยอดเยี่ยมถูกเรียกเข้าพบที่ตำหนักเฉียนชิง

    ชายร่างโปร่งผู้มีนิ้วเรียวยาวดั่งนักแกะสลักเขาถวายว่าวตัวใหม่ที่ทำจากแผ่นยางพิเศษ น้ำหนักเบาทนทานไม่ขาดง่ายแม้โดนจิกโดนดึง “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะว่าวนี้ใช้วัสดุพิเศษ ไม่เปียก ไม่ขาดง่าย น่าจะเหมาะกับพระประสงค์”

    ฮ่องเต้ทอดพระเนตรดูพลิกซ้ายขวาอย่างพึงใจ แล้วสั่งการทันที “เจ้ามีฝีมือจากนี้ย้ายมาประจำตำหนักเฉียนชิง”

    หลี่กงกงก้มลงคำนับขอบพระทัยอย่างยิ่ง จากนั้นฮ่องเต้ก็ถือว่าวในมือเดินออกจากตำหนักตรงไปยังตำหนักฟู่ตง

    ก่อนแสงตะวันจะตกดินเพียงชั่วยามหนึ่งแสงสีทองอาบชายฟ้าให้กลายเป็นส้มอมแดงโม่หยงเฉิงมาถึงตำหนักฟู่ตงพร้อมว่าวตัวหนึ่งในมือร่างสูงสง่าทอดกายอยู่ใต้ฉลองพระองค์แพรไหมเนื้อบางสีดำปักลายเมฆมังกร “เรียกเหอผินออกมา” พระองค์เอ่ยสั้นๆ

    ไม่นานเสี่ยวเฟินก็รีบวิ่งออกมาดวงหน้าที่เคยขาวใสกลับปรากฏริ้วชมพูบางๆเพราะเพิ่งตากแดดวิ่งเล่นกับเหล่านกทั้งบ่ายพอนางเห็นชายหนุ่มในชุดคลุมยืนรออยู่ตรงลานสวน สีหน้าก็พลันสว่างวาบ

    “ว่าว!” นางร้องขึ้นในทันทีแล้วรีบก้าวเข้าไปใกล้ เขาก็ยื่นส่งว่าวให้นาง ว่าวตัวใหม่นั้นแผ่ปีกกว้างสีดำทองสะท้อนแสงเหมือนปีกเหยี่ยว ด้านข้างแต้มด้วยลวดลายดอกชิงหลานและกระเรียนน้อยบินอยู่ที่มุมขวา ช่างงามวิจิตรและทะมัดทะแมงในคราเดียว

    นางรีบรับไปพอลูบผิวว่าวดวงหน้าน้อยก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นคอตก “เดี๋ยวมันก็ขาดอีกเหมือนตัวก่อน..” นางพึมพำเบาๆ อย่างเศร้าซึม

    โม่หยงเฉิงดึงว่าวกลับมาทันทีแล้วกล่าวน้ำเสียงเรียบ“ตัวนี้ต่างไป หลี่กงกงทำขึ้นใหม่ให้เจ้าโดยเฉพาะ”

    ชายร่างโปร่งที่ติดตามมาด้วยรีบโค้งคำนับก่อนกล่าว“ทูลฝ่าบาท ทูลเหอผินว่าวตัวนี้กระหม่อมทำจากแผ่นยางพิเศษ น้ำหนักเบาแต่เหนียวแน่นทนต่อลมแรงและไม่ฉีกขาดง่ายแน่พ่ะย่ะค่ะ”

    ดวงตาเสี่ยวเฟินสว่างวาบขึ้นอีกครั้งนางเงยหน้ามองโม่หยงเฉิง “จริงหรือ? ไม่ขาดจริงหรือ?”

    “ก็ต้องลองดู” พระองค์ตอบพลางหมุนคลายสายเชือกว่าวออก“เราเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง”

    เขาวิ่งฝ่าแรงลมเบาๆไปข้างหน้า ปล่อยว่าวออกจากมือแล้วค่อยๆ ยกขึ้น เมื่อว่าวต้านลมจนยกตัวลอยสูงพ้นต้นไม้เขาจึงหมุนตัวกลับมายื่นสายเชือกให้นาง เสี่ยวเฟินรับเชือกมาอย่างเบิกบานแล้วควบคุมสายเชือกอย่างระมัดระวัง สีหน้าเปี่ยมสมาธิยิ่งกว่าตอนที่ฝึกวิชาเสียอีก

    “สูงขึ้นอีก..สูงอีก” นางพึมพำก่อนเงยหน้ามองว่าวที่ลอยเด่นอยู่ใต้แสงตะวันสุดท้าย

    ขณะนั้นเหล่านกเพื่อนของนางเริ่มกระพือปีกบินออกจากกิ่งไม้บินล้อลมไปกับว่าวอย่างสนุกสนาน เสียงปีกกระพือประสานกับเสียงหัวเราะของหญิงสาวเป็นจังหวะดุจท่วงทำนองของฤดูคิมหันต์นกบางตัวบินไล่หลังว่าว บางตัวบินสวน แต่เพราะมีหลายตัวจนเกินไปจึงไม่วายชนว่าวไปหลายครั้ง

    ว่าวเริ่มแกว่งแรงขึ้นโยกไหวในอากาศ..แต่ไม่ขาด!

    “ท่านดูสิ! ข้าทำได้แล้ว!” เสี่ยวเฟินหันมากล่าวด้วยเสียงสดใส “ว่าวข้าขึ้นสูงมาก!” นางหอบเล็กน้อยแต่ในแววตามีเพียงความภาคภูมิใจและความสุขเต็มเปี่ยม

    แสงตะวันลับขอบไปแล้วเหลือเพียงรัศมีของแสงจันทร์แรกแห่งราตรีที่ทอดบนยอดไม้โม่หยงเฉิงเดินกลับมาช่วยนางเก็บว่าวลงมา วางสายเชือกเก็บเข้าม้วนเสี่ยวเฟินรับว่าวมาก็กอดแนบอก

    “ข้ามีความสุขนัก” นางเอ่ยเบาๆแววตาที่ทอดมองว่าวในอ้อมแขนมีความอิ่มเอมอย่างแท้จริง

    “เช่นนั้นวันนี้ก็ไปพักผ่อนเถิดเราจะกลับแล้ว”ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆที่มุมปากยกขึ้นน้อยๆ

    แต่ก่อนจะได้ก้าวเสี่ยวเฟินก็ตรงเข้าคว้าแขนของเขาไว้แน่น เอ่ยด้วยเสียงอ้อน “เดี๋ยวก่อน อยู่กับข้าก่อนไม่ได้หรือ? ข้าไม่อยากให้ท่านกลับเลย..”

    ข้ารับใช้ทั้งหมดรีบก้มหน้าแน่นิ่งราวกับไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโม่หยงเฉิงกระแอมเบาๆก่อนจะเอื้อมมือไปแกะมือน้อยที่เกาะแขนเขาออก

    “ท่านอยู่กินข้าวกับข้าก่อนสิ” น้ำเสียงนั้นทั้งอ้อนทั้งซื่อ “คืนนี้มีต้มถั่วกับข้าวฟ่างที่เซวียนซินทำเองด้วยนะข้าอยากให้ท่านลองชิมมาก”

    สายตาของหญิงสาวใสกระจ่างสะท้อนแสงเทียนเรือนรับรองโม่หยงเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับก่อนจะทันได้คิดทวน

    หลังจากมื้ออาหารเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเสียงใสของหญิงสาวจบลงเขากำลังจะลุกออกจากโต๊ะเตรียมกลับตำหนักเฉียนชิง ทว่าเสียงหวานก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เดี๋ยว..ทำไมท่านเอะอะก็จะกลับตลอดเลย”

    ชายหนุ่มเหลือบตามองก่อนกล่าวเรียบๆ“นี่ค่ำแล้ว ควรแยกย้ายพักผ่อน”

    แต่หญิงสาวกลับเอ่ยต่ออย่างไม่ยอมแพ้“ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้า อยู่คุยก่อนไม่ได้หรือ? ข้ายังไม่ง่วงเลย..” ดวงตาคู่นั้นสะท้อนเปลวเทียนบนโต๊ะกลมเสี้ยวแสงส่องผ่านผิวน้ำในถ้วยชา ทำให้ดวงหน้านางแลคล้ายความฝัน

    เขามองอยู่ครู่หนึ่ง..แล้วก็หันหน้าหนี เอ่ยตอบห้วนๆ “เรามีราชกิจต้องตรวจอีก” ว่าแล้วก็หมุนตัวเดินออกจากตำหนักไปไม่รั้งรอ

    เสี่ยวเฟินที่ยืนมองตามหลังเอ่ยเบาๆคล้ายจะพูดกับลม “เป็นฮ่องเต้ต้องเหนื่อยมากเลยสินะ..เฮ้อ”

    ตำหนักเฉียนชิงโม่หยงเฉิงกลับมาถึงก็เปิดฎีกาที่ค้างอ่านไว้ได้สองสามฉบับเขาทำอย่างที่กล่าว..ต้องดูราชกิจแต่จิตใจเขากลับลอยล่องไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

    เขาเอนหลังพิงขอบโต๊ะมือหมุนแท่งเทียนเล่นไปมา เปลวไฟไหวสั่นเป็นจังหวะ ดวงตาเผลอมองแสงนั้นเนิ่นนานแล้วในเปลวไฟ..เขากลับเห็นดวงตาอีกคู่หนึ่งซ้อนทับขึ้นมาทีละน้อย

    ดวงตาใสบริสุทธิ์ราวกับน้ำผึ้งในขวดแก้วยามส่องแดดยิ่งจ้องนานก็ยิ่งเห็นใบหน้านั้นชัดขึ้น เขาสะบัดหน้าเบาๆ ก่อนจะวางฎีกาลงบนโต๊ะถอนใจเงียบๆ แล้วลุกขึ้นยืน

    “หลี่กงกง” หลังเอ่ยเรียกขันทีคนใหม่ก็มาปรากฏตัวอย่างรวดเร็ว

    “พระองค์มีรับสั่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”

    “เจ้าประดิษฐ์ของเล่นอะไรได้ก็ทำส่งให้เหอผินเสียนางจะได้ไม่ว่าง”หลังรับสั่งจบก็มุ่งตรงไปยังตำหนักบรรทมโดยไม่หันมามองขันทีผู้มากฝีมือเรื่องงานช่างที่ตอนนี้กำลังมีสีหน้างุนงงเขาถูกสั่งให้ประดิษฐ์ของเล่นให้เหอผิน..

    แดดยามสายอ่อนโยนเหมือนผ้าห่มบางของฤดูร้อนลมพัดผ่านยอดไม้จนใบหล่นวูบเป็นสายระย้ากลางอากาศ ในลานหินกลางสวนตำหนักฟู่ตงเสี่ยวเฟินนั่งพับเพียบบนเบาะผ้าปักลายเมฆหงส์ ด้านหน้าเป็นถาดไม้เรียงเมล็ดถั่วแดงกับข้าวฟ่างตากแห้งรอบตัวเต็มไปด้วยนกใหญ่นกน้อยนานาพันธุ์เกาะเรียงกันตามขอบโต๊ะและบ่าของนางกำนัลทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

    “เจ้าตัวเล็กๆ พวกนี้ฉลาดนัก” เซวียนซินหนึ่งในนางกำนัลกล่าวพลางหัวเราะเบาๆขณะยื่นเมล็ดธัญพืชให้เจ้านกเขาสีน้ำตาลขาวตัวหนึ่งที่บินมาเกาะข้อมือ

    “บางตัวนี่รู้ด้วยว่าเหอผินจะออกมาเวลาไหนทุกเช้าก่อนแสงตะวันขึ้นก็จะมาเกาะราวเรียงหน้ากันแล้ว” โหย่วฉิงอีกคนกล่าวเสริม

    เสี่ยวเฟินหัวเราะสดใสดวงหน้างามลออที่ไร้เครื่องประทินแต่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น “พวกมันรู้ใจข้าที่สุดข้าไม่เคยมีเพื่อนเยอะเท่านี้มาก่อนเลย”

    นางกวาดตามองหมู่มวลนกน้อยด้วยสายตาเอ็นดูก่อนจะยื่นมือไปลูบหลังนกกระจอกตัวหนึ่งที่บินมาเกาะหัวเข่าตนเองขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังแว่วมาแต่ไกล ตามด้วยเสียงแจ้งของทหารยาม

    “ฝ่าบาทเสด็จ” โม่หยงเฉิงในฉลองพระองค์เรียบง่ายสีมรกตเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้านิ่งขรึมแต่เมื่อมองเห็นภาพเบื้องหน้า ดวงเนตรคู่นั้นกลับคล้ายมีแสงอบอุ่นวูบวาบผ่าน

    “ตำหนักฟู่ตงอีกไม่นานคงจะกลายเป็นอาณาจักรนกกระมัง” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปนเย้า

    เสี่ยวเฟินหันมาทันทีริมฝีปากคลี่ยิ้ม “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงน่าดูชมข้าจะตั้งชื่อให้ด้วย ‘แดนปีกอิสระ’ ดีหรือไม่?” โหย่วฉิงกับเซวียนซินต่างก้มหน้ายิ้มเงียบๆ

    ขณะบุรุษร่างสูงตอบ“ดี พวกเขาก็อยู่ไปอีกนานๆ”

    หากแต่หลังประโยคนี้เสี่ยวเฟินกลับนิ่งไปรอยยิ้มสดใสเริ่มจางลงเล็กน้อย “ไม่หรอก..อีกไม่นานพวกเขาจะต้องจากไป” นางกล่าวเสียงแผ่ว “ใกล้ถึงฤดูหาคู่พวกเขาจะต้องออกไปมีครอบครัวของตนเอง และข้าจะเหลือแต่ความว่างเปล่า”นางยกมือเกลี่ยขนของนกตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนต้นแขนเบาๆแล้วพึมพำ “ข้าก็จะเหงาอีกครั้ง..”

    โม่หยงเฉิงนิ่งไปสายตาที่ทอดมองหญิงสาวข้างหน้าแฝงแววซับซ้อนราวกับต้องการเอ่ยบางสิ่งแต่ยังมิอาจกล่าวออกไปชั่วครู่วาจาที่ดังออกมาจึงไม่ใช่ความตั้งใจเดิม “ที่จริง..เหตุที่เรามาวันนี้ก็มีเรื่องหนึ่งอยากแจ้งเจ้า”

    เสี่ยวเฟินเงยหน้าขึ้นอย่างสนใจ

    เขากล่าวต่อ“เราจะออกไปตรวจราชการนอกวังช่วงสั้นๆเป็นการไปดูความเป็นอยู่ชาวบ้าน จะไม่มีขบวนยิ่งใหญ่”

    “แล้วท่านบอกข้าทำไม?” นางถามพลางเลิกคิ้ว

    “เพราะเจ้า..ดูจะว่าง” เขาหยุดสักครู่ “ก็ไปกับเราไหม?”

    “ได้!” เสียงตอบนั้นรวดเร็วจนน่าขัน “ข้าไป! ไปแน่นอน!”

    โม่หยงเฉิงหลุดหัวเราะในลำคอแต่ก็ยังกล่าวเตือน“ต้องปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้กินอยู่สบายหรอกนะและยิ่งต้องไม่คุยกับนกกลางตลาด”

    “ข้ารู้แล้วน่า” นางทำเสียงกระเง้ากระงอด

    เขาเพียงปรายตาแล้วหมุนตัวเดินออกไป จากเหตุผลแรกที่มาเพราะจะบอกให้นางอยู่ให้ดีๆ ช่วงที่เขาไม่อยู่อย่าสร้างเรื่องวุ่นวายแต่กลับกลายเป็นว่าเขาใจอ่อนเสียได้

    โม่หยงเฉิงยังไม่ทันพ้นออกตำหนักฟู่ตงเขาหันกลับไปมองเบื้องหลังพลันถอนหายใจเมื่อเห็นดวงหน้าของเสี่ยวเฟินเปล่งประกายระคนความตื่นเต้นจนแทบเก็บไม่อยู่นางหันไปกระซิบกับนกที่เกาะราวบันได “ข้าจะออกไปเที่ยวนอกวังกับหยงเฉิงล่ะข้าจะได้เห็นตลาด ได้เห็นลำธาร ได้เห็นผู้คน ไม่ต้องอยู่แค่ในตำหนักเหมือนเดิมแล้ว!”นางเอ่ยพึมพำกับตัวเอง“แล้วก็ได้อยู่กับหยงเฉิง..นานขึ้นอีกหน่อยด้วย”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน