ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 43 : สังหาร!!!

    ฟิว!!!ตูมมม ฟิว!!!ตูมมมเสียงกรีดอากาศของกระบี่อากาศเล่มแล้วเล่มเล่า แผ่พุ่งซัดสาดฉินเทียนอย่างไม่ว่างเว้น ส่วนตัวฉินเทียนก็ราวกับภูตผีพลิ้วร่างพลิกกายหลบกระบี่นั้นได้อย่างพอดิบพอดี ราวกับว่ามันนั่นเป็นผู้หยั่งรู้


    หากแต่แม้จะเป็นเช่นนั้นตัวฉินเทียนมันก็ยังอดบ่นมิได้ 'แมร่งเอ๊ยไอ้พวกตราสัญลักษณ์วิญญาณระดับโบยบินขึ้นไป แมร่งช่างเอาเปรียบกันเกินไปรึเปล่า เมื่อกี้แค่เอาดาบฟันตัดกระบี่อากาศของมันไปเล่นเอามือข้าสั่นเทาไม่น้อย หากต้องปะทะซึ่งหน้าเกรงว่าจะยากลำบากแล้ว'


    เมื่อคิดได้ดังนี้ฉินเทียนก็เริ่มวิ่งพุ่งร่างตีวง


    บุรุษตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มเห็นเช่นนี้มันก็หัวเราะเยาะในใจ พร้อมเปลี่ยนจากกระบี่อากาศกลายเป็นคล้ายใบมีดที่เรียวเล็กแทน หากแต่คราวนี้จำนวนมีดอากาศช่างมากมายนัก มันบินล้อมกายของนักรบตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม มากมายเกินจะนับได้ด้วยสายตาปกติ


    ก่อนในไม่ช้าจะพุ่งเข้าใส่ฉินเทียนราวกับห่ากระสุนปืน


    !!!ตูมมม!!!ตูมมม!!!ตูมมม เสียงเล่ามีดอากาศด้ามแล้วด้ามเล่า ปักสู่พื้นดินและระเบิดตัว บุรุษนักรบตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มเห็นเช่นนี้มันก็หัวเราะเยาะฉินเทียนพร้อมกล่าววาจาแดกดัน "สวะเอ๊ย เจ้าจะทนได้สักกี่น้ำ" กล่าวจบก็ซัดมีดอัดอากาศรุนแรงถี่ขึ้นกว่าเดิม


    หากแต่เมื่อมันพบว่าฉินเทียนกำลังวิ่งคล้ายจะหลบหนีไปทางประตูซุ่มกำแพง มันก็หัวเราะหึ ทีหนึ่ง ก่อนจะพุ่งร่างโบยบินไปปิดทางนั้น


    พร้อมใช้มีดอากาศนับร้อยเล่มดักทาง หากแต่ไม่รู้ทำไม อยู่ดีๆ ตัวมันก็รู้สึกเย็นวาบเสียเหลือเกิน เมื่อมันมองไปที่ใบหน้าของบุรุษสวะที่มันเรียกขาน ตัวตนระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มที่แสนต่ำต้อย


    รอยยิ้มของมันผู้นั้นช่างน่าหวาดกลัวสำหรับมันเหลือเกิน


    และในชั่วพริบตา โลกของบุรุษผู้เป็นถึงตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม คล้ายหมุนเคว้งไปมา หากแต่เมื่อมันรู้ตัวอีกที มันก็แสนจะสั่นสะท้านเมื่อพบว่าร่างกายของมันนั้นไร้ซึ่งศีรษะ


    นัยน์ตามันถลึงกว้าง หากแต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้อีกต่อไป เพราะสติของมันกำลังค่อยๆ เลือนหายไป โลกหล้าก็คล้ายกับกำลังมืดมิด มันตกตายอย่างไม่พร้อมใจ


    ฉินเทียนยิ้มบางเบา มือสะบัดดาบ มันยื่นนิ่งอยู่ด้านหลังร่างไร้วิญญาณ พร้อมกล่าววาจาเย้ยหยัน


    "ไอ้เวรในที่สุดก็บินต่ำเสียที คิดว่าเป็นผู้โบยบินแล้วจะมีชีวิตอมตะรึ หากเป็นข้าจะไม่มีวันบินต่ำเด็ดขาดหากสู้กับผู้ระดับชั้นต่ำกว่าอย่างพวกเดินดิน ข้าจะซัดสาดซึ่งอิทธิฤทธิ์เข้าใส่พวกมันเท่านั้น กร๊ากๆ" จากนั้นฉินเทียนก็ส่ายหน้าในความโง่งมของเจ้าหมอนี้ ก่อนจะรีบเดินไปหาฟันต้าที่อาการร่อแร่เต็มที


    ฉินเทียนมองฟันต้าก่อนจะถอนหายใจ พร้อมรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจะมีดวงเสียทรัพย์อีกครั้ง


    หากแต่เมื่อได้ยินคำพูดของฟันต้าตัวมันก็ไม่กล้ารีรอรีบกดซื้อโอสถฟื้นกำลังและสมานแผลทันที


    "สหายฉินเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้ารีบหนีไปซะ อนาคตของเจ้าสมควรเป็นผู้ยิ่งใหญ่ อย่าให้ฟันต้าข้าทาสผู้ต่ำต้อยผู้นี้เป็นภาระให้เจ้าเลย"


    เมื่อฟันต้ากล่าวจบฉินเทียนก็ไม่รอช้าจับโอสถสองเม็ดยัดเข้าปากมันทันที บทพูดแบบนี้ทำให้ตัวมันละอายใจเกินจะกล่าวหากไม่ช่วยเหลือผู้คน มีอย่างที่ไหนกำลังจะตกตายยังมาเป็นห่วงผู้อื่นอีก แม้ฉินเทียนจะคิดแบบนี้ หากแต่ในใจอีกส่วนของมันก็ชมชอบนิสัยโง่งมเช่นนี้ของฟันต้าไม่น้อยเลย


    ฉินเทียนดึงร่างฟันต้าขึ้นไม่พูดพร่ำ พร้อมร้องบอกน้ำเสียงบางเบา "สหายรีบหนีกันได้แล้ว"


    .


    .


    .


    ไม่ช้าเสียงระเบิดจากยันต์ระเบิดตามกาลก็ดังเป็นระยะระยะอีกครั้ง สร้างความปั่นป่วนให้กับเรือนตำหนักท่านเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาวแห่งนี้มากนัก


    ไม่ช้าร่างของบุรุษผู้หนึ่งและเหล่าบริวารของมันก็ต่างลอยขึ้นสู่ท้องนภา จดจ้องมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันผู้นี้คือเจ้าเมืองแห่งเมืองพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ สายตาของมันแสดงความไม่สบอารมณ์ราวกับปรารถนาจะกินเลือดกินเนื้อผู้ที่มาสร้างความวุ่นวายนี้แก่มัน


    ตอนนี้ฉินเทียนและฟันต้า ฟันจินได้กลับมารวมตัวกันสำเร็จแล้ว พร้อมอาศัยความวุ่นวายเพื่อจะหลีกหนีจากที่นี้โดยเร็ว


    หากแต่ไม่รู้ทำไม เมื่อตัวฉินเทียนเห็นบุรุษผู้หนึ่งลอยเคว้งขึ้นกลางนภา เสื้อผ้าที่หรูหราของมัน ใบหน้าเหลี่ยมมุมกับนัยน์ตาที่คล้ายเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ที่มอบความรู้สึกโหยหวนและน่าครั่นคร้านจะทำให้ตัวฉินเทียนช่างรู้สึกไม่สบอารมณ์และสะอิดสะเอียนในใจนัก


    ฟันต้าร้องเรียกฉินเทียน "สหายฉินพวกเรารีบออกจากที่นี่กันเถอะ" ฟันต้าเร่งเร้า


    หากแต่ถึงอย่างนั้น ไม่รู้ทำไมในใจส่วนลึกของฉินเทียนคล้ายกำลังบอกว่ามีอะไรสักอย่างกับบุคคลผู้นั้น บุคคลผู้กำลังยื่นย่ำลอยเคว้งกลางนภา ซึ่งตัวมันจำเป็นต้องรู้แจ้งให้ได้


    ฉินเทียนเปิดใช้เนตรมองอดีต จดจ้องมองไปที่มัน ทั้งๆ ที่เนตรนี้หากไม่จำเป็นฉินเทียนจะไม่เปิดใช้งานมันเด็ดขาด เพราะมันช่างเนิ่นนานในการมองย้อนอดีตของใครสักคนและตัวฉินเทียนก็ควบคุมวันเวลาที่ตัวมันเห็นมิได้ ทำให้หากไม่จำเป็นมันจะไม่เปิดใช้วิชาเนตรมองอดีตแน่นอน


    .


    .


    .


    ไม่ช้าฉินเทียนก็ค่อยๆ ท่องไป ให้ห้วงอดีตของท่านเจ้าเมือง


    มันค่อยๆ เห็นสรรพชีวิตมากมาย


    ไม่ใช้แค่มนุษย์ หากแต่มีมากมายหลายเผ่าพันธุ์ ถูกฉีกเนื้อเถือหนัง ขบเคี้ยว ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่การกินดื่ม หากแต่เป็นไปเพื่อความสุขสันต์ ภาพการเสพรับความสุขอันต่ำทรามปรากฏแก่สายตาของฉินเทียน


    หลอกล่อนางสตรีให้สุขสันต์ และขบเคี้ยวนางอย่างดื่มด่ำ กรีดร่างเด็กน้อยนำเลือดโลหิตมาดื่มกิน


    ข่มขืนซากชีวิตเสพสมเพื่อรสแห่งกามา


    โห่ร้องร่วมกับมิตรสหายผู้ต่ำทราม สนุกไปกับชีวิตของผู้อื่น


    ฉินเทียนยืนจ้องมองภาพเหล่านี้ ภาพแล้ว ภาพเล่า


    นิสัยที่เคยพร้อมปล่อยวางสิ่งต่างๆ ในโลกหล้า คลับคล้ายว่ากำลังแปรเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว ยิ่งมองเห็นสรรพชีวิตและผู้คนมากมายต้องทนรับสภาพทุกทรมานและตกตายมากเท่าไร ไฟแห่งโทสะของตัวมันฉินเทียนก็โหมกระพือมากเท่านั้น


    ฉินเทียนถามตัวเอง ไอ้เดรัจฉานพวกนี้คือตัวอะไร...


    หัวใจของมันถูกสรรค์สร้างด้วยสิ่งใด...


    ไยพวกมันถึงชั่วช้าและเลวทรามได้ถึงเพียงนี้...


    พวกมันนี้มีจิตใจหรือไม่...


    ไม่ช้าในห้วงวันเวลาที่ยาวนานก็คล้ายจะท่องมาถึงช่วงสุดท้าย...


    เดรัจฉานตัวนี้ได้กลายเป็นเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาว มันก่อการชั่วช้า มันเป็นบริวารแห่งเทพอสูรสังหารโลหิตคราม มันเป็นผู้มาจากโลกอันไกลโพ้น ฉินเทียนค่อยๆ ซึมซับเรื่องราว...


    และภาพเรื่องราวสุดท้ายที่ฉินเทียนเห็น... คืออาหารมื้อสุดท้ายของเดรัจฉานท่านเจ้าเมือง


    หนึ่งคู่แม่ลูกถูกขบเคี้ยว ศีรษะของสตรีเยาว์วัยกลายเป็นของสะสม


    ในเรือนตำหนักใหญ่ของท่านเจ้าเมือง มีห้องลับที่มีหลายพันชีวิตที่จะสุ่มซ่อนอยู่ เพื่อเป็นอาหาร เป็นของว่าง เป็นของสะสมของท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองผู้นี้


    ไม่ช้าวันเวลาที่ยาวนานก็จบลง


    .


    .


    .


    ฉินเทียนลืมตาขึ้นมือข้างที่กำดาบของมันสั่นเทาอย่างแรงกล้า ฟันต้า ฟันจิน คล้ายรู้สึกกับแปลกใจ และเห็นความเปลี่ยนแปลงของฉินเทียนอย่างชัดเจน


    ฟันต้าเอามือจับไหล่ของฉินเทียนเพื่อบอกกว่าให้รีบเร่งหลบหนี


    หากแต่ตัวฉินเทียนในตอนนี้ ในหัวใจของมันนั้นคล้ายไม่มีทางให้ก้าวเดินอีกต่อไป... ทางหนีเป็นทางที่มันมิอาจจะเลือกได้อีก... มีแต่ต้องศีรษะของเดรัจฉานตัวนี้เท่านั้นถึงทำให้ภายในตัวมันสงบเย็นลงได้


    "สหายพวกเจ้าจงไปจากที่นี่เสียเถอะ... ส่วนตัวข้านั้น... แลดูว่าตอนนี้มีสิ่งที่ไม่กระทำ ไม่ได้แล้ว" ฉินเทียนพูดกล่าวพร้อมนำมือของฟันต้าออกจากไหล่ ก่อนที่จะค่อยๆ เดินกลับเข้าไปในตำหนักกลางอีกครั้ง


    .


    .


    .


    กลางนภาสูงมีเรือท่องนภาที่งดงามวิจิตรซึ่งเป็นสมบัติวิเศษอันล้ำค่า ปิดซ่อนตัวเองอยู่เนื้อเมฆา บนนั้นมีสตรีงดงามมากมายแต่งกายเป็นบุรุษเพศ


    "พี่หญิงที่นี่คล้ายมีเรื่องวุ่นวาย พวกเราจะลงมือตอนนี้เลยหรือไม่" ลี่อิ่งในร่างบุรุษพูดกล่าว


    หากแต่ไม่ช้าปราชญ์บัวมณีที่อยู่ในร่างบุรุษเพศก็ส่ายหน้า "เราควรรอดูสถานการณ์ ข้างล่างวุ่นวายเกินไป และนอกจากนี้พี่หญิงคิดว่า หากเรารออีกนิด ข้ารู้สึกว่าพวกเราจะได้ดูเรื่องสนุกๆ กัน"


    เมื่อพูดกล่าวจบปราชญ์บัวมณีก็คล้ายจะแย้มยิ้ม


    .


    .


    .


    "ปีศาจ... เจ้านั้นคือปีศาจ..." นักรบกล้าผู้หนึ่งแห่งตำหนักท่านเจ้ามือพูดกล่าว พร้อมหลังพิงแนบกำแพงสั่นกลัวอย่างถึงที่สุด มันไม่เคยเห็นการล่าสังหารที่รวบรัดและรวดเร็วถึงเพียงนี้มาก่อน


    และในมุมไกลออกไป ฟันต้าและฟันจินที่ตัดสินใจไม่หลบหนี หากแต่ปรารถนาจะเป็นกำลังช่วยสหายฉินผู้กล้าหาญที่มาร่วมเสียสละก่อการด้วยกัน ตัวมันกับน้องชายก็พลั่นรู้สึกสั่นสะท้าน และแอบหวาดกลัวสหายฉินอย่างถึงที่สุด นั่นเพราะ...


    ฉวิง ฉับ "อ๊าาาาาาา" ฉวิง ฉับ ซู่ๆๆๆๆๆ


    "เจ้าปีศาจ อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา อ๊าาาาาาาาา" ฉวิง ซู่ๆๆๆๆๆ


    ตามรายทางของสหายฉิน ไม่ว่าจะเดินผ่านก้าวย่างไปที่ใด ในรัศมีหนึ่งช่วงดาบ ใครยืนขว้างทางก้าวเดินของสหายฉิน ณ ตอนนี้ต่างล้วนกลายเป็นซากร่างไร้ศีรษะในทันที ทางเดินของสหายฉินกลายเป็นทางสายโลหิตที่ชุ่มช่ำเจิ่งนองไปด้วยเลือด มีฝนโลหิตเป็นสัญลักษณ์


    .


    .


    .


    และการเข่นฆ่าที่ดุดันเช่นนี้ในไม่ช้าก็ไปเตะตาซึ่งกลุ่มคนที่ใช้ซึ่งอิทธิฤทธิ์ระดับสูง


    ท่านเจ้าเมืองเหลียวมองไปตามเสียงและกลิ่นโลหิตที่มันคุ้นเคย มันโบยบินไปทิศทางนั้นอย่างเนิบช้า คล้ายไม่ยินดียินร้ายกับชีวิตของผู้คน


    ในที่สุดมันก็เห็นฉินเทียน


    รอบกายมันมีบริวารนักรบกล้าผู้อยู่ระดับท่องนภาสิบคนรอบกาย


    มันจดจ้องฉินเทียนพร้อมกล่าวถาม "เจ้าคือผู้มาก่อความวุ่นวายที่นี่รึ จงบอกมาว่ามันผู้ใดสั่งเจ้า"


    สายตาของมันยามมองฉินเทียนเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน สิ่งที่มันเห็นคือเหล่าธุลีไร้ค่า


    ยามนี้นักรบกล้าระดับต่ำที่มิอาจจะโบยบิน พวกมันต่างสั่นกลัว พร้อมตีวงล้อมรักษาระยะห่างๆ รอบกายของตัวฉินเทียนมัน


    พวกมันมิคิดเลยว่าบุรุษผู้มีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มหนึ่งจุดแต้มจะมีฝีมือเหี้ยมหาญ และลงมือดุดันโหดร้ายถึงเพียงนี้


    .


    .


    .


    ฉินเทียนมิได้ตอบคำถาม


    หากแต่มันกลับวิ่งพร้อมพุ่งร่างเข้าไปหาท่านเจ้าเมืองเดรัจฉานผู้ต่ำทราม


    มีแต่บั่นศีรษะมันผู้นี้จึงจะทำให้ตัวมันฉินเทียนสงบลงได้


    .


    .


    .


    "ดูเหมือนเรื่องสนุกจะเริ่มขึ้นแล้ว" ปราชญ์บัวมณีแย้มยิ้ม


    หากแต่ไม่ช้านางมารลี่อิ่งที่อยู่ในร่างบุรุษเพศกับต้องขมวดคิ้ว นางจดจ้องมองไปยังบุรุษผู้ใส่ชุดเทาหม่น นางรู้สึกคุ้นเคยกับมันผู้นี้นัก ด้วยสายตาแห่งผู้ใช้อิทธิฤทธิ์ระดับตำนานระยะห่างระหว่างท้องฟ้าและผืนดินมิใช่ปัญหาของนางเลย บุรุษผู้นั้นคล้ายแจ่มชัดเสมือนอยู่ใกล้ตัวนางนัก หากแต่ถึงอย่างนั้น ด้วยมุมมองจากผืนนภานางยังคล้ายไม่พอใจ


    นางอยากเห็นบุรุษผู้นี้ให้แจ่มชัดมากกว่านี้ นางดึงของวิเศษจากกำไลงามของนางออกมา มันเป็นกระจกใสบานหนึ่งรูปทรงวงรีล้อมรอบมีอักขระวิญญาณอันประณีต ลี่อิ่งนางจับมันโยนออกไปก่อนจะร่ายฤทธิ์ใส่กระจกบานนั้น ไม่ช้าฝูงปักษาวิญญาณจากกระจกก็โบยบินออกมาอย่างมากมาย แต่ละตัวส่องสว่างสวยงาม รับกับแสงสว่างแห่งท้องนภา หากแต่ในไม่ช้าก็คล้ายเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว พวกมันพุ่งร่างบินกระพือปีกสู่ผืนปฐพี พร้อมซ่อนตัวมิให้ใครมองเห็น ร่างกายพวกมันกลายเป็นคล้ายกับกระจกใสที่มองทะลุได้โดยสมบูรณ์


    จากนั้นในไม่ช้าราวกับว่าดวงเนตรนัยน์ตาของเหล่าปักษาวิญญาณเป็นเครื่องรับภาพ มันสะท้อนสิ่งต่างๆ ที่มันเห็นเข้าสู่บานกระจกนั้น กระจกนั้นก็สะท้อนภาพออกมาอีกมากมายราวกับเป็นเครื่องฉายร้อยพันจอ


    ภาพแล้วภาพเล่าฉายรอบกระจกวิเศษ


    ปราชญ์บัวมณีมองจดจ้องไปที่สตรีตัวน้อยของนาง "ลี่อิ่ง" นางคล้ายมีสิ่งที่อยากจะถามไถ่


    หากแต่ในไม่ช้าเมื่อเงาภาพถูกสะท้อนในกระจก ภาพแล้ว ภาพเล่า ทุกภาพคือภาพของบุรุษผู้หนึ่ง


    บุรุษผู้ถือดาบกำแน่น เสื้อผ้าสีเทาหม่นที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสดใหม่


    เมื่อลี่อิ่งเห็นใบหน้าของมันผู้นี้ นางก็จดจำมันได้ทันที


    ว่ามันคือ...


    บุรุษมากเล่ห์ และตัวโง่งม ที่ครั้งหนึ่งมันเป็นผู้ช่วยชีวิตนาง


    .


    .


    .


    เมื่อฉินเทียนมันรีบวิ่งพุ่งร่างเข้าหาเดรัจฉานเจ้าเมือง


    เหล่านักรบกล้าผู้โบยบินก็พุ่งร่างมาขว้างกั้น แต่ละคนก็เริ่มร่ายฤทธิ์ของมัน เกิดเป็นโซ่ยาวสีทมิฬ หมายจะแผ่พุ่งมาร้อยรัดเจ้าสวะบุรุษที่มาสร้างความวุ่นวาย


    ซึกซาก ซึกซาก


    เสียงสายโซ่ เส้นแล้ว เส้นเล่า ผ่านกายของฉินเทียนไปอย่างฉิวเฉียด ห่างเพียงคืบบ้าง ห่างเพียงครึ่งฉื่อบ้าง


    เหล่านักรบกล้าต่างสับสนเส้นโซ่ของมันที่ร่ายฤทธิ์ทั้งรวดเร็วและฉับไว หากแต่ทำไมบุรุษผู้นั้นถึงกับหลบได้อยู่เสมอร่ำไป


    เสียงระเบิดตูมตามดังเป็นระยะ ระยะ เพราะอานุภาพของสายโซ่อิทธิฤทธิ์ที่ไปสัมผัสโดนสิ่งใด สิ่งนั้นก็ระเบิดแตกสลายจนสิ้น แสดงให้เห็นว่าสายโซ่นี้ร้ายกาจและมีอานุภาพมากเพียงไร


    .


    .


    .


    สายตาแห่งมัจจุราชของฉินเทียนจดจ้อง


    ริมฝีปากของมันขยับพูดน้ำเสียงบางเบา "เหลืออีก 74 จั้ง"


    .


    .


    .


    "เหลืออีก 53 จั้ง" "42 จั้ง" "30 จั้ง"


    "10 จั้ง"


    "1 จั้ง"


    และเมื่อถึงระยะสุดท้ายที่ตัวฉินเทียนปรารถนา เสียงกรีดร้องของวิชาลับของมันก็ระเบิดออก ร่างกายของมันที่กำลังพริ้วกายหลบสายโซ่อิทธิฤทธิ์หลายสิบเส้นอยู่ดีๆ ก็หายไป


    หากแต่ในเวลาเดียวกันก็เกิดเสียงระเบิดของอากาศดังลั่น ฝุ่นควันฟุ้งตลบไปทั่ว


    และในไม่ช้าศีรษะของนักรบผู้โบยบินผู้หนึ่งก็ถูกสะบั้น


    เสียงระเบิดตูมของอากาศดังอีกครั้ง ศีรษะของนักรบผู้โบยบินอีกหนึ่งก็ถูกสะบั้นเช่นกัน


    .


    .


    .


    และเมื่อมองกลางท้องนภาดีๆ กลับพบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งคล้ายมิควรจะอยู่ที่นี่


    หากแต่มันกลับลอยตัวอยู่กลางนภาได้ พร้อมโลหิตที่ซ่านกระเซ็น จากร่างของผู้ใช้ฤทธิ์ระดับโบยบิน


    กลางหน้าผากของมันผู้นั้นมีแค่ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มเท่านั้น


    หากแต่นัยน์ตาของมันราวกับอสูรร้ายปลิดชีพ


    .


    .


    .


    [เจ็ดก้าวพริบตา]


    [ดาบคลั่งปลิดชีพ]


    .


    .


    .


    ตาของฟันต้าและฟันจินนิ่งค้าง


    ปราชญ์บัวมณีจดจ้องมองผู้ฝึกตนชั้นต่ำผู้นี้อย่างสนใจ


    .


    .


    .


    หากแต่ไม่รู้ทำไมหัวใจของนางมารลี่อึ่งถึงเต้น ตุบตับ ตุบตับ เสียงดังอย่างแปลกประหลาด เมื่อยามนางมองไปที่บุรุษผู้นั้น

    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน